"ม่องจอง" เมื่อนานมาแล้ว ยังลืมไม่ลง (ดอยม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่) รีวิวโดย อาร์ม ทำมาก่อน [ARM TUMMAKORN]

โย่วววววววววววววว !! สวัสดีครับเพื่อนๆ ผม Number 6 มีเรื่องมาเหลาให้ฟังกันแบบ เพลินๆ กับการออกเดินทางครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของ Number 6 เลยก็ว่าได้ นานมาแล้ว แต่ ไม่นานพอให้ลืมเสียที ไม่เคยรู้สึกเลยว่านาน จำทุกเสี้ยวนาที และเหมือนว่าเธอเพิ่งไปเมื่อวาน... (เพลง

"ม่องจอง" เมื่อนานมาแล้ว ยังลืมไม่ลง (ดอยม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่)

"ม่องจอง" เมื่อนานมาแล้ว ยังลืมไม่ลง (ดอยม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่)

 วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 06.53 น.

 วันที่เดินทาง 27 พ.ย. 2558
โย่วววววววววววววว !! สวัสดีครับเพื่อนๆ ผม Number 6 มีเรื่องมาเหลาให้ฟังกันแบบ เพลินๆ กับการออกเดินทางครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของ Number 6 เลยก็ว่าได้

นานมาแล้ว แต่ ไม่นานพอให้ลืมเสียที ไม่เคยรู้สึกเลยว่านาน จำทุกเสี้ยวนาที และเหมือนว่าเธอเพิ่งไปเมื่อวาน... (เพลงก็มา ฮ่าๆ ) ขอทวดๆ อารมณ์พาไป ฮ่าๆ มาเริ่มกันเลยครับ

เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้เจอกับเพื่อนสมัยประถม ใน Facebook โดยบังเอิญ และเพื่อนคนนี้ชอบเที่ยวแนว "ภูเขา" ส่วนภาพที่มันชอบโพสลง Facebook นั้นคือ วิวภูเขา ทะเลหมอก พระอาทิตย์ตกบนจุดชมวิว นั่งปิ้งย่างกลางอากาศที่หนาวเย็น คือมันเป็น อารมณ์ที่แบบว่า น่าไปมาก อยากไปตรงนั้นมากๆ ไม่รู้หรอกว่าลำบากแค่ไหน ยากยังไง ขอให้ได้ไป ตูยอมม ม ม !!

แล้วผมก็ทักไปคำแรกเลยว่า "พาตูไปสักทริป ได้ไหม" และคำตอบที่ได้คือ "มีหนึ่งทริปพอดี สนใจไหม" นั้นแหละ จุดเริ่มต้นของผม ผมซื้อตั๋วเครื่องบินโดยไม่สนราคา และยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าที่จะไปนั้นมันคือที่ไหน ผมเริ่มเดินทางวันที่ 27 พ.ย 58 ถึง เชียงใหม่ และรอพบเพื่อนที่สนามบิน โดยเพื่อนจะ แว๊นฟร้อ มารับครับ

เมื่อเจอเพื่อน ก็พากันแว๊นไปเลยครับ เพื่อนผมขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวตลอด และคืนแรกมันบอกกับผมว่า เราจะนอนในป่าสนกัน ใช่ครับ คืนแรกก็คือ "สวนสนบ่อแก้ว อ.ฮอด จ.เชียงใหม่" มาถึงไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรเยอะครับ เนื่องจากเย็นมาก หาที่กางเต๊นท์แล้วก่อไฟ เพราะอากาศหนาวมาก จริงๆ

ปล. รูปในรีวิวนี้ ไม่มีการปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้น นะครับ

คือแรกไม่มีอะไรมากครับ นั่งคุยกันตามภาษาคนไม่เจอกันนานๆ ปิ้งหมูกินไป คุยไป ผมก็กดซัตเตอร์มาได้ ไม่กี่รูป ช่วงนั้นเพิ่งหัดเล่นกล้องครับ ภาพจะห่วยๆ หน่อยนะ แต่งรูปไม่เป็นด้วยครับ ฮ่าๆๆ

หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ ก็นั่งคุยกันต่อ และผมก็รู้ว่า สถานที่จะเราจะไปนั้น คือ "ม่อนจอง" เป็นดอยใหม่ (ในช่วงปีนั้นนะครับ) ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก และนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะมาก เท่าดอยอื่นๆ หลังจากนั้นเราก็เข้านอน เพราะเพื่อนผมได้จองรถยนต์ 4x4 เอาไว้ เพื่อใช้ขึ้นดอยครับ เลยจะต้องออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อจะไปให้ทันเวลา และใช้เวลาที่เหลือเดินขึ้นดอย ให้ทันก่อน มืด !! ผมคิดในใจ แม่จ้าววว ทริปแรกโหดขนาดนี้เลยทีเดียว

หลับได้ไม่นานครับ เพื่อนผมก็ปลุก บอกว่า ออกเดินทางกัน !! ซึ่งฟ้ายังมืดสนิท นาฬิกาบอกว่า ตีสาม (แม่จอร์จ ตีสาม ถ้าอยู่บ้านยังนอนสบาย น้ำลายยืด อยู่เลย) สรุป ตื่นครับ ขึ้นมอไซค์ และแว๊นกันต่อ จนถึง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ประมาณ 7 โมงเช้าได้ และได้เจอกับพี่ที่นัดไว้ กินข้าว อาบน้ำ เตรียมของเพื่อเดินขึ้นดอย และก่อนออกเดินทาง พวกผมได้ใส่บาตรและขอพรพระเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นก็นั่งท้ายกระบะ 4x4 ของพี่เขา ยิ่งยาวไปเลย . . .

ไม่นานนักก็ถึงที่ทำการหมู่บ้าน พวกเราจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะขึ้นดอยและพักค้าง รวมถึงหากต้องการลูกหาบ(คนรับจ้างแบกของ) ก็สามารถเรียกจ้างได้จุดนี้ หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ก็ออกเดินทางต่อ ไม่นานนักก็ถึงจุดลงเดินเท้า และพวกเรานัดเวลากลับกับพี่คนขับไว้ เที่ยงวัน ของพรุ้งนี้ !! จากนั้นก็ ลุย ย ย !! เริ่มเดินกันเลย พวกเราเริ่มออกเดินตอน 10 โมงเช้า

ต่อไปนี้เป็นความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหัวระหว่างเดิน ที่ผมคิดในใจนะครับ จะเล่าให้ฟัง นิดนึง ฮ่าๆ อยากเล่าๆ

  • - ตูมาทำไม ร้อนมาก เหนื่อย ของก็หนัก
  • - บรรยากาศรอบๆก็ไม่มีอะไร ไม่เห็นจะแตกอะไรตรงไหน
  • - เพื่อนแมงก็เดินไม่สนใจ ไม่คิดจะช่วยหรือจะรอกันบ้างเลย ตูครั้งแรกนะเว้ยยยย [email protected]#@$%@
  • - กล้องที่แบกมา ไม่รู้เอามาทำไม หนักก็หนัก อยากจะวางไว้แล้วค่อยกลับมาเอา ก็กลัวหาย

ใช่ครับ !! หลังจากผมเห็นภาพนี้ ความคิดของผมหายไปหมด มีแต่ความรู้สึกว่า สวยจัง คุ้มจริงๆ ที่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง สวยอะไรขนาดนี้ ทั้งๆที่แดดร้อนมาก ทำไมถึงยืนดูได้นานขนาดนี้ ของก็หนัก ทำไมถึงรีบคว้ากล้องออกมาถ่ายได้ ทำไมกล้องถึงไม่น่ารำคาญอีกแล้ว นี่แหละครับ ความรู้สึกที่ผมได้รับมา และผมชื่นชอบมันมาก จริงๆ ต่อไปนี้ จะไม่มีตัวหนังสือให้ รำคาญใจนะครับ ดูภาพให้ สมใจกันไปเลย



ทางเดินไป หัวสิงห์ หรือ หัวสิงโต พี่เจ้าหน้าที่นำไปครับ !! และเส้นทางตรงเป็นที่มาของ ทุ่งหญ้าสีทอง


แล้วเมื่อพระอาทิตย์ตก ก็จะเป็นแบบนี้ บรรยากาศ โค ตะ ระ ดี

เมื่อฟ้าเริ่มมืด สิ่งแรกที่อยากลองทำ ไม่ใช่การทำอาหาร แต่เป็นการ ลองถ่ายดาวครั้งแรก ครับ ลุย !!




