Indonesia 17 Day 16 Night เมื่อเด็กอายุ 17 ลุยเดี่ยวเที่ยวอินโดนีเซีย Part 2 รีวิวโดย hoyberry

Part 1 https://th.readme.me/p/1786 Part ที่แล้ว ผมออกเดินทาง และแวะเที่ยวเมืองปีนังก่อน 3 คืน ก่อนจะบินสู่ Yogyakarta หากพูดถึง Yogyakarta หลายๆคนคงนึกถึง บุโรพุทโธ และ พรัมบานัน แต่เปล่าเลย เป้าหมายของผมคือ ภูเขาไฟ Merbabu และ Merapi การเดินทางทุกอย่างราบรื่น ถึ

Indonesia 17 Day 16 Night เมื่อเด็กอายุ 17 ลุยเดี่ยวเที่ยวอินโดนีเซีย Part 2

Indonesia 17 Day 16 Night เมื่อเด็กอายุ 17 ลุยเดี่ยวเที่ยวอินโดนีเซีย Part 2


Part 1

https://th.readme.me/p/1786



Part ที่แล้ว

ผมออกเดินทาง และแวะเที่ยวเมืองปีนังก่อน 3 คืน ก่อนจะบินสู่ Yogyakarta

หากพูดถึง Yogyakarta หลายๆคนคงนึกถึง บุโรพุทโธ และ พรัมบานัน

แต่เปล่าเลย เป้าหมายของผมคือ ภูเขาไฟ Merbabu และ Merapi

การเดินทางทุกอย่างราบรื่น ถึงแม้จะมีอุปสรรคเล็กๆน้อยๆ

ผมได้ไปปีนภูเขาไฟ Merbabu สมใจอยาก มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ

ทางเดินขึ้นทั้งชัน ทั้งลื่น ไหนจะต้องแบกสัมภาระที่หนักเกือบสิบกิโล

ตอนกลางคืนต้องทนหนาวสั่น เกิดมาไม่เคยลำบากอะไรแบบนี้มาก่อน

สุดท้าย ผมสามารถพิชิตยอดเขา Merbabu ได้สำเร็จ และกลับลงมาอย่างปลอดภัย



แน่นอนว่าการเดินทางคนเดียว บางครั้งมันทำให้เหงา


บางทีมันอยากจะพูด จะคุย กับใครสักคน แต่ก็ทำได้เพียงแค่คุยกับตัวเองในใจ

แต่ถึงยังไงก็เถอะ เมื่อเราเลือกที่จะเดินทางคนเดียวแล้ว เราก็ต้องฝ่าฝันมันไปให้ได้ ฮ่าๆๆๆ


รีวิวนี้ผมจะพาไปเที่ยวภูเขาไฟอีก 2 ลูกครับ นั่นก็คือ Bromo และ Kawah Ijen

ก่อนจะเดินทางสู่ดินแดนแห่งทวยเทพและศรัทธาของชาวฮินดู "บาหลี"



พร้อมแล้วเดินทางต่อกันเลยดีกว่าครับ


16 สิงหาคม 2558

วันนี้ตามแผนคือ นั่งรถไฟไป Probolinggo เพื่อต่อรถไปยัง Bromo ครับ


ผมตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เก็บของ เตรียมตัวไปขึ้นรถไฟ

ก่อนจะออกจากที่พัก พนักงานให้อาหารเช้ามาหนึ่งห่อ เก็บเอาไว้กินบนรถไฟ


เดินจากที่พักประมาณโลกว่าๆก็มาถึงสถานีรถไฟ Lenpuyangan

จริงๆสามารถนั่งสามล้อมาได้ แต่ผมงก (มากด้วย) เลยเดินชมเมืองมาเรื่อยๆ



ทางเข้าชานชาลา จะมีพนักงานคอยตรวจบัตรโดยสารอยู่ครับ


พร้อมแล้วก็ขึ้นรถไฟกันเลยดีกว่า



ขึ้นรถไปก็ต้องตกใจครับ รถไฟมีแอร์ และมีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์จแบต

ถ้ารถไฟชั้น 3 บ้านเรามีแบบนี้บ้างคงดีไม่น้อย

โดยรถไฟชั้น Economy ที่นั่งจะคล้ายๆรถไฟชั้น 3 บ้านเรา

คือหันหน้าเข้าหากัน แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ 2:2 และ 3:3

แล้วสิ่งที่ผมไม่ชอบเลยก็คือ ความห่างระหว่างเบาะมันแคบมากก

ขยับขาแทบไม่ได้เลย นั่งแล้วค่อนข้างอึดอัดพอสมควร


รถไฟออกตรงเวลาเป๊ะๆครับ

มื้อเช้าของผมก็เป็นอาหารที่มาจากที่พัก มันเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้

แต่รสชาติอร่อยมากก ออกหวานๆ (ตอนหลังจะไปหาซื้อกิน แต่ก็หาไม่ได้เลย)



บนรถไฟจะมีพนักงานมาขายของกินตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำ กาแฟ

ไม่มีพวกพ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาขายเหมือนรถไฟบ้านเรา


รถไฟใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสถานี Probolinggo เลทไป 2 นาที

หลังจากอาหารเช้ามื้อนั้น ก็แทบจะไมได้กินอะไรอีกเลย นอกจากน้ำและขนมนิดๆหน่อยๆ

ไม่กล้าซื้ออาหารบนรถไฟกิน กลัวแพง หิวมากกกก



ผมเดินออกมาหน้าสถานี Probolinggo ด้วยความงุนงง ไม่รู้จะเอาไงต่อ


จากที่หาข้อมูลมา รถไป Bromo น่าจะหมดตั้งแต่ 4 โมงเย็นแล้ว

และผมก็วางแผนไว้ว่าจะหาโรงแรมนอนที่นี่ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไปโบรโม่ตอนเช้า

ตอนนั้นเตรียมจะเดินเข้าร้านข้าวแล้ว จู่ๆก็มีคนเดินมาบอกว่า โบรโม่ๆๆ

ผมถามว่ายังมีรถไปโบรโม่หรอ? ค่ารถเท่าไร? เค้าบอกมี ต้องขึ้นรถคันนี้ เพื่อไปยังท่ารถ

แล้วต่อรถไปโบรโม่อีกที ค่ารถไปท่ารถ 5,000 (13 บาท)

ส่วนรถไปโบรโม่ ราคา 35,000 (92 บาท)


ผมก็โอเค เดินขึ้นรถไป จ่ายตังไป 5,000 เป็นรถโดยสารคันเล็กๆ คนอินโดเรียกว่า Angkot

โดยรถแบบนี้จะมีอยู่ทั่วเมือง Probolinggo มีหลายสาย



คนขับรถก็ขับได้วัยรุ่นมากก บีบแตรไล่รถคันอื่นไปทั่ว สนุกสนานจริงๆ



ตอนแรกผมนึกว่าจะพาผมไปส่งที่ท่ารถบีโม่ (รถไปโบรโม่)


ที่ไหนได้ พาผมมาส่งบริษัททัวร์

ผมก็เข้าไปถาม ว่ามีรถ Local Bus ไปโบรโม่ราคา 35,000 ใช่มั้ย เค้าก็บอกใช่

หลังจากนั้นก็แนะนำทัวร์ใหญ่เลย ว่าถ้าไปรถ Local Bus จะช้า

แต่ถ้าไปกับเค้า เค้าจะพาไปเที่ยวจุดนู้น จุดนี้ และพากลับ Probolinggo ในวันรุ่งขึ้น

