แบ็คแพ็คไปเปรูแบบลุยๆ ใช้ชีวิตบนเทือกเขาแอนดีสและเดินทางไปเยือนเมืองสาบสูญแห่งอินคา รีวิวโดย Amy Travels

การเดินทางไปเหยียบทวีปอเมริกาใต้ครั้งแรกของเรานั้นเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง เหตุเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบที่ปิดเทอมนี้อยากลองไปทวีปที่ตัวเองไม่เคยไป ลองสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน คือการเดินเขา เราสนใจเส้นทาง Inca Trail ไป Machu Picchu มากๆ จึงตัดสินใจขอพ่อแล้วรีบจอง permit ทันทีทันใด นี่ซื้อ 6 เดือนล่วงน้า

แบ็คแพ็คไปเปรูแบบลุยๆ ใช้ชีวิตบนเทือกเขาแอนดีสและเดินทางไปเยือนเมืองสาบสูญแห่งอินคา

แบ็คแพ็คไปเปรูแบบลุยๆ ใช้ชีวิตบนเทือกเขาแอนดีสและเดินทางไปเยือนเมืองสาบสูญแห่งอินคา

 วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.42 น.

 วันที่เดินทาง 29 มิ.ย. 2562

การเดินทางไปเหยียบทวีปอเมริกาใต้ครั้งแรกของเรานั้นเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง เหตุเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบที่ปิดเทอมนี้อยากลองไปทวีปที่ตัวเองไม่เคยไป ลองสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน คือการเดินเขา เราสนใจเส้นทาง Inca Trail ไป Machu Picchu มากๆ จึงตัดสินใจขอพ่อแล้วรีบจอง permit ทันทีทันใด นี่ซื้อ 6 เดือนล่วงน้านะยังเกือบไม่ทัน! หลังจากนั้นก็ค่อยๆแพลนทริปที่เหลือ จนมันค่อยๆออกมาเป็นรูปเป็นร่าง โชคร้ายที่ช่วงก่อนบิน เราติดไฟนอลโปรเจคของมหาลัยและต้องปั่นงานหนักมาก เรียกได้ว่าทำจนวินาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง แทบไม่มีเวลาได้เตรียมตัวเตรียมใจกันเลยทีเดียว เช้าวันที่บินคือแบบ อ้าว นี่เราต้องบินแล้วหรอ?! นี่เรากำลังเดินทางไปอเมริกาใต้คนเดียวจริงๆแล้วใช่มั้ย มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว! วันนี้เอมมี่จะมารีวิวการผจญภัยของเราให้อ่านกันค่ะ (:


เปรูเป็นประเทศที่อะเมซิ่งมากๆ ทริปนี้เราได้มาอยู่กับธรรมชาติกับภูเขาอย่างแท้ทรู มาเรียนรู้หนึ่งในอารยธรรมที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คืออารยธรรมอินคา ได้มาเจออะไรที่ completely แตกต่างจากทุกที่ที่เคยไปมา เป็น eye opening experience มาก อยากให้คนไทยลองมาเที่ยวแนวนี้มากขึ้น


ภาษา: ภาษาสเปนค่อนข้างสำคัญเลย ถ้าพูดได้คุณจะสบายสุดๆ อย่างน้อยก็มีพื้นฐานนิดหน่อย เพราะที่นี่คนท้องถิ่นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เลย ตามป้ายตามไรงี้ก็ไม่มีให้เห็น ที่ bus terminal ก็ประกาศทุกอย่างเป็นภาษาเสปนอะแม่ รู้สึก grateful มากที่ตัดสินใจเรียนก่อนมา มีความ survival 555


ค่าเงิน: ที่นี่ใช้หน่วยเงิน Sol (โซล) ประมาณ 9 บาทไทย ปกติเวลาคิดเลข เราก็เติมศูนย์ตามหลังไปเลยง่ายๆ ถ้าขี้เกียจ ค่าครองชีพถูกมาก พอๆบ้านเราเลย แต่ค่าตั๋วเครื่องบินจากไทยมาเอาเรื่องมาก เพราะฉะนั้นเพื่อความคุ้มค่าตั๋ว ควรหาวันหยุดยาวๆ แล้วก็อยู่หลายๆเดือนไปเลยในประเทศหรือทวีปนี้

นี่คือแผนการเดินทางของเราคร่าวๆจ้า เราไปทั้งหมด 4 เมืองจ้า เริ่มต้นที่ Lima > Cusco > Arequipa > Huaraz การเดินทางแบบละเอียดๆ เดี๋ยวอธิบายแยกแต่ละเมืองอีกทีนะ

