3วัน 2คืน กับเงิน 2000 บาท ที่นี่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง รีวิวโดย เรื่องเล่าจากสาวขี้เที่ยว

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่ ได้รับการจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 เป็นอุทยานลำดับที่ 2 ถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายยอดตัดอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคร

3วัน 2คืน กับเงิน 2000 บาท ที่นี่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

3วัน 2คืน กับเงิน 2000 บาท ที่นี่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง


อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่ ได้รับการจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 เป็นอุทยานลำดับที่ 2 ถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายยอดตัดอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคราช ใกล้กับพื้นที่ลาดทิศตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์ พื้นที่ของภูเขาส่วนใหญ่สูงระหว่าง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มียอดสูงสุดคือ ภูกุ่มข้าว สูงประมาณ 1,350 เมตร พื้นที่ราบบนยอดภูกระดึงมีความกว้างถึง 60 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 37,500 ไร่ คล้ายรูปใบบอน มีสังคมของพืชเมืองหนาว ได้แก่ ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าเมเปิ้ล และพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม และมีสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี และอากาศที่หนาวเหน็บในฤดูหนาว

ภูกระดึง ดึ่งดึ๊ง ดึ่งดึ๊ง

เธอ ๆ ไปภูกระดึงกัน.... เราออกเดินทางจากกรุงเทพ ไปภูกระดึง ในวันที่ 12 ตุลาคม 2560
ได้ตั๋วรถทัวร์ ของบริษัทภูกระดึงทัวร์ รอบ21.30 น. แจ้งพนักงานบนรถว่า ลงผานกเค้า รถจะจอดให้ทุกคันนะคะ ขึ้นรถปุ๊บหลับปั๊บ (ล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ขอนอนเอาแรงก่อนล่ะกัน)

Day 1

13 ตุลาคม 2560 ประมาณ 06.30น. รถก็มาถึงผานกเค้า ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อนลงนะคะ เพราะจุดนี้คนลงเยอะมาก ๆ

ลงรถแล้วเราก็ข้ามถนนไปฝั่งร้านเจ้กิม ที่ร้านเจ๊กิม มีข้าวราดแกง มีกาแฟสด และมีห้องน้ำบริการฟรี หรือใครจะจองตั๋วรถกลับกรุงเทพก็จองที่นี่ได้เลย ( เรามาจองที่นี่เพราะจองจาก กรุงเทพฯไม่ทัน เต็มทุกบริษัท )
จะทานข้าวเช้า อาบน้ำเปลี่ยนชุด หรือจะงีบเอาแรงก็ได้ค่ะ มีเตียงปูเสื่อหลังร้านได้ให้นอนเอนหลังฟรีๆ แต่ แต่ ที่พูดมาทั้งหมดเราได้แค่ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดินหน้าตั้งมานั่งที่คิวรถสองแถวค่ะ เพราะอยากถึงไปอุทยานเช้าๆ คนจะได้ไม่เยอะ ( หรอ) ราคารถสองจะอยู่ที่300/คัน(ถ้าเหมา) รถออกเลย แต่ถ้ามาเดี่ยวๆ หรือมากลุ่มเล็กก็รอรถเต็มค่ะ 10 คน รถก็ออกแล้ว ค่ารถ 30บาท/คน ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ก็มาถึงหน้าที่ทำการอุทยานฯ

มาถึงแล้ว ก็ติดต่อซื้อบัตร จ่ายค่าธรรมเนียม จองเต็นท์ได้ตรงนี้เลยค่ะ (เรามาในช่วงวันหยุดยาว คนก็จะเยอะหน่อยๆ )

จองเต้นท์เสร้จแล้ว ก็เอากระเป๋าสิ่งของสัมภาระที่จะใช้บริการลูกหาบ เอาไปชั่งน้ำหนัก และรับบัตรสัมภาระ ค่าบริการ 30 บาท/กิโลกรัม ( เก็บหางบัตรไว้ดีๆนะจ๊า เพราะต้องเอาไปรับสัมภาระ ณ จุดบริการนักท่องเที่ยว ) แนะนำควรเอาสิ่งของมาเท่าที่จำเป็น จะได้ไม่เป็นภาระ และประหยัดค่าใช่จ่ายในการจ้างลูกหาบค่ะ

เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องเดินแล้วสินะ 1 2 3 อึบ อึบ.....เราเริ่มออกเดิน เวลา 8.00 น

