แม่ขะนิงทุกสิ่งผ่านหัวใจ รีวิวโดย ดินสอกด

บ่ายวันหนึ่งขณะที่ผมนั่งเล่นเฟสบุ๊คอยู่ ผมก็เลื่อนมาเจอรูปๆหนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปๆนี้ ผม : เห้ย..อ้น อยากไปบริจาคของที่น่านหว่ะ อยากไปเที่ยวด้วย อ้น : เดี๋ยวดูอีกทีว่าว่างหรือเปล่า (น้ำเสียงเรียบๆ) ผม : โอเค แต่ปัญหาคือรถกระบะที่จะใช้ขนของนี่สิ อ้น : เดี๋ยวเราลองถามน้าให้(น้

แม่ขะนิงทุกสิ่งผ่านหัวใจ

แม่ขะนิงทุกสิ่งผ่านหัวใจ


บ่ายวันหนึ่งขณะที่ผมนั่งเล่นเฟสบุ๊คอยู่ ผมก็เลื่อนมาเจอรูปๆหนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปๆนี้



ผม : เห้ย..อ้น อยากไปบริจาคของที่น่านหว่ะ อยากไปเที่ยวด้วย
อ้น : เดี๋ยวดูอีกทีว่าว่างหรือเปล่า (น้ำเสียงเรียบๆ)
ผม : โอเค แต่ปัญหาคือรถกระบะที่จะใช้ขนของนี่สิ
อ้น : เดี๋ยวเราลองถามน้าให้(น้ำเสียงเรียบๆ)

[ ภาพสปีดของนาฬากาที่หมุนเร็วเหมือนในหนังพี่พยายามตัดความยืดเยื้อออกไป ]



3 เดือนผ่านไป



: : ดนตรีแห่งความหวังค่อยๆดังขึ้น มันมาพร้อมกับข่าวดี ใช่...เราได้รถกระบะซึ่งเป็นของน้าอ้น แต่...แต่อีกแล้ว ของบริจาคที่มีมาเรื่อยๆทำให้ท้ายรถเต็มและไม่สามารถขนไปได้หมด ยังไม่รวมของจากเพื่อนๆอีก2-3คนที่ยังไม่ได้ไปเอา



: : เราขนของเท่าที่ขนไปได้และเดินทางวันพฤหัสที่ 26 เราตระเวนเอาของกับเพื่อนๆในเขตกรุงเทพฯและจัดของกันจนถึงตี 1 เท่ากับได้นอนไป 3 ชม. ผู้เดินทางในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 คน มีผม อ้น และน้าเสือ (น้าของอ้น) ตี 5 ตรงล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯและถึงบางปลาม้าประมาณ 07.00 น.เพื่อเอาของจากเพื่อนอีกนิดหน่อย หลังจากนั้นก็ยิงยาว (ยิงๆหยุดๆ) จนถึงลำปางและมารู้ตอนถึงลำปางว่าเรามาผิดทาง เราเสียเวลาไป 100 ก.ม. แต่ก็แลกมาด้วยสองข้างทางที่โคตรคุ้ม



: : 17.00 น. ก็ถึงน่านเราแวะถามทางและซื้อขนม 500 บาทเตรียมไว้ให้เด็กๆในวันพรุ่งนี้ นอกจากขนมเด็กก็มีอาหารของผู้ใหญ่สำหรับค่ำคืนนี้ด้วย



: : เราใช้เวลาขับรถจากด้านล่างขึ้นไป ต.แม่ขะนิง ประมาณ 2 ชม. เส้นทางก็เป็นทางขึ้นสลับลงและคดเคี้ยวเลี้ยวเยอะแยะตาแปะขายถั่ว ยิ่งนอนมา 3 ชม. ไหนจะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน แบตใกล้จะหมดเต็มที อึดกว่าผมก็คนขับเนี่ยแหละ ด้วยเส้นทางอย่างที่บอกกว่าจะถึงก็ปาไปทุ่มหนึ่ง