แนะนำทัวร์ซะผมเกือบควักตังจ่าย สุดท้ายฝรั่งก็ตกลงปลงใจใช้บริการไป 1 คน

ส่วนผมก็ยืนยันว่าจะไปกับ mini bus ราคา 35,000


เค้าก็เรียกพนักงานอีกคนมา แล้วก็คุยเป็นภาษาอินโด

พนักงานอีกคนก็เรียกผมออกมา พาเดินออกไปหน้าร้าน

แล้วก็ชี้ บอกให้เดินไปตามถนน ประมาณ 10 นาที จะเจอรถไปโบรโม่

ผมก็ถามว่าไปส่งได้มั้ย เค้าก็ปฏิเสธ โนๆๆๆ ให้ผมเดินไปเอง

โอเคๆ เดินไปเองก็ได้ว้า


ผมก็เปิดแผนที่ดู ที่ที่เค้าให้เดินไป คือ Terminal Bayuangga ระยะทางเกือบๆหนึ่งกิโล

เดินประมาณ 10 นาที ก็มาถึง เจอวินมอไซค์จอดอยู่ด้านหน้า

ตอนนั้นเวลาก็ 5 โมงครึ่งแล้ว ผมก็ถามว่ารถบีโม่ไปโบรโม่ยังมีอยู่มั้ยยย

เค้าก็บอกไม่มี หมดแล้ว ให้ไปกับเค้าสิ คิด 100,000 (260 บาท)

ผมจะต่อเหลือ 75,000 แต่ก็ไม่มีใครยอม บอกระยะทางตั้งเกือบ 40 โล ลดไม่ได้หรอก

สุดท้าย เค้าคงเซง เลยเดินพาผมไปส่งบริษัททัวร์ในท่ารถ



เจอลุงคนนึง ถามว่าจะไปโบรโม่ใช่มั้ย


ผมก็ถามว่าราคาเท่าไร เค้าบอก 35,000 แล้วก็ให้ผมนั่งรอ

ตอนนั้นผมโล่งใจล่ะ โอ้ยยย ค่อยยังชั่วว นึกว่าคืนนี้จะได้นอนที่ท่ารถซะแล้ว


ตอนนั้นผมหิวมากก เปิดกระเป๋าเจอนมกับซีเรียล รีบเอาออกมากิน

ยังไม่อิ่ม เอาขนมปังออกมาทาช็อคโกแลตกินอีก 2 แผ่น มูมมามมากๆ 55555


นั่งรอสักพัก รถก็ยังไม่มาสักที จน 6 โมงกว่าๆ เริ่มมืดแล้ว

เค้าก็เดินมาบอกว่า รถไปโบรโม่ราคา 35,000 ไม่มีแล้ว แต่มีเป็นรถจอยไปกับฝรั่ง

เค้าคิดผม 60,000 หรือไม่ก็ให้ผมนอนรอที่นี่จนเช้า ค่อยนั่งรถราคา 35,000 ไป

ตอนนั้นผมกังวลละ เอาไงดีๆๆๆๆ ติ๊กต่อกๆ..


สุดท้ายผมต่อราคาเหลือ 50,000 พร้อมทำหน้าตาน่าสงสาร กระพริบตาปิ๊งๆๆ

แล้วลุงเค้าก็ยอมลดให้ ก็จ่ายเงินไป

เค้าให้ผมนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ขับมาส่งที่บริษัททัวร์อีกแห่ง

ก่อนจะล่ำรา จับมือ แปะมือกันไป ประทับลุงมากๆ


นั่งรอสักพักก็มีทัวร์ของฝรั่งมา อธิบายทัวร์เล็กๆน้อยๆ ก่อนจะเรียกไปขึ้นรถ



และนี่คือหน้าตารถที่จะพาผมไปสู่หมู่บ้าน Cemero Lawang



ถือว่าผมตัดสินใจถูกมากๆที่ไม่นั่งมากับวินมอเตอร์ไซค์


เพราะมันเป็นทางขึ้นเขา โค้งไปโค้งมา แถมถนนก็มืดตึ๊ดตื๋อ

นั่งรถมาประมาณเกือบๆ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงหมู่บ้าน Cemero Lawang

อากาศหนาวประมาณ 10 กว่าองศา ผมต้องรีบเปิดกระเป๋าหยิบแจ็คเก็ตมาใส่


ค่าเข้าหมู่บ้าน 10,000 รูเปีย เค้าพานักท่องเที่ยวฝรั่งไปส่งตามโรงแรมต่างๆ

ก่อนจะเหลือผม และเด็กขับรถ 2 คน

ผมก็บอกว่า ผมต้องการห้องพักราคาถูกๆ พอจะรู้จักบ้างไหม

เค้าก็เดินพาผมไปหาห้องพัก เดินวนไปวนมา ถามคนนู้นคนนี้

สุดท้ายไปเจอห้องพัก เป็นห้อง 6 เตียงเดี่ยว แต่ไม่มีคนอยู่เลย

ผมถามว่าราคา 2 คืน ราคาเท่าไร แต่คำตอบที่ได้มา ทำเอาผมแทบช็อค

เค้าบอก 2 คืน 600,000 (1,590 บาท) บ้าไปแล้วว ทำไมต้องฟันราคากันด้วยย

ผมก็บอกผมไม่มีตัง พร้อมส่ายหัว ปากพูด โนว โนว

เค้าก็บอกว่าเนี่ย ถูกสุดๆแล้ว ห้องพักที่อื่นก็เต็มหมดแล้ว

ผมก็บอกโนๆๆๆ แอมโนมันนี่ เค้าก็ถามว่าผมต้องการเท่าไร

ผมบอก 1 คืน 100,000 (265 บาท) เค้าทำหน้าตกใจ แล้วบอกไม่มีหรอก

การเจรจาจบลงที่ ผมบอกว่าจะไปหาเดินหาที่พักข้างนอก

เค้าก็ทำหน้าเซงๆ แล้วบอกว่า Up to you

เออ...ผมก็เซงกับราคาเหมือนกัน 5555555


ผมเดินสะพายเป้ใบโต เดินวนไปวนมา สุดท้ายมีลุงคนนึง

เดินเข้ามาถาม ว่าต้องการที่พักใช่มั้ย ผมถามว่าราคาเท่าไร

เค้าบอกคืนละ 150,000 ( 397 บาท ) (ตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าผมฟังผิดรึเปล่า)

เลยให้กดเครื่องคิดเลขในโทรศัพท์ แต่เค้าก็กดไม่เป็น แล้วบอกให้เดินตามมา

เค้าพามาดูห้องพัก เป็นห้องเล็กๆ ขนาดเท่าเตียงหนึ่งเตียง วางพอดี

คือเปิดประตูเข้าไป เจอเตียงเลย คับแคบมากๆ มีห้องน้ำด้านนอก ไม่มีน้ำอุ่น


ผมถามราคาอีกครั้ง How much for two night?

ลุงเค้าก็บอกมาว่า 150,000

ผมเลยย้ำอีกรอบว่า two night 150,000 ใช่มั้ย? เค้าก็บอก เยๆๆ วันฮันเรดฟิฟตี้

แล้วก็จ่ายตังไป 150,000 รูเปีย


กว่าจะได้ที่พักก็ 4 ทุ่มแล้ว

เล่นเอาเหนื่อยเลยวันนี้ 555555+

เดินออกมานอกห้องพัก เจอทางช้างเผือก แต่คือถ่ายไม่เป็นหรอก

ก็รีบเข้า google หาวิธีการถ่าย และแล้ว ก็ล่าช้างได้ครั้งแรกในชีวิต

ก่อนจะเข้าไปต้มน้ำร้อนอาบน้ำ และต้มมาม่ากินก่อนนอนอย่างมีความสุข (รึเปล่า?)