จากตีนภูฯ ถึงหลังแป ระยะทาง 5.5 กม. เราจะผ่านจุดพักทั้งหมด 10 จุด หรือที่เรียกๆกันว่า "ซำ"

และแล้วก็มาถึง จุดพักแรกที่ชื่อว่า "ซำแฮก" จุดนี้มีร้านค้า ใครเมื่อย ใครหิวน้ำ พักดื่มน้ำดื่มท่า หรือนั่งพักเฉย ๆ ป้าเค้าก็ไม่คิดตังนะจ๊า แต่ แต่ ราคาสินค้าที่นี่ แพงตามความสูงและระยะทาง นะคะ

พักพอหายเหนื่อยแล้ว เดินกันต่อหนทางยังอีกยาวไกล


จากซำแฮกไป ทางเดินจะเป็นทางราบ สลับเนินเขา แต่ไม่สูงชันมาก เดินสบาย (มั่ง)

เราแวะพักขา ทุกซำ แวะไปเรื่อยๆ มีตรงไหนให้พัก เราพัก เดินแบบเรื่อยๆ จริงๆ

ระหว่างทาง ก็มีลูกหาบเดินสวนลงมา คำถามยอดฮิตคือ อีกไกลมั้ยคะ..??


อีกนิดเดียวครับ...!! ใกล้ถึงแล้วครับ สู้ สู้ ครับ ( คำตอบจากพี่ลูกหาบ )


เดินไปเดินมา 2กิโลเมตรสุดท้าย ทางมันก็จะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ไม่หรอกมั้ง..เราคิดไปเอง


ผ่านซำ แล้ว ซำเล่า ในที่สุดก็ถึงซำสุดท้าย ก่อนจะขึ้นสู่หลังแป ซึ่งทางขึ้นโหดมาก ( กอไก่ล้านตัว )

และแล้วเราก็ขึ้นมาถึงหลังแป ระยะทาง 5.5 กม. เราใช้เวลาไป 5 ชม.(อย่าเพิ่งดีใจไปยัง ยัง ไม่ถึง) เอาละ พักถ่ายรูป พักขาตรงนี้นานซะหน่อย ก่อนที่จะต้องเดิน 3.5กม.โดยประมาณ เพื่อไปฐานวังกวาง ( จุดบริการนักท่องเที่ยว หรือลานกางเต้นท์นั้นเอง )

พักกันพอหายเหนื่อย ก็เดินกันต่อ ในใจตอนนี้คิดแต่ อยากจะวาปไปจุดกางเต้นท์เลยได้มั้ย มันเหมือนจะถึง แต่ไม่ถึงซะที

ระยะทาง3.5 กม. บนทางราบ เราใช้เวลา 2 ชม. ในการเดินไปหยุดไป ก็มันร้อนอ่ะนะ ในที่สุดเราก็ถึง ถึงจริงๆแล้วนะ

ไปติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อ รับเต็นท์ หมอน ถุงนอน และเบาะรองนอน และรอรับสัมภาระจากลูกหาบ


เอาของเข้าเต้นท์เรียบร้อย ก็เริ่มหิวแล้วสินะ ทานข้าวเย็น เดินเล่นตามอัธยาศัยตอน อาบน้ำอาบท่า ทำภาระกิจส่วนตัว แล้วรีบเข้านอนดีกว่า (เก็บแรงไว้เดินต่อพรุ่งนี้) ราตรีสวัสดิ์

Day 2

14 ต.ค. 2560 เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 ล้างหน้าแปรงฟัน แล้ว แล้ว ก็เดินจร้า จุดหมายของเราคือ ผานกแอ่น ตื่นเช้าเพิ่อไปรับแสงแรกของเช้าวันใหม่เลยนะ เรารวมตัวกันที่หน้าฐาน จะมีเจ้าหน้าที่นำเดินไปชมพระอาทิตย์ เดินค่ะเดิน จากวังกวางไปผานกแอ่น ระยะทางไปกลับ 4 กม. ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายตอนเช้าเนอะ

ถึงแล้วผานกแอ่น แต่ แต่ ไหนล่ะดวงอาทิตย์ ไหนล่ะแสงแรกของเช้าวันใหม่

ฟ้าปิด หมอกฟุ้ง กับผู้คนมากมาย


เรารอจนถึง7โมง ก็ไม่มีวี่แววว่าฟ้าจะเปิด ถอดใจเดินกลับที่พักดีกว่า....

กลับจากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ก็เดินกลับที่พัก ย้อนกลับทางเดิม ก็จะผ่านลานพระแก้ว ฟ้าสว่างแล้ว เดินกลับเองได้ แต่ก็ควรระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะเส้นทางนี้ เป็นทางผ่านของช้างป่า

กลับจากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น เราก็แวะร้านค้า กินข้าวเช้าตุนสเบียงเพื่อเตรียมตัวเดินไปยังจุดชมวิวต่างๆ

จุดแรกของวันนี้ น้ำตกวังกวางค่ะ เดินออกจากจุดกางเต้นท์ไปประมาณ 700 เมตร ไปตามทาง เดินง่าย ทากไม่เยอะค่ะ ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ก็มาถึงน้ำตกค่ะ

น้ำตกนี้ มีหลายชั้นลดหลั่นกันลงมา เราถ่ายรูปที่ชั้นบนค่ะ เพราะลงไปข้างล่าง อันตราย น้ำเยอะ หินลื่น ที่สำคัญทางขึ้นลงลำบากหน่อย ๆ

เดินต่อจากน้ำตกวังกวางไปน้ำตกเพ็ญพบ ระยะทางประมาณ 1600 เมตร เดินไปถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเราก็จะเจอ ต้นไม้ ดอกไม้แปลกๆ นานาชนิด เรียกได้ว่าบ้างชนิดเราเพิ่งเคยเห็นด้วยซ้ำ

หลังจากเดินกันมาซักพักใหญ่ ๆ เราก็มาถึง น้ำตกเพ็ญพบเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีหลายชั้น ทางลงไปค่อยข้างชัน เราไม่ได้ลงไปนะ แค่นั้งถ่ายรูปอยู่ด้านบน เอาเท้าจุ่มน้ำเย็นๆ แค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว

จุดหมายของเราในวันนี้ คือผาหล่มสัก เราเลือกเส้นทางที่ใกล้และเดินง่ายที่สุด เลยเลือกที่จะเดินย้อนกลับมาเพื่อไปผานาน้อย ระหว่างทางก็ะผ่าน ลานพระพุธบาทเมตรตา ผ่านสระแก้ว ก็มีนั่งพักบ้าง ทากเกาะบ้าง เป็นธรรมดา

ตอนนี้เกือบเที่ยงแล้ว.............เราแวะพักกินข้าวที่ผานาน้อย

ก่อนที่จะเดินกันต่อก็ถ่ายรูปกับป้ายนิดนึง


ผ่าเหยียบเมฆ แต่ แต่ วันนี้ไม่มีเมฆให้เหยียบ

ผาแดง ผาแล้วผาเล่า ก็ยังไม่ถึงซะทีเริ่มจะเหนื่อยแล้วนะ (จริงๆเหนื่อยตั้งแต่ออกเดินแล้วแหละ)

เย้ ในที่สุดก็มาถึง เราถึงผาหล่มสัก เวลาประมาณ 17.00น

เสียดายที่วันนี้เมฆมาก ฟ้าปิด เลยไม่เห็นพระอาทิตย์ตก บรรยากาศยามเย็น ที่ผาหล่มสัก



ขากลับจากผาหล่มสัก เราต้องเดินอีกประมาณ 9 กิโลเมตร แนะนำให้เอาไฟฉายขนาดใหญ่มาด้วยนะคะ เพราะระหว่างทางจะมืดมาก


เราเริ่มออกเดินทางกลับ เวลาประมาณ 18.00 น. จากผาหล่มสัก ขากลับ แนะนำให้ใช้เส้นทางเลียบผาจะเดินง่ายกว่าเส้นทางที่ผ่านทุ่งหญ้า เพราะอย่างน้อยก็ยังพอเห็นเส้นตัดขอบฟ้า ใช้ในการนำทางได้