: : ที่พักของพวกเราคืนนี้คือโรงเรียนภูเค็งซึ่งอยู่ในหมู่บ้านห้วยหยวก ห่างจากจุดที่เราจะบริจาคของไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร หลังจากพูดคุยกับคุณจางที่มารอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่างตั้งแต่ก่อไฟ ปิ้งย่าง และหาข้าวให้เรา เราต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมกับอ้นกางเต้นท์ น้าเสือหมักหมู(และเป็นพ่อครัวตลอดคืนนี้)



: : เผ่ามลาบลี(ชื่อใหม่) ชื่อเดิมคือผีตองเหลือง อาชีพของเผ่ามลาบลีส่วนใหญ่จะรับจ้างทั่วไปและหาของป่าเป็นอาหาร ซึ่งชนเผ่ามลาบลีอาศัยอยู่ในเขตอำเภอร้องกวางจังหวัดแพร่ รวมถึงอำเภอเวียงสา และอำเภอสันติสุขจังหวัดน่าน ประชากรรวม100-125คน เป็นกลุ่มชนเร่ร่อนไม่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง แต่ ณ ปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานอยู่กับที่ซึ่งรวมกันเป็นหมู่บ้าน



อ่านข้อมูลเพิ่มเติ่มได้ที่

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.tpso10.org/index.php?option=com_content&view=article&id=83&Itemid=136



: : สี่ทุ่มอากาศเริ่มเย็นขึ้นและน่าจะเย็นขึ้นอีกสำหรับคืนนี้ ระหว่างนั่งคุยผมเลยปลีกตัวไปอาบน้ำก่อน และที่นี่ก็มีฝักบัวจากุ๊ดชี่ระบบเปิดหัวน้ำไหลพอให้ได้ชำระล้างร่างกาย น้ำก็เป็นน้ำบนเขานี่แหละ เย็นสบายๆจนตัวสั่น ไม่ถึง 3 นาทีภาพก็ตัดมาตอนที่ผมเช็ดตัวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ สบู่ก็ถูพอให้ได้กลิ่น



“ พี่ชายฉันหนาว ”



: : เป็นคืนที่หลับๆ ตื่นๆ เพราะเครื่องรถของอ้นแรงเหลือเกินไม่ว่าจะเสียงเทอร์โบเสียงเชนเกียร์ ฮ่าๆ (เสียงมันกรน) แต่ยังดีที่อากาศไม่ได้หนาวเพิ่มขึ้นถ้าหนาวกว่านี้ผมคงนอนไม่หลับ



: : ตื่นมาวิวตรงหน้าก็อย่างที่เห็น ยังไม่รวมเสียงนก เสียงลม เสียงเสียดสีของใบไม้ มันเป็นความสุขที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม



: : ผมลุกจากที่นอนทันที่เพื่อเก็บเต้นท์และอาบน้ำ สายตามองไปรอบๆตัวและกล้องที่วางอยู่ข้างตัว ผมมีเวลา 1 ชม. สำหรับการถ่ายรูปก่อนไปบริจาคของ



: : และแล้วเวลาสำคัญก็มาถึงไม่คิดว่าจะมีผู้ใหญ่มารอต้อนรับเยอะขนาดนี้ ใจจริงผมก็กะว่าตั้งใจจะมาบริจาคเงียบๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไร แค่เป็นคนกลางนำของมาให้ชาวบ้านแล้วก็เที่ยวต่อ แต่ก็ต้องขอบคุณทาง อบต.บ้านแม่ขะนิงมากๆครับ ที่มาร่วมด้วยช่วยกัน และก็ขอบคุณสิ่งของมากมายจากทางเพื่อน พี่น้อง ท้ายที่สุดแล้วเราก็จุดมุ่งหมายเดียวกัน ทำบุญร่วมกัน และมีความสุขร่วมกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างก็มีความสุข เหมือนที่ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลสได้สลักเอาไว้ที่รถก่อนตายว่า



“ ความสุขมีความหมายต่อเมื่อได้แบ่งปัน ”



