แบกเต็นท์ขึ้นรถเมล์ไป นอนนา ใกล้ทะเล กินอาหารทะเล 400 บาท บ้านขุนสมุทรจีน รีวิวโดย ไม่กี่บาทBackPacker

มาถึงวันศุกร์สุดหรรษา กันสักที อยากจะไปนอนชิวๆที่ทะเลกันสักหน่อย !!! เปิดเงินดูในกระเป๋า โถ้วเอ้ย มี500 ทำไงดี เปิดแผนที่ดู คือ ฉันจะไปทะเลฮ่าๆ คือหัวข้อครับ ไปเจอ หม่องเล็กๆ จุดเล็กๆ ในแผนที่ เห้ยลืมคิดไปได้ไง ว่า จังหวัดนี้ก็ติดทะเลนี้หว่า จังหวัด สมุทรปราการ คือจุดหมายปลายทาง ของเราในทริปน

แบกเต็นท์ขึ้นรถเมล์ไป นอนนา ใกล้ทะเล กินอาหารทะเล 400 บาท บ้านขุนสมุทรจีน

แบกเต็นท์ขึ้นรถเมล์ไป นอนนา ใกล้ทะเล กินอาหารทะเล 400 บาท บ้านขุนสมุทรจีน

 วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.30 น.

 วันที่เดินทาง 26 ม.ค. 2561


มาถึงวันศุกร์สุดหรรษา กันสักที อยากจะไปนอนชิวๆที่ทะเลกันสักหน่อย !!!

เปิดเงินดูในกระเป๋า โถ้วเอ้ย มี500 ทำไงดี เปิดแผนที่ดู คือ ฉันจะไปทะเลฮ่าๆ คือหัวข้อครับ

ไปเจอ หม่องเล็กๆ จุดเล็กๆ ในแผนที่ เห้ยลืมคิดไปได้ไง ว่า จังหวัดนี้ก็ติดทะเลนี้หว่า

จังหวัด สมุทรปราการ คือจุดหมายปลายทาง ของเราในทริปนี้ครับ

** แต่ทะเลที่นี่มันไม่มีชายหาดขาวๆ หรือ สาวๆใส่บีกินนี่นะ จังหวัดนี้ติดทะเลก็จริง

แต่เค้าเป็นชายฝั่งทะเล แต่มันก็คงจะได้ฟิวเหมือน กันนั้นหละ เพราะงบมันมีแค่นี้

ผมนี้สั่นเลย เมื่อโทรไปถามว่า พี่ครับมีที่พัก ไหมครับ เค้าบอกโอ้ยย น้องเต็มหมดหละ เสาร์ - อาทิตย์

น้องมีเต็นท์ไหมหละ!! เอามากางได้นะ พี่คิด 400 บาท มีอาหารทะเลให้ 3 มื้อ แบบจัดเต็ม

ผมนี้ ตอบตกลงให้ไวเลยครับ พูดซะยาว เดินทางกันเลยดีกว่าครับ


ก็แบกเต็นท์ ขึ้นรถเมล์กันเลยครับ ฮ่าๆ

เราเดินทางจากวงเวียนใหญ่ ขึ้นรถเมล์ สาย 82 นั่งไปลง สุดสายที่ ตลาดพระประแดง

แบกเต็นท์ ขึ้นรถเมล์กัน แบบนี้หละครับ ฮ่าๆ

ลุงกระเป๋าถามว่า ไอ้หนุ่มจะไปเข้าป่าที่ไหนเนี่ย !!

มาลงกันที่ตลาดพระประแดงครับ

จากนั้น เราก็นั่งรถสองแถว

ต้องขออภัยด้วยครับ เราไม่ได้ถ่าย ว่าขึ้นตรงไหนมา

เพราะลงรถปุ๊บ ขึ้นมาปั๊บ เลย เป็นรถสองแถวสีฟ้าๆ ที่เขียนว่า พระประแดง - พระสมุทรเจดีย์ (มาสุดสายครับ)