เมื่อแบตกล้องก้อนแรกได้หมดไป ได้เวลาอาหารเย็น รีบกิน รีบนอน พรุ้งนี้ ลุ้นทะเลหมอกและแสงรอดภูเขา แต่กับต้องพบกับความผิดหวังที่ไม่เจอทะเลหมอก เพราะกลางคืนมีฝนตกและน้ำค้างแรงมาก ภาพที่ได้เลยเป็นแบบนี้

น้องผู้หญิงคนนี้ คือ เพื่อนใหม่ที่พบในการเดินทางครั้งนี้

เรื่องมีอยู่ว่า ผมกับเพื่อนกับกำลังยืนถ่ายรูปเล่นกันอยู่ แล้วน้องคนนี้ก็มาถ่ายมุม มุมเดียวกัน เพื่อนผมจึงทักขึ้นว่า

เพื่อน : มาคนเดียวหรือครับ ??

น้องผู้หญิง : หันมา ยิ้ม แล้วตอบว่า หมอกสวยเนอะ พี่ถ่ายอะไรได้บ้างไหม ขาวไปหมด !!

ผม : มีอาการ งง นิดๆ เพราะไม่ได้ทัก ฮ่าๆ อ่อ พอได้ครับ เล่นกล้องด้วยหรือ เมื่อคืนได้ดูดาวไหม แล้วผมก็โชว์รูปดาว กาก ๆ ของผมให้น้องดู

น้องผู้หญิง : พี่หนูขอรูปด้วยได้ไหม อยากได้รูปแต่กล้องหนูถ่ายขนานนั้นไม่ไหว แค่ Compact เอง

ผม : ได้ครับ เดี๋ยวส่งให้นะ ทาง Facebook ละกันนะ

เพื่อน : Facebook อะไรเอ่ย เดี๋ยวแอดไป

นี่แหละครับ จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ ไม่ถึงกับสนิท แต่ก็เป็นมิตรที่ดี

อ่อน้องชื่อ น้องแพน ครับ ส่วนตัวผม เรียก แนน ซะ นานเลย ฮ่าๆๆ


รีวิวจบแล้ว แต่ขออนุญาติแนะนำ นะครับ


น้องแพน สาวน้อยชอบธรรมชาติหนักมาก ปัจจุบันร่วมทริปกับเพื่อนผม บ่อยกว่าผม ซะอีก !! ไม่รู้ทำไมผมว่างไม่เคยตรงพวกนี้เลย ฮ่าๆ

เพื่อนผมเองครับ คนที่จุดประกายการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ สุดๆ ให้กับผม และทำให้ผมหายกลัวหลายๆ สิ่งที่ผมคิดไปว่ามันน่ากลัว ตอนนี้เพื่อนผมจัดทริปเที่ยวตลอด โดยเที่ยวแบบประหยัดแต่คุ้ม ไม่มีค่าใช้จ่ายร่วม ใช้ของใครของมัน แค่ไปด้วยกัน เท่านั้น. เอ่อ ! เพื่อนผมเป็นเจ้าของเพจดังสนั่น "จ่าพาเที่ยว"


และนี่ก็คือตัวผมเอง Number6 หรือ TK เอ่อ ข้ามๆ ไปก็ได้นะครับ ฮ่าๆ ก็แค่คนชอบเที่ยว ไม่มีอะไรพิเศษ ครับ


เป็นเพื่อนกันมา 20 ปี แม้วันเวลาจะจางหายไป 14 ปี แต่มิตรภาพยังคงเหมือนเดิม จริงๆ
"หัวหน้าทริป / ผู้นำทาง / คนขับรถ / เพื่อนผม"



ก่อนจบรีวิวนี้ ขอทิ้งท้ายเหมือนทุกครั้ง . . . .

การเดินทางคือการใช้ชีวิต จริงๆ ครับ ประสบการณ์นี้ผมได้กับตัวเอง เช่นทริปนี้เป็นทริปแรก หากผมไม่ตัดสินใจออกเดินทาง ผมจะไม่มีวันก้าวข้ามความกลัวในใจได้เลยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความกลัวอยู่ในจิตใจ แต่หากเรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า ก็ไม่มีสิ่งใดขวางเราได้หรอกครับ
อ่อ !!!!! ผมคิดว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่การฟุ่มเฟือย หรือการใช้เงินไม่เป็นนะครับ มันอยู่ที่เราใช้แบบไหน เที่ยวแบบไหน แล้วเราได้อะไรกลับมาบ้างกับการสูญเสียไป Number6 ขอขอบคุณครับ.

ความคิดเห็น