11 วัน สู่สุดทางเหนือประเทศพม่า ปลายทาง มิตจีนา รัฐกะฉิ่น รีวิวโดย ไม่กี่บาทBackPacker

ประเทศพม่า ที่อยู่ข้างๆบ้านเราประเทศไทย แต่เวลากลับช้ากว่าครึ่งชั่วโมง และการเดินทางครั้งนี้ เราจะไปกันให้สุดทางของประเทศพม่า ก็เปิดแผนที่ดูว่าเราไปได้ถึง แค่ไหน ? กับเวลา 11 วันและเงินที่มีอยู่ประมาณ 15000 บาทไทย กับ พาสปอร์ตไทย 1 เล่ม จริงๆ เราก็ตั้งใจจะไปให้เหนือสุดของประเทศ พม่า ดูจากใน

11 วัน สู่สุดทางเหนือประเทศพม่า ปลายทาง มิตจีนา รัฐกะฉิ่น

11 วัน สู่สุดทางเหนือประเทศพม่า ปลายทาง มิตจีนา รัฐกะฉิ่น

 วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 12.11 น.


ประเทศพม่า ที่อยู่ข้างๆบ้านเราประเทศไทย แต่เวลากลับช้ากว่าครึ่งชั่วโมง



และการเดินทางครั้งนี้ เราจะไปกันให้สุดทางของประเทศพม่า ก็เปิดแผนที่ดูว่าเราไปได้ถึง แค่ไหน ?

กับเวลา 11 วันและเงินที่มีอยู่ประมาณ 15000 บาทไทย กับ พาสปอร์ตไทย 1 เล่ม



จริงๆ เราก็ตั้งใจจะไปให้เหนือสุดของประเทศ พม่า ดูจากในแผนที่ เมืองที่อยู่เหนือสุดของประเทศ

เห็นจะเป็น เมืองปูตาโอ แต่เมืองปูตาโอเนี่ย!! เป็นเมืองเขตพิเศษ ที่จะเข้าไปต้องทำเรืองเอกสารกันวุ่นวาย

ต้องมี Visa พิเศษ และก็ต้องนั่งเครื่องบินไป ได้เท่านั้นครับ !!!

และความพิเศษของเมืองปูตาโอนี้ก็คือ เทือกเขาคากาโบราซี เทือกเขาหิมาลัยแห่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

**แต่เดี่ยวก่อนครับ ต้องไปกับทัวร์เท่านั้น ครับ แต่ถ้าราคา มันสัก 4-5 พัน เราก็ตั้งใจจะไปกันอยู่หรอก

แต่นี้ทัวร์ เล่นราคา เป็น 6หลักเลยหละครับ ทัวร์แบบ 10 วันขึ้น โอ้ยย นักเดินทางงบน้อยอย่างเรา เงินไม่พอขนาดนั้นครับ

และถ้าไปเมืองปูตาโอได้ ก็จะเทียวได้แค่หมู่บ้านเท่านั้นครับ และโอกาสที่จะได้เห็น คากาโบราซี จากหมู่บ้าน

มีโอกาสน้อยมากๆ ครับ แล้วตั๋วเครื่องบิน นี้ราคาเกือบหมื่น เลยครับ



เราจึงไปไม่ถึงจุดเหนือสุดของประเทศพม่า

แต่เราก็มาถึงสุดทางเหนือ ของประเทศ เพราะปลายเราอยู่กันที่เมือง มิตจีนา ของรัฐกะฉิ่นครับ




หากถามว่า มิตจีนา อยู่ส่วนไหนของประเทศ อยู่ตรงนี้ครับ

อยู่ประมาณ ตรงนี้หละครับ



ก่อนการเดินทางจะเริ่มขึ้นทั้งหมด เรามี VDO ที่เราถ่ายทำ
ตลอดการเดินทาง 11 วัน ที่เราไปสัมผัส มาให้ชมครับ
แบบว่า ไปคนเดียว ถ่ายทำคนเดียว พิธีกร ตากล้อง ตัดต่อ อะไรเองคนเดียวหมดเลยครับ

โอเคครับ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเดินทางกัน



อย่าให้เรื่องเงินมาเป้นข้ออ้างของการเดินทาง

ถ้าอยากเที่ยวก้ออกมา ไม่กี่บาท หรอกครับ

เดินทางไปกับเรานะครับ



สอบถามการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่..

เพจ : https://www.facebook.com/maikeebaht/

IG : https://www.instagram.com/mr.konr/

Day 1 กรุงเทพ - ย่างกุ้ง



เราเริ่มการเดินทางครั้งนี้ จากสนามบินดอนเมือง ครับ บินตรงไปยังย่างกุ้ง

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ตามที่ใบ Boarding pass บอก

คือบิน 19.25 ถึงย่างกุ้ง 20.15 ตอนแรกเราก็งง ว่า เห้ย!! ทำไมมันไวจังหว่ะ

พอบินมา ถึงย่างกุ้ง ดูนาฬิกา มันก็ 20.40 กว่าแล้วนิหว่า แล้วกัปตัน ประกาศว่า

ขณะนี้ เราพาทุกท่านมาถึงกันที่ สนามบินนานาชาติย่างกุ้ง ขณะนี้เป็นเวลา 20.10 นาที ตามเวลาท้องถิ่น

ซึ่งเวลาที่ ประเทศพม่า จะช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที เรานี้ ร้องอ๊าววววว แบบไมเคิ้ลแจ็กสันไปที หร๋อเพิ่งรู้นะนี้

แต่ก็ช่างมัน เถอะครับ



เรามาถึงกันที่สนามบินย่างกุ้งแล้ว ตม.ก็ไม่มีอะไร ไม่ถามไม่มองหน้า แต่เปิดดู Passport นานพอสมควร

สงสัย กำลังคิดว่า จะปั๊มให้ตรงไหนดี 5555 เพราะคนไทย ฟรี Visa อยู่ได้ 14 วันครับ

ก็ซื้อซิม จากค่าย แดงๆ มา 11500 จัต 5GB อยู่ได้ 15 วัน

**อยากจะบอกว่า 4G ที่พม่านี้ดีโคตะระ แบบอยุ่ในหุบเขาลงห้วย ในป่า 4G พี่แกยังใช้ได้อะ

แบบว่า งง เลย เราซื้อ ค่ายๆแดงๆ จากที่สนามบินเลยครับ

ส่วนเรื่อง อัตราค่าแรกเปลี่ยน ตอนที่เราไปอยู่ที่ 1 บาท = 40.42 จัต ครับ

ซึ้งเราแลกมา 15,000 นี้เป็นปึกอะ ใส่กระเป๋าเงินไม่ได้ ฮ่าๆ



เราเข้าเมือง ด้วย Taxi ตอนแรกก็ตั้งใจว่า จะหารถเมล์หรือรถประจำทางเข้าเมืองครับ

แต่ออกมาจากสนามบินนี้โล่งเลยเลยครับ ไม่มีแม้กระทั่งแท็กซี่จอดอยู่ แต่ก็มีคนมายืนรอๆกันนะ

เหมือนเค้าจะไม่ให้ เอารถขึ้นมา หน้าทางเข้า หรือว่าหมด ผมไม่แน่ใจ

แต่เราแนะนำเลยครับ ให้Grab เลยครับ เพราะถ้าถามๆคนที่มายืนรออะ ราคานี้เป็น หมื่น จัตเลยนะครับ

แต่เราใช้ Grab เรียกรถ แปป เดี่ยวพี่แกโทรมาเลยครับ ในราคา 7200 จัต ก็เกือบ 180 บาท กับระยะ ทางกับ 20 กิโล

แต่อีกแล้ว โชคดีหน่อยคัรบ เรามากับพี่คนไทย ที่นั่งเครื่องมาข้างๆ เราเค้ากำลังจะเข้าเมืองไป ด้วยกันพอดี