17 สิงหาคม 2558

ผมตื่นขึ้นมาตอนตี 3 ด้วยความมึนงง ตั้งใจไว้ว่าจะเดินไป Penanjakan เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น

สรุปได้นอนแค่ 3 ชั่วโมง ก็ต้องหอบสังขารเดินขึ้นเขาต่อ

ระยะทาง 3 กิโลเมตรกว่าๆ ผมจ้ำเอ้าๆ ใช้ฝีเท้าอันว่องไว แผ่นดินสะเทือนเวลาก้าวไป

ทางช่วง 2 กิโลเมตรแรก เป็นทางเนินขึ้นเขาธรรมดา ถนนลาดยาง

ส่วน 1 กิโลเมตรสุดท้าย จะเป็นทางขึ้นเขา ทางดิน+หิน ต้องใช้พละกำลังพอสมควร


ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงจากหมู่บ้าน ก็มาถึงจุดชมวิว Penanjakan l

จริงๆสามารถเดินขึ้นไปจุดชมวิว Penanjakan ll ได้อีก แต่ผมหยุดแค่จุดแรกครับ

แสงไฟด้านล่างทางซ้ายนั้นคือหมู่บ้าน Cemero Lawang ที่ผมเริ่มเดินมา



แสงจากพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้ผมได้ยลโฉม Bromo เป็นครั้งแรก


มันยิ่งใหญ่และสวยมากๆ อยากให้มาเห็นกับตาตัวเอง



จากหมู่บ้าน Cemero Lawang เราสามารถเช่ารถจี๊ปมาที่จุดชมวิวนี้ได้


แต่สำหรับคนงบน้อยอย่างผม เลยเลือกที่จะเดินมาแทน ฮ่าๆๆ



ฟ้าสว่างแล้วววว อยากให้พระอาทิตย์ขึ้นตั้งนานแล้ว


คือปากสั่น ขาสั่นมานานแล้ววว หนาววววว


ลูกที่อยู่ด้านหน้าคือภูเขาไฟ Batok ส่วนโบรโม่คือลูกที่กำลังพ่นควันออกมาทางซ้าย

และลูกที่เห็นไกลๆด้านหลังนู่นนคือ ภูเขาไฟ Semeru



ผมยืนถ่ายรูปจนถึงเวลา 7 โมง จึงค่อยๆเดินลงเพื่อกลับหมู่บ้าน



ชาวบ้านแถวนนี้จะปลูกผัก ทำสวน กันซะเป็นส่วนใหญ่


บางส่วนก็รับจ๊อบ ขับรถจี๊ปบริการนักท่องเที่ยว (มั้ง)



เจอเด็กๆชวนเล่นวอลเล่ย์ 55555



และแล้วก็เดินมาถึงหมู่บ้าน


พอพระอาทิตย์ขึ้น ก็ช่วยให้คลายหนาวไปได้บ้าง

ผมกลับเข้าที่พัก ต้มมาม่ากินอีกเช่นเคย ก่อนจะนอนหลับยาวว...



นอนเล่นอยู่ในห้องพักจนบ่าย 2 กว่าๆ ผมก็เตรียมจะเดินไป Bromo


เปิดประตูออกมา เจอคุณลุงเจ้าของที่พัก ลุงบอกว่า ถ้าจะพักอีกคืนต้องจ่าย 150,0000


ห๊ะ ! อะไรนะ เมื่อคืนก็บอก Two night 150,000 ไม่ใช่หรอ

หรือว่าลุงจะได้ยินผิด เป็น To night ไม่นะไม่ๆๆๆๆๆๆ

ผมต่อราคาไป 100,000 แต่ลุงก็ยังยืนยันแน่นอนว่า 150,000

ผมเลยกลับเข้าห้อง เก็บข้าวเก็บของ ออกจากที่พัก ก่อนจะร่ำลาลุงด้วยคำว่า แต๊งกิ้ว

เดินออกมา นั่งคิดอยู่ริมถนน เอาไงดีวะ?

ที่พักคืนละเกือบ 400 บาท ทำไมมันแพงอย่างนี้

หันไปเจอโต๊ะ เจอเก้าอี้อยู่หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ เลยเดินไปวางกระเป๋า


ก่อนจะตัดสินใจเดินไป Bromo คืนนี้เอาไงค่อยว่ากันอีกที

โดยทางเดินลงไป Bromo จะอยู่ข้างๆโรงแรม Cemera Indah



ทางลงนี้จริงๆเป็นทางเอาไว้สำหรับม้า ทำให้มีขี้ม้าเกลื่อนกลาดเต็มทางเดินไปหมด


ทางเป็นดินฝุ่น ทำให้รองเท้าและกางเกงเลอะฝุ่นหมดเลย

ลัดเลาะ วนไปวนมา ใช้เวลาไม่นานก็ลงมาถึงด้านล่าง

ซึ่งเราจะต้องเดินไปภูเขาไฟ Bromo อีกประมาณ 2 กิโลเมตร



สาม สอง หนึ่ง เอ้า กระโดดดด



ช่วงเย็นคนไม่ค่อยเยอะครับ รถสัญจรก็น้อย ทำให้ฝุ่นไม่ค่อยฟุ้งเท่าไหร่



แต่จะถ่ายภูเขาไฟ Batok ไม่ได้ เพราะว่าย้อนแสง ฮ่าๆๆ



เดินเรื่อยๆ สักครึ่งชั่วโมงก็ใกล้ถึงทางขึ้นโบรโม่แล้วครับ



มองย้อนกลับไปด้านหลัง ตรงนั้นจะเป็นวัดครับ แต่ไม่รู้เข้าได้รึเปล่า



เจอน้องม้า เลยขอถ่ายรูป



และแล้วก็มาถึงทางเดินขึ้นภูเขาไฟ มันยิ่งใหญ่ซะจริงๆ



มองไกลๆดูเหมือนบันไดจะไม่ชัน


แต่พอมาดูใกล้ๆ โอ้โห ชันมาก แค่เห็น ก็เสียวแล้วว 5555



เดินจ้ำๆขึ้นมาได้ครึ่งทางก็ต้องหอบ แห่กๆๆ มันเหนื่อยจริงๆ


หยุดพักสัก 30 วิ ก่อนจะเดินต่อ เราไม่เหนื่อย เราไม่เมื่อย ฮึ้บบบ

และแล้วก็มาถึงปากปล่องภูเขาไฟ โอ้โหห

เสียงของมันดังกระหึ่ม เหมือนเครื่องจักรกำลังทำงาน



รูปนี้ต้องใช้ความกล้า และความบ้าพอสมควร ก้าวพลาดนิดเดียวนี่ตกลงไปแน่ๆ


ตอนนั่งก็เสียว วาบ วาบ วาบ ตรูจะตกลงไปมั้ยวะ 555555



ทางเดินกว้างครับ ไม่น่ากลัวหรอกก (จริงหรออ 55555)


ฝรั่งเค้าเดินไปไกลครับ จุดเล็กๆบนสันเขาด้านหลังนู้นน

ผมอยากจะเดินไปมั่ง แต่มันใกล้จะมืดแล้วว สุดท้ายเลย อด



พระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไปเรื่อยๆ


โบรโม่จ๋า ไปก่อนนะจ๊ะ หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่



เสียงในภูเขาไฟมันดังออกมาถึงปากปล่องภูเขาไฟ


เป็นเสียงคล้ายๆกับเครื่องจักรกำลังทำงาน

แต่พอเดินลงบันไดมา ก็ไม่ได้ยินแล้ว



ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ทุกอย่างก็ค่อยๆมืดมิด


ผมกำลังเดินคนเดียว อยู่ท่ามกลางทะเลทราย เพื่อกลับไปยังหมู่บ้าน

ทุกอย่างดูมืดมิด แต่ดวงดาวกลับเปล่งประกรายระยิบระยับ

ยังดี ที่ผมไม่ลืมที่จะนำไฟฉายติดตัวมาด้วย ผมเดินกลับมาถึงหมู่บ้านตอนประมาณ 1 ทุ่ม