นั่งไปประมาณ ครึ่งชั่วโมง 8 บาทครับ



จากนั้น ต่อด้วยรถ สองแถวที่ พระสมุทรเจดีย์

ข้างรถจะเขียนว่า เจดีย์ - อ.สาขลา 8 บาท ตลอดสายครับ บอกเค้าว่า ไป ขุนสมุทรจีน

เดี่ยวเค้าจะให้เรา ลงที่ ท่าเรือป้าลี่ เพื่อต่อเรือครับ

** จริงๆ นั่งรถเมล์สายอะไรก็ได้ ที่มาถึงพระสมุทรเจดีย์เลย น่าจะเป็น สาย 20 ใช่ไหม ถ้าผมจำไม่ผิด

แต่ประเด็นคือผมแบกเต็นท์ มาไง ของมันเยอะ ส่วนมาก สาย 20 เป็นรถเล็ก กับ รถแอร์ มันจะขึ้นลำบาก

ท่าเรือ ป้าลี่

ก็นั่งรถจาก พระสมุทรเจดีย์ มาคร่งชั่วโมงได้

พี่เค้าก็บอกว่าให้ลงตรงนี้หละ แล้วต่อเรือไป



การเดินทางของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วครับ





ก่อนการเดินทาง ทั้งหมด เรามี VDO รายการ
ที่เราถ่ายทำด้วยตัวเอง เป็น พิธีกรเอง เป็นตากล้องเอง ตัดต่อเอง เดินทางเองคนเดียว ฮ่าๆ
นี้คือ บรรยากาศ ที่เราได้สัมผัส และ เรื่องเราที่เราอยากจะถ่ายทอดออกมาทั้งหมดครับ
ที่นี่.. บ้านขุนสุมทรจีน จังหวัด สมุทรปราการนี้ เองครับ



ยังไง ฝากผลงานไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะ ครับ



อย่าให้เรื่องเงินมาเป้นข้ออ้างของการเดินทาง
ถ้าอยากเที่ยวก้ออกมา ไม่กี่บาท หรอกครับ
เดินทางไปกับเรานะครับ
เพจไม่กี่บาท : https://facebook.com/maikeebaht
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้นะครับ
IG : https://instagram.com/mr.konr



จากท่าเรือ เราก็ไปยืนรอแปปนึง ก็มีเรือมาถามเลยครับ ไปไหน บ้านขุนสมุทรจีนไหม

เรือเป็นเรือ เหมาครับ !!!ไปยืนรอตรงท่าเรือ แล้วเค้าจะมารับเลยครับ

ราคาเหมา คือ 100 บาท คนที่สอง เพิ่ม 10 บาท แต่ถ้ามาคนเดี่ยว ให้ยืนรอคนแปปนึงก็ไปหารกัน

เดี่ยวก็มีคนเข้าไปครับ เรายืนรอแปป มีชาวบ้านเข้าพอดี ราคาเรือ เลย 60 บาท ครับ

บรรยากาศ ดีครับ นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ

ก็นั่งชมวิว ดู บ้านนู้นนี้นั่น มาได้ สักครึ่งชั่วโมง

เราก็มาถึง ท่าเรือบ้านขุนสมุทรจีนครับ

เดินแบกเต็นท์ ไปสุดทางเลยครับ

ตลอดทาง จะมีบ้านพัก หรือ โฮมสเตย์

เลือกได้ตามชอบใจเลยครับ หรือจะเข้าไปที่ส่วนกลางของศูนย์ท่องเที่ยว บ้านขุนสมุทรจีน

เดี่ยวพี่เค้าจะหาให้ แต่วันนี้เราแบกเต็นท์มาครับ เราจะไป นอนนา 555



เดินไปสุดทางได้เลยครับ

ที่พักที่เราคุยไว้ ก็คือ วังใหญ่ โฮมสเตย์

แต่เราวางแผนกระทันหัน เลยทำให้ที่พักที่นี่ เต็ม !!

