อยากไปก็ไป “เลย” รีวิวโดย Dastatravel2 admin

อยากไปก็ไป “เลย” ด้วยความบังเอิญที่เรามีโอกาสได้หยุดงานติดกัน 3 วัน โดยรู้ตัวล่วงหน้าแค่อาทิตย์เดียว ความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือ เราต้องเก็บกระเป๋าไปเที่ยวที่ไหนซักที่ให้ได้ ครั้งก่อนหยุด 3 วันยังจองทริปฉุกละหุกไปอินเดียได้ คราวนี้จะหาที่ไปไม่ได้ได้ยังไง เราตั้งเป้าว่าทริปนี้จะไป

อยากไปก็ไป “เลย”

อยากไปก็ไป “เลย”

 วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.33 น.

 วันที่เดินทาง 27 มี.ค. 2561



อยากไปก็ไป “เลย”

ด้วยความบังเอิญที่เรามีโอกาสได้หยุดงานติดกัน 3 วัน โดยรู้ตัวล่วงหน้าแค่อาทิตย์เดียว ความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือ เราต้องเก็บกระเป๋าไปเที่ยวที่ไหนซักที่ให้ได้ ครั้งก่อนหยุด 3 วันยังจองทริปฉุกละหุกไปอินเดียได้ คราวนี้จะหาที่ไปไม่ได้ได้ยังไง

เราตั้งเป้าว่าทริปนี้จะไปไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีพื้นที่สีเขียวฉ่ำๆ อากาศดีๆ ถ้าได้เข้าป่าจะดีมาก ค่ะ หยุด 3 วันแต่อยากเข้าป่า บังเอิญช่วงนั้นเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ของ Max Jenmana กำลังดังพอดีเลยด้วย ยิ่งอินเข้าไปอีก

เรานั่งหาข้อมูลจนไปสะดุดกับจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งทะเลภูเขา” มีภูเขาเล็ก ภูเขาใหญ่เต็มไปหมด ป๊าดดด จี้จุดคนชอบภูเขาอย่างเราเข้าเต็มๆ

ได้ที่แล้วแต่กลับขาดสมาชิก เราเริ่มเสนอแผนการเที่ยว(มั่ว)กับรูปทีเด็ดป้ายยาหาสมาชิก ความยากอยู่ตรงที่วันหยุดของเราเนี่ยดันเป็นวันทำงานธรรมดาของคนทั่วไป ซึ่งก็คือ วันพฤหัส วันศุกร์ และวันเสาร์ ในขณะที่เราได้หยุด คนทั่วไปกลับต้องลางาน 2 วันติด แถมลากระทันหัน เราเลยโดนแทบทุกคนปฏิเสธเมื่อรู้ว่าจะไปวันไหน ทั้งๆที่เกือบจะตอบตกลงร่วมทริปกับเราแล้ว

สุดท้ายความสวยของภูเขาเมืองเลยก็นำพาให้เราได้สมาชิกใจง่ายร่วมกรุ๊ป 4 คน ได้ครบปุ๊บจองตั๋วปั๊บ ตั๋วจองตอนวันจันทร์ ก่อนจะบินไป จ.เลย วันพฤหัส

ในเมื่ออยากจะไป ก็ต้องไป “เลย” ล่ะจ้า

DAY 1: ข้าวเปียกปากหมา, วนอุทยานภูบ่อบิด, ภูเรือ

ไฟล์ทในช่วงสายวันนี้ เส้นทางบินกรุงเทพฯ — เลย ทำเอาเราตื่นเต้นไม่น้อย เพราะแค่เข้าเขตเมืองเลย ก็ได้เห็นภาพภูเขาเรียงรายสุดลูกหูลูกตา มาพร้อมกับหมอกบางๆ เขียวชะอุ่มอย่างใจต้องการ

พอถึงสนามบิน จ.เลย ใจก็คิดนะ เอ๊ะ จะไปไหนต่อดี ด้วยความที่เราจองตั๋วล่วงหน้ามาแค่ 3 วัน ทำงานมันทุกวัน เรื่องแผนการเที่ยวมันก็จะเลยตามเลยหน่อย เอาเป็นว่า วันแรกเที่ยวในเมืองเลย วันที่สองไปภูหลวง และวันที่สามค่อยว่ากัน

พวกเราเลือกนั่งรถตู้จากสนามบินไปบขส.(คนละ 50 บ.) เราได้นั่งหลังคนขับพอดี สบโอกาสสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคนเมืองเลยซะหน่อย

เรา: ขอโทษนะคะ ภูผาล้อมนี่อยู่แถวไหนเหรอคะ (พอดีเห็นป้ายที่สนามบิน)
พี่รถตู้: ……เอ่อ……อะไรนะ
เรา: ภูผาล้อมน่ะค่ะ
พี่รถตู้: ……………..
เรา: เอ่อ นั้นไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่พอจะรู้จักถ้ำพระโพธิสัตว์มั้ยคะ
พี่รถตู้: ถ้ำพระโพธิสัตว์…น่ะเหรอ…..(เงียบ กริ๊บ)
เรา: …โอเคไม่เป็นไรค่ะพี่