ขอพื้นที่ระบายนิด.. จริงๆอยากไปเมือง Puno ด้วย แต่ skip ไปเพราะเวลาจำกัด เสียดายที่สุด ที่นั่นมี Lake Titicaca เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่สูงที่สุดในโลก (3,800 m) ไฮไลท์คือมันมี man made floating island ที่คนพื้นเมืองเค้าใช้อาศัยอยู่ น่าสนใจมากๆ แต่ทะเลสาบนี้เราสามาถไปเยี่ยมชมได้จากอีกเมืองก็คือ La Paz ประเทศ Bolivia ซึ่งเราขอเก็บไว้สำหรับทริปหน้าที่ไม่รู้จะมีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อไรละกัน555


การเดินทางในประเทศ:

เราแนะนำให้นั่ง overnight bus เวลาเปลี่ยนเมือง ประหยัดค่าโฮสเทล ไม่เสียเวลาเที่ยวตอนกลางวัน ถูกด้วย ราคาไม่ถึงพัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางกับคลาสที่เลือก มีหลายบริษัทหลาย option มาก เราใช้บริการของบริษัท Cruz del Sur จ้า เบาะเค้าเอนได้ถึง 160 องศาเลยแก นอนสบายมีผ้าห่มกับหมอนให้ มีของว่างเสิร์ฟ มีจอทีวีไว้ดูหนังฟังเพลงได้ แต่ถ้านั่งตอนกลางคืนเราไม่มีอารมณ์ดูเพราะง่วง555 มีครั้งนึงนั่งตอนกลางวันถึงได้มีโอกาสดู อย่าลืมเตรียมหูฟังไปเอง และถ้านั่งกลางวันเค้ามีข้าวเสิร์ฟเป็นมื้อแบบอิ่มท้องเลยย มองวิวข้างนอกก็เห็นอะไรเยอะ ทั้งภูเขาบ้านเมือง มันทำให้เราเห็นประเทศเค้าในมุมอื่น ที่ไม่ใช่มุมท่องเที่ยวด้วย

อีก option คือ Peru Hop ที่เราเห็น backpacker หลายคนใช้กัน มันอารมณ์แบบ hop on hop off bus ก็คือเราซื้อแพกเกจเมืองที่เค้ามี แล้วก็ customize ทริปของเราเองว่าจะไปที่ไหนเมื่อไร สำหรับเรามันไม่ค่อยคุ้มค่า เพราะเมืองที่อยากไปไม่อยู่ในแพกเกจ ราคาแอบแพงด้วย

สำหรับคนที่ไม่ชอบนั่งบัสนานๆ สายการบินราคาประหยัดก็มีเยอะนะ domestic flight แบบถูกๆที่เราเคยหาได้ ราคาก็ไม่เกิน 2000 บาท


LIMA

(กรุงลิม่า)

มาเริ่มกันที่ลิม่า เมืองหลวงสีเทากันเลย มันเป็นเมืองที่โคตรครึ้ม อยู่ 3 วันเล่นเอาเราหดหู่ไปนิดนึงเลย555 เมฆหมอกเยอะตลอดแบบไม่มีแดดโผล่มาซักนิดในช่วงหน้าหนาว เป็นเมืองชายฝั่งที่อากาศแปลกมากๆ ค่อนข้างชื้น ก็เลยจะมีแต่ละอองฝนปรอยๆแฉะๆ บริเวณชายหาดมี public space กับพื้นที่สีเขียวเยอะมาก แต่มีหลายพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ เราว่าช่วง summer บรรยากาศน่าจะดีไม่น้อยย


เมืองลิม่ามี Neighbourhood หลักๆ 3 ย่านที่ tourist เค้าไปกัน คือ


ย่าน Miraflores

ที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ย่านนี้กัน ซึ่งปลอดภัยมาก แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ที่เราคิดว่าน่าสนใจก็มีสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแมว ชื่อ Kenedy Park กับ Huaca Pucllana เป็น clay pyramid ซึ่งเป็นซากโบราณของอารยธรรมอินคาแห่งเดียวที่มีอยู่ในเมืองหลวง


ย่าน Barranco

ที่นี่เป็นเหมือนถิ่นรวมศิลปินและร้านค้าติ้สๆ มีกราฟิตี้สวยๆเยอะมาก คาเฟ่น่ารักๆ แล้วก็ art museums กลางคืนก็มีบาร์เยอะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบ night life ถ้าได้มาใหม่ เราคงเลือกที่พักอยู่ย่านนี้แทน Miraflores


ย่าน Centro Histórico หรือ Historic Center

คือย่านเมืองเก่าที่เราจะเห็นสถาปัตยกรรมอาณานิคมของสเปน ก็เลยมีความยุโรปขึ้นมาหน่อย เราแนะนำให้ทำ free walking tour กับ Lima by Walking เมื่อก่อนเราไม่เคยสนใจพวก free tour เลย คิดว่าเดินเองก็คงเหมือนกัน แต่พอได้ลองแล้วแบบเฮ้ย น่าสนใจว่ะ ได้รู้อะไรเยอะขึ้นมาก ได้เพื่อนใหม่ด้วย หลังจากนี้คือไปเมืองไหนก็คือเราก็จะต้องหา free walking tour ตลอด 555