ควาวเหน็บหนาวเริ่มมาเยือน ความหิวก็เช่นกัน

ผมไม่รอช้า เปิดกระเป๋า หยิบมาม่า ตั้งหม้อ ต้มน้ำร้อน ชงโอวัลติน กินขนมปัง

นั่งอยู่หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ 555555



อร่อยครับ มาม่าท่ามกลางความเหน็บหนาว



นั่งกิน นั่งเล่นสักพัก คุณลุงเจ้าของที่พักเมื่อคืนเดินมาเจอ (ตอนนั้นโกรธนิดๆ ทำไมไม่ลดราคาให้ 5555)

แล้วก็ชวนให้ผมไปนอนในห้องกับเค้า (จากความโกรธกลายเป็นซึ้งใจ)

แต่ไม่รู้ทำไม ตอนนั้นผมเลือกที่จะปฏิเสธเค้าไป

ผมบอกเค้าว่าไม่เป็นไร คืนนี้ผมจะถ่ายดาว 555555

เชื่อมั้ยครับ ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดด


หลังจากนั้นผมก็เดินมาที่โรงแรม Camera Indah เจอนักท่องเที่ยวชาวไทย

มากันเป็นกลุ่มใหญ่ กำลังนั่งดื่มกันอยู่ พร้อมกับตั้งกล้องถ่ายดาว

ผมไม่ได้ไปทักเค้าหรอก ผมนั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ ที่โต๊ะข้างๆ

สุดท้ายก็ไม่ได้คุยอะไรกัน นั่งจนถึง 4 ทุ่ม พวกพี่ๆเค้าก็กลับเข้าห้องไปนอน



เหลือแค่ผมคนเดียว ทุกอย่างเงียบกริบ ถนนไร้ผู้คน หมาก็ไม่มี


คืนนี้ผมต้องนอนข้างถนนแล้วสินะ.... ผมเดินกลับมาที่กระเป๋า พยายามฟุบหลับกับโต๊ะ

มันเป็นอะไรที่หนาวมาก ทรมาณมากก ผมนั่งสั่นทั้งคืน

อาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่ได้ใส่ถุงเท้า ลองจอนผมก็ไม่มี ถุงมือก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย

หลายครั้งที่ผมต้องสะดุ้งตื่นมาเจอกับความเหน็บหนาว


และความคิดหนึ่งมันก็พุ่งเข้ามา นี่เรามาทำอะไรที่นี่วะ มาทรมานทำไม ?

แต่ก็ตอบตัวเองไม่ได้ รู้แค่ว่าอยากมา


มันหนาวเกินไปแล้ว... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วสินะ

ผมเปิดเตาแก๊ส แล้วเอามือผิงไฟ มันช่วยคลายหนาวได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมาย

ค่ำคืนนี้ ชั้นจะต้องผ่านมันไปให้ได้



ผมหลับๆตื่นๆจนถึงตี 4 เลยตัดสินใจ เอาว้ะ นั่งๆนอนๆอยู่อย่างนี้ ทนหนาวไปเพื่ออะไร??


เดินลงไปที่ทะเลทรายเพื่อชมโบรโม่อีกรอบดีกว่า


นั่งรอยืนรอ จนแสงของพระอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า

โบรโม่ และบาต๊อก ค่อยๆเผยโฉมให้เห็น



สาม สอง หนึ่ง แชะ



เช้าแล้วว แต่ยังหนาวอยู่เลยย เห้อออ


เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆๆ



ลุงคนนี้ขยันมาก หาบของไปขายแต่เช้า



รถ 4x4 กับภูเขาไฟ ช่างเท่จริงๆ เสียดายไม่มีโอกาสได้นั่ง



ประมาณ 7 โมง นักท่องเที่ยวก็เริ่มเยอะแล้วครับ ผมเดินไปไม่ถึงภูเขาไฟ


ก่อนจะค่อยๆเดินกลับหมู่บ้าน



เดินกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็เจอรถบีโม่กลับ Probolinggo มาจอดรอแล้ว


โดยคันแรกจะออกเวลา 9.00 น. และคันสุดท้าย 15.00 น.

ค่าโดยสารก็เป็นแบบหารเฉลี่ย ถ้าคนครบ 15 คน ก็คนละ 35,000

สุดท้ายรอจนถึง 9 โมง มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 11 คน

หารออกมาก็คนละ 50,000 (130 บาท)



ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็กลับมาถึง Probolinggo


โดยรถจะจอดที่หน้า Terminal Bayuangga



เดินไปไม่ไกลจะเห็นรถโดยสาย Angkot คันสีเหลืองๆจอดอยู่


โดยผมจะนั่งเจ้ารถคันนี้ไปสถานีรถไฟ เพื่อหาห้องพัก

เพราะจองตั๋วรถไฟไป Banyuwangi ในวันพรุ่งนี้

ค่ารถไปสถานีรถไฟ Probolinggo ราคา 5,000 (13 บาท) เหมือนตอนขามา



ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็มาถึงสถานีรถไฟ


จากที่หาข้อมูลมา รีวิวนี้ http://pantip.com/topic/32182522

บอกว่าใกล้ๆสถานีรถไฟจะมีโรงแรมชื่อ Madura

ผมเลยเดินไปถามพวกสามล้อว่าโรงแรมนี้อยู่ไหน

เค้าก็บอกไม่มีหรอก Madura มีแต่โรงแรม Darma

แล้วก็บอกให้ผมขึ้นสามล้อ เดี๋ยวไปส่งๆๆ

ผมเลยบอกโนๆๆ ผมไม่มีตัง ผมจะเดินไป

เค้าก็เลยชี้ให้เดินไปทางนู้นนน แต่ผมไม่เชื่อ

สุดท้าย เดินวนหาอยู่เกือบชั่วโมง กว่าจะเจอ เล่นเอาเหงื่อตกเลย


คนเสื้อฟ้าคือคนที่พาผมไปส่งบริษัททัวร์ ยังมีหน้ามาขอให้ผมถ่ายรูปอีก 55555



โรงแรมห่างจากสถานีรถไฟไม่มากครับ เดินแปปเดียวก็ถึง


ผมดันโง่ ไม่ยอมเชื่อสามล้อ เดินวนรอบตามเส้นทางสีม่วง

กว่าจะหาเจอ 55555555555+

ถ้ามาจาก Terminal Bayuangga บอกคนขับก็ได้ครับ ว่าจะลง Hotel Darma

รถจะวิ่งมาตามทางสีน้ำเงิน ซ้ายล่าง และผ่านสถานีรถไฟไปครับ



ราคาห้องพัดลม 75,000 (200 บาท) ส่วนห้องแอร์ 120,000 (318 บาท)


Password Wifi คือ januarii



ห้องกว้าง เตียงใหญ่ นอนสบายครับ แต่ทำไมไม่มีผ้าห่มให้ก็ไม่รู้


ไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 2 วัน สภาพเน่ามาก ฝุ่นทั้งตัวเหมือนเดิม

ผมเลยอาบน้ำ ซักผ้า ต้มมาม่า ก่อนจะสลบสไลให้กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว


ของรกไปหน่อย ขี้เกียจเก็บ ขออภัยครับ (จริงๆก็ไม่หน่อย รกมาก 5555 )



ช่วงเย็นๆเลยออกมาเดินเล่นครับ เป้าหมายหลักก็คือห้าง Giant


เพื่อไปซื้อมาม่า ซื้อไข่ แล้วก็พวกขนมขบเคี้ยวเพิ่ม

เดินจากที่พักไม่ไกล ประมาณ 2 กิโลเมตร

ก่อนจะกลับที่พัก นอนพักผ่อน



19 สิงหาคม 2558


วันนี้ตามแผนคือ นั่งรถไฟจาก Probolinggo ไป Banyuwangi แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ ขับไป Kawah Ijen