บรรยากาศขากลับ เริ่มเย็นๆ และความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุม ขากลับจากผาหล่มสัก ถ้าใครยังไม่เคยไป ควรหาเพื่อนร่วมทางนะคะ เกาะกลุ่มไว้ ไม่ควรแยกเดินคนเดียว เพราะทางเลียบหน้าผา มีบางช่วงที่เข้าใกล้หน้าผามาก ถ้าแสงสว่างไม่พอ หรือไม่คุ้นทาง อาจจะพลาดตกลงไปได้ ระหว่างทางเดินกลับฐาน ถือเป็นโชคดี ที่ฟ้าเปิด เราเห็นทางช้างเผือกพาดผ่านท้องฟ้าข้ามหัวเราไป (แต่กล้องเราถ่ายได้แค่นี้ **ถ่ายไม่เป็นอ่ะนะ) เราใช้เวลาเดินถึงฐานวังกวางประมาน ทุ่มกว่าๆค่ะ แอบแวะนั่งกินลมชมดาวที่ผาหมากดูกนานไปหน่อย


หลังจากเดินกันมาเป็นเวลานานแสนนาน ก็ถึงเวลาของเราแล้วสินะ หมากระทุ เห้ย..!! หมูกะทะ หมูยังไม่ทันเกรียมก็รีบพลิกกลับด้าน นับ 1 2 3 แล้วคีบจุ่มน้ำจิ้มสุกี้ เป่าซักสองที แล้วเข้าปากเคี้ยว แหม่....หมูกระทะที่ไหนจะอร่อยเท่าภูกระดึงอีกกก (จองชิ้นใหญ่สุดนะ)


Day 3

เช้าวันที่ 15 ต.ค.2560 ตื่นนอน ทำภารกิจส่วนตัว 05.30 น. รวมที่หน้าฐาน มีเจ้าหน้าที่นำเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น (กลับไปอีกรอบ หลังจากเมื่อวานไปแล้วฟ้าปิด)



เราก็มาถึงผานกแอ่น ก็เริ่มมีแสงทองของขอบฟ้าทิศตะวันออก วันนี้คนน้อยกว่าเมื่อวาน ถึงฟ้าจะไม่เปิดเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อวานมาก

วันนี้เป็นวันสุดท้าย สายๆก็เก็บของ ทานข้าว เตรียมน้ำ พร้อมออกเดินทางกลับ
ตรวจดูความเรียบร้อยของที่พัก เก็บขยะให้สะอาด เก็บถุงนอน หมอน ผ้าห่ม ส่งคืนที่ทำการ เช็คความพร้อมให้เรียบร้อย ก่อนออกเดินทางค่ะ


เราเริ่มเดินลงตอน 8.30 น. เดินไปสักพัก ก็หันหลังกลับไปมองฐานวังกวาง ทำตาเศร้าๆ แล้วพูดในใจว่า แล้วเราจะกลับมาใหม่ เราสัญญา ระยะทางเดินกลับ ประมมาณ 9 กิโลเมตร


ขากลับให้เวลาน้อยกว่าขาขึ้นค่ะ ไม่นานเราก็เดินมาถึงหลังแป นั่งพักเอาแรง ดื่มน้ำ ก่อนลง

ทางช่วงแรกๆของขาลง จะชันและลื่นมากในช่วงหน้าฝน ระมัดระวังกันนะคะ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ ใช้เวลาประมาณ3ชั่วโมง เราก็เดินมาถึงที่ทำการอุทยานศรีฐาน



สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้

  • ค่ารถไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูกระดึง 900/คน
  • ค่าเต้นท์+เครื่องนอนต่างๆ 380/คน
  • ค่าสองแถวไป-กลับ อุทยานฯ-ร้านเจ้กิม 60/คน
  • ค่าเข้าอุทยาน 40บาท/คน
  • ที่เหลือก็กินนู้นนี้นั้น 2000บาทไทย เหลือๆ ค่ะ

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
เปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 31 พฤษภาคม ของทุกปี
ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน ของทุกปี
อัตราบัตรค่าบริการ ให้ความสะดวกต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง (บัตรเข้าอุทยาน)
จำหน่ายบัตร ตั้งแต่เวลา 07:00น.-13:30น. หากเลยเวลานี้ ทางอุทยานฯ จะไม่จำหน่ายตั๋วให้กับท่าน และอนุญาต ให้ขึ้นภูระดึงได้ไม่เกินเวลา 14:00น. ของทุกวัน
เด็ก 20 บาท
ผู้ใหญ่ 40 บาท
และ ชำระค่าขอใช้พื้นที่กางเต็นท์ ในกรณีนำเต็นท์มาเอง 30 บาท/คน/คืน หากจองบ้านพัก และจองเต็นท์ของทางอุทยานฯ มา ไม่ต้องชำระค่าขอใช้พื้นที่ในส่วนนี้
ราคาเครื่องนอนที่มีให้เช่าบนภูกระดึง (ติดต่อขอเช่าได้ที่ทำการอุทยานฯ ศูนย์วังกวางด้านบนภูกระดึง)