: : สักพักก็มีน้าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ อบต. ให้ผมลองเดินไปดูที่ศูนย์เด็กเล็ก ผมหยิบสื่อการเรียนการสอนติดมือไป 2 แผ่นเพื่อให้กับทางครูอนุบาล น้าผู้หญิงเล่าให้ฟังว่างบของเด็กต่อปีต่อคนคือ 1700 บาท ซึ่งผมก็ดันลืมไปแล้วว่าไอ้งบนี้มันเป็นค่าอะไรบ้าง ทำไมมันน้อยจัง ระหว่างนั้นผมก็ถ่ายรูปเด็กไปคุยกับครูอนุบาลไปว่าทางศูนย์เด็กเล็กเนี่ยยังขาดอะไรอยู่บ้าง : : งบการศึกษาสำคัญมากนะยิ่งสำหรับเด็กนี่ยิ่งสำคัญเลย ประเทศเราอยู่ในมือพวกเขานะในอนาคต ส่วนผู้ใหญ่ที่โกงกิน ไม่ว่าจะได้ไปมากเท่าไหร่สุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่กระเจีย.วว..ส่วนใครที่อยากบริจาคอุปกรณ์การเรียนผมแนะนำว่าไปเลยไปให้ด้วยตัวเองได้เที่ยวไปในตัวด้วย ส่วนใครอยากส่งของไปให้ไม่ว่าจะเยอะหรือน้อยก็ตามที่อยู่นี้ อบต.แม่ขะนิง 199 ม.3 ต.แม่ขะนิง อ.เวียงสา จ.น่าน 55110 วงเล็บด้วยนะว่าบริจาคของให้ศูนย์เด็กเล็กบ้านแม่ขะนิง



: : ผมเดินย้อนขึ้นมาทางหมู่บ้านเพื่อถ่ายรูปรอบๆหมู่บ้าน



: : เดินดุ่มๆอยู่ในหมู่บ้าน ไม่คิดว่าจะเจอฮายีน่า มีทำเสียงขู่ในลำคอด้วยนะ ใจเย็นๆข้ามาดี



: : หลังจากที่เมื่อคืนนั่งคุยกันนิดหน่อยเรื่องกระเป๋าเถาวัลย์วันนี้พี่จางเลยพาเรามาดูวิธีทำถึงที่ เมื่อเห็นวิธีทำแล้วก็ต้องแบบว่า OMG ไม่ได้แบบเว่อร์เหมือนในรายการทีวีบ้านเรานะ คือแบบว่ากว่าจะมาเป็นกระเป๋าหนึ่งใบนี่แม่มโคตรใช้เวลาเลย แถมราคาเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ทำก็ถือว่าไม่แพงเลย วิธีทำคือนำเถาวัลย์มาปั่นกับหน้าแข้งเพื่อความเหนียว แล้วนำไปถัก แล้วสีมันไม่ฉูดฉาดเพราะมันเป็นสีของธรรมชาติเลย หรือบางสีก็ย้อมมาจากเปลือกไม้ มีตั้งแต่ใบเล็กถึงใบใหญ่ ใบเล็กก็ใส่มือถือได้ใบใหญ่ก็ขนาดใส่แท็บเล็ตราคาก็ 150 – 500 บาท กับระยะเวลาทำ 1 – 2 เดือน สนใจก็สั่งผ่านผมได้ (ไม่รวมค่าส่ง) กล้าพูดเลยว่ามันเป็นงานแฮนด์เมด 100 % และผมก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ; )



: : พี่จางเล่าให้ฟังว่าชาวเผ่ามลาบลีมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเป็นอย่างมากหมูตัวเดียวก็สามารถแบ่งกินกันทั้งหมู่บ้านได้ ไม่ว่าบ้านไหนมาขออะไรอีกบ้านก็พร้อมจะให้ในทันที ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าถ้ามีบ้านหนึ่งมาขอข้าวสารบ้านตัวเองก็จะให้ แม้จะไม่พอกิน



