“Readme.me” รีวิว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม จาก blogger ทั่วโลก

เขียน รีวิวถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม แล้วได้เที่ยวฟรี

แมวพเนจรพาไป " วังเวียง" Part 4 : พาไปแวนท์เที่ยวรอบๆวังเวียง

Cocography


แบกเป้ไปเที่ยว"ลาว" ณ วังเวียง ( PART 4)

05 DECEMBER 2016

: สะพานสีส้ม -ถ้ำจั่ง Jung cave in Vangvieng :

ช่วงบ่ายที่เหลือเราจะแว้ท์ไปตามจุดเที่ยวต่างที่หมายตาไว้ในแผนที่เท่าที่จะมีเวลา ที่แรกเลยที่ใกล้ที่สุดคือไปสะพานสีส้ม ถ้ำจั๋ง

ก่อนถึงถ้ำจัง จะมีสะพานส้มโดดเด่นซึ่งเป็นที่จำกันว่า ถ้ำจังคือสะพานส้ม สะพานเป็นสะพานข้ามแม่น้ำซอง ข้ามไปอีกฝากก็เป็น ถ้ำจัง เดินไปอีกประมาณเกือบๆ 1 กิโลเมตรก็จะถึงทางเข้าถ้ำจัง ทางจะไปถ้ำจังต้องผ่านสะพานส้ม ซึ่งจะเสียเงิน 2 ต่อคือ ก่อนเข้าสะพานส้ม

บรยยากาศสะพานสีส้ม


อีกฝั่งของสะพานส้ม ซึ่งเป็นฝั่งที่ตั้งของถ้ำจั๋ง

ด้านหน้าหลังจากข้ามสะพานมาแล้วจะมีแม่ค้า ขายของกิน ของที่ระลึกก่อนจะเดินไปทางถ้ำจั๋งซึ่งของกินก็เหมือนบ้านเรานะแหล่ะ แต่รสชาติต้องไปพิสูจน์กันเอง


น่ากินทั้งนั้นเลย

พอเดินไปเรื่อยๆเพื่อจะไปถ้ำจั๋ง บรรยากาศภายในร่มรื่นมาก ต้นไม้ถูกปลูกไว้เพื่อตกแต่งพื้นที่และคลายร้อนไปในตัว ยิ่งเดินใกล้ถ้ำอากาศยิ่งเย็นขึ้นทันที


แสงและควัน

ที่เห็นนั้นไม่ใช่หมอกนะ แต่เป็นควันไฟ น่าจะมีคนเผาหญ้าแถวนั้น เลยพอดีกับแสงบ่ายที่ตกลงมาพอดีและเหมาะเจาะพอดีมาก


: ถ้ำจั่ง Jung cave in Vangvieng :

ถ้ำจัง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองวังเวียงประมาณ 1 กิโลเมตร มีขั้นบันไดขึ้นทั้งหมด 147 ขั้น แต่ก่อนจะเข้าถ้ำจั๋งจะต้องเสียค่าขึ้นไปชมถ้ำจังอีกต่อนึง เมื่อเดินขึ้นไปถึงก็จะพบกับถ้ำจัง ซึ่งแบ่งเป็น 2 โซนด้วยกันคือ ถ้ำฝั่งซ้ายมือ เมื่อเดินเข้าไปก็จะไปถึงจุดชมวิว จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำซอง ทุ่งนาสีเขียว ส่วนโซนขวามือ หินงอกหินย้อยในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ภายในถ้ำอากาศเย็นสบาย เนื่องจากมีแม่น้ำไหลออกจากปากถ้ำสู่พื้นด้านล่าง


ภายในตัวถ้ำจะเป็นหินปูนหินงอกหินย้อยสวยงามมาก ปกติแล้วจะเป็นคนที่ไม่ชอบเที่ยวถ้ำ เพราะมีความรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก มีแต่ความมืด แต่มาเมื่อเข้ามาภายในถ้ำจั๋ง ต้องขอชมทีมงาน lighting ที่ตกแต่งไฟสวยงาม ไม่มากไม่น้อยเกินไป แถมสายไฟก็เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ภาพด้านบนเป็นภาพด้านซ้ายของตัวถ้ำ ซึ่งตอนเดินไปนั้น ไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไรบ้าง