แต่พี่หนูนา บอกว่า มากางเต็นท์ได้นะ 400 บาท พร้อมอาหาร 3 มื้อ แบบจัดเต็ม

ปล. แต่ถ้าเป็นบ้านพัก เค้าไม่ได้ คิดเป็นหลังครับ

พี่เค้าคิดเป็นหัวละ 500 บาท พร้อมอาหาร 3 มือครับ

หลังเล็ก หลังใหญ่ หรือจะมากางเต็นท์ก็แล้วแต่

แต่บอกก่อนเลยต้องโทรมาจองล่วงหน้าเลยนะ

เต็มไวมากๆ : [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้080-451-3074 พี่หนูนา

เหมือนโดนไล่ออกจากบ้าน อะ 555 เราต้องมากางเต็นท์ อยู่ข้างๆ ครัว

แต่คนที่เขามาพักที่ โฮมสเตย์ เค้ารู้สึก อิจฉา วิว เรานะ 555 แลกกันไหมหละคัรบพี่ 555

ก็กางเต็นท์ เสร็จ พี่หนูนา ก็เรียกกินข้าวเลยครับ อยากบอกว่า มื้อแรก จัดเต็มมากๆ ครับ

แล้ว อร่อยเด็ด ทุกจาน ทอดมันนี้เด็ด แล้วสดมาก ครับ ถ้าสดกว่านี้ ต้องไปกินในน้ำแล้วหละครับ

ท้องอิ่ม เราก็ไป เริ่มสำรวจกันครับ ว่า ที่นี่

มีมุมไหน ให้ถ่ายรูป บ้างหรือมีเรื่องราวอะไร

ที่น่าสนใจครับ แต่ทำไม รู้สึกว่าอยากมีบ้านตรงนี้จัง

ที่นี่ มีโฮมสเตย์ อยู่เยอะครับ

ทั้งของชุมชน และ ก็มีของชาวบ้านที่เปิดเอง

แต่ถ้าเป็นของชุมชนบ้านขุนสมุทรเอง

ก็ติดต่อที่ ศูนย์การท่องเที่ยว บ้านขุนสมุทรจีน

ตรงข้างๆ เสาหลักกิโล นั้นหละครับ

ราคาก็ แต่ต่างกันไป แล้วแต่ ขนาดบ้าน

ราคาก็หัวละ 500 -600 ครับ และที่สำคัญ

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านขุนสมุทรจีน

รายได้ 10% นำมาพัฒนาชุมชนครับ

แต่ที่เราพักที่วังใหญ่นี้คนละส่วนกันนะครับ

ยังไง ก็ลองมาดูมาสอบถามกันได้ครับ

เรามา กับจุดแรก

ที่เขาบอกว่า เป็น บ้านทำกระปิ แกะหอยนางรม

แต่เราก็มา บ่ายหละ ไม่มีคนเลยครับ

พี่เค้าบอกว่า ต้องมาเช้าๆ แล้วดึกๆ เค้าก็จะหาปลากัน

ที่นี่ กุ้งเคย เยอะมากๆครับ เอาๆไปทำกระปิ สดๆ

หรือเอาไป ใส่ส้มต้ำ เป็นตา แซ่บแท้หละ ฮ่าๆๆ



ศาลจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย



สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่ชุมชน บ้านขุนสุมทรจีน

มานานเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของคนที่หมู่บ้านนี้

และหมู่บ้านใกล้เคียงครับ แม้แต่ชาวเรือที่ล่องผ่าน

บ้านขุนสมุทรจีน ก็ต้องมากราบไหว้ขอพรครับ



จากตำนาน กล่าวว่า มีชาวบ้านคนหนึงได้

ออกไปจับปลาที่กลางทะเล และได้พบกับ

ไม้แกะสลักเจ้าพ่อนี้ ติดอวนขึ้นมา แต่ตอนนั้น

ไม่ทรายบว่าคืออะไร คิดว่าเป็นเศษไม้ธรรมดา

ที่ติดมาจากเรือ อับป้าง จึงแกะออกแล้วโยน

ทิ้งทะเลไป แล้วย้ายเรือไปหาปลาในที่ใหม่

ห่างจากที่เดิม หลาย 10 กิโล จนเกือบถึง

ป้อมพระจุล แต่เมือลงอวนใหม่ ก็กลับ

พบไม้แกะสลัก ชิ้นเดิม แม้จะโยนทิ้งไปหลายรอบ

แต่ก็ยังติด อวลขึ้นมาทุกครั้ง



สุดท้ายชาวประมง คนนั้นก็เอะใจว่า ต้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อะไรสักอย่างแน่ ชาวประมง จึงได้เก็บ