ช่วงเช้าตื่นขึ้นมาก็นั่งๆนอนๆ ต้มมาม่ากิน และแบ่งใส่กล่องไปกินบนรถไฟ

รถไฟไป Banyuwangi มีหลายเที่ยว แล้วก็หลายชั้นให้เลือก

โดยรถไฟที่ผมจองเป็นเที่ยว 11.07 น. ชั้น Business ราคา 80,000 (192 บาท)

ผมออกจากที่พักเวลา 10 โมง เดินไปยังสถานีรถไฟ

เอาอีเมล์ยืนยันการจองไปแลกเป็นตั๋วโดยสารที่เคาท์เตอร์



รถไฟชั้น Business นั่งสบายกว่าชั้น Economy ครับ นั่งแถวละ 2 คน


สามารถเหยียดขา ไม่ติดเบาะด้านหน้า



มื้อกลางวันเป็นมาม่าที่เหลือจากเมื่อเช้า ช่วยให้คลายหิวไปได้เยอะ 555555



ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ก็มาถึงสถานี Banyuwangi Baru


ร้านที่ให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ชื่อ Tripoli อยู่ข้างหน้า Terminal Blambangan

โดยเมื่อออกมาจากสถานีรถไฟ ก็มองหารถ Angkot คันเหลืองๆเหมือนเดิม

บอกคนขับว่าไป Blambangan แล้วก็ขึ้นรถ ลุยกันเลย



พอถึงหน้า Terminal Blambangan คนขับเรียกเงินผม 20,000 (52 บาท)


ผมนี่เซงมาก ก่อนมา ร้านมอเตอร์ไซค์บอกผมว่าแค่ 7,000

นี่ผมโดนฟันอีกแล้วใช่มั้ย เฮ้ออออ..


เดินมานิดนึงก็เจอร้าน Tripoli www.tripolitour.com



เช่ามอเตอร์ไซค์เกียร์ออโต้ ราคาวันละ 65,000 (172 บาท) โดยมัดจำเป็นพาสปอร์ต


ก่อนจะไป Kawah Ijen ผมเลยแวะไปซื้อของ ตุนเสบียง ที่ห้างอีกรอบ

หน้าห้างมีเครื่องบินจอดอยู่ด้วย เท่จริงๆ 555555



กว่าจะซื้อของเสร็จ เวลาก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว


ผมไม่รอช้า รีบเปิดให้ Google Maps นำทางไปยัง Kawah Ijen

ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร



ถนนไป Kawah Ijen ข้อมูลปีก่อนๆบอกว่าถนนแย่มากๆ เหมือนผิวดวงจันทร์


แต่ตอนที่ผมไป ถนนดีมากครับ มีบางช่วงที่ขรุขระนิดหน่อย

ช่วงประมาณ 15 กิโลเมตรสุดท้าย จะเป็นทางขึ้นเขาครับ ไม่ชันมาก ขับไปได้เรื่อยๆ

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดก็ถึงแล้วครับ อากาศหนาวมากกก


ผมก็ต้มมาม่ากินอีกเหมือนเดิม มาม่าบิ๊กไซส์ กับไข่สองฟอง บอกตรงๆ จุกครับ 55555

กินเสร็จก็เก็บของ ผูกเปลนอนเลย เพราะต้องเดินขึ้นเขาตอนตี 1

เพื่อไปชม Blue Flame ตอนตี 3

คืนนี้ผมลองใส่ถุงเท้าดู พบว่า มันทำคลายหนาวไปได้ แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี



20 สิงหาคม 2558


ผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 นักท่องเที่ยวเริ่มทะยอยกันมาเรื่อยๆแล้ว

ค่าเข้า Kawah Ijen ถ้าไม่ใช่คนอินโดต้องจ่าย 100,000 (260 บาท)

โดยทางเข้าจะมีคนตรวจบัตรอยู่ครับ

(จริงๆถ้าไม่อยากจ่าย แนะนำให้เดินเข้าก่อนเที่ยงคืนครับ ยังไม่มีคนตรวจ )


ผมเดินจ้ำเอาๆ ไม่สนใจใคร ตลอดเส้นทางมีแต่ความมืดมิด

มีเพียงแสงจากไฟฉายคาดหัวของผม ที่ยังส่อง พอให้มองเห็นเส้นทาง

โดยทางเดินจะเป็นเนินดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ

เหนื่อยครับ เหนื่อยมากก ทำให้หายหนาวไปได้เยอะ


ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงปากปล่องภูเขาไฟ

โดยทะเลสาบกำมะถัน และ Blue Flame จะอยู่ด้านล่าง ต้องเดินเลาะหินลงไป

บางช่วงเป็นหินลื่นๆ ต้องใช้ความระมัดระวังสูง



และแล้วก็ลงมาถึงด้านล่าง ตอนนั้นเวลาประมาณ ตี 3 ผมมาถึงเป็นกลุ่มแรกๆ


ได้เห็น Blue Flame อยู่ตรงหน้า ใกล้เพียงเอื้อมมือ

โชคดีที่ตอนนั้นยังไม่มีลม ทำให้ควันของกำมะถันไม่พัดมาสู่ตัวผม

ปกติแล้ว ถ้ามากับทัวร์ เค้าจะมีหน้ากากกันแก๊สแจกให้ทุกคน

แต่ผมมาคนเดียว เลยเตรียมมาแค่เพียงหน้ากากผ้า ธรรมดาๆ



ยืนถ่ายรูปสักพัก นักท่องเที่ยวก็ทะยอยลงมา คนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ



ชาวบ้านที่นี่ก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ขุดกำมะถัน แล้วก็แบก แบก แบก



ตอนตี 4 ผมตัดสินใจ เดินขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟ

ผมเปิดแผนที่ดู ยังมีเส้นทางเดินไปยังจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น

ผมเดินตามฝรั่งไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

มาทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดี



คนอื่นเค้ามากันเป็นคู่



แต่ผมมาคนเดียว....



รองเท้าและกางเกงเต็มไปด้วยฝุ่น



ผมพกเตาแก๊สและหม้อขึ้นมาต้มน้ำร้อน ชงโอวัลตินกินด้วย เจ๋งมั้ยล่ะ 555555



เช้านี้ ควันของกำมะถันฟุ้งไปทั่วเลยครับ มองไม่เห็นทะเลสาบด้านล่างเลยครับ


นักท่องเที่ยวหลายคนทะยอยเดินกลับไปเรื่อยๆ



ผมตัดสินใจ เดินลงไปด้านล่างอีกรอบ ควันของกำมะถันก็ค่อยๆจางไปเรื่อยๆ



ลุงคนนี้เดินมา ผมก็ถ่ายรูปแชะ ลุงก็บอกว่า โฟโต้ มันนี่ๆ


ผมเลยให้ตังไป 1,000 (2.6 บาท)



และแล้วก็มาถึงด้านล่าง ควันของกำมะถันยังคงฟรุ้งฟริ้งไปทั่ว



ผมก็เดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ



จุดเล็กๆด้านซ้ายบนนู่นแหละครับ คือทางที่เริ่มเดินลงมาข้างล่าง



เอ้า สาม สอง หนึ่ง แชะ!



ตั้งเวลา 10 วิ ก่อนจะวิ่งไปนั่งบนก้อนหิน แชะ!