(พี่ไม่รู้ หนูก็ไม่รู้ ไม่เป็นไรค่ะพี่ แค่ลองถามเผื่อพี่จะรู้จัก)

เมื่อถึงบขส. ลงรถปุ๊บ พวกเราเนื้อหอมปั๊บ มีลุงป้าน้าอามาต้อนรับขันอาสาพาไปเที่ยวในตัวเมืองเลย เอาแต่ถามว่าจะไปไหนกัน เล่นเอาตอบไม่ถูก ตอนนั้นเรียกว่าไม่รู้เลยว่าจะไปไหนกันดี สุดท้ายก็ได้ ลุงปื๊ด แห่งเมืองเลย ขับสามล้อพาพวกเราร่อนในเมือง

ข้าวเปียกปากหมา

ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านดังที่เห็นว่ามาเมืองเลยต้องมาชิม (เค้าว่ากันมา) เมนูที่เฮียเจ้าของร้านขาโวยวาย(ตามชื่อร้านเลย)แนะนำให้พวกเราลอง คือ ข้าวเปียกใส่ไข่(35 บ.) และ หมูยอท่อน(50 บ.)

ถ้าให้เราแนะนำ ข้าวเปียกควรใส่พริกป่นเยอะๆ จะเพิ่มความล้ำในรส และกินเพลิน ส่วนหมูยอท่อนที่หั่นมา ถ้ามากันแค่คนสองคน น่าจะกินไม่หมด พวกเราแบ่งกันกินสี่คน รู้สึกว่ากำลังพอดี ถ้ามากกว่านี้อาจจุกได้

วนอุทยานภูบ่อบิด

จากร้านปากหมา เราเลือกเหมารถลุงปื๊ดต่อไปยังภูบ่อบิด ซึ่งถือเป็นภูที่นั่งรถไปไม่ไกลมากและรู้สึกว่าเลือกได้ถูกต้อง ใช้เวลาไม่นานก็ถึงแล้ว

สำหรับภูนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางที่ 520 เมตร ถือว่าไม่สูงมากแต่ก็พอได้อารมณ์เห็นวิวเมืองยามบ่ายใกล้พระอาทิตย์ตก แถมอากาศเย็นสบายมีลมพัดเอื่อยตลอดเวลา

ทางขึ้นไป จุดเริ่มต้นขึ้นภู มีอยู่ 2 ทาง
1) ทางเดินขึ้นเอง 1 กิโล
2) ทางที่รถขึ้นไปส่งจุดเริ่มต้นได้
ลุงปื๊ดให้พวกเราเลือกทางที่อยากขึ้นตามอัธยาศัย แน่ล่ะสิ ก็ต้องเลือกทางที่สองอยู่แล้วซิคะลุง

แถ่น แถ๊นน

นี่ขนาดเลือกทางที่สอง พอใกล้ถึงทางที่รถขึ้นได้ อยู่ดีๆลุงปื๊ดก็จอดรถเป็นสัญญาณให้พวกเราลง โดยให้เหตุผลว่ารถลุงขึ้นไปไม่ไหว ด้วยเหตุเป็นรถสามล้อ จะทุกพาเราทั้งสี่(รวมลุงเป็นห้า)แถมยังมีกระเป๋าสัมภาระของทุกคนขึ้นไปเห็นจะไม่ได้ เราจึงต้องเริ่มเดินจากจุดนี้ขึ้นไปที่จุดเริ่มต้นกันเอง

ทางขึ้นภูเริ่มจากเดินขึ้นบันไดปูนที่มีความชันเล็กน้อย และมีหมู่ไก่หลายกลุ่มอยู่ริมสองฝั่ง การมาขึ้นภูบ่อบิดเราว่าควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพราะระหว่างทางเราเจอพระสวนทางลงมาเป็นระยะ แถมข้างบนมีถ้ำพระด้วย

ผ่านบันไดปูนขึ้นมา ต่อไปเริ่มเป็นบันไดหินมั่งปูนมั่ง เป็นทางดินมั่ง แต่โดยรวมปลอดภัยดี มีราวจับข้างทางตลอดเส้น เดินได้ไม่ยากเท่าไหร่ ใครที่กลัวหิวน้ำ ด้านบนจะมีถ้ำพระซึ่งเราเห็นมีน้ำขวดอยู่ คาดว่าสามารถเอาน้ำไปดื่มได้ แต่ก็ต้องทำบุญหยอดตู้ค่าน้ำ ค่าขนขึ้นมาซักหน่อยนะ