และไปสร้างศาลเจ้ามุงด้วยหลังคา เล็กๆ อยู่ริมฝั่ง

เพื่อให้ชาวบ้านมาสักการะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

ก่อนออกทะเล



ต่อมา ชาวบ้านขุนสมุทรจีน อยู่ดีกินดีขึ้นเรื่ิอยๆ

จนร่ำลือไปถึงบ้านเมืองอื่น จนได้มีพ่อค้า

ไม่ทราบแซ่ได้แอบเข้ามาลักขโมย องค์เจ้าพ่อ

กลับไว้ที่บ้านของตน ต่อมาไม่นนเกิดไฟไหม้

ครั้งใหญ่ บ้านเรือนวอดวายไปเกือบทุกหลัง

แต่เกิดปาฏิหารย์บ้านที่เก็บองค์เจ้าพ่อไว้

กลับไม่ไหม้ เหลือ เพียงหลังเดียวที่รอด

เมื่อนำอองค์เจ้าพ่อออกจากบ้าน บ้านที่ว่า

กลับไฟกลับลามมาติดบ้านหลังนั้นไหม้เฉย

แต่สะพาน ที่นำองค์เจ้าพ่อไว้กลับไม่ไหม้



เมื่อชาวบ้านขุนสมุทรจีนรู้ข่าว จึงรวมตัวกัน

ไปอัญเชิญเจ้าพ่อกลับมาประดิษฐานที่

ศาลเจ้าริมทะเลหลังเดิม



แต่ก็กว่าจะมาถึงตรงศาลปัจจุบันตรงนี้แหละครับ

ศาลเจ้าพ่อ ย้ายมา ถึง 6 ครั้ง

เพราะน้ำทะเล ที่กัดเซาะเข้ามาเรื่อยๆ



พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน



เรื่องเล่า กว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์

#เหตุการณ์มหาวิบัติวาตภัย

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540

เป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านขุนสมุทรจีนยังฝังใจ



จากรายการงานของกรมอุตุ พายุโซนร้อน "ลินดา"