เมื่อเดินมาเกือบจะสุดทางด้านซ้าย จะเจอพระพุทธรูปและเครื่องบูชาที่มีคนมากราบไหว้องค์พระ พร้อมมีเซียมซีไว้เสี่ยง เราเลยลองเขย่าเซียมซีดู 555 ผลออกมาก็แปลไม่ค่อยออก พอดีมีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงชาวลาว ยืนถ่ายรูปที่จุดชมวิว เลยสะกิดให้แปลให้หน่อย น้องเขาก็แปลบ่เข้าใจเหมือนกัน ( เอิ่มแล้วฉันจะพึ่งใครได้นี่ )

ทันใดนั้นนึกถึง พี่ไจ เป็นแม่บ้านเชื้อสายลาวที่ออฟฟฟิสเก่า เป็นเพื่อนกันในเฟสบุค เลยถ่ายรูปแล้ว Tag ไปให้แกแปลให้ 5555 (มีความพยายามจริงๆตรู) ผลการแปลก็จำไม่ได้หรอก รู้แค่ว่า ดีร้ายปนกัน ฮ้าๆ ถ้าใครแปลออกก็ลองอ่านลองแปลกันดูนะ...

จุดชมวิวของถ้ำจั๋ง จะเห็นสะพานส้มและเมืองวังเวียง แม่น้ำซองที่ไหลผ่านบ้านเรือนและภูเขาน้อยใหญ่ อีกมุมจะเป็นวิวทุ่งนาสีทอง อากาศภายในถ้ำไม่ร้อนเลย เย็นสบาย แถมลมจากด้านนอกก็พัดเย็น

ต่อไปเราจะเดินย้อนไปทางปากทางเข้าถ้ำเพื่อไปดูความสวบงามของถ้ำทางด้านขวาบ้าง


ผิวหินงอกหินย้อยมีความระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ

ผนังหินงอกหินย้อยถ้ำมีความระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ และความชื้นภายในถ้ำ มีพวกพืชตระกูลมอส ขึ้นจับตามผนังสร้างความสวยงามเป็นอันมาก


มีการสร้างเส้นทางสะพานเชื่อม เพราะด้านล่างเป็นเหวลึกของถ้ำ ซึ่งมีน้ำไหลผ่านอยู่ด้านล่าง

เมื่อเราเดินสำรวจถ้ำเรียบร้อย ก็ออกมาเพื่อเดินทางไปต่อยังจุดชมวิวผาเงินในเป้าหมายต่อไปเราออกมาทางเดิมก็ยังเจอแม่ค้าขายของอยู่ แม้จะเย็นมากแล้ว นักท่องเที่ยวก็เข้ามาเที่ยวถ้ำเรื่อยๆของกินก็เหมือนบ้านเรานะแหล่ะ แต่รสชาติต้องไปพิสูจน์กันเอง


- ระหว่างทางไปถ้ำผาเงิน -

เป้าหมายสุดท้ายของการเดินทางเที่ยวของวันนี้คือ จุดชมวิวถ้ำผาเงิน ควบมอเตอร์ไซด์แข่งกับเวลา ตะวันเริ่มอ้อมเขาเพื่อที่เตรียมตัวจะลาลับตอนเย็นๆแล้ว อุปสรรคของการไปถ้ำ คือ....