ก็หารค่า แท็กซี่กันไปครับ



เรามาลงกันที่ Sule Pagoda เหมือนจะเป็นเจดย์ที่ตั้งเด่นแล้วก้เป็นวงเวียน ด้วยครับ

พี่เค้าพักแถวนี้หละ เราก็เลยลงตรงนี้ด้วยเลย แล้วก็เดินไป ที่พักของเราอีกหน่อย

แต่ยังไง ก็ต้องขอบคุณพี่มากๆครับ ถ้าไม่ได้ พี่ ผมก็คงจะแย่ เพราะไม่มี แก็ปโหลดไว้ ฮ่าๆ ขอบคุณครับ



ห้องพักของเราอยุ่ที่ซอยประมาณ 50 อยากจะบอกว่าตรงนี้ แหล่ง บาร์เลยครับ ฮ่าๆ เราเลยมาพักตรงนี้ไง

ห้องพักของเราอยุ่ชั้น 3 แต่ซอยนี้ เงียบมากกกกกกกกกกก เงียบจนหลอนอะ แต่ถัดไป อีกซอยนี้เต็มไปด้วยผับบาร์

เข้ามา Check in กันก่อน ** แอบหลอนกับที่พัก รูปปั่นอะไร แปลกๆ เต็มไปหมดเลยครับ 555

เพิ่มความหลอนด้วยรูปภาพเก่า ฮ่าๆๆ

ห้องพักเรา คืนละประมาณ 604 บาท

ในห้องก็ยังหลอนอีกนิด มีตุ๊กตา บูดู ใครเค้าบอกว่า ให้เอาประดับห้องเนี่ยยย !!

แต่ห้องโอเคครับ ฟุ๊กนุ่มดี จะเรียกเตียงก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเตียง

แอร์เย็นดีครับ แม้อากาศ ข้างนอกจะหนาวก็ตาม แต่เป็น ห้องน้ำรวม

มีอาหาร เช้าให้ด้วย เราพักกันที่ Shannkaly Hostel คืนละ 604 บาท เราอยู่กันที่นี่ 2 คืนครับ

แต่ตอนนี้ ออกไป หาไรกินดีฟ่าครับ



ก็มื้อแรกที่ย่างกุ้ง ของอาหาร ท้องถิ่นหน่อย กับร้านข้าวราดแกง ข้างทางนี้หละ

อยากจะบอกว่า อาหาร พม่า ถูกปากเรามากครับ อร่อยดี

ค่าข้าว 1300 จัตครับ

จบวันแรก ค่าใช้จ่ายประมาณ 1000 บาทครับ

Day 2 สำรวจย่างกุ้ง



วันนี้เราตื่นเช้ากันสักหน่อยครับ เพื่อที่จะไปสำรวจเมืองย่างกุ้ง

อย่างอดีตเมืองหลวงเก่า ของประเทศพม่า

แน่แน่ครับ ครับ ถ้ามาย่างกุ้งแล้ว ไม่ไปเจดีย์ชเวดากอง

จะมีคนด่าแน่นอน ว่าไปไม่ถึง ..แล้วเราก็จะเข้าถึงด้วยการนั่งรถเมล์ ฮ่าๆ

ถามจากพี่จากที่พัก เค้าบอกว่าให้เดินไป แถวๆ City Hall จะมีรถเมล์ผ่าน

**ไอ้เราก็ลืมถามว่า ต้องนั่งรถเมลืสายอะไร เดินออกมาเฉยด้วยความห้าว



นี้ กล้าตั้งกล้อง เดินถ่ายตัวเอง คนพม่าเค้าก็งง ทำอาราย ของมรึ หว่ะ ฮ่าๆ

อ่าน่า เพื่อ ความเพี้ยว มาคนเดียวจะไม่มี รูปตัวเองได้ยังไง



เราก็เดินมาถึง City Hall แล้ว ไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่เหมือนจะเป็น หน่วยงานราชการ อะไรสักอย่าง

เห็นทหาร ตำรวจยืนเต็ม หรือ เป็น ทำเนียบรัฐบาล เหมือน บ้านเรานี้หละครับ

แต่ก็อย่าไปถามเค้าเลย เดี่ยวเรื่อง มันจะยาว เราไปถามนายท่ารถ ยังจะเข้าท่ากว่า 55

เค้าก็ชี้ นู้นเลย มรึไปเล่นตรงนู้น อ่อๆๆ ไม่ใช่ครับ เหมือนเค้าจะชี้ว่า ขึ้นสาย 36 คันนี้เลย



คนขับ ก้มาปล่อยเราตรงนี้ อะ เออ ไหนหละ เจดีย์ชเวดากอง ต้องมา พึ่ง Google Map จนได้

กะว่าจะมาแบบเท่ห์ๆ ถามคนท้องถิ่นว่าไป ยังไง ฮ่าๆๆ



โห้ววววววววววววววววววว แค่ทางเข้าอย่างอลังกาล อะ

ที่นี้ก็ ห้ามใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น(สั้นมากแบบนั้นนะ)

ถุงเท้า รองเท้า ห้ามใส่ขึ้นตั้งแต่ทางเข้า คนยืนขายถุง กันเต็มเลนครับ



ค่าเข้าชาวต่างชาติเสีย 10000 จัต ครับ

ก็นี้หละครับ คือ เจดีย์ ชเวดากอง ขอไม่อธิบาย ใครอยากดุข้อมูล ไปเสริท หาเอาเน้อ

เพราะเราไม่ใช่ทางสายบุญ เราเดินทางกลับเมือง ดีฟ่าครับ



ทำบุญเสร็จแล้ว ก็ฟรีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดอมมมมมมมมมม

เอาหละ เราเดินไป ถนน 19 กันดีกว่า

ตรงนี้ ก็เหมือน บ้านหม้อ คลองถมบ้านเราเลยครับ ของเก่า อุปกรณ์ช่าง อะไรขายเต็มมม เลยครับ

แถวนี้จะเป็น เหมือน ย่านไชน่าทาวน์ คือ คนจีนอยู่เยอะ ครับ

และที่เรามาที่ ถนน 19 street ตรงนี้ ก็เพราะเค้าบอกว่า มีปิ้งย่าง ซีฟูด เยอะครับ

เราก็เลยกะว่าจะมาอะไรกินกันสักหน่อย



จัดเลยครับ ถึงพม่าอย่างเป็นทางการ สักที 5555

ไอ้น้อง !!! อย่าเพิ่งเก็บขวด เอาทุกยี้ห้อ มาตั้งเลย

กินให้เด็กมันดู (เสียงน๊าค่อม)

** [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ไม่ควรดืมนะครับ

ราคาต่อขวดประมาณ 1800-2000 จัต ครับ



มื้อนี้โดนไป 20500 จัต ครับ หรือประมาณ 500 กว่าบาท

Day 3 เดินทางขึ้นเหนือ


วันนี้ เราต้องจาก ย่างกุ้งแล้วมุ่งขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศหละครับ

มันก็คงจะอารม เดียวกับการนั่งรถไฟ ไปเชียงใหม่ อะไร อย่างนี้หละมั้งครับ

ใช่แล้วครับ วันนี้ เราจะเดินทาง ขึ้นเหนือ ด้วยรถไฟ พม่า นี้หละ ก้ไม่รู้ว่ากี่วันจะถึง

ตอนนี้ เราอยู่กันที่ ตลาดเช้าของ ย่างกุ้งแล้วก็เดินไป สถานีรถไฟย่างกุ้งครับ เพื่อซื้อตั๋ว

เดินไป เดินมาในตลาด สะดุด กับหมูจุมพม่าครับ นี้หละคือหมูจุ่มพม่าของแท้

เราจำราคาไม่ได้ เพราะไม่ได้ จดไว้คัรบ แต่ก็กินไปเยอะ อยุ่นะ ราคา ประมาณ 1300 จัตครับ