ที่ก่อขึ้นในทะเลจีนใต้ มีทิศทางพัดผ่านเข้าอ่าวไทย

และได้มีความรุนแรงเป็นพายุไต้ฝุ่น

แม้ว่า ศูนยืกลางของพายุ จะไม่ได้ อยู่ที่นี่

แต่ก็มีผลให้ชายฝั่งแถบบ้านขุนสมุทรจีน

ได้พังเพราะแรงพายุ เกือบทั้งหมด สิ่งก่อสร้าง

ถนน วัด บ้าน ถูกดินเลนที่พายุพัดขึ้นมา

จากชายฝั่งกลบทับหมด เพียงแค่ข้ามคืน

พายุลินดา เอาดินริมชายฝั่งยุบลงไป 2-3 เมตร



แต่ก้นั้นหละครับ การที่ดินยุบตัวลงไป

แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบหลักฐานสำคัญ

ทางประวัติศาสตร์ได้ขุดพบเครื่องชามไห

เหรียญตรา ไทย - จีน จำนวนมาก

เครื่องใช้ เครื่องประดีบ มาหมด รวมถึง

พบโครงกระดูกจากชุมชนเก่านี้อีกด้วย



ผ่านไปเรื่อยๆ วัตถุโบราน กลับพบขึ้นมากเรื่อยๆ

แต่ก็ความไม่รู้ถึงคุณค่า ขาดทักษะในการขุนค้น

ทำไปแบบชาวบ้านไม่ทราบการดูแล

ผู้ใหญ่บ้าน นางสมร เข่งสมุทร จึงได้ปรึกษา

กับเจ้าหน้าที่ ว่าต้องรวบรวมเก็บไว้ที่ไดที่หนึ่ง

โดยเฉพราะ เพื่อเป็นแหล่งเก็บรักษาความรู้

จึงได้ทำหนังสือ ถึงหน่วยงานราชการในจังหวัด

สมุทรปราการ เพื่อของบประมาณ เพื่อสำรวจพื่นที่

รวบรวมวัตถุโบราณทั้งหมด และ

ก่อตั้งพิธิภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นในชุมชน

แต่ก็ไร้การเหลียวแลจากส่วนอนุรักษ์วัฒนธรรม

ของจังหวัด

จนกระทั่งรัฐบาลมีนโยบายกระจายงบประมาณ

เข้าสู่ทุกหมู่บ้าน โดยตรง ในโครงการพัฒนาศักย

ภาพ หมู่บ้านชมชน หรือ SML

ชาวบ้านจึงรวมตัวอีกครั้ง



โดยมีผู้ใหญ่บ้านสมร เป็นตัวแทน

เพื่อของบประมาณ จนได้งบในที่สุด

ที่เพียงพอที่จะสรา้งบ้านหลังเล็ก

ไว้เพื่อที่สำหรับเก็บรวมรวบ

โปบราณวัตถุ จึงเป็นที่แห้งนี้หละครับ



เครื่องถ้วยชาม วัตถุโบราณที่ค้นพบ



และเราก็ได้เจอกับ ป้า สมร เข่งสมุทร ที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟังครับ

ป้าบอกว่า ถ้าเราอยากอยู้บานเราก็ต้องรักษาบ้าน

ไม่มีที่ใดสุข เท่าบ้านเกิด ..



พอได้ฟังเรื่องราวที่ป้าพูดว่า อีกไม่กี่ 10 ปี

บ้านขุนสมุทรจีนอาจจะไม่มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทย

เพราะน้ำทะเล ที่กัดเซาะ ขึ้นเรื่อยๆ

และไม่ค่อยมีใครมองเห็นความสำคัญ

ป้าเล่าว่า จริงๆแล้ว เมื่อก่อน หมู่บ้านอยุ่นู้น

ลงไปอีก 10 กว่าโล อะ เราต้องย้ายขึ้นมาเรื่อยๆ

จนมาอยู่ตรงนี้ และถ้าเรายังไม่ตระหนักถึง ว่า

กรุงเทพ อยู่ห่างทะเล แค่ 20 กิโล

ไม่นาน กรุงเทพ อาจจะเป็นเกาะที่ลอยทะเลก็ได้



"ฉันจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด

..ไม่มีท้อ ..ไม่มีถอย"



คำพูดป้า สมร เข่งสมุทร (ผู้ใหญ่บ้าน)



1 จุดแลนด์มาร์ค ที่สำคัญ

ก็คือ หลักกิโล นี้หละครับ ใครๆก็มาถ่ายรูป

แต่ใครจะรู้ไหม ว่า กรุงเทพ ห่างอ่าวไทย 20 กิโล



บรรยากาศ ทุ่งนา

ของบ้านขุนสมุทรจีนครับ

ชอบบรรยากาศแบนี้จังครับ เหมือนได้ อากาศ บริสุทธิ์ กลับมา 555

มาคนเดียว ก็ขอ หามุมเท่ห์ๆ เฟี้ยวๆ ถ่ายรุปหน่อยเหอะ แต่ก็กว่าจะได้รูปเล่นเอาเหนื่อย ฮ่าๆ



เราก็เดิน ลัดเลาะ มาถึงวัดขุนสมุทราวาส

หรือ วัดขุนสมุทรจีน นี้หละครับ

เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลครับ

โอ้ยฝุ่นกล้อง จะเยอะไปไหนเนี่ย ลบไม่ไหว 555

ยังมีล่องรอย ของ เหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งใหญ่อยุ่เลยครับ



และภาพนี้ หละครับ

ที่ทำให้วัดนี้รู้จักไปในระดับโลก

เพราะเป็นสถานที่ตัวอย่าง ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมาก

ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันวัดห่างชายฝั่ง เกิน 1 กิโลแล้ว

ภาพตอนที่พายุลินดา ซัดเข้าฝั่ง

เมื่อไม่มีหน่วยงานราชการใดหรือแม้

แต่ตัวจังหวัดสมุทรปราการเองเข้ามาช่วยเหลือ

ชาวบ้านจึงต้องดูแลรักษาพื้นแผ่นดิน

ของหมู่บ้านและวัดขุนสมุทราวาส

กันด้วยน้ำพักน้ำแรงอย่างสุดความสามารถ

ตามกำลังที่มี



ชาวบ้านที่แต่เดิมมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง

จึงต้องเปลี่ยนอาชีพจากประมง

เกษตรมาเป็นรับจ้างเพราะไม่มีพื้นดิน

ไว้ทำวังเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ต้องย้ายบ้านย้ายครัว 5 ปี 7 ปี ย้ายกันที