  • เต้นท์สำหรับ2-3คน 200 บาท/คืน
  • หมอน ใบละ 10 บาท/คืน
  • แผ่นรองนอน 20 บาท/คืน
  • ถุงนอน 30 บาท/คืน
  • ผ้าห่ม 30 บาท/คืน
เว็บไซต์สำหรับจองเต้นท์และบ้านพัก http://nps.dnp.go.th/
ส่วนการจองบ้านพัก จองได้เฉพาะทางเว็บไซต์เท่านั้น
บ้านพักบนภูกระดึงมีจำนวนจำกัด กรมอุทยานอนุญาตให้จองล่วงหน้าได้ 60 วันผ่านทางเว็บไซต์ของกรมอุทยาน


สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. รองเท้า ถุงเท้า ควรเป็นรองเท้าที่ใส่สบายเท้า
  2. ยา สำหรับใครที่มีโรคประจำตัว และคสรเตรียมยาสามัญประจำบ้านเช่น พารา ยาแก้แพ้ ยาแก้ท้องร่วง ยาดมยาหม่อง ไปด้วย เพราะข้างบนอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
  3. ยานวด ยาคลายกล้ามเนื้อ นอจิสิค หรือ ยี่ห้ออื่นก็ได้ แนะนำยาสเปรย์ที่พวกนักกีฬาใช้กัน เป็นสเปรย์คลายกล้ามค่ะ
  4. ไฟฉาย อันนี้ซื้อควรมีติดตัวไปนะค่ะ ใช้เวลาเดินกลับจากดูอาทิตย์จากาหล่มสัก หรือตอนเดินไปห้องน้ำ
  5. รองเท้าแตะไว้ใส่ตอนอยู่ที่ศูนย์วังกวางเวลาไปเข้าห้องน้ำหรือไปร้านค้าค่ะ เป็นการพักเท้าไปในตัว
  6. หมวก ไว้ใส่กันแดด แดดข้างบนแรงแต่อากาศเย็นเพราะมีลมพัดมาตลอด
  7. ปลอกแขน หรือ เสื้อแขนยาว (ถ้าไม่กลัวแดด แขนสั้น สบายๆ)
  8. เสื้อกันหนาว ถ้าไปช่วงหน้าหนาวเอาแบบหนา
  9. ทิชชูเปียกและแห้ง เผื่อเข้าห้องน้ำระหว่างทาง เพาระบางจุดไม่มีน้ำ
  10. อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ บนภูกระดึงใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เก็บไว้จากแสงแดดตอนกลางวัน อุทยานเปิดไฟฟ้าให้ใช้เพียงจาก 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเท่านั้น การชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าของเราต้องไปชาร์จที่ศูนย์บริการ (มีค่าบริการ) หรือ ขอชาร์จจากร้านค้าที่สนิทกันในบ้านพักไม่มีเต้าเสียบให้ต่อชาร์จ มีเพียงไฟฟ้าแสงสว่างเท่านั้น ดังนั้น นำอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ไปเท่าที่จำเป็น บนภูกระดึงมีสัญญาณเครือข่าย 3G ทุกเครือข่ายค่ะ
  11. เสื้อกันฝน ร่ม สภาพอากาศบนภูไม่แน่นอนค่ะ เดี๋ยวก็ร้อน หนาว บางทีมีฝนมาให้เปียกเล่น (สำหรับคนที่กลัวทาก)
  12. ถุงกันทาก มีขายตามร้านค้าที่ทำการด้านล่าง ตามซำต่างๆ และ ตามร้านค้าบนภูกระดึง มีหลายแบบให้เลือก ราคาตามเนื้อผ้าและรวดลายค่ะ
  13. สเปรย์ กันทาก อย่างเช่น น้ำมันมวย ซอฟเฟล น้ำมันตะไคร้หอม ฉีดใส่ขาไว้กันทากเกาะ หรือโดนเกาะแล้วฉีดใส่ตัวทากเค้าจะหลุดไปเอง

จบทริปภูกระดึง พร้อมความประทับใจและมิตรภาพใหม่ๆ จากคนแปลกหน้า







ความคิดเห็น