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อครับ เราต้องเดินทางไป สถานีรถไฟย่างกุ้งครับ



นี่คือสถานีรถไฟ ย่างกุ้ง บอกตามตรงว่าแอบ หลอนกันนิดนึง ครับ 555

ก็เดินเข้าไป ซื้อ เลย แต่บอกก่อนเลย เรามองไม่เห็นป้ายภาษา อังกฤษ เจอแต่ภาษา พม่า

แต่ก็เข้าไปถามได้เลยครับ ต้องซื้อตั่วด้วย PassPort ครับ



พร้อมกันหรือ ยัง ที่จะเดินทางขึ้น เหนือ การเดินทางของจริงกำลังจะเริ่มแล้วครับ

การเดินทางของจริงๆ



รถไฟพม่าจะมีอยู่ 3 แบบ ครับ

Ordinary class จะเป็นราคาถูกสุด เป็นเบาะแข็งๆ หันหน้าชนกัน เบาะปรับเอ็นไม่ได้ครับ

Upper class ราคาก็จะแพงขึ้นมาหน่อยครับ เป็นเบาะนิ่ม ปรับเอ็นนอนได้ครับ

Upper class sleeping นี้ก็จะเป็นรถนอนเลยครับ



แต่ระดับเราแล้ว ต้องมา แบบ VIP กันสักหน่อย จัดตั๋ว Ordinary มาครับ เพราะว่าราคาถูกสุด 555

ไม่ใช่หรอก วันที่เราไปซื้อตั๋วอะ Upper class เต็มหมดเลยครับ เหลือแต่ Ordinary

ก็ได้ ราคามา 4650 จัต หรือราคาประมาณ 120 บาท ส่วนมาก ชั้นนี้ก็จะมีแต่ คนท้องถิ่นนั่งครับ



เราว่าถ้าใครไม่เร่งรีบ ก็นั่งรถไฟ ไปเรื่อยๆ นี้หละ เราจะได้เห็นบรรยากาศ ของประเทศพม่าที่แท้จริง

ได้เห็น ซุปเปอร์มูน ที่พม่าด้วยหละ สวยมาก เมื่อมองจาก รถไฟ



ส่วนเพื่อน ร่วมทางของเราก็น้องๆ 2 คนนี้หละครับ

มากับยาย หรือ ว่าแม่ไม่แน่ใจครับ

แต่เค้าใจดีมากๆๆเลยหละ



แล้วเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย

แต่เค้าก็พยามสื่อสารกับเราด้วยภาษามือ

เรานั่งกับ น้อง2 คนและป้า ป้าถามว่าหิวไหม

โดยที่เราเข้าใจเอง ป้าเอามือลูปท้องแล้วชี้มาที่เรา

ป้าซื้อ ไข่ต้มให้เรากินเฉย ซื้อน้ำซื้อขนมให้กินอีก

โดยที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย ...



อยากจะขอบคุณเป็นภาษาพม่า แต่พูดไม่เป็น

แท๊งยู ครับป้า เดินทางกันต่อครับ น่าจะ อีก พันกว่าโล

ก้นี้หละครับการนั่งรถไฟ มันมักได้เรื่องราวเสมอครับ

รู้สึกว่า เริ่มรักความเป็นกันเองของ ประเทศพม่าแล้วหละครับ



ตกดึก นี้อากาศ หนาวมากๆ เลยหละครับ

ครึ่งทางของการเดินทาง



ตอนนี้เป็นเวลา ตี 5 กว่าๆครับ เราเดินทางมาถึงสถานีปลายทาง สถานีรถไฟ มัณฑะเลย์

เพื่อที่จะเปลี่ยนรถอีกสาย เพื่อขึ้นไป สุดทางเหนือ ครับ

มาถึง สถานียังไม่เปิดเลยครับ แทบจะเป็นสถานีล้าง ฮ่าๆๆ

มีพี่เจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่า เปิด 7 โมง



ที่สถานี มีที่ให้ชาร์ตแบตฟรีด้วยหละครับ

ตอนนี้ก็ได้ ตั๋วรถไฟมากันแล้วครับ ในราคา 16500 จัต แบบ Upper class

ก็ถามพี่เค้าว่า ไป มิตจีน่า กี่ ชั่วโมง เค้าบอกว่า ประมาณ 24-25 ชั่วโมง โอ้โห้ววว แม่เจ้าโว้ย !!!!

คิดถูกแล้วครับ ที่ซื้อตั๋ว Upper class



อยากจะบอกว่า อากาศที่นี่ ประมาณ 10องศา ต้นๆอะครับ อย่างหนาวววว

และตอนนี้ รถไฟก็มาแล้วครับ

ส่วนเรื่อง ตารางรถไฟ เราดูจากเว็บนี้ครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.seat61.com/Burma.htm



เบาะดูดีมีระดับขึ้นครับ

โอเคครับเดินทางกันต่อครับ

บนรถไฟ มีอาหารขายครับ นี้เราโดนไป 3000 จัต เราบอกว่า เอาไก่ทอด กับเบียร์ กระป๋องนึง

เค้าบอก 2700 จัต แต่เค้าบอกว่า ไม่มีเงินถอน แล้วเค้าก็เอาเบียร์มาให้อีก กระป๋อง เป็นเงินทอน

แม้ได้เงินทอนแบบนี้ดีจัง ฮ่าๆ



บรรยากาศ ยังคงเป็นเหมือน เดิมครับ ภูเขาสูงใหญ่ แล้วทุ่งสีเขียวๆ

แล้วเราก็หมดไปอีก 1 วัน บนรถไฟ ครับ

Day 5 สู่ปลายทาง มิตจีนา สุดทางสายเหนือ



ตอนนี้เป็นเวลา ตี 5 กว่าเราก็ตื่นครับ เพราะรถไฟ พม่านี้โยกแรง โหด สั* มากครับ

อยากกินกาแฟ สักแก้ว บนรถไฟ พม่า ก็จะมีของขายเรื่อยๆ ครับ ทั้งของการรถไฟเอง แล้วก็ ของชาวบ้านที่ขึ้นมาตามทาง

โอ้ยยยยยยยยย กินไม่ได้ โยก หก หมด อะ



แล้วตอนนี้ก็โคตะระ หนาวเลยครับ

นี้คือพนักงานบนรถไฟ ครับ เค้าสะกิดเรา ขอให้ถ่ายรูปให้หน่อย 555

ตอนนี้ อยู่ไหน ของประเทศ ก็ไม่รู้ ครับ แต่วิวข้างทางมันก็ยังเหมือน เดิม

ถึงปลายทางแล้ว....สุดทางเหนือ ประเทศพม่า



ครับตอนนี้เราก็เดินทางมาถึง มิตจีนาแล้วครับ อยากจะบอกว่า 2 วันเต็มๆ จากย่างกุ้งครับ

ก็ที่นี่ มิตจีนา รัฐกะฉิ่น การเดินทางมาที่นี่ สามารถ รถไฟ หรือ เครื่องบิน ได้เท่านั้นครับ

เส้นทางถนน เค้าไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา เพราะยังอันตรายอยู่ ยังมีการสู้รบ

แต่เรื่องนั้น ช่างมันเถอะครับไป หาที่พักดีกว่า หิวมากกกกกก

จากสถานีรถไฟ เดินมาไม่ไกลครับ เราเจอกับคำว่า Hostel นี้ เดินเข้าไปเลย

เพราะที่อื่นเราอ่านไม่ออก เพราะเจอแต่ ภาษาพม่าทั้งนั้น เลยครับ

คืนละ 14000 จัตครับ เป็นห้องน้ำรวมครับ ชื่อที่พักว่า YMCA Hostel ครับ

ได้ที่พักหละไป หาไรกินกันดีกว่าครับ



มิตจีนา เป็นเมือง หลวงของรัฐกะฉิ่นครับ และเป็นจุดต่อสำคัญ ที่จะไป ยังเมือง ปูตาโอ

เพราะที่นี่มีสนามบิน ที่บินตรงไปยังปุตาโอ ด้วยหละครับ แต่เราคงไป ไม่ไหวจริงๆ

เพราะค่าทัวร์ แพงหูฉีก เลย T T

และแม่น้ำที่เราเห็นนี้ก็คือ แม่น้ำอิรวดี ครับ เป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ พม่าเลย

และเมืองมิตจีนา ก็เป็นเมืองต้นน้ำ อิรวดีนี้หละครับ จริงๆ ที่เที่ยวที่นี่ก็มีเยอะนะ

ขอดีๆ สักมื้อนะ คงไม่ว่ากัน ฮ่าๆ จัดพิซซ่า ชุดใหญ่เลย มื้อนี้โดนไป 14700 จัต ครับ



หู้ยยยยย !!!