และนี่คือเบื้องหลังกว่าจะได้แต่ละรูป 55555555555



ยืนถ่ายรูปสักพัก ควันกำมะถันก็เข้ามาโจมตีผม


ดาเมจของมันรุนแรงมากๆๆ ผมนี่แสบหูแสบตาแสบจมูกไปหมดเลย

ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจ เคยอ่าน บางรีวิวบอกว่า เกือบเอาชีวิตไม่รอด

พอมาเจอกับตัว ผมนี่เข้าใจเลยครับ ฮ่าๆๆ



ผมตัดสินใจวิ่งหนีสุดชีวิต วิ่งผ่านนักท่องเที่ยว


เห็นเค้าใส่หน้ากากกันแก๊ส ทำไมเค้าไม่รู้สึกอะไรเลยวะเนี่ย


ไอค่อกแค่ก รอดแล้วเราๆ หมดสภาพพครับ



หลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินกลับขึ้นด้านบน



ไปก่อนนะ Kawah Ijen บ๊ายบายยยยยยยยย



นักท่องเที่ยวเริ่มไม่มากแล้วครับ ส่วนใหญ่เดินกลับไปตั้งแต่เช้า



จุดเริ่มต้นเดินขึ้น อยู่ตรงตีนเขาด้านล่างนู่นนแหละครับ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร


ขาลงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากปากปล่องภูเขาไฟ ก็ถึงแล้วครับ



ลงมาถึงด้านล่าง ผมก็จัดกระเป๋า เข้าห้องน้ำ ล้างเนื้อล้างตัว


ก่อนจะแว๊นกลับ Banyuwangi เพื่อเดินทางต่อไปยังบาหลี



ถนนดีครับ ผมนี่ซิ่งซะเกือบหลุดโค้งอยู่หลายรอบ



หลังจากเอารถไปคืนที่ร้านเรียบร้อย


ผมมีแผนจะเดินทางไปบาหลีต่อ ซึ่งจากข้อมูลที่หามา

ต้องนั่งเรือข้ามฝั่งจาก Ketapang ไปยัง Gilimanuk แล้วหารถไปบาหลีอีกที


ผมเดินไปถามรถโดยสาร Angkot คันสีเหลืองๆ ริมถนน บอกเค้าว่า Bali

เค้าก็เรียกขึ้นรถ ค่ารถ 10,000 (26 บาท) รอจนกว่าคนจะเต็ม รถถึงจะออกครับ

ขับไปไม่นาน ประมาณ 6 กิโลเมตร ก็มาถึงท่าเรือ

จู่ๆก็มีคนเดินเข้ามาถาม ว่าจะไป Bali , Denpasar ใช่มั้ย ผมก็บอกใช่

แล้วเค้าก็ให้เดินตามเค้าไป จ่ายค่าเรือไป 7,000 (19 บาท) หลังจากนั้น

ก็เดินพาผมไปยืนรอ สักพักมีรถบัสขับมา ก็เรียกให้ผมขึ้นรถ

คิดเงินผม 80,000 (192 บาท) เป็นรถบัสคันใหญ่ จำไม่ได้ว่ามีแอร์รึเปล่า

แต่ตอนนั้นผมไม่โอเค ผมเลยปฏิเสธ บอกว่าจะนั่งเรือไป Gilimanuk

เค้าก็ถามว่าผมต้องการราคาเท่าไร เค้าเสนอมา 75,000 แต่ผมก็ยังยืนยันว่าจะไป Gilimanuk

เค้าก็บอกให้ผมลงรถ แล้วชี้ให้เดินไปขึ้นเรือ พร้อมกับทำหน้าเซงๆ ไม่พอใจผม



หลังจากมาถึงฝั่ง Gilimanuk ผมก็ถามพนักงงานว่า Terminal Bus ไปทางไหน


เค้าก็ชี้ บอกว่าให้เดินออกไปด้านนอกท่าเรือ แล้วเดินไปทางขวา


พอเดินมาถึงท่ารถปุ้บ ก็มีคนเดินมาบอกว่า Denpasar (Bali) ให้ขึ้นรถ

ผมก็เดินขึ้นรถ คราวนี้เป็นรถบัสคันเล็กกว่าเดิม

เค้าก็บอกให้ผมจ่ายตัง 60,000 (159 บาท)

แต่ผมปฏิเสธ ผมบอกว่าที่ผมหาข้อมูลมา มันราคาแค่ 30,000-40,000 เอง

และผมก็ยืนยันว่าจะจ่ายตังกับคนขับรถเท่านั้น

เค้าคงเซ็ง เลยบอกให้ผมเดินจากรถ แล้วก็โวยวายเป็นภาษาอินโด

ก่อนจะเดินพาผมไปที่รถอีกคัน


คราวนี้เป็นรถตู้คันเล็กๆ สภาพเก่าๆโทรมๆ

ผมหมดทางเลือกแล้ว เลยยอมจ่ายค่ารถไป 60,000 (159 บาท)

สภาพภายในรถคับแคบมาก แอร์ไม่มี

นี่ผมโดนคนอินโดฟันราคาอีกแล้วสินะ...

รู้งี้ไปตั้งแต่บัสคันแรกก็ดี ไม่น่าเล่นตัวเล้ยยย 555555



ระยะทางจาก Gilimanuk ไปยัง Terminal Ubung (Denpasar) แค่ 122 กิโลเมตร


รู้มั้ยครับ รถตู้คันนี้ใช้เวลาเท่าไหร่

5 ชั่วโมง ใช่ครับ 5 ชั่วโมง


รถตู้ออกตั้งแต่บ่าย 3 แต่มาถึงสถานีรถบัสเวลา 2 ทุ่ม

คือถนนมันเล็กมาก เป็นรถวิ่งสวนกัน 2 เลนแคบๆ แล้วเจอรถบรรทุกขับช้า

แถมรถตู้คันนี้ก็ขับหวานเย็นซะด้วย แวะรับคนข้างทางตลอด

นั่งเมื่อยก้น ขยับขาก็ไม่ได้ ติดเบาะด้านหน้า บันเทิงสุดๆ....


พอถึงสถานีรถบัส จริงๆจะมีรถโดยสารบีโม่ คันเล็กๆ เพื่อยังไป Kuta

แต่ตอนนั้น 2 ทุ่ม รถหมดแล้วครับ

ถ้านั่งรถบีโม่ เค้าคิดผม 100,000 (265 บาท)

สุดท้าย ผมก็ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ ราคา 60,000 (159 บาท)

คือต่อราคาหลายคันแล้ว ไม่มีใครให้ถูกกว่านี้เลย เป็นครั้งแรกที่นั่งวินราคาแพงขนาดนี้

ตอนแรกกะจะเดินแล้ว แต่ระยะทางก็ไกลเกินน ตั้ง 15 กิโล


การนั่งวินครั้งนี้เป็นอะไรที่ทรมานมากๆๆ ปวดขาสุดๆ

กระเป๋าเป้ด้านหลังมันรั้งจะทำให้ผมหงายหลัง ผมก็ต้องนั่งเกร็งขาตลอดวลา

เหมือนกับการทำท่า Squat ค้างไว้นานๆ แล้วคนขับก็ตัวใหญ่อีก ทำให้ที่นั่งมีน้อย

สุดท้ายก็มาถึงที่พัก อยู่ใกล้ๆ Kartika Plaza



ผมจองที่พักไว้ที่ Bedbunkers Hostels ราคาคืนละ 75,000 (198 บาท)