เมื่อผ่านถ้ำพระ ไหว้พระ ลงชื่อเรียบร้อย จะเจอทางเป็นบันไดเหล็กสำหรับการเดินต่อขึ้นไปบนยอดภู บันไดนี้แข็งแรงทนทานแน่นอน

จุดสังเกตก่อนถึงยอดภู จะพบกับถ้ำลอด ภายในถ้ำลอดจะมีรูเล็กๆ พอให้คนหนึ่งคนลอดออกไป เพื่อปีนขึ้นไปบนยอดสูงสุดของภูได้ แต่ทางขึ้นยอดภูแบบธรรมดาก็มีจ้ะ เดินกลับออกมานอกถ้ำแล้วเดินขึ้นบันไดปกติไปก็ถึงเหมือนกัน


ยอดภูบ่อบิด The Top of Phu Bo Bit

เมื่อขึ้นมาถึงบนยอดภู เราสามารถมองเห็นตัวเมืองเลยทั้งในมุมเมืองเห็นหลังคาบ้านเรือน และเมืองเลยมุมภูเขาธรรมชาติ ขอแนะนำให้เดินวนรอบๆยอด

ที่ให้เดินรอบๆ เพราะด้านบนภูเองมีทั้งต้นไม้ ทั้งหินเรียงราย เมื่อยืนจากจุดแต่ละจุดบนยอดก็จะเห็นวิวที่ไม่เหมือนกัน อากาศเย็นสบาย หายใจสดชื่น ถือเป็นความประทับใจแรกของทริปนี้สำหรับเราเลย

เมื่อกลับลงมาด้านล่างตรงทางขึ้นภู ถ้าสังเกตและอยู่ในฤดูที่ใช่คุณจะเห็นต้นฝ้าย คนเมืองเลยอาจไม่ตื่นเต้น แต่เด็กเมืองกรุงอย่างเราตื่นเต้นเลยล่ะ โชคดีชะมัด เกิดมาพึ่งเคยเห็น ตอนแรกคิดว่าใครเอาสำลีมายัดต้นไม้ไว้

ณ ภูเรือ

ลุงปื๊ดส่งงานต่อให้เพื่อนลุง ให้พวกเราเหมารถต่อมายังที่พักแถวภูเรือ ไม่น่าเชื่อ พอเข้าเขตภูเรือปุ๊บ อากาศเย็นเข้าขั้นหนาวขนลุก ทำเอาแปลกใจมาก ห่างเมืองมาได้ไม่เท่าไหร่อุณหภูมิลดลงเหลือแค่ 17 องศา ความเย็นนี้ยังได้เผื่อแผ่ไปถึงฝารองนั่งในห้องน้ำ เรียกได้ว่าทำร้ายกันสุดๆ

ที่พักคืนนี้ชื่อ ภูสำเภา หามาได้จากการเสิร์ชไปเรื่อยแล้วเจอ การตกแต่งเป็นสำเภาดูน่าสนใจ ตอนแรกว่าจะจองแบบนอนเต๊นท์ แต่โชคดีที่เราตัดสินใจกันถูกเลือกนอนเป็นห้องพัก เพราะอากาศหนาวลำบากใจ คิดดูพึ่งมาจากอากาศร้อนเหงื่อซิบที่กรุงเทพฯ ตอนเช้า ไม่คิดว่ามาที่นี่ห่างกันไม่กี่ชั่วโมงจะหนาวได้ขนาดนี้ เสื้อผ้าที่เตรียมมาเอาเป็นว่าไม่พร้อมเอาซะเลย

ลานคริสต์มาสที่ใหญ่ที่สุดในเลย

ในซอยทางขึ้นภูเรือมีลานเด่นตระหง่าน มีต้นคริสต์มาสสีแดงเขียว(Poinsettia tree) ตั้งเรียงรายเต็มลาน พร้อมป้ายประดับใหญ่โตเขียนไว้ว่า เทศกาลต้นคริสต์มาส ภูเรือ ครั้งที่ 6 คนแถวนั้นเล่าว่าทุกๆปีจะมีการนำต้นคริสต์มาสแบบนี้มาจัดที่ลานนี้ และจะจัดไว้ถึงแค่สิ้นเดือนมกราเท่านั้น ต้นพวกนี้ก็จะถูกย้ายไปปลูกไว้ที่อื่น

ร้านส้มตำ ณ ภูเรือ

อากาศตอนเย็นหนาวก็หนาว พวกเรากลับต้องเดินหิวหาของกินในซอย ทั้งซอยที่พักไม่มีร้านอาหารไหนเปิดเลย แม้แต่ร้านเล็กร้านน้อยในตลาดริมถนนใหญ่ก็ปิดหมด โชคยังเข้าข้างที่มีร้านส้มตำไก่ย่างในซอยเปิดอยู่หนึ่งร้าน ภายในร้านมีการแบ่งพื้นที่ครึ่งซ้ายขายส้มตำไก่ย่าง ส่วนครึ่งขวาร้านทำเป็นห้องแอร์ให้เช่าชุดไทยแนวงานแต่งพรีเวดดิ้ง