ที่นี่ ตอนเย็น มีตลาดด้วยหละคัรบ ของขายเยอะมาก



พระอาทิตย์เริ่มตกแล้วครับ

เราก็เดินกลับเข้าเมืองกันครับ เห็นแว็บๆ ว่าข้างๆสถานีรถไฟมีร้านปิ้งย่างก็จะไปจัดสักหน่อย

กินอะไรแบบนี้ ท่ามกลางอากาศแบบนี้มันฟินดีครับ

รสชาติโอเค เลยหละครับ มื้อนี้โดน ไป 11400 จัต วันนี้ขอจบวันด้วยการกินปิ้งย่างนี้หละ



พรุ้งนี้เดินทางกันแต่เช้า


วันที่ 6 ของการเดินทาง



เช้านี้เรามาเดินทางกันต่อครับ ต่อไปจะเป็นการเดินทางกลับบ้านครับ

แต่บอกก่อนเลยครับว่า จะให้เรา นั่งรถไฟ กลับยิง ยาว ไม่เอาอีกแล้ว

เราก็เลยตั้งใจว่า จะเที่ยวเลาะลงไปกันเรื่อยๆ ก็เสริท ข้อมูลอยู่นานว่า รัฐกะฉิ่น

มีอะไรเที่ยวบ้าง จนไปเจอกับ ทะเลสาบแห่งหนึ่ง

ซึ่งเค้าบอกว่า เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ทีสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นั้นก็คือ ทะเล สาบ อินดอจีน ไปครับเดินทางกัน



มีตลาดเล็ก ที่สถานีรถไฟ มิตจีนา ด้วยหละครับ

ได้ตั๋วมาแล้ว ในราคา 1750 จัต ครับ

รถไฟ ออก 8.30 อยากจะบอกว่ารถไฟ พม่านี้ มาตรงเวลามากๆครับ

เราชอบการขายของ บนรถไฟ มากๆเลยครับ คือเค้าจริงจังในการขายมากๆ เลย

แม้ว่าจะขายไม่ค่อยได้ก็ตาม คือเค้าแบบว่าจริงๆ ขายกันจริงๆ อธิบายแบบละเอียดหยิบ

แต่เราก็ไม่ซื้อ เพราะฟังเค้าไม่รู้เรื่อง 555



เราใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงได้ครับ ในการเดินทางมายัง เมือง Hopin

ปลายทางของเรา ในวันนี้ ก็คือ ทะเลสาบอินดอจี (Indawgyi)

สามารถไป ได้ 2 วิธีครับ ก็คือ รอรถประจำทาง ซึ่งไม่รู้ว่ามาตอนไหน

แล้วนายสถานีก็ถามเราว่า คุณจะไปไหน เราก็บอกว่า ไป อินโดจี

เค้าก็บอกว่าให้ตามไป คนนี้ไปเลย เดี่ยวเค้าจะพาไป

เค้าก็บอกว่า รถบัสไม่มีแล้ว 555 แบบงงๆ แล้วเค้าก็เสนอว่า ไป มอไซค์ไหม เดี่ยวไปส่ง

5000 จัต เราก็ดูระยะทาง 40 กว่ากิโล 120 กว่าบาทเอง ถูกกว่า อกมาจากสนามบินที่ย่างกุ้งอีก

เราก็เลยตอบโอเค ไป เล็ทโก !!!



แรกทางก็เหมือนจะธรรมดา ขับชิวๆ มีไป ล้างรถด้วย เราก็งง เค้าล้างทำไมหว่ะ

ทำไมไม่กลับมาล้าง

ดูทรงผม ด้วย พริ้วไหว เชียว พอจะเป็น พรีเซนเตอร์ ยาสระผมได้ไหม ฮ่าๆ

เอาหละ ถนนเริ่มหาย หละ

นี้ลุง จะพาผมไป ไหนเนี่ยยย !!!

ซิกแซก บวกขึ้นเขาอะ แล้วรถลุง ก็เก๊าเก่าา มันจะถึงไหมนิ ผมไม่เข็นนะ บอกก่อน

แล้วทางก็เป็นแบบ เหวอะ คือถ้าตกไป ก็ไม่ต้องหา อะ

แล้วลุงก็ไปเติมน้ำมัน ที่แปลกคือ เราได้ ยินเสียที่คุ้นเคยครับ

กรุณา กดจำนวนน้ำมันที่จะเติม แล้วหยอดเหรียญ เสียงภาษาไทย จากตู้เติมน้ำมันอัตโนมัติ

แปลกดี ทำไม ตื่นเต้น 555 มาไกลขนาดนี้เจอ ภาษาไทยแล้วมันตื่นเต้นจริงๆนะ

ราคา 5000 จัตนี้ รวมค่าน้ำมันด้วยนะ ไม่ต้องเติมหรือ จ่ายเพิ่มแล้ว

ตอนนี้ เริ่มคิด มันคุ้มหรอครับลุง !!! เหนื่อย ก็เหนื่อย

ลุงไปกลับ นี้ 80 กิโลกว่า กับ เงินร้อยกว่า บาทนี้อะนะ



เรามาถึงกันแล้ว ที่ป้ายแล้ว แสดงว่า มาถูกทางไม่โดนหลอก หรือไม่งง

เหมือนลุงเค้ายังบอกว่า อีก ไกล แล้ว ชูนิ้ว 3นิ้ว แบบเลข 3

เราคิดว่า วิ่งมาได้ 30 กิโลแล้ว หรือว่า

อีก 30 กิโลถึง นิ 555 อย่าละลุง เมือยแล้ว ฮ่าๆ

ทะเลสาบอินดอจี



และตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงกันที่ทะเล สาบอินดอจี แล้วครับ

เราใช้เวลา จากสถานีเมือง โฮพิน มาถึงกันที่อินดอจี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมวกว่าๆ

กับค่ารถ 5000 จัตอยากจะบอกว่าราคาถูก เกิ๊นนน ครับ ถูกจนน่าตกใจ

ในส่วนของที่พัก ก็เหมือนว่าที่นี่ จะมีอยู่ที่เดียวครับ นั้นก็คือ Indaw Mahar Guesthouse