จองทั้งหมด 2 คืน ไม่มีอาหารเช้าให้

ในห้องพัก เตียงนอนจะเป็นเตียง 3 ชั้น เรียงกันอยู่ 3 เตียง แอร์เย็นดีครับ

เป็นครั้งแรกที่เคยเห็นเตียง 3 ชั้น 555555

ห้องน้ำไม่ค่อยโอเค คือไม่มีที่วางสบู่ ยาสระผม ทำให้ต้องวางที่พื้น

และอ่างล้างมือค่อนข้างสูง อยู่ระดับคางผมแหน่ะ นี่มันทำไว้สำหรับฝรั่งสูงๆชัดๆ



21 สิงหาคม 2558


ผมตื่นขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัน

ก่อนจะเดินออกมาหาร้านเช่ารถมอเตอร์ไซค์

ตอนแรกจะเช่าจากร้าน Bali4ride http://www.bali4ride.com/ แต่เดินถาม ก็ไม่มีใครรู้จัก

สุดท้ายมีคนถามว่าจะเช่ากี่วัน ผมบอก 4 วัน แล้วก็บอกให้ผมยืนรอสักครู่ แล้วเค้าก็ไปขี่รถในซอยออกมา

ผมถามว่าเช่า 4 วัน ราคาเท่าไร เค้าก็เสนอมา 800,000 (2,120 บาท) ผมนี่จุกเลยครับ

ผมก็เอาราคาในหน้าเว็ป Bali4ride ให้เค้าดู ว่ามันวันละแค่ 60,000 เอง

ต่อไปต่อมา สุดท้ายจบที่ 4 วัน ราคา 250,000 (662 บาท) เค้าบอกรถเค้ารถใหม่ ลดได้แค่นี้



ผมก็โอเค แพงกว่า Bali4ride แค่หมื่นเดียว แถมได้รถใหม่

โดยวันสุดท้าย ผมบอกเค้าว่า ตอนผมเอารถมาคืน ให้ไปส่งที่สนามบินด้วย เค้าก็โอเค

รถเป็นรุ่น Honda Vario 125 ถ้าที่ไทยก็คงเป็นรุ่น Honda Click



ที่บาหลี ถ้าไปคนเดียวหรือแค่สองคน เช่ารถพร้อมคนขับอาจจะแพงไป


แล้วสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่อยู่ไกลกันมากกกก

ผมแนะนำให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์นี่แหละครับ ราคาวันละแค่ 165 บาท ประหยัดสุดๆ


วันนี้ผมมีแพลนจะไป Uluwatu Temple และ Padang Padang Beach

หลังจากได้รถ ผมก็ขับไปหาข้าวกิน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ Padang Beach เป็นที่แรก

เสียค่าจอดรถ 13 บาท เดินลงไปนิดเดียว ก็เจอทะเลแล้วครับ



ผมเดินหา จนเจอมุมที่นั่งเหมาะๆ เอาเปลมากางออกเป็นที่นั่ง


เตรียมจะตั้งหม้อต้มมาม่ากินแล้วครับ


จู่ๆก็มีลิงมาจากไหนไม่รู้ มากันหลายตัวเลย มาวนเวียน เดินไปเดินมา


ทำท่าแยกเขี้ยวขู่ผมอีก ผมนี่เซงเลย ต้องรีบเก็บหม้อลงกระเป๋า ย้ายที่นั่งใหม่



ชายหาดที่นี่นักท่องเที่ยวมานอนอาบแดดกันเยอะมากๆ


ส่วนทะเลก็สวยสู้ประเทศไทยไม่ได้แน่นอน


ผมเดินเล่นอยู่ริมชายหาย จู่ๆก็ไปเจอ ฝรั่งผู้หญิง ไม่ใส่เสื้อผ้าชิ้นบน


นั่งอาบแดด เดินลงทะเล ยืนเซลฟี่ แบบว่าไม่แคร์สายตาใครเลย

แล้วไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ผมเจอ 2-3 คน

หรือว่านี่มันเป็นเรื่องปกติของฝรั่ง?


หลังจากเดินเล่น Padang Beach จนพอใจ ก็มุ่งหน้าสู่ Blue Point Beach


ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Padang Beach

โดยที่นี่จะมีร้านค้าร้านอาหารมากมาย สามารถนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกได้ที่นี่



ผมเดินลงไปถ่ายรูปเล่นนิดๆหน่อยๆ นั่งรอเวลาจนถึงช่วงเย็นๆ


เพื่อที่จะไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Uluwatu Temple


ทะเลที่บาหลีคลื่นจะแรงมากๆๆ เหมาะแก่การเล่น Surfing สุดๆ


เห็นฝรั่งถือ Surfboard ผมนี่อยากจะเกาะหลังไปด้วยเลย

เห็นซิกแพคแล้วก็กรี้ดดดๆๆๆๆ


บอกแล้ว ว่าสวยสู้ทะเลไทยไม่ได้


กระบี่บ้านเรากินขาดด


นั่งเล่นจนถึงช่วงเย็นๆ ก็ขับรถต่อมายัง Uluwatu Temple


ซึ่งตอนที่ผมไป ทางมันปิด ทำให้ต้องขับอ้อม เข้าป่าไปนิดนึง


โดย Uluwatu ต้องจ่ายค่าเข้าชม 20,000 (52 บาท)


จุดมุ่งหมายที่มา Uluwatu คือถ่ายหน้าผากับน้ำทะเลนี่แหละครับ


โดยจะมีทางให้เดินริมหน้าผาไปเรื่อยๆ


ผมตั้งกล้องเตรียมจะถ่ายรูปตัวเองและ


ดันมีโอปป้า เข้ามาแย่งซีนซะงั้น ดูเขาทำสิครับ


เอาจริงๆสำหรับผม วัดนี้ก็ไมได้มีอะไรน่าสนใจมากมาย


มีแค่หน้าผากับน้ำทะเลนี่แหละครับเป็นจุดขาย


พระอาทิตย์ตกดินแล้ววว เวลากำลังจะหมดไปอีกหนึ่งวัน


เรี่ยวแรงของผมก็ใกล้จะหมดเหมือนกัน หิวครับหิวววว

ก่อนกลับที่พักก็เลยแวะซื้อซาลาเปา กล้วยแขก ข้างทาง

แล้วกลับไปต้มมาม่ากินหน้าห้องพัก


22 สิงหาคม 2558


ผมตื่นแต่เช้า รีบเก็บของ เช็คเอาท์ออกจากที่พัก

วันนี้ผมต้องย้ายที่พัก ไปแถวๆ Ubud

ซึ่งผมจองห้องพักไว้ที่ Raffles Country Side ราคาคืนละ 192 บาท

ผมไปตามแผนที่ ที่แสดงในเว็ป Booking สุดท้ายหาที่พักไม่เจอ

ไปค้น Google ดู พบว่ามันต้องขับรถไปอีกทาง อยู่ห่างจาก Ubud ไป 15 กิโลเมตร

ตอนนั้นเริ่มเซงนิดๆแล้วครับ คือตั้งใจจะพักแถวๆ Ubud แต่ที่พักนี้ดันอยู่ซะไกล

กว่าจะเจอก็ที่พักก็ขับรถวนหาอยู่นาน

พอมาถึง พนักงานก็ออกมาต้อนรับ ก่อนจะพาไปชมห้องพัก



โดยรวมมันโอเคนะครับ แต่ตอนกลางคืนนี่มันวังเวงมากๆ


แถมไฟไวของที่พักก็ไม่ค่อยดี ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง สัญญาณ 3G ก็มาไม่ถึง เล่นไม่ค่อยได้

คือความรู้สึกเหมือนโรงแรมร้างอะครับ พนักงานก็มีอยู่แค่คนสองคน

แต่จ่ายตังแล้ว ก็ต้องพักอ่ะเนอะ


หลังจากเก็บของเข้าที่พัก ผมก็ออกเดินทาง ไปเที่ยวต่อเลย


โดยวันนี้แพลนไว้ว่าจะไป Kintamani ซึ่งเป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่จะมองเห็น

ทะเลสาบ อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาไฟ 2 ลูก ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไปไม่ไกล

