Bromo หน้าฝน คนเดียว รีวิวโดย Unseasonal

พลีชีพ เที่ยวโบรโม่หน้าฝน คนเดียว ก็เพราะดันเจอตั๋วถู๊กกกกก.....ถูก อย่างกะนั่งนครชัยไปกรุงเทพ จากแอเอเชียร์แค่ 1890 บาท จะลังเลอะไร หลังจากได้ตั๋วก็เริ่มหาข้อมูลเตรียมเอาไว้ เปิดมาเจอประโยคนี้ "ฤดูที่ดีที่สุดในการเที่ยวโบรโม คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน – ตุลาคม ควรหลีกเลี่ยงเดือนมกราคมมมม

Bromo หน้าฝน คนเดียว

Bromo หน้าฝน คนเดียว

 วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 19.31 น.

 วันที่เดินทาง 19 ม.ค. 2561


พลีชีพ เที่ยวโบรโม่หน้าฝน คนเดียว ก็เพราะดันเจอตั๋วถู๊กกกกก.....ถูก อย่างกะนั่งนครชัยไปกรุงเทพ จากแอเอเชียร์แค่ 1890 บาท จะลังเลอะไร หลังจากได้ตั๋วก็เริ่มหาข้อมูลเตรียมเอาไว้ เปิดมาเจอประโยคนี้

"ฤดูที่ดีที่สุดในการเที่ยวโบรโม คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน – ตุลาคม ควรหลีกเลี่ยงเดือนมกราคมมมมมมมมมมมมม เพราะฝนตกชุกกกกกกกก" [email protected]#$#%^%*&(

เห้ยยย ........Ship หายแล้ว หาข้อมูลเท่าไหร่ก็ไม่เจอว่าหน้าฝนที่นี่จะเป็นยังงัย รีวิวส่วนใหญ่ก็ไปกันหน้าร้อน .....ถ้าอยากรู้ต้องไปดูเองสินะ งั้นก็ไปลุยเองเลยสิ

เริ่มจาการเดินทาง

จากสนามบินสุราบายา ตรงมาที่ประตูทางออก จะเจอรถ Damri Bus ไปลงที่สถานีขนส่ง Bungurasih

ค่าโดยสาร Rp. 25.000 พนักงานเก็บตามป้ายราคาที่ติด

ประมาณ 30 นาที่ ก็จะมาถึงสถานีขนส่ง Bungurasih หน้าตาแบบนี้

ลงจากรถแล้วจะมีแท็กซี่และรถรับจ้างกรูเข้ามากระชากเราอย่างกับฝูงซอมบี้ใน The walking dead ให้ทำใจแข็งไว้ไม่งั้นโดนกัดแน่ ทางเข้า บขส จะอยู่ด้านหลังให้กลับหลังหันแล้วเดินตรงไป

ก็บอกให้ตรงไป

สักพักจะเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนคอยยืนชี้ให้เลี้ยวด้านซ้าย เพื่อจะไปต่อรถบัส

ขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 ระหว่างนี้ก็จะมีซอมบี้คอยกระชากเราเรื่อยๆให้เดินต่อไปอย่าสนใจเด็ดขาด

จากนั้นให้มองหาป้ายที่จะไป Probolinggo ค่าโดยสาร Rp.30.000


ขาไปที่อ่านรีวิวและเจอด้วยตัวเองจะเป็นราคานี้ และรถแอร์ค่อนข้างดี แต่ขากลับแล้วแต่ดวงเพราะถ้าโชคร้ายเจอรถนอกป้ายที่เรียกเก็บแพงกว่าสองเท่า สงสัยจะโชคร้ายเข้าให้แล้วโดนไป Rp. 60.000 ในภาพจะเป็นสภาพรถขากลับ มีคนขายของขึ้นลงทุกป้าย มะม่วง ไก่ย่าง ยาหอม ยาดม เรียกใช้บริการได้นะ แถมมีนักกีตาร์สับเปลี่ยนกันขึ้นมาหลายหน้าหลายตา ถูกใจก็แจกทิปกันปายยย......

ประมาณเกือบ 2ชม. ถ็มาถึง Probolinggo รถมักจะจอดหน้าบริษัททัวร์และจะพูดหว่านล้อมให้เราใช้บริการใครงบน้อยแนะนำให้เดินต่อไปก่อน ถ้าหันหน้าออกถนนให้เดินไปทางซ้ายมือ ประมาณ 300 เมตร จะเจอกับบริการรถสาธารณะ รถที่นี่จะแปลกนิดนึงถ้าไม่เต็มพี่เขาจะไม่ออก ประมาณ 15 ที่นั่ง รอต่อปายยย

รอมาประมาณ 2 ชม. เวลาก็ใกล้จะค่ำมืด มีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนขับบอกว่าถ้าอยากออกเลยต้องจ่ายเป็นราคาเต็มรถแล้วหาร 4 คน สรุปโดนไปคนล่ะ Rp. 150.000

ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง ก็มาถึงหมู่บ้าน Cemoro Lawan เป็นหมู่บ้านบนภูเขาที่ใกล้กับโบรโม่ที่สุด คืนนี้เลยพักที่ ฺBromo Otix ค่าห้อง Rp. 150.000 ที่พักบนหมู่บ้านค่อนข้างเยอะไม่ต้องจองล่วงหน้าก็ได้ มาเดินหาตกลงราคากันได้ที่นี่เลย