คืนละ 10000 จัตครับ ซึงถือว่าราคาถูกมากกกกกกกกกกกก

ห้องก็ถึงว่าโอเคครับ นอนได้ แต่เป็นห้องน้ำรวมนะ

ส่วนวิวห้องพักนี้ประมาณ นี้เลยครับ ไม่มีอาหาร แต่มีน้ำชากาแฟ น้ำร้อนฟรีตลอดครับ

นั่งชิวจิ๊บกาแฟ มันก็ดีนะ

นี่คือ ทะเลสาบอินดอจี ซึงเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ

หมู่บ้านที่เราอยู่ตอนนี้ เรียกว่า หมู่บ้าน ลอนดอน ลอนตอน ลอนทุ่ง อะไรนี้หละครับ

ที่นี่มี ศูนย์บริการ นักท่องเที่ยวด้วยหละครับ

ส่วนกิจกรรมที่นี่ บอกเลยครับว่า เพียบ

พายเรือคายัค หรือจะเป็นการเดินป่า

แต่สำหรับเรางบๆน้อย ปั่นจักยานเล่นพอครับ ฮ่าๆ

ที่สำคัญ ที่นี่มีเจดีย์กลางน้ำ Shwe Myintzu Pagoda

เป็นศูนย์รวมจิตใจของ คนในรัฐกะฉิ่น



ส่วนวันนี้ ขอไปหาอะไรกินก่อน ละกัน

เราบอกเลยครับ ว่าเรา รักอาหารพม่าไป สะแล้ว



ก็ 4 -5 วันที่ผ่าน ตลอดการเดินทาง เราแทบจะไม่เจอ ชาวต่างชาติเลยครับ

นอกจากย่างกุ้ง แล้วก็มาเจอกันที่นี่ หละ อินดอจี อยู่ห่างกันคนละทวีป แต่ก็โคจร มาเจอกันที่พม่า

สวัสดี เพื่อน ใหม่ ^^



วันนี้จบวันด้วยการ นั่งมองดูดาวที่หน้าห้องครับ

เช้าวันที่ 7



วันนี้เราตื่นเช้าหน่อย เพื่อที่จะเดินทางไป ยังเจดีย์ ชเวมยินซู (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกไหม)

เราถามจาก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ว่าไป เจดีย์ นี้ไกล ไหม เค้าบอกว่า ไม่ไกล

ปั่นจักยานไป แปปเดียว เราต้องทำเวลาหน่อยครับ เพราะเราจองรถรอบเที่ยงไว้ เพื่อที่จะกลับเมืองกัน

อยากจะบอกว่า อากาศ ที่นี่ ดีมากๆ ครับ หมอกเบาๆ แถมอากาศยังเย็นอีก

เราก็เดินทางไป เจดีย์ Shwe Myintzu ด้วย จักรยาน ที่เช่ามาจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนั้นหละครับ

ในราคา 1000 จัต ปั่นไป เรื่อยๆ เพราะพี่เค้าบอกว่าไม่ไกล



ไหนบอกว่าไม่ไกล นี้เราปั่นมาชั่วโมงกว่า แล้วยังไม่ถึงเลย T T

กิโลแม้วว่าไกลแล้ว เจอกิโลกระเหรียงไกลกว่า เจอกิโลพม่าไป แม้ว กระเหรี่ยงอ่อนไปเลยครับ

โคตะระ ไกลลลลลลลลลลลลลลลลลล ชั่วโมงครึ่งอะ



และนี้ก็คือ เจดีย์กลางน้ำ Shwe Myintzu ซึ่งเป็นเจดีย์ สำคัญ ของรัฐกะฉิ่น ครับ

การไป เจดีย์ ก็ต้องนั่งเรือ ข้ามไปครับ ไป-กลับ ราคาอยู่ที่ คนละ 1000 จัต ครับ

เป็นเจดีย์ที่สวยอีกเจอดีหนึ่งเลยหละครับ เราว่าเรารีบไหว้ แล้วปั่นจักรยาน กลับดีกว่าครับ

เดี่ยวจะไม่ทัน รถรอบ เที่ยง แล้วเรื่องจะยาว ฮ่าๆๆ

พอมาถึง ลุงก็เรียกไป กินอาหารเช้าครับ แม้จะสายแล้วก็ตาม 555

ลุงแกบอก ว่า ฟรี ฟรี อะไร สักอย่างนี้หละครับ

อร่อยดีเหมือนกัน แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่ รสชาติมันคล้ายๆ ครองแครงแล้วก็มีถั่ว อะ

เก็บข้าวเก็บของแล้วเดินทางกันต่อดีกว่าครับ

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ อยู่ที่เมืองเล็กๆ ข้างๆ ริมแม่น้ำอิรวดีครับ



เที่ยงรถก็มารับ ที่หน้าบ้านเลยครับ เราติดต่อจาก ลุงเจ้าของ ให้จองให้เลยราคาอยู่ที่ 12000 จัตครับ

ขามา มอเตอร์ไซค์ ว่าเสียวแล้ว เจอรถทัวร์ไป เสียวกว่า งงเลย เค้าขับมาได้ ยังไง หว่ะ



เรานั่งมาประมาณ เกือบๆ 4 ชั่วโมงจาก หมู่บ้าน

แล้วเค้าก็บอกว่า ให้เราลงตรงนี้ เพื่อที่จะเปลี่ยนรถ

แล้วประเด็นคือ ตรงนี้มันคือ ส่วนไหน ของประเทศ แล้วจะไปยังไงต่อหว่ะเนี่ย !!!

เมือง Katha



สักแปป เค้าก็เรียกขึ้นรถต่อครับ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม จากที่เราจ่ายลุงไป 12000 จัตครับ

ก็นั่งได้สักประมาณ 1ชั่วโมง กว่าๆ เค้าก็บอกว่าถึงแล้วเมืองกะตะ (เราสะกดถูกไหม)

แต่รถไม่ถึงเมืองนะ ต้องนั่งวินเข้าไป อีก 3000 จัต เมืองไรนิ ทำไม มันลึกลับจัง นึกว่าจะถึงง่ายๆ

อยากจะบอกว่า 2 ข้างทางนี้ มีแต่ ป่า ไม่มีวี่แวว ว่าจะมีเมืองเลย มันมีเมืองจริงๆ หรอ ? นิ

หากถามว่า เมือง Katha อยู่ส่วนในของประเทศ อยู่ตรงนี้ ครับ

เมือง กะตะ อยู่ใน เขตสกายครับ และเป็นเมืองที่อยู่ข้างแม่น้ำอิรวดี

ซึ่งเราจะกลับ มัณฑะเลย์ โดยวิธีเรือ จากเมืองนี้หละครับ ส่วนวันนี้ ต้องขอไป หาอะไรกินก่อน

ส่วนเรื่องที่พัก เราพักกันที่ Ayarwady Guest House ตืนละ 12000 จัต ครับ

ติดริมแม่น้ำเลย แต่ปานนี้ ก็คงไม่เห็นวิว อะไรแล้วหละครับ เพราะมาถึงนี้ ก็ ทุ่มกว่าแล้วอะ

เห็นตรงนี้ มีตลาด ไปหาอะไรกินกันดีกว่าครับ

ตรงนี้ เป็นตลาดกลางคืนครับ ของขายเยอะมาก

แต่เราก็มาสะดุด ตา กับของกิน แปลกๆ อยู่ที่หนึ่ง ก็ไม่แน่ใจว่าแปลกหรือเปล่านะ แต่เราไม่เคยเห็น

เค้าจะใส่ไข แป้ง หอยหมู ผัก ลงไป ใน ที่คล้ายๆ ขนมครก อร่อยดีครับ

เค้าบอกว่า อันนี้มันเรียกว่า มอบิคอทอแร็ก เราก็ฟังไม่ค่อยจะชัด ฮ่าๆ

โอเคครับ คืนนี้ เรา รีบนอนดีกว่าครับ เพราะพรุ้งนี้ เรือออก ตี 5 ครึ่งครับ

เสียดายไม่ได้ เห็นเมือง กะตะ ในตอนกลางวันเลย

ไม่รู้ว่าที่นี่มีอะไรเที่ยวบ้าง นอนหละครับ ZZZZzzzz พรุ้งนี้เดินทางกันแต่เช้า

Day 8 ล่องแม่น้ำอิรวดี



ตอนนี้เป็นเวลาตี 5 ครับเราอยู่บนเรือ ที่เปิดเสียงเพลง เพื่อ ให้ชาวบ้านรู้ว่า เรือ กำลังจะออกแล้วนะ

ค่าเรือ อยู่ที่ 25000 จัต ครับถือว่าแพงเอาเรืองหรือว่า ระยะทางมันไกล เราเองก็ไม่รู้ว่ากี่ ชั่วโมงถึงเหมือนกัน

ด้วยค่าเรือ 600 กว่าบาท เนี่ย!!!