ขับรถหลงจร้าาาาาาา ย้อนไปย้อนมาเอาฮาใช่มั้ย 5555


เด็กๆชาวลาวเลิกเรียนกลับบ้าน

ขับไปเรื่อยๆ ระหว่างหลงทางแข่งกับเวลาทำให้เรามองเห็นวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น มีช่วงเวลาที่เห็นเด็กๆที่นี่เลิกเรียนปั่นจักรยานกลับบ้าน เจอฝูงวัวข้ามถนน เจอคนใจดีบอกเส้นทาง เจอเด็กบ้ายบายให้ เป็นการหลงทางที่ไม่รู้สึกว่าสูญเปล่าหรือเสียเวลาเลยจริงๆ




บรรยากาศช่วงเย็นกับเหล่าฝูงวัวน้อยใหญ่

เรายังคงตั้งใจ ตั้งหน้าตั้งตาไปให้ถึงถ้ำผาเงินให้ได้ แสงเย็นรออยู่ ....เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่เที่ยววังเวียง เราเลยไม่อยากพลาด เพราะไม่รู้ว่าเราจะกลับมาเที่ยวที่นี่อีกเมื่อไหร่


แสงเย็นของวัน


: จุดชมวิวถ้ำผาเงิน :

มาถึงทางขึ้นก็มีค่าเข้า และมันก็เริ่มไม่มีแสงแล้ว ไม่ได้ถ่ายทางขึ้นและเส้นทางระหว่างทางไว้เลย เพราะรีบแข่งกับเวลาเพื่อให้ทันเห็นแสงเย็น เส้นทาง ทางขึ้นถึงจะชันแต่ก็เดินสบาย เพราะมีขึ้นบันไดและราวจับทำไว้ให้แล้ว แต่ก็มีความเหนื่อยเหมือนกัน ก็ยิ่งขึ้นยิ่งสูงยิ่งรีบเดินเร็ว แถมเดินสวนกับแม่ค้าขายพวกน้ำเปล่าและเครื่องดื่มน้ำอัดลม ป้าแกเลิกงานลงมาพอดี แกบอกว่ายังขึ้นไปทัน มีคนยังถ่ายรูปอยู่ข้างบน กว่าจะขึ้นไปถึงเล่นสะหอบแห้กกกเลย แต่โชคดีที่มาทันลาดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าพอดี


ขึ้นมาเจอศาลาหลังคาแดง ชมวิวเมืองวังเวียงข้างล่าง


ชมวิวเมืองวังเวียง พร้อมโบกมือลาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า

อยากให้แสงเย็นนั้นอยู่กับเรานานๆจะได้ไหม...


- ขาลงที่มืดมิด -

สักพักเราก็รีบลงจ้ำอ้าวพร้อมไฟฉายคู่ใจส่องทางตลอด เพราะขาลงนั้นทุกอย่างมืดหมดแล้วมองไม่เห็นทางหรือแสงใดๆ เรากับเพื่อนลงเป็นคนสุดท้าย และหวังว่าข้างล่างจะมีคุณลุงที่เก็บเงินรอเราอยู่อย่างที่แกบอกก่อนขึ้นมา ว่า......

" เดี่ยวลุงจะรออยู่ข้างล่างจนกว่าจะลงมากันหมด " (เชื่อนะเนี่ยยยย)

สรุปว่าฝ่าความมืดลงมาเรื่อยๆจนถึงข้างล่าง แหง่วววววว!!!! มืดมิดสนิททั้งคนและบรรยากาศ

คุณลุงอยู่ไหนนนนนนนน ??????? ......."คุณลุงหลอกดาว " 555555

กลัวคนไม่เท่าไรกลัวผีนะจะบอกให้ เลยรีบขับรถกลับที่พักที่เราเช็คเอ้าท์เมื่อตอนสายๆ แต่เขาใจดีให้กลับมาอาบน้ำอาบท่าก่อนเดินทางช่วงกลางคืนไปเมืองหลวงพระบาง