: : ขาลงจากหมู่บ้านก่อนถึงตัวเมืองน่านเราฝากท้องกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอนุสาวรีย์ชัยฯด้วยความหิวชามแรกจึงหมดไปโดยไม่มีภาพถ่าย ผมสั่งทั้งแบบน้ำและแบบแห้งไม่มีความกังขาใดในความอร่อยนี้ แต่เหมือนที่ว่างในท้องยังพอมีเลยสั่งไอติมกะทิมะพร้าวมาทานด้วย คอก็แห้งเลยต่อด้วยกาแฟที่อยู่ติดกับร้านก๋วยเตี๋ยว



: : เป้าหมายต่อไปคือวัดภูมินทร์ ผมมีความรู้สึกว่าถ้าไปเที่ยวที่ไหนแล้วไม่ได้ไปไหว้พระผมรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป นอกจากไหว้พระก็ยังได้ชื่นชมกับภาพวาดปู่ม่านย่าม่าน ถ้ายิ่งได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาพวาดก็จะยิ่งอยากมามากขึ้นเหมือนผม



อ่านข้อมูลเพิ่มเติ่มได้ที่

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.sanook.com/men/12181/



: : ผมสามารถยืนชื่นชมกับภาพวาดกระซิบรักบันลือโลกได้ทั้งวัน



: : ผมเดินถ่ายรูปอยู่บริเวณวัดจนมาถึงตรงนี้ก็เจอเด็กยืนอยู่หน้าวัดท่าทางกลัวๆ เลยเข้าไปถามว่าไม่เข้าไปหรอ น้องบอกว่าผมกลัว ผมก็เลยพาน้องเข้าไป บรรยากาศมืดๆ ถึงกับต้องเปิดแฟลชพอมาดูที่กล้องผมยังรู้สึกกลัวเลย : ( ยิ่งโตผมก็ยิ่งเชื่อเรื่องเวรกรรมมากขึ้น



: : เดินถ่ายรูปมาเรื่อยจนมาถึงร้านขายโปสการ์ดที่มีคุณยายหน้าตาอบอุ่นๆ อยู่ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของร้าน ผมยิ้มให้ยายและพูดคุยถึงเรื่องอากาศที่โคตรร้อนของวันนี้ ก่อนซื้อโปสการ์ดส่งให้เพื่อนคนหนึ่งที่สุพรรณบุรี ร้านคุณยายอยู่ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์เลย



: : ออกจากวัดภูมินทร์ประมาณบ่ายสองสถานที่ต่อไปคืออุทยานแห่งชาติขุนสถานเราตาม GPS ไปผมจำระยะทางคร่าวๆไม่ได้ เพราะระหว่างทางก็แวะซื้อของปิ้งย่างและตระแกรงสำหรับปิ้งย่างสำหรับใครที่จะมาพักที่ขุนสถานไม่ต้องห่วงเรื่องเตาและตระแกรงที่นี่มีพร้อมเสร็จสรรพที่ต้องหามาก็แค่อาหารสำหรับปิ้งย่าง



: : สัมผัสแรกที่ก้าวเท้าลงจากรถคือความสุขและไอหนาวที่มาแบบไม่รู้ตัว ผมมีความสุขกับการซึมซับบรรยากาศมากๆ ผมและกล้องถ่ายรูปพยายามหาความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่รอบๆตัว



: : ส่วนร้านค้าสวัสดิการก็มีทั้งมาม่า ขนมและกาแฟซอง มีบริการน้ำร้อนฟรีด้วย ส่วนค่าเช่าเตาก็เพียง100 บาทมัดจำอีก100 บาท พร้อมถ่านและตระแกรง ผมอ้นและน้าเสือพักกันที่บ้านตะวัน2 ไม่มีห้องน้ำในตัวแต่ห้องน้ำก็อยู่ไม่ไกล เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ส่วนราคาก็แล้วแต่จะให้ ซึ่งตอนแรกอ้นได้ให้ไป1000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ก็มองแบบงงๆแล้วบอกว่าให้เยอะจัง อ้นเลยเปลี่ยนมาให้600บาท ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงเลย ห้องพักไม่เล็กเกินไปนอน 3 คนกำลังดี ห้องถือว่าสะอาดพอใช้แต่อาจมีแมลงบ้างเพราะเราล้อมรอบไปด้วยป่าและป่า