Getting around:

จากสนามบินเข้าตัวเมืองเราใช้บริการ Lima Airport Express Bus ราคา 25 โซล (200 บาทนิดๆ) บัสนี้จะวิ่งจากสนามบินไปย่าน Miraflores ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วหยุดตามป้ายของเค้าเอง เราต้องไปดูว่าโฮสเทลเราอยู่ใกล้ป้ายไหนที่สุดของเค้า

ลิม่าเป็นเมืองที่ใหญ่มาก แต่ละสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ค่อนข้างไกลจากกัน โชคดีหน่อยที่เค้ายังมี public transportation ที่ใช้ง่ายแบบนักท่องเที่ยวอย่างเรายังไม่งง555 เราใช้บัส Metropolitanoอารมณ์เหมือน BRT บ้านเรา ที่จะวิ่งบนเลนพิเศษแล้วหยุดตามสถานี ราคา 2.50 โซลต่อเที่ยว (ประมาณ 22 บาทเองแก) นั่งไปลงไหนก็ได้ แต่เราต้องมีบัตรเติมเงิน ซื้อได้ตามตู้อัตโนมัติที่สถานี รู้สึกว่าราคา 4.50 โซล (40บาท)

ตอนนี้ก็มีรถไฟใต้ดิน 1 สาย เราไม่ได้ใช้เพราะมันยังไม่ครอบคลุมเท่าไร ตอนนี้เค้ากำลังสร้างเพิ่มซึ่งมันจะเชื่อมสนามบินกับตัวเมืองด้วย สะดวกไปอีก

ถ้ามาหลายคนหารแท็กซี่เราว่าก็โอเคนะ มันไม่ได้แพงแบบยุโรป แต่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์ เพราะฉะนั้นเราต้องต่อรองราคากับคนขับเองจ้ะ


Accommodation:

เราพักที่ Selina Hostel เขาเป็น boutique hostel chain ในอเมริกาใต้ที่เก๋มาก ใส่ใจดีไซน์โคตร เราพักห้องรวม 12 เตียง แต่พอไปถึงจริงๆห้องมันไม่เคยเต็มอยู่แล้ว ราคา 300 กว่าบาท ช่วงเดือนกรกฎาคม ที่นี่จะแต่แพงกว่าโฮสเทลทั่วไป บรรยากาศไม่ค่อยเอื้อให้เจอ traveler คนอื่นๆเท่าไร เพราะไม่ค่อยมี activity ซึ่งเป็นจุดนึงที่เราไม่ชอบ เหตุผลที่มาพักเพราะชอบแบรนดิ้งเค้า



CUSCO

(กุสโก้)

มาถึงเมืองไฮไลท์เลย ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากๆๆ วิวก็สวยมากเช่นกัน เราจะถูกร้อมลอบด้วยหุบเขาที่มีบ้านคนอยู่เต็มไปหมด ยิ่งตอนกลางคืน เราจะเห็นไฟเป็นดวงๆ ร้อมลอบเรา คืองดงาม ที่นี่เป็นเมืองหลวงเก่าของชาวอินคาเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีส ที่ระดับความสูง 3400 m จากระดับน้ำทะเล ฟังดู unreal มากกก


Getting there:

เราเดินทางมาจากลิม่าด้วยสายการบิน Peruvian Airlines ราคา 1500 บาท วิวบนเครื่องบินเห็นเทือกเขาแอนดีส มันอะเมซิ่งมาก ตอนมาถึงคือมีอาการมึนหัวนิดหน่อย เพราะเมืองที่อยู่สูงแบบนี้ ร่างกายคนไทยอย่างเราไม่ชิน เนื่องจากออกซิเจนเบาบางมากในอากาศ เดินขึ้นมันไดไม่กี่ขั้นก็หอบแล้วอะ บางคนอาจจะแพ้ความสูงได้ (Altitude Sickness) เพราะฉะนั้นควรศึกษาเรื่อง acclimatization หรือการให้ร่างกายปรับตัวกับ high altitude ก่อนมานี่ด้วยนะจ้ะ


Accommodation:

เราพักที่โฮสเทลที่ลือกันว่าดีที่สุดในเมือง ชื่อ Pariwanna Hostel จ้า เราชอบ atmosphere และความ lively มากๆ มีความเอื้อให้เราได้พบปะกับ traveler คนอื่นๆ มีกิจกรรมให้ทำเยอะ มี courtyard ชิลๆตรงกลาง #เริ้บบ ที่ Lima ก็มีอีกสาขานะ เรานอนห้องรวม 14 เตียง ตกคืนละ 300 บาท ฟรีอาหารเช้าด้วยจ้า แต่โฮสเทลนี้คนเยอะมาก ห้องใหญ่แบบนี้ก็คือเต็ม แล้วแต่ละคนก็เข้าออกแบบคนละเวลา ยิ่งแบบตี่สี่ คนก็เริ่มตื่นแล้วเพราะส่วนใหญ่ทัวร์มารับเช้ามาก เลยรู้สึกว่าหลับไม่ค่อยสบายเท่าไร นอนห้องเล็กๆ คนน้อยน่าจะดีกว่า แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มแหละนะ

ที่ Cusco ควรแพลนเวลาอยู่นานๆหน่อย เพราะมีอะไรให้ทำเยอะมาก และด้วยความที่กิจกรรมส่วนใหญ่มันเกี่ยวข้องกับ Hiking ซึ่งร่างกายมันต้องใช้เวลาปรับตัวกับความเบาบางกับออกซิเจนในอากาศก่อนที่จะทำอะไรแอคทีฟๆ สองวันแรกควร take it easy ก่อน บางคนอาจจะป่วย นอนอยู่ที่พักทั้งวันก็ได้ เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ เพราะฉะนั้นก็เซฟๆไว้


Recommended things to do:

Rainbow Mountain (5200 m)

ไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลา เสียดายมากแก มันคือภูเขาที่เป็นสีๆ เหมาะถ่ายรูปลงไอจีมาก ต้องซื้อทัวร์ไปเต็มวัน ออกเดินทางแต่เช้ามืด นั่งรถสามชั่วโมงครึ่ง แล้ว hike ขึ้นไปอีกสองชั่วโมง


Humantay Lake (4200 m)

ไม่ได้ไปเช่นกันแม่ เหมือนเซคชั่นนี้ไว้เขียนระบาย8;k,glupสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำแล้วบอกต่อให้คนอื่นไปทำแทน555 เพื่อนบอกว่าทะเลสาบนี้สวยมากก แต่กว่าจะ hike ไปถึงก็เหนื่อยเอาเรื่องเช่นกัน


Sacred Valley, Moray, Maras Salt Ponds

พวกนี้จะเป็นซากโบราณของอารยธรรมอินคา ซื้อ day tour ไปชมได้แบบชิวๆ ไม่ต้องออกแรงเยอะเหมือนอันอื่นๆ


Machu Picchu

อันนี้ไฮไลท์ฝุดๆ เดี๋ยวมาต่อนะคะ

MACHU PICCHU
(มาชู ปิกชู)


มาชูปิกชุหรือเมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็น top destination ในเปรูเลย ดูได้จากฝูงมนุษย์ในรูปนี้555 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้พึ่งถูกค้นพบเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากถูกละทิ้งมานานกว่า 500 ปี หลังจากที่จักรวรรดิอินคาได้ล่มสลายไป ทิ้งไว้เพียงซากอารายธรรมที่ยิ่งใหญ่ หนึ่งในอันที่โดดเด่นที่สุดก็ที่นี่แหละ ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส ที่ระดับความสูง 2400 m จากระดับน้ำทะเล ความพิเศษของสถาปัตยกรรมอินคาคือ การก่อหินของเค้า ตัวอย่างที่ชัดเจนสามารถเห็นได้ที่ main sqaure ในเมืองกุสโก้ ชาวอินคาใช้หินที่แบบมีหลายเหลี่ยมหลายมุมเหมือนตัวต่อจิ๊กซอ เค้าสามารถทำให้ขอบของหินแต่ละก้อนมันเรียบกริบ แล้วเชื่อมต่อแต่ละก้อนกันได้ลงล๊อกอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ใช้ปูนเลยย และยังรอดแผ่นดินไหวหนักๆมาได้หลายครั้ง การขนย้ายหินก้อนใหญ่ๆขึ้นลงบนเทือกเขาสูงๆได้ ก็อะเมซิ่งอะ หลายอย่างมันลึกลับมากว่าพวกเค้าทำมันได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมจู่ๆก็กลายเป็น Lost City ไป



วิธีเดินทางไป Machu Picchu หลักๆจะมีสองทางคือนั่งรถไฟและเดินป่าไป โดยทุกอย่างเริ่มจากเมือง Cusco

1. นั่งรถไฟไปเมือง Aguas Calientes

ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แนะนำให้หาที่พักที่นู่นด้วยสักคืนนึง แล้วเช้าวันต่อมาก็นั่งรถบัสขึ้นไปที่ Machu Picchu ใช้เวลา 25 นาที (ราคาประมาณ 300 บาทต่อเที่ยวแน่ะ) หรือจะเดินขึ้นไปเองก็ได้ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง



ตั๋วรถไฟควรจองล่วงหน้าหน่อยเหมือนกัน มีสองบริษัทให้เลือกคือ Peru Rail กับ Inca Rail ราคาไปกลับจาก Cusco ประมาณ 4000 บาท แพงมากก บางคนก็เลือกที่จะนั่งบัสจาก Cusco ไป Machu Picchu เลย อาจจะไม่ใช่วิธีที่สะดวกสบายหรือปลอดภัยที่สุด จึงไม่ค่อยแนะนำ



ปล. ค่าเข้า Machu Picchu ซื้อต่างหาก ราคา 45 USD หรือประมาณ 1300 บาท ควรวางแผนซื้อล่วงหน้าหน่อย เพราะเค้าจำกัดวันละ 2500 คน



2.Inca Trail Trek (4 days 3 nights / 4215 m / 43 km)

เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่ popular มากๆๆ และนักเดินเขาต้องมาพิชิตให้ได้สักครั้งในชีวิต เส้นทางนี้ในประวัติศาสตร์ เชื่อว่าชาวอินคาสร้างไว้ให้สำหรับผู้ส่งข่าวไปยัง Machu Picchu และสำหรับเหตุผลทางศาสนาเช่นกัน เพราะเค้าบูชาเทพเจ้าแห่งขุนเขาและดวงอาทิตย์ ระหว่างทางเราจะผ่านซากอารยธรรมดั้งเดิมของชาวอินคามากมาย (archeological sites) ส่วนใหญ่เป็นที่สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาทั้งนั้น วิวหลักล้านนน ความยากถือว่าระดับปานกลางอยู่ ไม่จำต้องฟิตมาจากไหน แต่ร่างกายก็ควรจะอยู่ใน good condition with moderate fitness level ที่สำคัญคือต้องจองล่วงหน้าอย่างต่ำ 6 เดือน ยิ่งในช่วง high season เราจองเกือบไม่ทัน permit ขายหมดไวมาก! เป็นเพราะเค้าจำกัดคนเข้าอุทยาน 500 คนต่อวัน เป็น trail ที่มีความ exclusive มาก เพราะเค้าต้องการเก็บรักษาเส้นทางและสิ่งก่อสร้างในประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่านี้ให้อยู่ในสภาพดีที่สุดจ้ะ



ใครที่จอง Inca Trail ไม่ทัน แต่ยังอยากเดินป่าไปเพื่อชม Machu Picchu อยู่ ก็มี Trail อื่นๆให้เลือก ที่เราเห็นคนทำเยอะก็จะมี Salkantay Trek กับ Lares Trek ความยากและระยะเวลาก็ต่างกันไป



When to go:

high season: June to October เป็นช่วง dry season ฝนตกไม่บ่อย อากาศเหมาะสำหรับเดิน

low season: November to May จะเจอฝนเยอะ คนเลยหลีกเลี่ยงที่จะมาช่วงนี้

*trail ปิดปรับปรุงช่วงเดือนกุมภาพนธุ์ของทุกๆปี*



Cost:

เฉลี่ย 600 USD ขึ้นไป ก็ประมาณเกือบ 20,000 บาท..ใช่จ้า แพง*หี้ย but hey, it’s the Inca Trial!

จริงๆราคามีหลายเรทมาก เพราะทัวร์มีหลายแบบ อันนี้เป็นราคาเฉลี่ยของทัวร์กลุ่ม แบบไม่เกิน 17 คน เราจะไปแบบกรุ๊ปส่วนตัว หรือจะไปแบบสั้นลง เป็น 2 วัน 1 คืน นอนโรงแรมแทนเต็นท์ ไรแบบนี้ก็มีให้เลือกจ้า



Agency ที่เราเลือกชื่อว่า Alpaca Expeditions เค้ามีชื่อเสียงดีมาก ราคาแพงหน่อย แต่นี่คือ trek ครั้งแรกในชีวิตเราที่แบบเป็นเรื่องราว เลยอยากได้อะไรที่น่าเชื่อถือและอุ่นใจหน่อย555 ราคา 690 USD + ค่าเช่าไม้เดินป่า ถุงนอน และเบาะรองนอน อีก 50 USD รวมเป็น 740 USD หรือประมาณ 22,000 บาท ตอนจบ trek เราควรให้ทิปไกด์ คนหามของและพ่อครัวด้วย สรุปเสียอีก 1700 บาท เพราะแค่คนหามของทั้งกลุ่มก็ปาไปแล้วหลายสิบคน แต่ทุกคนทำงานหนักและอะเมซิ่งมากเว้ย เค้าแบกของเป็น 10-20kg บนหลัง อยู่เก็บแคมป์หลังเราออกเดินทุกเช้า หลังจากนั้นก็เดินแซงเราได้อย่างง่ายๆน่าตาเฉยเพื่อที่จะไปตั้งเต๊นท์รอที่ campsite สำหรับคืนนั้น ไม่รู้แกร่งมาจากไหน ในขณะที่ฉันแบกเป้ 20 ลิตรใบเดียวก็จะตายอยู่แล้ว5555