ทั้งส้มตำ ลาบหมู ไข่เจียวเห็ดหอม ฯลฯ อร่อยทุกอย่าง พวกเรารับรู้ถึงรสชาติเด็ดจัดจ้านใช้ได้ จนอยากจะรู้ชื่อร้านเผื่อปักหมุดไว้ครั้งหน้ามากิน

พวกเรา: ร้านนี้ชื่ออะไรหรอคะ
ร้านส้มตำ: ร้าน..…ร้าน..…ไม่มีชื่อร้านน่ะจ้ะ ก็ขายส้มตำทั่วไป
พวกเรา: พอดีอยากรู้เผื่อแนะนำเพื่อนมากินบ้าง
ร้านส้มตำ: อ๋อ……(เหลือบมองร้านตัวเอง)….นั้นเรียก ร้านกอล์ฟชุดเช่า ละกันจ้ะ

ความน่ารักฉบับเลยที่ 1: เอากับเค้าสิ จะแนะนำเพื่อนให้กินส้มตำที่เลย ได้ชื่อร้านมาแบบนี้ เพื่อนจะงงมั้ย “แกๆครั้งหน้าไปแถวภูเรือ อย่าลืมแวะกินส้มตำที่ร้านกอล์ฟชุดเช่านะ” 2-in-1 เลยจ้า

ใครอยากกินส้มตำอร่อยๆ ก็ลองดูนะ ร้านส้มตำชื่อ ร้านกอล์ฟชุดเช่า อยู่ตรงข้ามลานคริสต์มาสพอดี

ตำปลาร้า กับ ไข่เจียวเห็ดหอมสด ทีเด็ด

DAY 2: ภูหลวง และ เชียงคาน

เช้าวันนี้เรามีจุดหมายมุ่งหน้าขึ้นสู่ภูหลวง แต่ก่อนจะไปภูหลวงนั้นคงต้องเอาตัวให้รอดจากความหนาวเหน็บ 10 องศาให้ได้ก่อน เช้านี้หนักกว่าเมื่อคืนอีก เริ่มกันตั้งแต่จะก้าวกระโดดจากเตียงไปให้ถึงห้องน้ำยังไง โดยทำให้เท้าแตะกระเบื้อง(เย็นเจี๊ยบ)ให้น้อยแผ่นที่สุด

ลองจินตนาการภาพการเต้นระบำก้าวกระโดดพร้อมไปกับเพลงของ Silly fools ท่อน จะหนาวเหน็บ หนาวเพียงไหนจะฝ่าไป” จะได้อรรถรสความรู้สึกตอนนั้นเพิ่มขึ้นมาก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (เขตห้ามล่าสัตว์ป่า) จ.เลย

ขนาดในห้องนอนที่ไม่เปิดแอร์ ปิดประตูมิดชิดยังหนาวขนาดนี้ ทางขึ้นภูหลวงกับการนั่งท้ายรถกระบะหนาวแสนสาหัสยิ่งกว่า หนาวขนาดชาวบ้านริมทางต้องนั่งก่อกองไฟ จับกลุ่มผิงไฟกันจนอยากลงไปขอร่วมวง

หลังผ่านย่านชุมชนไป บรรยากาศทางขึ้นภูหลวงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สีเขียวขจี นี่แหละสิ่งที่ต้องการ!!! แต่ว่ามันก็ต้องแลกกับการโดนลมตี หน้าตึง หนาวชา ตลอดทาง ยังไงๆก็คุ้มอยู่ดีจุดนี้

ก่อนขึ้นไปยอดสูงสุดของภูจะต้องมีการแวะลงชื่อพร้อมจ่ายค่าเข้าอุทยานก่อน ระหว่างนั้นพี่สุชาติ พี่คนขับในวันนี้ แกเด็ดมะขามป้อมป่ามาแจกจ่ายให้เพื่อนๆเราที่รออยู่ เพื่อนเรามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า พี่แกเด็ดมาพร้อมโฆษณาว่า มะขามป้อมป่าเนี่ยหวาน พูดเสร็จแกก็กัดเข้าปากโชว์เลย หงับ. และทันใดนั้น…. ถรุ๊ยยยยยยยยย ฝาด!!