ศาลาข้างทางจุดรอรถบัสไปเมืองหลวงพระบาง

การเดินทางในคืนนี้เพื่อไปเมืองหลวงพระบาง ซึ่งจะถึงหลวงพระบางตอนเช้ามืด กำหนดการเวลารถจะออกในตั๋วคือช่วง 4 ทุ่ม แต่หลังจากที่อ่านรีวิวก่อนมา ว่ารถที่ลาวนั้นจะมาไม่ค่อยตรงเวลาเเท่าไร แบบตามสบาย ตามใจชิวๆของคนขับ ก็เลยทำใจไว้แร่ะ ว่าอย่างน้อยไม่น่าเกิน 5 ทุ่ม นี่ทำใจแบบกว้างเลยนะให้เวลาเลทตั้ง 1 ชั่วโมง 555 รถสองแถวจะตระเวณรับคนในเมืองวังเวียงตามเกสเฮ้าส์ต่างๆ ที่มาติดต่อซื้อตั๋วกับพวกเอเจนซี่ในเมือง แล้วเอารถบัสมาตระเวณรับ เพื่อออกมาส่งยังจุดศาลารอรถบัส ( ภาพบน )

รถบัสนอนของลาว (VIP)

:: เรื่องเล่าจากรถบัสนอน ::

รถมาแล้วจ้า 5 ทุ่มครึ่ง ดีงามตามท้องเรื่องมากๆ รอจนง่วง รอจนฝันว่าได้ไปหลวงพระบางแล้ว รถที่เราจองไปเป็นรถบัสนอน คือตั้งใจอยากลองสัมผัสรถบัสนอนที่ลาวว่าจะนอนสบายดีไหมนั่นเอง อยากใช้ชีวิตเหมือนคนที่นี่ ไปแล้วก็ต้องสัมผัสบรรยากาศให้ถึงที่สุด (ว่างั้น)

ก่อนขึ้นรถบัส เด็กประจำรถจะแจกถุงพลาสติกหิ้วให้คนละใบ เพื่อถอดรองเท้าแล้วใส่ไว้ในถุงแล้วถือขึ้นรถไป ความคิดมตอนนั้นคือต้องนอนสบายพอสมควร มีที่พอสำหรับการพลิกตัวบ้าง บรรยากาศน่านอนพอสมควร พนักงานสุภาพ นอนบรรยากาศเงียบๆ แต่ที่ไหนได้ตรงข้ามกันหมดเลย (น้ำตาจะไหล)

ไปดูบรรยากาศเลยดีกว่า รถนอน นั้นนก็นอนกันจริงๆอะ (นึกว่าปรับเบาะเอนนอนเหมือนก็เคยเห็นในรีวิว) บนรถนอนจะมีชาวบ้านต้นทางขึ้นมาก่อนก็จะจับจองนอนกันก่อนแล้ว ทั้งข้าวของก็วางกันเต็มพอมาถึงเรา พวกฝรั่งก็เบียดแย่งกันขึ้นเพื่อหาที่นอนดีๆ กะเหรี่ยงไทยอย่างเราไม่รู้ ไม่เคยมาสัมผัส เลยใจเย็น ขึ้นเป็นคนสุดท้าย ที่ไหนได้แทบไม่มีที่นอนดีๆเลย ที่ว่างก็เป็นที่ผู้ชายฝรั่งนอน และที่พี่ผู้ายคนลาวนอน พี่ผู้ชายชาวลาว เลยเสียสละขึ้นไปนอนชั้นบนกับฝรั่ง ขอบคุณมากคะ (ขอบใจ๋จ้า ) เราเลยได้นอนเบาะล่างกับเพื่อน เห้อออออออ....

ภายในรถบัสนอนของลาว

ทำใจเรื่องที่นอนอยู่แล้ว นอนลำบากกว่านี้ก็เคย แต่จ่ายเงินไปเพื่อนอนเบียดเสียดลุกนั่งลำบากนะเหรอออ??? ตลอดคืนเปิดเพลงดังลั่น ไม่ได้นอนเลย หลับไม่ลง ซาบซึ้งตรึงใจกันเลย 5555 กว่าจะถึงหลวงพระบาง บอกเลยจากใจว่าไม่ได้หลับทั้งคืน ....

ไว้มีเวลาจะมารีวิว หลวงพระบางนะจ๊ะ ....









ความคิดเห็น