คือเราก็ mentally unprepared กับการเดินเขาครั้งแรกมากเหมือนกันว่าเราจะต้องเจออะไรที่ยากสาหัสขนาดไหน ลึกๆคิดว่ารู้จนกระทั่งเริ่มเดินวันแรก เราก็มีความคิดแบบ โห อิ*หี้ย เหนื่อยมาก ฉันมาทำอะไร จ่ายเงินแพงๆมาเหนื่อยฟรีๆ ทุกคนในกรุ๊ปมากับแฟนไม่ก็เพื่อน อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรามีเพื่อนสนิทมาด้วย คงสนุกและอาจจะช่วยให้ลืมเหนื่อยไปได้ ฉันมาทำอะไรแบบนี้ทำไมคนเดียว ทำไมๆๆ เต็มไปหมด555 พอวันที่สองซึ่งเค้าบอกว่าเป็นวันที่ยากที่สุด เพราะต้องเดิน uphill เกือบทั้งวัน แต่เรากลับรู้สึกว่า ตัวเองทรมานกับวันแรกมากกว่า วันนี้เราเอนจอยกับความทรมานได้มากขึ้น เหมือนรู้แล้วว่าจะต้องเจออะไร รู้ว่าอะไรรอเราอยู่ที่ปลายทาง



คำคมของ agency ที่เราไปด้วยคือ The Journey is the Destination ซึ่งมันต่างจากคำคมคลีเชที่เค้าพูดกันบ่อยๆว่า การเดินทางสำคัญกว่าปลายทาง แต่สำหรับ trek นี้ การเดินทางอะคือปลายทางของเราเว้ย It’s all about the destination cause the journey is freaking exhausting! มันก็เหมือนกลายเป็น inside joke ของกรุ๊ปเราไป555 ระหว่างทางแต่ละวัน วิวทิวทัศน์มันก็สวยขึ้นเรื่อยๆ ruins ที่เดินไปชมในแต่ละวันก็แบบน่าทึ่งขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง Wiñay Wayna ที่ตั้งอยู่ใกลักับ base camp สุดท้ายก่อนวันที่จะไป Machu Picchu มัน impressive มาก และทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นและตั้งตาคอยสิ่งที่จะได้เห็นในวันถัดไป หลังจากที่เดินทางไกลมากว่า 40 km (:



จริงๆก็แอบอิจฉาหลายๆคนที่ไม่ได้เลือกวิธีเดินป่ามายัง Machu Picchu เพราะเค้าได้ถ่ายรูปกับสถานที่แบบสวยๆ สวมเสื้อผ้าสะอาดๆ hair on fleek ในขณะที่กูขาใกล้ตาย และไม่มีน้ำให้อาบมาสี่วันค่ะ 555

เดี๋ยวมารีวิวเมืองต่อไปจ้า

AREQUIPA
(อาเรกีป้า)


มาถึง White City of Peru ที่นี่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่ทำจากหิน Sillar ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟสีขาวที่พบได้มากในท้องถิ่น เนื่องจากเมือง Arequipa ตั้งอยู่บนรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก Ring of Fire จึงทำให้มีภูเขาไฟเยอะมาก เปรูจึงเป็นอีกประเทศนึงที่เจอแผ่นดินไหวค่อนข้างบ่อย หลายเมืองเสียหายและถูกสร้างใหม่หลายครั้งเพราะแผ่นดินไหว



Getting there:

เราเดินทางมาเมือง Arequipa จาก Cusco ด้วยรถบัสกลางคืนของ Cruz Del Sur ราคา 140 Soles หรือประมาณ 1200 บาท ใช้เวลา 11 ชั่วโมงจ้า



Accommodation:

เราพักที่ Le Foyer Hostel เป็นโฮสเทลเงียบๆ backpacker ไม่ค่อยเยอะเท่าไร ราคาถูกอยู่ นอนห้องรวม 3 เตียง คืนละ 300 บาทเอง รวมอาหารเช้าซึ่งอร่อยมากก คืนแรกไม่มีใครนอน ก็ได้ห้องไพรเวทไปเลยจ้า ที่นี่มี rooftop terrace ข้างบนที่เราชอบ บรรยากาศชิวมากฃ



Recommended things to do:

เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก เราใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันเต็ม ก็สามารถไปเยี่ยมชม attractions ต่างๆที่เราอยากไปได้ครบ