ความน่ารักฉบับเลยที่ 2: ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย จริงที่สุดของทริปนี้ จริงอย่างไม่มีใครเทียบได้ ไม่มีใครเกินพี่สุชาติ ไม่มีการฝืนความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น ขำน้ำตาเล็ด

เหตุการณ์หลังจาก ถรุ๊ยยยยย ฝาด (ตัดภาพมาที่เราเดินไปจ่ายเงินค่าเข้าพึ่งเสร็จ)

เราไปจ่ายค่าเข้าไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพื่อนที่น่ารักคนหนึ่งเดินมาหา พร้อมยื่นมะขามป้อมมาให้ชิม ดูมีน้ำใจใสบริสุทธิ์ คะยั้นคะยอให้ชิมมะขามป้อมอันแสนหวาน (ย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนคนนี้เห็นภาพลุง ถรุ๊ยยยยย ฝาด ต่อหน้าต่อตา) เรารับเม็ดมะขามป้อมมา หมุนดูเล็กน้อย อืมไม่เคยกินมาก่อน ล้างแล้วเนาะ แล้วบรรจงกัดชิม โอ้โหหห!!!!! ขมปึ้ด เพื่อนมองหน้าเราที่เบ้เพราะความขม แล้วหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ

พวกเราเอาแต่คุยเรื่องมะขามป้อมป่าตลอดทางขึ้นไปยอดภู จนสุดท้ายก็ถึงยอดภูหลวงของจริงซะที ยอดภูหลวงนี้สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร สูงกว่าภูบ่อบิดที่ไปเมื่อวานเกือบ 3 เท่า นึกภาพด้านล่างอากาศ 17 องศา บนยอดนี้หนาวทวีคูณจนเสื้อขนเป็ดยังต้องมา

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นที่ 1: ผาเยือง

เส้นทางเดินป่าของภูหลวงแบ่งออกเป็น 3 เส้นทางเห็นจะได้ เส้นที่ใกล้ที่สุด สามารถเริ่มเดินจากจุดจอดรถไปไม่ไกลเท่าไหร่ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะถึงผาเยือง เรียกว่าตดกลิ่นยังไม่หายหอมก็ถึงแล้ว

บรรยากาศเขียวชะอุ่ม แต่ไม่ค่อยมีดอกไม้ออกมาให้ชม เพราะอยู่ในช่วงหน้าหนาว อากาศออกจะแห้งๆ

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นที่ 2: ลานสุริยัน

เส้นทางที่ 2 เส้นทางนี้จะเป็นการเดินวนรอบ 1 รอบไม่ย้อนกลับทางเดิม ระยะทางเดินเกือบ 2 กิโล พวกเราทั้งสี่ใช้ระยะเวลาเดิน 2 ชั่วโมง เพราะเราเน้นหยุดสำรวจ หยุดถ่ายรูป และหยุดพักบางจุดที่ชอบนานเป็นพิเศษ

สำหรับการเดินในช่วงนี้ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้ดี เพราะความไม่พร้อมเล่นเอาเราเดินปากสั่น ระหว่างทางจะเจอกับดอกไม้ประปราย

การเดินเส้นทางนี้มีจุดให้แวะชมประมาณ 21 จุดตามป้าย(รวมทางเข้าและทางออก) ทีเด็ดสุดของเส้นทางนี้ในวันที่เราไปเห็นจะเป็น

จุดที่ 20 กำเนิดสายน้ำ, สุดท้ายของชีวิต(ต้นไม้)

จุดนี้เป็นลำธารและต้นไม้ใหญ่ พอได้เห็นภาพต้นไม้ลำธารและมีเสียงน้ำไหลร่วงลงมากระทบหิน เสียงลมพัดเอื่อยๆทำใบไม้ไหว รวมกับอากาศหนาวชื้นเย็นฉ่ำ เล่นเอาสะกดคนดูอย่างเราซะอยู่หมัด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นที่ 3: ผาช้างผ่าน ผาสมเด็จ

เส้นทางสุดท้ายที่ตอนแรกเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้พวกเราเดิน เพราะกลัวว่าหมอกหนาจะไม่เห็นอะไร แต่เรารอจนเที่ยงแล้วกลับมาเดินใหม่ เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางที่เดินได้ไกลสุด และอาจพบเจอสัตว์ป่า

ช่วงไม่ไกลจากจุดเริ่มต้นจะมีต้น Maple (ใบไม้แดง)อยู่ด้านซ้ายมือ ให้สังเกตดีๆ

เริ่มเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ พวกเราเริ่มเจอมูลช้าง(ขี้นั่นแล) ตามมาด้วยรอยเท้าช้าง สีและสภาพดูมีความสดใหม่ เหมือนจะผ่านมาได้ไม่นานมากนัก ตื่นเต้นกันเลยทีนี้ เราเองอยากเจอตัวเป็นๆในป่า แต่เอาเข้าจริงถ้าเจอจริงคงอันตรายไม่น้อย

ผาช้างผ่าน

เดินมาได้ 1 กิโล ก็มาถึงผาช้างผ่าน ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไกลๆ

ผาสมเด็จ

พวกเราเดินต่อจากผาช้างผ่านมาอีก 1 กม. จนถึงผาสมเด็จ ซึ่งจากผาสมเด็จนี้มองออกไปจะเห็นผาเตลิ่น เป็นเขาที่เป็นชั้นๆ อยากจะกระโดดออกไปถ่ายเขาจากด้านหน้า คงสวยน่าดู

ด้วยความที่มาเริ่มเดินเส้นทางนี้ช้า พวกเราแอบกังวลว่าไปต่อจะอันตราย บวกกับเห็นมูลช้างที่ดูยังสดใหม่ จึงตกลงเดินย้อนกลับออกมาทางเดิม โดยมีพี่ประจักษ์มะขามป้อมรอรับพวกเราอยู่

ความรู้สึกหลังออกมาจากภูหลวง คือรู้สึกว่าคุ้มแล้วสำหรับทริปนี้ เป้าที่ตั้งว่าอยากไปพื้นที่สีเขียว อากาศดี ได้เจอของดีตามเป้าไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราปล่อยให้พี่ประจักษ์พาเที่ยวอีกซักหน่อยก่อนไปต่อที่เชียงคานคืนนี้

วัดป่าห้วยลาด

พอบอกให้พี่พาเที่ยว พี่ประจักษ์พาเราเลี้ยวเข้าวัดจ้า พาทำบุญเอาฤกษ์เอาชัย ขอบพระคุณค่ะพี่ สายบุญก็มา

วัดนี้ค่อนข้างใหญ่โต ทั้งอาณาบริเวณและตัวของวัดเอง รวมไปถึงพระพุทธรูปด้านในที่ใหญ่อลังการด้วย ด้านนอกวัดมีประติมากรรมเป็นรูปต่างๆ มีความแปลกแตกต่างจากวัดอื่นที่เคยไปมา

อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง (วนอุทยานหริรักษ์)

อีกที่เราขอเลือกเอง จากที่เห็นป้ายตอนขามาภูเรือ เราขอพี่ประจักษ์แวะส่องบรรยากาศอ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงก่อนไปเชียงคาน พี่คนขับเล่าว่า ร้านอาหารด้านล่างจะปล่อยแพให้นักท่องเที่ยวกินอาหาร ชมบรรยากาศ ลอยแพไปกลางห้วย ค่อนข้างน่าสนใจแต่เวลาเที่ยวนี้คงไม่พอสำหรับพวกเรา

เราตรงเข้าเช็คอินที่พักที่ทรมานใจในความหนาว เพราะห้องน้ำของที่พักเป็นแบบ outdoor หมายความว่าเราต้องอาบน้ำและเข้าห้องน้ำท่ามกลางลมหนาวน่ะสิคุณ ขนลุก~

ถนนคนเดินเชียงคาน

เราเคยมาเชียงคานครั้งแรกประมาณ 7 ปีก่อนถ้าจำไม่ผิด แล้วก็ไม่ได้มาอีกเลย มาครั้งนี้เหมือนได้มารื้อความทรงจำ ความประทับใจในครั้งก่อน

บรรยากาศความอบอุ่นยังคงมีให้เห็น ยังมีภาพความน่ารักน่าเดินเล่นตลอดเส้นทาง

ครั้งนี้เจอร้านขายโปสการ์ดไม้ ทำจากไม้ ส่งได้จริง แถมราคาไม่แพง มีหรอจะพลาด

ของกินที่ดูจะฮิตสุดเห็นจะเป็นกุ้งจิ๋วย่าง ที่กินได้ทั้งตัว เห็นคนขายกุ้งเสียบไม้นี้ตลอดถนนคนเดิน กุ้งย่างร้อนๆเค็มๆมันๆ อากาศหนาวๆ เดินไปกินไปก็เข้าใจล่ะทำไมถึงขายดี

อีกเมนูธรรมด๊าธรรมดาที่แสนน่ากินยกให้ ข้าวจี่ จี่กันร้อนๆ ราดไข่แล้วราดไข่อีก ทำเอาเราน้ำลายสอ อดทนรอต่อคิวต้องซื้อมากินให้ได้

สุดท้ายก่อนจะกลับไปที่พัก เราแวะซื้อโรตีกรอบ กลายเป็นว่าซื้อ 1 กล่อง ได้แถมอีก 1 กล่องเฉย เพราะเจ๊คนขายบอกว่า เจ๊มือแข็งแล้ว อากาศหนาว ขายไม่ไหวแล้ว ยกให้เลยสองกล่อง เราบอกแกว่าเรากินไม่หมดหรอก แกก็คะยั้นคะยอให้เอาไปเถอะ แถมทิ้งท้ายไว้ว่า เค้าว่าพรุ่งนี้จะหนาวที่สุด!!! ยังอีก ยังจะหนาวกว่านี้อีก