ไปครับเราเดินทางกลับ มัณฑะเลย์ ด้วยเรือล่องไป ตามแม่น้ำอิรวดีกัน

** เรือจะมีเที่ยวเดียวต่อวันนะครับ จากเมืองกะตะ คือรอบตี 5



พระอาทิตย์ กำลังจะขึ้นครับ อยากบอกว่า ภาพและวิวที่อยู่ตรงหน้าเราเนี่ย มันสวยมากๆ

แถมโรแมนติก สุดๆเลยหละ เพราะบนเรือ เค้าเปิดเพลงพม่าให้ เราฟัง เราก็ฟังไม่ออกหรอก

แต่ทำนอง มันเพราะ ดี

สักพัก พวกพี่ๆ พนักงาน ที่อยู่บนเรือ ก้เรียกเรากิน ข้าว กินขนม เฉย

ไม่รู้ว่าเค้าเรียก อะไร เหมือนกัน แต่รสชาติ คล้ายๆ ปาท่องโก๋

วิวสองข้างทาง จะเป็นหมู่บ้าน บ้าง ภูเขาบ้างครับ



แต่...อยู่ดีๆ อากาศก็หนาวลงมากๆๆ เลยหละครับ แบบ งง อะ อยู่ดีๆ ก็หนาวขึ้นมาก

แล้วเรือ ก็เข้าสู่ม่านหมอก !!

บอกตรงๆ ตอนแรก ตกใจอะ อารมณ์ มันเหมือนหนังสยองขวัญมากๆ ฮ่าๆๆ

เนี่ย !!!! มันหลอนจริงๆนะ ยังกับเมือง SilentHill



เหมือนจะเริ่มเข้าเมืองใหญ่หละครับ แต่ ไม่ใช่มัณฑะเลย์ แน่นอน เพราะเพิ่ง นั่งมา 6 ชั่วโมงเอง น่าจะยังไม่ถึง

ไม่แน่ใจว่า เมืองอะไร ครับ เรือจอดที่นาน พอสมควร ครับ เหมือน ให้แวะกินข้าวกินปลา ไร งี้อะครับ

พอเรือ จอด พ่อค้าแม่ค้า โอ้ บุกเรือ เลยหละครับ

คนพม่าเค้าจริงจังกับการ ขายมากๆครับ ขายแบบดุดัน แต่ไม่ตื้อ นะครับ คือถ้าเราบอกไม่เอา เค้าจะไม่ตื้อเลย

ชอบตรงนี้หละครับ และอีก สิ่งที่เราเห็นก็คือ ถึงแม้บนเรือ จะแย่งพรีเซนแย่งกันขายกับคนอื่น

แต่พอลงเรือไป เค้าก็กอดคอคุยกัน อย่างสนุกสนาน รู้สึก เห็นภาพนี้ แล้ว รู้สึกดีจังครับ



หากถามว่า นั่งนานๆ จะเข้าห้องน้ำยังไง บนเรือ ก้มีห้องน้ำครับ

เราก็นั่งเรือมา ประมาณ 15 ชั่วโมง !!!!

ตอนนี้เราก็มาถึงกันที่ มัณฑะเลย์ แล้วหละครับ

เราก็เข้าที่พักกันเลยครับไม่ได้ไปไหน

วันนี้และพรุ้งนี้ เรายังไม่ได้ เที่ยว มัณฑะเลย์ นะครับ

เพราะ พรุ้งนี้ เราต้องเดินทางกันต่อ ตั้งแต่เช้า 6 โมง รถออกแล้วครับ



เรากะว่าจะมาเที่ยว มัณฑะเลย์ วันสุดท้าย เพราะต้องบินกลับไทยจากที่นี่ ครับ



นอนหละครับ คืนนี้เราพักกันที่ Fortune Hotel คืนละ 19000 จัต

ราตรีสวัสดิ์ครับ

Day 9 ตื่นสายขึ้นไม่ทัน



เมือคืน !! เราถามที่พักว่า เราจะไป สีป้อได้ยังไง บ้าง

เพราะเราไปดู ตารางรถไฟ ที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ รถไฟ ออกตี 4 โห้วแม่เจ้า

เช้าเกิ๊น ตื่นไม่ไหวแน่ๆ เพราะเราเดินทางมาแบบว่าเหนื่อยมาก อยากพักผ่อน

ไปรถทัวร์หละกัน เค้าน่าจะออกสายหละ ก็ไปถามว่ามีรถทัวร์ ไป สีป้อ บ้างไหม

ภาษา อังกฤษ ก็งูๆปลาๆ ได้ความว่า รถออก 6 โมงเช้าขึ้นรถได้ที่หน้าโรงแรม เลย

ถ้าคุณจะไปก้ซื้อตั๋วได้ เลยนะ หรือจะซื้อตั๋วบนรถก็ได้ เราก็เลยบอกว่า โอเค เดี่ยวซื้อบนรถทัวร์

6 โมงก็ยังดี กว่า ตี4 ใช่ไหม เพราะเราต้องตื่นตี 3 ไปสถานีรถไฟ มัณฑะเลย์



แต่............

คือเราตื่น มา 6 โมงไง บอกเลยต้องโทษ โรงแรม เพราะเตียงนุ่มดูดวิญญาณ ของโรงแรม Fortune Hotel

หลับลึกหลับยาว เลย ตืนมา 6 โมง น้ำเนิม ไม่ได้อาบเลยครับ รีบยัดทุกอย่างใส่กระเป๋า แล้ว Check Out

เจอพนักงาน ทักเลย You Late !!! คุณเดินไปที่บริษัท รถทัวร์ ตรงตึกถัดไป พอเดินไป ไม่มีรถแล้ว โอ้วงานงอก งานเข้า

หรือเราจะไม่ได้ ไป สีป้อ แล้วจะนั่งแท็กซี่ไป คงไม่ไหวอะ หรือเราจะไปหาที่พักแล้วเที่ยว มัณฑะเลย์ กัน



ระหว่างที่เราเดินคิดอยู่ ก็ได้ พี่วินนี้หละ ช่วยไหว เค้าทักเราเป็นพม่าเลย นะ หน้าเราเหมือน ตรงไหนเนี่ย !!!

เค้ามาทักเราบอกว่า จะไปไหน เราก็บอกว่า จะไป สีป้อ

เค้าก็ชี้ ไปซอยข้างหน้า ที่เราเพิ่งไปถามมานี้หละว่า รถไม่มีแล้ว

แล้วเค้าก็ขับรถไปถามให้เลยนะ แต่เราก็รู้แล้วหละ ว่ารถไม่มี

แล้วเค้าก็ขับไปอีกที่ เหมือนจะเป้นอีกบริษัท 1 แล้วเค้าก็ขับวนมาบอกเรา ว่าไม่มี

แล้วเค้าก็พูด ว่า Sorry Sorry แล้วเค้าก็ขับรถจากเราไป ....