1. Santuarios Andinos Museum มิวเซียมนี้มีมัมมี่แช่แข็งของเด็กหญิงฮัวนิตา (Juanita) ที่ถูกบูชายัญเทพให้เทพเจ้าบนเทือกเขาแอนดีส อายุกว่า 600 ปี ก่อนไปถึงเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวอะไรเลยก็ได้ เพราะจะได้ชมสารคดีก่อน ประมาณ 20 นาที จากนั้นก็จะมีไกด์พาชมมิวเซียม มีความ Informative มาก เค้าเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการบูชายัญต่างๆของชาวอินคาได้กระชับมากและง่ายต่อการเข้าใจมาก เป็นหนึ่งในมิวเซียมที่เราประทับใจที่สุดที่เคยไปมา ค่าเข้า 25 Soles ประมาณ 220 บาท ถ้ามีบัตรนักศึกษาก็ได้ส่วนลดไปอีกจ้า



2. Mundo Alpaca เป็นฟาร์มอัลปาก้าจ้า ถ้าไม่มีอะไรทำ อยากไปเยี่ยมน้องๆอัลปาก้าหรือลามะ สามารถมาที่นี่ได้ฟรีๆ เค้าไม่เก็บค่าเข้า ได้ป้อนอาหารน้องด้วย



3. Santa Catalina Monastery คืออารามที่เหล่าแม่ชีใช้อยู่ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16-18 พื้นที่ใหญ่มากก เดินเป็นชั่วโมงกว่าจะทั่ว เป็นเหมือนเมืองน้อยๆในเมืองใหญ่อีกที ผนังส่วนใหญ่ถูกทาสีฟ้ากับสีส้มแดง มีความ bright และเหมาะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปมาก ถ้าส่วนไหนไม่ได้ทาสีก็จะมีดอกไม้ประดับเต็มเลย สวยมากๆ แต่บางห้องข้างในก็มีความหลอน ค่าเข้า 40 soles ประมาณ 360 บาท นักศึกษาไม่มีส่วนลดจ้า

4. Colca Canyon เป็นหนึ่งใน canyon หรือหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลก ลึกกว่า Grand Canyon สองเท่าเลยแก คนนิยมไปชมความสวยงามพร้อมกับไปชมแร้ง Condor สามารถไปเป็น one day trip หรือ trek 2 วัน 1 คืน ก็ได้

COLCA CANYON TREK (2 days 1 night / 4600m / 18km)


เราเลือกที่จะ trek เพราะเวลาเหลือ ตอนแรกก็ลังเลเพราะได้ยินจากเพื่อนว่ามันเหนื่อยยากและสาหัสมาก ความทรงจำจากการเดิน Inca Trail วันแรกเราก็ผุดขึ้นมาในหัว555 แต่ด้วยความที่มีเพื่อนโน้มน้าวให้ไปด้วย เราก็เลยแบบโอเค ฉันท้าทายตัวเองอีกรอบก็ได้555 มาทั้งทีก็มาสัมผัสเปรูให้ถึงที่สุด จองทัวร์กับโฮสเทลราคา 40 USD ประมาณ 1200 บาท



Colca Canyon Trek ค่อนข้างยากกว่าพอสมควรเราว่า เพราะใช้เวลาแค่สองวัน วันแรกเริ่มจากด้านบนแล้วลงไปที่ก้นสุดของหุบเขาซึ่งมีโอเอซิสอยู่ คือเป็น downhill ล้วนๆ เท้ากับเข่าแบบพัง แดดแรง ฝุ่นเยอะ ไม่ได้มีความ tropical เหมือน Inca trail วิวสวยเอาเรื่องอยู่ แต่ตอนเดินก็ไม่ค่อยมีเวลาชมหรอก ทางลงมันชันมาก นี่ก็ลื่นกรวดหลายรอบมากแต่ก็รอดมาแบบหวุดหวิด555 วันที่สองนั้นยากสุด ปีนลงมาเท่าไรก็ต้องปีนกลับขึ้นไปสูงเท่านั้นจ้า เริ่มเดินขึ้นตั้งแต่เช้ามืดเลย ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง เพื่อกลับขึ้นไปจุดบนสุด และเป็น uphill อย่างเดียวจ้า ใครไม่ไหว หรือแพ้ความสูงมีบริการให้ขี่ลาขึ้นไปด้วย555



ตอนบ่ายมี option ให้ไปอาบน้ำที่น้ำพุร้อนได้ ค่าเข้า 15 soles หรือ 130 บาท ฟินมากแก แบบกล้ามเนื้อที่ล้ามากๆ ได้มาแช่น้ำแร่อุ่นๆ เป็น best way to end the trek



HUARAZ
(ฮัวรัส)