จึงไม่มีเงินเหลือเก็บกัน

เพราะต้องสร้างบ้านเป็นระยะๆ



แม้ชุมชนจะเสียพื่นที่ ทำกินไป

แต่ชาวบ้านจะไม่ยอมเสียพื้นที่ของวัด

ไม่ให้ทะเลกลืนวัดไป

ชาวบ้านจึงร่วมมือร่วมใจกัน ลงกำลังแรง

ลงกำลังเงิน ตามความสามารถ

ช่วยกันสร้างเขื่อนหิน

นำเสาไฟเก่าที่ไม่ใช้แล้ว มาปักสร้างเป็น

แนวเขื่อนที่หน้าวัด แม้ว่าจะรักษาแผ่นดิน

โดยรอบไว้ไม่ได้ แต่รักษาบริเวณวัดไว้ก็ยังดี



และด้วยความที่ต้อสู้กับน้ำทะเล มายาวนาน

วัดแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่วประเทศไทย

หน่วยงานต่างๆเริ่มเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

และภาคประชาชนก้ระดมคนมาช่วยปลูกป่าชายเลน



วัดขุนสมุทรจีน

แนวเขื่อน และ แนวเสาไฟฟ้า ที่เคยเป็นพื้นดินมาก่อน

ปัจจุบัน น้ำทะเล ก็ยังกัดเซาะเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ครับ

พระอาทิตย์เริ่มตก เรากลับบ้านพักดีกว่าครับ

ยามเย็น ที่ วังใหญ่โฮมสเตย์



และก็ถึงเวลาอาหาร เย็นของเราครับ ยังคงเป็น เรื่อง ของหอยๆ ปลาๆ อยู่ครับ

อยากจะว่า ดาวที่นี่ สวยไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ จบวันอย่างงามๆ

แต่ผมนี้หละ ถ่ายดาวไม่ค่อยเป็น เลยเป็นภาพ แบบนี้นี้หละ 555

เราตื่น มาพร้องเสียง นกนางนวล ใช่ม่ะ นกนางนวน ใช่ไหม หรือ นกกระยาง เราไม่มีความรู้เรื่องนี้ 555

แต่พอเปิดเต็นท์ ออกมา เราก็เจอภาพนี้หละครับ คือ มันแบบว่า .....

ขอจัด ทอดมัดอีกหน่อยเถอะ อร่อย ดีครับ

แล้วอาหาร มื้อ ที่ 3 อาหาร เช้า จัดเสริฟ อย่างนี้ คัรบ เป็นข้าวต้มทะเล

ตื่นมาทัน ด้วยหละครับ เป็นภาพที่สวยงามมากๆๆ



หากเรายังไม่ตระหนักถึงว่า กรุงเทพ

อยู่ห่างทะเลแค่นิดเดี่ยว เราอาจจะไม่ได้เห็น

สถานที่ สวยๆ ชิวๆ แบบนี้ก็ได้ ครับ

ยังไง อยากให้ลองมาศึกษา เรื่องราว

ทั้งประวัติศาสตร์ และ ระบบนิเวศ ของที่นี่ดูครับ

พร้อมมาพักโฮมสเตย์ ราคา 500 - 600 บาท

อยู่ดีกินดีเลยหละครับ ที่นี่..บ้านขุนสมุทรจีน



ยังไงก็ต้องขอบคุณนะครับ ที่อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ

หากข้อมูลผิดพลาด หรือ พิมพ์ผิดตกหล่นไป เราต้องกราบข้ออภัยด้วยครับ

ก็อย่าให้เรื่องเงินมันมาเป็นข้ออ้างของการเดินทางนะครับ

อยากเที่ยวก็ ออกมา ไม่กี่บาท หรอกครับ



สุดท้ายฝากรายการเล็กๆ ของเราไว้ในอ้อมอก อ้อมใจด้วยนะครับ


และติดตาม การเดินทาง ของเรา
เพจ : ไม่กี่บาท https://facebook.com/maikeebaht
IG : https://instagram.com/mr.konr


ความคิดเห็น