แต่... เค้าขับรถวนกลับ มา แล้วชี้ไปที่ถนนใหญ่ สีป้อ สีป้อ GO GO

ไอ้เราก็คิดว่าเค้าจะให้เราเหมาไป ที่สีป้อ เลย เราก็ NoNoNo

แต่เราก็จับใจความได้อีก ครั้ง Bus สีป้อ สีป้อ GO GO หรือว่าจะมีอีก หว่ะ

หรือว่าเค้าจะพาเราไปดัก หน้ารถ แต่ก็เอาเถอะ ลองไปดู เราว่า เค้าจะช่วยเรา อย่าให้เสียน้ำใจเลยหละกัน ฮ่าๆ



แล้วเค้าก็พาเรามาที่ สถานีขนส่ง อะไรสักอย่าง แต่ก็เหมือน สถานีรถประจำทางใหญ่ของ มัณฑะเลย์

แล้วพี่วินก็หันมาบอกเราว่า สีป้อ Go เอ้กโอคล็อก เรานี้ยิ้ม เลย มีรถไปสีป้อแล้ว

ยังไงก็ต้อง ขอบคุณพี่วิน เราคิดว่า โดนฟัน แค่ไหนก้จ่าย พี่เค้าช่วยเราขนาดนี้ แล้ว

สรุป ว่า เราโดน ไป 2000 จัตครับหรือประมาณ 50 กว่าบาท จากตรงที่เราพัก ขับมาไกลเหมือนกันนะ

ถือว่าราคานี้ พอโอเคเลยนะ

ราคา ตั๋วไป สีป้อ 5000 จัต ครับ

รถดีแอร์เย็น แต่พี่ปิดแอร์เถอะ หนาวหว่ะ 5555

ดูพี่คนขับ เดินชิวจังหว่ะ ถอดเสื้อเดิน แกเพิ่งจะไป อาบน้ำมา



ถนนไป สีป้อ ค่อนข้างดีครับ ลาดยาง แต่ก้มี ลูกรัง และ ถนนพังบางช่วง

เหมือนรถบรรทุก วิ่งเยอะมาก เพราะเส้นนี้ ถนน ตัดไปถึงประเทศจีน มั้ง ไม่แน่ใจ

นั้น คือสะพานรถไฟ ที่สูงที่สุดในพม่า และ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ครับ สะพานก๊อกเต๊ก ( Goteik viaduct )

เห็นจากไกลๆ มันสูงเหมือนกันนะนั้น พรุ้งนี้ หละครับ เราจะไปเส้นทางนั้น

พอทางขึ้นเขา ที่แบบ โค้งหักสอก รถนี้ติดเลยครับ เพราะมันวิ่งได้ทางเดียว เบียดไป 2 คัน มีหวังตกเขาตาย

โค้งแบบโหด มาอะ ปาย ที่แม่ฮ่องสอน นี้เด็กๆ ไปเลยครับ เมืองเจอโค้งที่สีป้อ ฮ่าๆ

อากาศ นี้อย่างหนาววววว บอกเลยครับ



เกือบ 10 ชั่วโมงครับ จาก มัณฑะเลย์ และตอนนี้เราก็พาเดินทางมา ถึง เมืองสีป้อแล้วครับ

ฝนตกอีก ไม่เป็นไข้ ไม่สบายให้มันรู้ไป ตอนนี้ หวัดเรียบร้อยแล้ว เข้าที่พักแล้วไป หาไรกินดีกว่า

เราพัก กันที่นี่หละ ครับ Yee Shin Guest House คืนละ 8400 จัต

ห้องโอเคครับ แต่เป็นห้องน้ำรวมนะ

ก็ไปเดิน สำรวจเมือง สีป้อกันดีกว่าครับ มีอะไร ทำบ้าง จริงมี แทร็กกิ้ง เดินปงเดินป่า ที่นี่มีนะ

แต่ฝนตก ทางที่พักไม่แนะนำให้ไป เพราะ อันตรายครับ เราเลย อดไป น้ำตกที่ตั้งใจจะไป T T

งั้นกิจกรรมที่พอจะทำได้ ก็คือ



หาร้านนั่งชิว ชมบรรยากาศเมืองหละ กัน เราก็เดินป่าไม่ไหว เพราะเหมือนจะไม่สบายหละ

ตกดึกที่นี่ ก็มีผับบาร์ นะครับ แต่จะเป็นร้านท้องถิ่น สะส่วนใหญ่

เราก็เลยไป ร้านโรตี ดูบอลกันดีกว่า อยากรู้ คนพม่า เค้าเชียร์บอลกันยังไง

แล้วเราก็ได้ บังเอิญ เจอกับ พี่ ที่มากับเราบนเครื่องบินไปลง ย่างกุ้งด้วยหละครับ

พม่าตั้งกว้างแต่มาเจอกันที่สีป้อ นี้อะนะ 555

คนเต็มร้านเลยครับ เค้าก้เชียร์บอลเหมือนบ้านเรานี้หละ มีเฮ้ มีลุกขึ้นดู มีลุ้น เหมือนกัน 555

แต่เค้านักพากย์บอล ใน TV เป็นภาษา พม่าเท่านั้น เอง 5555

Day 10 กลับ มัณฑะเลย์ กันอีกครั้ง



วันนี้เราจะเดินทางกลับ มัณฑะเลย์ เพราะพรุ้งนี้ ต้องบินกันตอนบ่าย

แล้วเช้านี้ เรากะว่าจะทำความรู้จัก กับเมือง สีป้อ กันอีกหน่อย เดินออกมาเจอพี่วิน

ถามว่า จะไป วังสีป้อ ยังไง ?

คำตอบที่ได้ก็คือ วันอาทิตย์ วังปิด !!! โชคไม่ข้างเราเลย

เราก็ถามต่อ ยูแคน รีคอมเมน ฟอ อิน สีป้อ 555

เค้าตอบเรามาว่า Sunset Hill ไปไหม 3000จัต ให้ไป ส่งเราที่สถานีรถไฟด้วย

ที่นี่ก็เหมือน จะเป็นวัด อะไร สักอย่างนี้หละครับ ไม่เสียค่าเข้า ขับมาสัก 15 นาทีก็ถึง

แต่วิวตรงนี้ บอกเลยว่า โอเค ครับ เราได้เห็น เมืองทั้งเมือง ของสีป้อ แจ่มมากครับ

เอาหละครับได้เวลาเดินทางกันต่อแล้ว เรากลับมายัง สถานีรถไฟ ของสีป้อ ครับ

ซึ่งรถไฟ ที่นี่ วิ่งแค่วันหละ เที่ยว ลองดูตารางรถไฟนะครับ

ตอนนี้เป็นเวลา 9 โมงครึ่ง รถไฟมาตรงเวลามากๆ ครับ

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อที่จะถึง มัณฑะเลย์ ค่ารถไฟอยู่ที่ 3950 จัต แบบ Upper Class

เส้นทางนี้เป็นเส้นทาง รถไฟ ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศพม่าครับ

วิวทิวทัศ ก็ประมาณ นี้หละ

และ ไฮไลท์ ของเส้นทางนี้ ก็คือ สะพานรถไฟก๊อกเต๊ก(Goteik Viaduct)

สะพานรถไฟที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก



สะพานก๊อกเต็ก เป็นสะพานรถไฟที่มีความสูงประมาณ 102 เมตร มีความยาว ประมาณ 689 เมตร

สร้างขึ้น เมื่อปี ค.ศ.1901 ชาวอเมริกาเป็นผู้รับเหมา

วัตถุในการสร้างเกือบทั้งหมด ถูกส่งมาทางเรือจากอเมริกาถึงท่าเรือย่างกุ้ง

และใช้เวลาสร้างที่เร็วๆมากๆ แค่ 8-9 เดือน เองครับสุดยอดดด

และด่านล่างก็ค่ายทหารห้ามนักท่องเที่ยวเดินลงไปใต้สะพาน

ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึง มัณฑะเลย์ กันอีกครั้ง นี้เป็น ครั้งที่ 3 แล้วนะ 555