: : ส่วนตอนเช้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงทั้งความหนาว ทั้งไอหมอกมาเคาะประตูเรียกกันแต่เช้าแถบจะเข้ามาต้อนรับกันถึงในห้อง อุณภูมิตอนนี้ก็คงราวๆ 16-17องศา ไม่ถึงกับหนาวจนมีควันออกปากแต่ก็หนาวสำหรับคนขี้หนาวอย่างผม อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกสมองมันโปร่งมันโล่ง สบายใจ แอบตะโกนในใจว่า



“ กรูไม่อยากกลับกรุงเทพฯแล้ว ”



: : ตัดภาพมาอีกทีก็มานั่งเขียนงานอยู่ในห้องรายล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ขอกลับเข้าสู่โลกเดิมอีกสักแปป : : ผมหาความเพลิดเพลินให้ตัวเองด้วยการนั่งมองเมฆ หมอก ที่ไหลไปกับกระแสลม ผมมองอยู่อย่างนั้น เมฆ หมอก ผ่านไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ก็แค่นั้นเช่นเดียวกับชีวิต..



: : เดินขึ้นมาอีกหน่อยเพื่อมาถ่ายรูปๆนี้ แต่ยิ่งเดินเอ๊ะ..! เหมือนท้องมันตุ่ยๆมองหน้ากันกับอ้นเป็นเหมือนกันหรือป่าวว่ะ / เออปวดขี้ใช่ไหม ใจผมอยากเดินลงไปอึก่อนแล้วขึ้นมาใหม่แต่อ้นบอกไม่ไหวแล้ว ขอในป่าล่ะกัน เดินดุ่ยๆพร้อมกับใบไม้ในมือหนึ่งกำ ระหว่างนั้นผมก็เดินถ่ายรูปแถวนั้นๆ แต่รู้สึกทำไมมันคันๆขา หันไปโอ้แม่เจ้าทาก!!!! เคยเห็นในรูปเวลาเขาไปเดินป่าไม่เคยกลัวเลยพอเจอของจริงเท่านั้นแหละกรี๊ดดดเป็นแต๋ว กล้องเกิ้งหล่น ถุงถงถุงเท้าถอดแทบไม่ทันตอนนั้นใจก็อยากขึ้นไปถ่ายรูปข้างบนอีก แต่ไม่ไหวแล้วใจมันถอด วิ่งไปหาขอนไม้ที่คิดว่าทากจะขึ้นมาไม่ถึงและรีบเขี่ยออก ขอยอมแพ้เดินหย๊องแหย๊งลงมาด้วยความกลัวดันลื่นล้มอีก ขอบคุณพี่ทั่นหนึ่งที่เห็นตอนลื่นก้นจ้ำเบ้าแต่ไม่หัวเราะ ขนาดผมยังอยากหัวเราะตัวเองเลย ในใจนึกแค้นอยากเอาขี้อ้นไปโยนใส่มันไอ้ทาก เดี๋ยวมรืงเจอขี้เพื่อนตรู : (



: : สถานที่สุดท้ายของวันนี้คือน้ำตกห้วยโรง ระหว่างทางก็แวะจิบกาแฟเติมพลังกันที่ร้าน...ไม่มีชื่อแต่มีวิวถ่ายรูปหลักล้านและกาแฟหลักสิบ ผมเดินดูสตอเบอรี่อยู่สองรอบก่อนเข้าไปถามคนขายซึ่งเป็นน้องผู้หญิงว่าเก็บไว้ได้กี่วัน “ เปงเดือนๆ ” หลังจากนั้นผมก็ได้ของฝากไปให้ขุ่นแม่ เดินเลยร้านกาแฟไปไม่ถึง10ก้าวอันนี้ผมนับมาแล้ว ก็จะเจอวิว และวิว มองไปทางไหนก็มีแต่วิวสวยๆ ให้นั่งทั้งวันก็อยู่ได้ขอแค่หนังสือสักเล่มกาแฟหอมๆ อีกสักแก้วผมอยู่ได้จริงๆ ยิ่งมองลงไปข้างล่างยิ่งอยากเดินลงไป อยากรู้อยากเห็นว่าเขาปลูกอะไร ต้นไม้แต่ละต้นชื่อต้นอะไร มีประโยชน์อย่างไร เผื่อกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดผมจะได้ปลูกบ้าง