DAY 3: ภูทอก เชียงคาน

วันนี้ขอบอกว่าแต่งแน่นมาก ไม่ใช่หน้านะ เครื่องแต่งกายนี่แหละ จากคำขู่เจ๊โรตีมือแข็ง 1 แถม 1 ที่บอกไว้ว่าวันนี้จะหนาวที่สุด เราเลยจัดเสื้อแน่น 3 ชั้น เพราะถ้าหนาวกว่าภูหลวงเราคงต้องมือแข็งตัวแข็งตามเจ๊ไปอีกคน

ภูทอก

พวกเรายอมตื่นตี 4 ครึ่งมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อขึ้นไปดูหมอกที่ภูทอก ความน่ารักของคุณลุงที่ที่พัก แกขับรถมาส่งที่จุดขึ้นรถที่ภูทอก แล้วให้เรานั่งรถต่อขึ้นภูทอกไป(คนละ 25 บ.)

พวกเราขึ้นมาเฝ้าพระอาทิตย์กันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จนกระทั่งพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นมาเต็มดวง

วันนี้โชคไม่ค่อยเข้าข้างเราเท่าไหร่ ภาพที่เราเห็นคนอื่นมาเช็คอิน ปกติด้านบนภูทอกนี้จะหนาแน่นไปด้วยหมอก เรียกว่าแทบไม่เห็นภูเขาเลย แต่เช้านี้หมอกบางเบาเจือจาง แถมอากาศไม่มีความหนาวอย่างที่โดนขู่ไว้ ต่างกับเมื่อวานลิบลับ อย่างว่า ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราจะไปบังคับอะไรเค้าไม่ได้ มันเป็นเสน่ห์ของเค้า ไว้โอกาสหน้าจะมารอชมใหม่

พอกลับลงมาด้านล่างภูทอกก็ได้ยินเสียง “นมสดจ้า นมสด ไม่ใส่น้ำตาล สดๆเลยจ้า” คำว่าไม่ใส่น้ำตาล และคำว่าสดดึงดูดให้เรากับเพื่อนหันไป อยากได้นมสดร้อนๆซักแก้วมายกดื่มหน่อย

นมสดร้านนี้ต้มด้วยใบเตย ไม่ใส่น้ำตาล แต่กลับหวานจนแปลกใจ ประทับใจกับความธรรมดาที่รู้สึกไม่ธรรมดา ถ้าใครลงมาจากภูทอก เดินลงมาสังเกตขวามือ จะมีพี่ผู้ชายยืนขายนมอยู่ด้านขวากับหม้อหนึ่งใบ ได้แบบนี้ไปซักแก้วยามเช้า ฟินนะจะบอกให้


อ้วนดำ Tiny House

คุณลุงจากที่พักมารอรับพวกเรากลับตรงที่เดิมที่แกมาส่ง ให้ความรู้สึกดี เหมือนมารอรับเด็กๆกลับบ้าน ขออวยที่พักนี้นิดนึง ทริปนี้ที่พักทั้งสองคืนเราดีทั้งคู่ ทั้งๆที่พวกเราแทบไม่มีเวลาเลือกหรือวางแผนเลย

คุณลุง (พ่อของเจ้าของที่พัก) คุณป้าก็คุยสนุกนะ ไม่ได้ถ่ายรูปแกมา

บรรยากาศที่พักรวมถึงการตกแต่งมีความอบอุ่นน่าอยู่ คุณป้าเล่าให้ฟังว่าลูกชายแกเป็นคนออกแบบเอง แล้วลุงกับป้าก็ช่วยกันดูแล ไม่ได้สร้างห้องพักเยอะมาก เอาเท่าแค่ที่มีที่พอ เพราะฉะนั้นเราว่าความเป็นกันเองถึงได้ค่อนข้างสูง สร้างความประทับใจกับการมาพักในครั้งนี้

จริงๆคนส่วนมากมักเลือกพักที่พักริมแม่น้ำ แน่นอนว่าบรรยากาศดี ซึ่งเราเคยไปพักแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ถ้าใครชอบความส่วนตัว และไม่จำเป็นต้องอยู่ริมน้ำ เราว่าที่นี่เป็นอีกทางเลือกที่เราแนะนำ มีจักรยานให้ขี่ มีลุงใจดีคอยขับรถไปส่ง(ถ้าว่าง) หรือจะเดินไปถนนคนเดินเชียงคานก็เดินไปได้สบายไม่ไกล

เมืองเชียงคาน

เช้านี้พวกเราปั่นจักรยานเล่นรอบเมืองเชียงคาน ปั่นไปเรื่อยไปจนถึงร้านกาแฟที่ดัดแปลงมาจากโรงหนังเก่า