วิวหลังที่พัก

เย็นนี้คงฝากท้องไว้ที่ Cafe Lava เป็นร้านอาหารของโรงแรม ราคาและรสชาติผ่าน 10 10 10 ไปเลย ถ้าไม่อยากเสี่ยงแนะนำให้สั่งข้าวผัดไว้ก่อน 555+ Nasi gorang

หลังมื้อเย็นก็มาวางแผนว่าไปไปดูวิวยังงัยเพราะ รถจิ๊ปก็ไม่ได้เช่า แถมฝนตกตลอดตั้งแต่มาถึง เลยได้แผนคร่าวๆว่า เดินไปที่จุดชมวิว Seruni point แล้วเดินกลับมาตั้งหลักที่ Camara Indah แล้วค่อยเดินไปปล่องภูเขาไฟ


สำหรับใครที่มาคนเดียวก็ไม่ต้องกังวลเพราะจะมีเพื่อนเดินร่วมทางเป็นระยะๆ เดินฝ่าสายฝนจนขึ้นมาถึงจุดชมวิวก็รอเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกฤดูฝนอย่าคาดหวังมาก

เมื่อไม่มีแสงบรรยากาศจึงดูอึมครึมหม่นๆไปอีกแบบ ในภาพเทียบไม่ได้กับความรู้จริงที่ได้ไปสัมผัส ดีที่เป็นฤดูฝนนักท่องเที่ยวน้อย วิวงามๆตรงหน้าจึงไม่ต้องถูกใครแย่ง

วิวหมู่บ้านที่พัก

หลังจากเสพวิวด้านบนจนพอแล้วก็เดินลงมาตามทางเมื่อคืน สองข้างทางจะเป็นไร่กะหล่ำปลีของชาวบ้าน

เดินเพลินๆก็มาถึง โรงแรม Camara Indah จะมีรูปปั้นผู้ชายขี่ม้าอยู่ด้านหน้า และมีทางเนินลงเขาเพื่อเดินไปที่ปล่องภูเขาไฟ ทางนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่ทางค่อนข้างโหด ไม่แนะนำสำหรับคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ถือว่าเตือนแล้วนะ 555+

สำหรับคัยที่ไม่อยากเดินก็มีรถจิ๊ปให้บริการ เพราะฤดูฝน ทำให้โชคดีไม่เจอฝุ่นตลบแบบในรีวิวก่อนหน้าที่อ่านมา แต่ก็จะทุลักทุเลกับการเดินฝ่าฝนและลำบากในการถ่ายรูปนิดหน่อย


มาถึงจุดนี้ก็ครึ่งทางแล้ว จากจุดนี้ถ้าใครเหนื่อยแล้ว ก็ใช้บริการพี่ม้าได้นะ ราคาก็แล้วแต่ความสามารถจะต่อรองได้


ระหว่างทางขึ้นจะมีวัดฮินดูตั้งอยู่ ท่าทางเก่าแก่และเป็นวัดร้างไม่มีคนอยู่ เดินผ่านใกล้ๆก็หวิวใช้ได้เลยนะ

ระหว่างทางมีร้านขายของตลอด ไม่ต้องกลัวหิว

ด่านสุดท้ายจากที่เดินมาเกือบจะหมดแรงแล้ว ต้องผ่านบันไดนี้ขึ้นไปให้ได้



แล้วก็มาถึง แบบนี้สินะ........"ลมหายใจ ของเทพเจ้า" ไม่มีคำบรรยาย ความเหนื่อยหายไปหมด แทนที่ด้วยความกลัว มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กเหลือเกินเมื่อมายืนอยู่ตรงนี้



รั้วกั้นจะเตี้ยไปไหน เสียวหมดแล้วววว กลิ่นกำมะถันไม่แรงมาก คงจะเพราะฝนที่ปรอยๆตลอดเวลา



หลังจากเดินชมวิวจนพอใจก็ได้เวลากลับที่พัก มาขึ้นรถที่สามแยกใกล้กับ Cafe Lava รถจะเริ่มออกประมาณ 9.00 น. รอบสุดท้ายประมาณ 11.00 น. หรือจนกว่ารถจะเต็ม กะเวลาให้ดีนะ ขากลับมีทั้งหมด 10 คน ค่าโดยสารเลยลดลงเป็นคนล่ะ Rp. 50.000

บรรยากาศของการเที่ยวโบรโม่ฤดูฝน ช่วง มกราคม-เมษายน ก็จะประมาณนี้ อารมณ์เทาๆ หนาวๆคูลๆ ข้อดีคือ นักท่องเที่ยวน้อย ไม่มีฝุ่น บรรยากาศโคตรชิว .......

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่ารถ Damri bus ไปกลับ Rp. 50.000
  • ค่ารถ Probolinggo ไป Rp. 30.000 กลับ Rp. 60.000 = Rp. 90.000
  • ค่ารถ Mini Bus ขาไป Rp. 150.000 ขากลับ Rp. 50.000= Rp. 200.000
  • ค่ากิน ใช้จ่าย อื่นๆ Rp. 200.000
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน 1890 บาท
  • ค่าที่พัก Rp. 150.000
  • รวมโดยประมาณ 3512 บาท

ภาพถ่าย:Huawei mate 9

ความคิดเห็น