: : เลสสะโก..ที่สุดท้ายของวันนี้น้ำตกห้วยโรงหรือน้ำตกห้วยลง สถานที่แต่ละที่ผมแนะนำให้เปิด GPS เอานะครับเพราะผมไม่ได้อธิบายไว้ เมื่อก่อนไปไหนผมชอบปริ๊นแผนที่คร่าวๆและถามทางไปเรื่อย ซึ่งเวลาหลงจะเสียเวลามากๆ หลังๆ คนป่าอย่างผมสุดท้ายก็ต้องมาหัดใช้ GPS : : น้ำตกห้วยโรงเดินทางไปน่าน ตามถนนสายแพร่-น่าน เลี้ยวซ้ายเข้าทางบ้านห้วยโรงจะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตก เข้าไป 4-5 ก.ม.ก็ถึง



: : การเดินทางไปแต่ละที่สำหรับผมมันไม่ใช่แค่การฆ่าเวลาของการใช้ชีวิต มันไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่มันคือกิจกรรมในการเติมลมให้หัวใจ เปิดมุมมองให้กับการใช้ชีวิต และการปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน นอกจากนั้นแล้วก็คือผู้ร่วมเดินทางในแต่ละครั้ง น้าเสือผู้ที่ซึ่งเป็นทั้งคนขับรถ เจ้าของรถ พ่อครัว ถ้าทริปนี้ไม่มีน้าคงเงียบเหงา และของจากเพื่อนๆ พี่น้องทั้งหลายคงมาไม่ถึงแม่ขะนิง อ้นเพื่อนผมสมัยมหาลัย เพื่อนที่คุยแล้วรู้สึกมีแรงบัลดาลใจ นี่ก็ครั้งที่สองแล้วที่ผมลากเขามาลำบาก haha ขอบคุณจริงๆที่มาช่วยกันในทริปนี้ ขอบคุณเพื่อนอ้นอีกสองคนที่นำของมาสมทบเพื่อแบ่งปันให้กับน้องๆ ขอบคุณทางโรงเรียนบ้านแม่ขะนิงที่ช่วยในเรื่องข้อมูล ขอบคุณท่านนายก อบต.แม่ขะนิงที่ประสานงานต่างๆให้ ขอบคุณคุณจางเผ่าม้งที่ดูแลเราหนึ่งวันเต็มๆ ขอบคุณสำหรับของบริจาครวมถึงค่าน้ำมันบางส่วน



เดินทางโดย
ธนกฤต รวมตะคุ
ดนุพัฒน์ แถมกระโทก



“ การเดินทางทำให้คนมีความเจียมตัว คุณจะได้เห็นว่าที่ที่คุณอยู่เป็นเพียงสถานที่เล็กๆบนโลกใบนี้เท่านั้น ”



Gustave Flaubert.



ชมแบบภาพเคลื่อนไหวได้ที่นี่

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.youtube.com/watch?v=h6820ktbmas



ทริปอื่นๆ



: สังขละก็ดี ป้อมปี่ก็ได้ อั๊ยยะ อั๊ยยะ ชั่ย ชั่ย

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pantip.com/topic/36122720



: รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักปอดให้ไปคีรีวง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pantip.com/topic/36455753



: หายใจเข้าปิล๊อก หายใจออกทองผาภูมิ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pantip.com/topic/35898302



: เชียงรายร่างกายต้องการเวลา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pantip.com/topic/35606003

ความคิดเห็น