พรุ้งนี้หละ เราว่าเราจะเที่ยว มัณฑะเลย์ สักครึ่งวัน ก่อนขึ้นเครื่อง

กลัว มัณฑะเลย์ จะน้อยใจ มาหากันตั้ง 3 ครั้ง แต่ไม่เที่ยวเลย

คืนนี้ของ นอนพักผ่อนแบบสบายๆ ใกล้ๆ พระราชวัง มัณฑะเลย์ ด้วยครับ

ราคาแถวนี้ แพงเอาเรื่องเลยครับ นี้ก้ 33000 จัต 820 กว่าบาทเลยหละครับ

เราพักกันที่ Palace View Hotel มีอาหารเช้าให้ด้วย

แต่อาหาร ดึกไม่มีอะดิ๊ เราเลยต้องออกไปหาไรกิน หน่อย กับ ร้านสะดวกซื้อข้างที่พัก

Day 11 ก่อนกลับบ้าน



เราขึ้นมากินอาหาร เช้าที่ด้านบนของโรงแรมครับ

ไม่อร่อยอะ แต่วิวเค้าดี เราเลยได้กิน ชากับ น้ำส้มพอ

เค้าน่าจะมีอาหาร พม่าเหมือนอย่างที่เราเคยกิน พี่จะ ซัดให้เรียบเลย



วันนี้เรามี เวลาอยู่ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะ เรามี ไฟล์บินกลับ ดอนเมือง ตอน บ่ายครับ

เราก็เลยจะไป ทำความรู้จักกับ มัณฑะเลย์ ด้วยวิธีแบบลัดๆ

สิ่งที่ห้ามพลาม เมื่อมา เยือน มัณฑะเลย์ ก็คือไป พระราชวัง มัณฑะเลย์ เลย

ที่อยู่อยู่ข้าม กับที่พักของเรา ตอนแรก เราก็นึกว่าจะใกล้ ก้เลยพักกันตรงนี้

แต่ทางเข้า อะ อยุ่นู้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน เดินไปเกือบกิโล

แต่บรรยากาศการ รอบพระราชวังนี้ดีมากๆ เลยครับ

อย่างไกล อะครับ บอกเลย ฮ่าๆๆ เพราะ พระราชวัง ใหญ่มากกกกกกกกก

เล่นเอาเราเดินขาลากอะ !!!

ก็เสีย 10000 จัต พร้อมทิ้ง PassPort ไว้



ครั้งหนึ่ง พระราชวังมัณฑะเลย์ เคยเป็น วังไม้สัก ที่สวยที่สุด แห่งหนึ่งของโลกเลยหละครับ

แต่ด้วยเนื่อง จาก สงคราม ที่นี้เลยถูกเผา และ โดนทำลายไปเกือบหมด

ที่เรา เห็นๆ ตรงนี้ เค้าจำลอง ขึ้นมาใหม่นะ ครับ มีของเดิม บางส่วน แต่ก็ยังคงความสวยไว้อยู่ครับ

ยังไงก็ต้องขอบคุณ นะครับ ที่อ่านกันตั้งแต่ต้นจนจบ

อาจจะมีพิมพ์ผิดบ้าง ข้อมูลผิดพลาดบ้าง เราต้องกราบขออภัยนะครับ

ก็นี้หละครับ การเดินทาง 11 วัน ที่ประเทศพม่าของเรา

ประเทศที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เรา ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล แต่เรากลับรู้จักประเทศนี้น้อยเหลือเกิน

เพราะ ถ้าบอกว่ามา ประเทศพม่า ภาพเจดีย์ ก็คงจะเด้งขึ้นมาในหัว

ก้จริงหละ ครับ ประเทศพม่า วัดวา เจดีย์ เค้าเยอะมากกกกกกกกกก

แต่ธรรมชาติ บ้านเค้า ก้อลังการ เหมือนกัน เอาหละครับ ได้เวลาเดินทางกลับบ้านกันหละ

ก็ขอสรุปการเดินทาง และ ค่าใช้จ่ายกัน อีกทีนะ (เราไม่ได้จดหมดครบทุกๆ อย่าง)



*** Sim ที่เราใช้ อยากจะบอกว่า 4G นี้อย่างแรง ขึ้นเขาลงห้วยอยุ่ในป่า 4G ก็ยังติด



วันที่1 กรุงเทพ บิน มาย่างกุ้ง

เพื่อที่จะมาเห็นเชเวดากอง อยู่กัน2วัน

วันที่3-4 เราเดินทางขึ้นเหนือของประเทศพม่า

ซึ่งเราอยู่บนรถไฟถึง2วันกันเต็มๆ

วันที่5 เราอยู่กันที่ มิตจินา เมืองสุดทางเหนือของประเทศ

วันที่6 เราเดินทางไปยังทะเลสาบ อิโดจี

ใช้ชีวิตกันแบบ ชาวพม่ากันของจริงๆ แบบริมทะเลสาบแล้วก็ได้เจอเพื่อนใหม่

วันที่7 เราเดินทางมายังหมู่บ้านริมน้ำ อิรวดี

ก็คือ กะตะ หมู่บ้านที่ใช้เป็นทางผ่านเพื่อที่จะนั่งเรือ

ไปยังมัณฑะเลย์ ใช้เวลาเดินทาง 15 ชั่วโมง

วันที่8 อยู่บนแม่น้ำอิรวดี ไป มัณฑะเลย์ วิวสวยมากๆ

วันที่9 เดินทางขึ้นเขาไปยังเมือง สีป้อ เมืองชิวๆริมแม่น้ำ

วันที่10 กลับมัณฑะเลย์ โดยรถไฟ ผ่านเส้นทาง

ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง

วันที่11 วันสุดท้ายก่อนกลับมีเวลาอีกประมาณชั่วโมง

ขอแวะไปดูพระราชวังมัณฑะเลกันสักหน่อย แล้วก็มาสนามบินกันเลย



สรุปค่าใช้จ่าย เราแลกเงินไทยมา 15000 บาท

ตอนนี้เหลือ 190,000 จัต หรือ ประมาณ 4700 บาท

ก็ประใช้ไปประมาณ 10000 นิดๆ สำหรับ 11 วัน

แบบกินหรูบ้างอยู่สบาย เมาทุกมื้อ มีใช้มั่วซั่วบ้าง

นั่งแท็กซี่บ้างครั้งเพราะหลง และ เดินไม่ไหว



ส่วนค่าเครื่องบิน

ขามาเราจองนกแอร์ มาลงย่างกุ้ง 2200 บาท

ขากลับ กลับจากมัณฑะเลย์ แอร์เอเชีย 3200บาท ครับผม

รวมๆแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็ 15000 บาท นี้หละครับ



11 วันที่ผ่านมาอยากจะบอกว่าเราเห็นทุกภูมิอากาศ

หนาวจัด หมอก ฝน แดดแรง เล่นเราเป็นไข้วันสุดท้าย

ไม่คิดว่าพม่าจะหนาวขนาด 2-3 องศา อะ



อยากบอกว่ามาพม่าครั้งนี้ได้เปิดมุมมองและความคิดใหม่

เกี่ยวกับประเทศนี้เลยครับ ผู้คนเค้าน่ารัก น่ารักอิอิมุ้งมิ้ง

แบบว่าเป็นกันเองสุดช่วยเหลือเราสุดความสามารถ

แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เค้าก็ช่วยเหลือเราเต็มที่

แบ่งบัน จริงใจ คือเรางงมาก อยู่ดีเค้าก็ยื่นข้าวยื่นน้ำให้กิน

ชวนกินข้าว โดยที่ไม่รู้จักกันเลย..

เราบอกเลยว่าประเทศนี้เป็นอีกประเทศที่เรากล้า

วางกระเป๋า โดยที่ไม่กลัวว่ามันจะหาย

ประเทศที่เราไฝ่ฝันอยากจะมาตั้งนานแล้ว

มาครั้งแรกรู้สึกรักมากมาย...

อีกอย่าง เรารักอาหาร พม่า ไปซะแล้ววววว





สุดท้ายฝากรายการเล็กๆ ของเราไว้ในอ้อมอก อ้อมใจด้วยนะครับ




ติดตาม การเดินทาง ของเรา เพจ : ไม่กี่บาท
อย่าให้เรื่องเงินเป็นข้ออ้างของการเดินทาง
ถ้าอยากเที่ยวก็ออกมา ไม่กี่บาท หรอกครับ

https://facebook.com/maikeebaht
IG : https://instagram.com/mr.konr

ความคิดเห็น