มาถึงปลายทางสุดท้ายในเปรูของเรา ที่นี่จุดหมายสำหรับ hikers ทั้งหลาย ตัวเมืองไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ มี main square ที่น่าารักดี แต่เหตุผลที่คนมาหลักๆเลย คือเพื่อมาเดินเขาจ้า ที่นี่มีทิวเขาสวยๆกับหิมะชื่อ Cordillera Blanca มีลากูนสีฟ้าใสมากมาย ก็เลยมี trek ให้เลือกทำเยอะมาก



Getting there:

หลังจากเที่ยว Arequipa เสร็จเราก็นั่งเครื่องบินกลับมา Lima เพื่อที่จะต่อบัสไป Huaraz ใช้บริการบัสกลางคืนของ Cruz del Sur เหมือนเดิมจ้า ราคา 86 soles หรือ 780 บาท ใช้เวลา 7 ชั่วโมง



Accommodation:

เรากลับมาเลือก Selina Hostel อีก เลือกห้องรวม 16 เตียง ราคา 300 บาท ไม่ฟรีอาหารเช้าจ้า ที่นี่ดีไซน์สวย สะอาดดี แบรนดิ้งดี เตียงมีผ้าม่านปิดด้วย เวลาคนเข้าออก เปิดปิดไฟมันก็ไม่รบกวนเท่าไร



Day hike to Laguna 69 (4600 m)


นี่เหมาะเป็น acclimatization trek หรือเทรคที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงที่เราไม่คุ้นชินก่อนจะไป trek ที่อื่นที่ยากกว่า แนะนำให้ซื้อทัวร์จาก agency ข้างนอก แทนที่จะซื้อผ่านโฮสเทล เพราะราคามักถูกกว่า เราจ่ายไปราคา 35 soles หรือประมาณ 300 บาท ใช้เวลา 1 วันเต็ม เป็นเทรคที่ยากอยู่เหมือนกัน ช่วงโมงแรกเป็น flat และอีกประมาณ 2 ชั่วโมงที่เหลือเป็น uphill อย่างเดียว ที่แปลกคือตอนเดินทางราบด้วย pace มนุษย์ปกติเราหอบเหมือนวิ่งมาเลยอะ ยิ่งเดินไปคุยไปคือโคตรเหนื่อยแบบไม่น่าเชื่อ เราเห็นบางคนไปต่อไมไหวตั้งแต่ทางราบแล้ว คนที่ไปมีทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป คนท้องถิ่นและนักเดินเขา มันดูเหมือนจะ mainstream นะ แบบใครๆก็มาเดินกันได้ไรงี้ แต่ว่ามีหลายคนที่ไปไม่ถึงเหมือนกัน แล้วที่แปลกคือส่วนใหญ่ดันเป็นคนท้องถิ่นจากเมืองหลวงที่ไม่ค่อย aware เท่าไรว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บางคนแต่งตัวเหมือนมาเดินรันเวย์อะแม่ ฮัลโหล555 กลายเป็นว่านักท่องเที่ยวเตรียมตัวมาดีกว่าซะงั้น



Santa Cruz Trek (3 days 2 nights / 4750 m / 43km)


หนึ่งใน Trek ที่เป็นที่นี่ยมที่สุดใน Cordillera Blanca ก็คือเทรคซานตาครูซ



altitude ที่สูงที่สุดในเทรคนี้อยู่ที่ 4750m ก็คือ Punta Union Pass ซึ่งเป็นอันที่สูงที่สุดสำหรับเราในทริปนี้ scenery ระหว่างทางก็สวยมากรอบนี้มีหิมะและลากูนให้เห็นเยอะ ไม่มีคนแบกของให้ แต่ใช้น้องลาแทน เราซื้อทัวร์ตอนมาถึงเมือง ได้ราคาที่ถูกมาก 400 soles หรือประมาณ 3600 บาท แต่ก็อย่าคาดหวังกับคุณภาพหรือบริการเหมือนตอนเดิน Inca Trail เลย 5555



เนื่องจาก trek มาสาม trail แล้ว ร่างกายเราจึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ปกติเป็นคนที่เกลียดการออกกำลังแบบ cardio มาก คือเวลาเหนื่อยมันไม่มีอะไรสนุกเลยอะ ยิ่งแบบการวิ่งเงี้ย วิ่งได้นะ อดทนได้ แต่ไม่สนุกไม่เอนจอยอะ555 แต่พอมาเดินเขามันมีแรงจูงใจ มีปลายทาง มีอะไรสวยๆระหว่างทางเยอะไปหมด ตอนนี้ติดใจแล้ว ชอบการท้าทายตัวเองแบบนี้ (:

หมดเพียงเท่านี้กับรีวิวทริปเปรูของเรา หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง ใครมีคำถามเราก็ยินดีตอบน้าา
ฝากติดตามรีวิวอื่นของเราได้ที่ www.thatamywhotravels.wordpress.com
ขอบคุณค่า

ความคิดเห็น