สุวรรณรามาคอฟฟี่ เชียงคาน

ร้านสุวรรณรามาคอฟฟี่เดิมทีเป็นโรงหนัง ของตกแต่งภายในร้านจึงเต็มไปด้วยโปสเตอร์หนัง กล้องถ่ายหนัง อุปกรณ์ต่างๆจากโรงหนัง แถมโรงหนังจริงๆด้านหลังก็ยังอยู่ เท่าที่เห็นวันนั้นคือส่วนของโรงหนังได้กลายเป็นคอร์ทแบตไปเรียบร้อยแล้ว

เมนูประจำที่เวลาเที่ยวริมฝั่งโขงแล้วรู้สึกว่าไม่สั่งมากินเหมือนมาไม่ถึงก็เห็นจะเป็นเมนู “ไข่กระทะ” ทำกินที่บ้านได้ก็จริง แต่บรรยากาศและสถานที่ให้อารมณ์ต่างกันสิ้นเชิง

เบรคฟาสท์ไข่กระทะ ปะทะแซนด์วิชและวาฟเฟิล จิบกาแฟกรุบกริบ

พวกเรา slow life ที่ร้านซักพัก ก็เคลื่อนขบวนไปขี่จักรยานเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคานและริมแม่น้ำโขง

ปั่นไปได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ถึงเวลาต้องกินอีกซะละ มื้อสุดท้ายของทริปจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ส้มตำ เราไปลองชิมร้านตำลืมผัว เมนูทีเด็ดแนะนำเมนู ทอดปีกไก่(ไม่แน่ใจว่าทำไมไม่เรียกปีกไก่ทอด คงอารมณ์เดียวกับที่มีบางคนเรียก พริกน้ำปลา ขณะที่บางคนเรียก น้ำปลาพริก ล่ะมั้ง) เมนูนี้อร่อยปากมันถึงกับต้องสั่งมาซ้ำอีกจาน

วัดท่าคก

วัดอายุร่วม 200 ปีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีความเก่าแก่และสงบเงียบ พวกเราเข้าไปสักการะภายในอุโบสถวัดก่อนจะลากลับบ้าน

ขณะที่เรากำลังก้มกราบพระประธานอยู่นั้น เพื่อนคนหนึ่งหยอดเหรียญทำบุญลงบาตรของรูปปั้นเณรในอุโบสถ หลังจากนั้นรูปปั้นเณรน้อยกล่าวบทสวดให้ยาวนานหลายนาที เหมือนไม่มีทีท่าว่าจะจบ ทำเอาพวกเราอิ่มบุญกันถ้วนหน้า ถือเป็นสถานที่เช็คอินสุดท้ายของทริปนี้ที่ทำเอาประทับใจไม่ลืม

กระซิบนิดนึงว่าขนมเบื้องจิ๋วหน้าวัดท่าคกอร่อยเด็ดดวง ใครมาวัดอย่าลืมแวะซื้อ แป้งขนมเบื้องนี้บางกรอบ รสชาติไม่หวานมาก

จุดหมายสุดท้ายของทริปคือการพาตัวเองกลับไปสนามบินให้ทันไฟลท์เย็น สอบถามข้อมูลจากคุณลุงที่พัก แกว่ามีท่ารถทัวร์อยู่ไม่ไกล นั่งไปสนามบินได้

ถูกต้องเลยจ้ะลุง ที่ท่ารถบขส.มีรถทัวร์ของนครชัยผ่านสนามบิน ต่อเดียวถึง คนละ 59 บาทเอง ราคาถูกแถมนั่งหลับสบาย เราหลับกันจนฟื้นอีกทีก็ท่ารถที่ได้เจอกับลุงปื๊ดในวันแรก เราไม่ได้ลงที่ท่ารถนี้ แต่เรากลับเห็นลุงปื๊ดพอดี แกกำลังยิ้มแย้มทักทายเพื่อนฝูง ในขณะเดียวกับที่แกก็เดินทักทายนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา ถามไถ่ว่าจะไปไหนเหมือนที่แกเข้ามาทักพวกเราในวันนั้น

พอได้เห็นลุงปื๊ด ภาพตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเมืองเลยค่อยๆไล่ย้อนกลับมา ภาพยอดเขาบ่นภูบ่อบิด ลำธารและขี้ช้างที่ภูหลวง มุมสูงของห้วยกระทิง ความหนาวพีคที่ภูสำเภา ภูหลวงและเชียงคาน รสชาติกุ้งจิ๋วย่าง มะขามป่าฝาด ทั้งหลายแหล่ ทั้งหมดทำให้เรารู้สึกคุ้มที่ไม่ปล่อยให้วันหยุด 3 วันผ่านเลยไปเฉยๆ แต่ได้ใช้วันหยุดทั้ง 3 วันนี้อยู่ที่ เลย เลยจริงๆ

ขอบคุณผู้ร่วมทริปกระทันหัน ถือเป็นการจบทริปสามวันอันล้ำค่า เสพสุขเมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม พร้อมกลับบ้านอย่างประทับใจ

จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีเด้อ~
ความคิดเห็น