ประมาณ 20 กิโลเมตร แต่พอมาถึง ท้องฟ้าดันปิดซะงั้น


เลยขับรถเล่นไปเรื่อยๆ ลงมาที่ทะเลสาบด้านล่าง



ชาวบ้านที่นี่ก็ทำนาไป ดูวิวภูเขาไฟไปด้วย



ขับรถเที่ยวจนถึงบ่าย 3 ก็ขับรถกลับที่พัก



นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่พักจนถึง 4 โมง ก็ขับรถออกมาเที่ยวเมือง Ubud


ใครหลายๆคนต่างติดใจเมื่อมาเที่ยวเมือง Ubud คือที่นี่จะออกแนวธรรมชาติ

มีนาให้เดินเล่น มีวัดให้เที่ยวชม มีตลาดให้ช้อปปิ้ง

มันเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจน่ะครับ

ผมขับรถมาถึง Ubud ข้ามสะพาน หันไปเจอลำธารเล็กๆอยู่ด้านล่าง เลยจอดแวะข้างทาง

ก่อนจะลงมาเดินเล่น


แล้วก็เจอวัดอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เห็นทางเล็กๆอยู่ข้างวัด


มีป้ายบอกว่า เป็นทางไปชมทุ่งนา เลยเดินไปดูซะหน่อย



ว้าวว เป็นนาจริงๆด้วย


แต่นาแบบนี้ผมเห็นตั้งแต่เด็กจนโตแล้วครับ ไปกลับโรงเรียนทีไรก็เห็นตลอด


จริงๆมีทางเดินไปอีกเป็นกิโล แต่ตอนนั้นเริ่มเย็นแล้วครับ เลยไมได้ไปต่อ


หลังจากนั้นก็ขับรถมาเที่ยวในเมือง Ubud


ร้านค้าร้านอาหารมากมาย ร้านนวดก็มี

นักท่องเที่ยวก็เยอะมากๆ


ผมเดินเล่นนิดๆหน่อย ขับรถไปซื้อของที่ห้าง แวะกินข้าวที่ตลาด Payangan


ก่อนจะขับรถกลับที่พัก


กลับมาถึงที่พัก ตอนกลางคืนนี่มันน่ากลัวครับ

คือถ้ามาหลายคนก็ยังโอเค แต่นี่ผมมาคนเดียว

แล้วที่พักมันกว้างมากก มีโต๊ะกินข้าวตั้งอยู่กลางเรือน

มีห้องนอนอยู่อีก 2 ห้อง แถมมีรูปใครก็ไม่รู้แขวนอยู่เต็มกำแพงไปหมด

จากห้องพัก ไปห้องน้ำ ผมต้องเดินผ่านไอห้องโถงนี่ รู้สึกกลัวเล็กๆน้อยๆ

แต่สุดท้าย ค่ำคืนนั้นก็ผ่านมาได้ด้วยดี

อากาศตอนกลางคืนเย็นสบาย ประมาณ 20 กว่าองศา หลับปุ๋ยครับ




23 สิงหาคม 2558


ผมตื่นแต่เช้า เดินออกมาหน้าห้องพัก เจอพนักงาน ก็ทักทายกันตามปกติ

สักพักพนักงานเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟ

โอโหหห จริงๆแค่ขนมปัง กับกาแฟ ผมก็ดีใจจะแย่

นี่มาทั้งแพนเค้ก ขนมปัง ผลไม้ สุดท้ายคือกาแฟ จัดเต็มมากๆ

แต่รสชาติ เอิ่ม... คือมันก็พอกินได้นะครับ ถึงแม้จะไม่อร่อยเท่าที่ควร

ความอร่อยผมให้ 5/10 แต่การบริการ ผมให้ 10/10 เลย



วันนี้ผมมีแพลนจะไป Pura Ulun Danu Beratan หรือวัดบราตัน


ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางน้ำริมทะเลสาบ Bratan

จากที่พัก ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปประมาณ 60 กิโลเมตร

ขี่ย้อนลงไป Ubud แล้วก็ย้อนขึ้นไปอีกทางหนึ่ง



แวะถ่ายดอกไม้ข้างทาง



และแล้วก็มาถึงวัดบราตัน เสียค่าจอดรถ 2,000 (5 บาท ) และค่าเข้าชมวัด 30,000 (78 บาท)



วัดนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบครับ มีฉากหลังเป็นภูเขา


ช่วงที่ผมไป น้ำดันแห้งซะงั้น อดเห็นวัดกลางน้ำเลย



บริเวณรอบๆวัด



หลังจากเดินเที่ยววัดจนทั่ว ผมก็ขับรถขึ้นเขามาเรื่อยๆ มองลงไปเป็นทะเลสาบอีกแห่ง



ขับไปได้สักพักก็ต้องวนรถกลับ เพราะถ้าไปต่อเดี๋ยวยาวว



ขับกลับมาที่ทะเลสาบบริเวณวัดอีกรอบ


ตอนแรกกะจะเข้าวัดไปถ่ายรูปอีกรอบ แต่คนเก็บตังค่าจอดรถจะเก็บตังใหม่

ผมก็ยื่นบัตรจอดรถใบเก่าให้ดู เค้าก็ไม่สน เลยตัดสินใจ ขับออกมาด้านนอก

แวะจอดข้างถนน ริมทะเลสาบ


เดินเล่นริมทะเลสาบสักพัก ก็ขับรถกลับ


ขับรถมาไม่ไกล เจอร้านขายของฝาก เลยลงไปเดินเล่นดูซะหน่อย

ส่วนมากจะเป็นพวกขนม (ไม่น่าอร่อย) และสตรอเบอรี่


ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยจริงๆ



เป้าหมายต่อไปคือ Taman Ayun Temple ซึ่งเป็นทางผ่านสำหรับกลับที่พักพอดี


เสียค่าเข้าชม 15,000 (39 บาท)


ประวัติความเป็นมาผมก็ไม่รู้แหะ แต่น่าจะเป็นวัดสำหรับวรรณะกษัตริย์


ซึ่งมีหลังคาสูงถึง 11 ชั้น บริเวณวัดมีสระน้ำล้อมรอบ สามารถเดินเที่ยวชมด้านนอก

แต่ไม่สามารถเข้าไปบริเวณด้านในได้



เดินวนนิดเดียวก็ครบรอบแล้วครับ



เที่ยววัดเสร็จก็แวะซื้อของที่ห้างแถว Ubud แล้วก็ตรงดิ่งกลับที่พัก


มื้อเย็นวันนี้ของผมเป็นมาม่า ปกติจะใส่แค่ไข่ แต่วันนี้มีแฮมมาเพิ่มครับ

แต่ไม่รู้ทำไมรสชาติแฮมมันเปรี้ยวๆนิดๆ คล้ายๆแหนมเลย 555555555


เย็นวันนี้ไม่ได้ออกไปไหนเลยครับ นั่งเล่นอยู่แต่ในที่พัก


ปล่อยให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจะหมดไปอีกหนึ่งวัน



24 สิงหาคม 2558


ผมตื่นแต่เช้า เก็บข้าวเก็บของ เตรียมเช็คเอาท์เพื่อกลับ Kuta

ออกมาเดินเล่นหน้าที่พักเช่นเดิม สักพักพนักงานก็เอาอาหารมาเสิร์ฟ

เป็นสปาเก็ตตี้ และแตงโม+กล้วยในน้ำสลัด

รสชาติก็ให้ 6/10 ครับ คือแค่พอกินได้ ไม่ได้อร่อยมากมาย



หลังจากทานอาหารเสร็จ ผมก็ร่ำลากับพนักงาน


ขับรถตรงดิ่งไปที่เมือง Ubud เพื่อเดินเล่นก่อนกลับ Kuta

แวะตลาด Ubud ร้านค้า ร้านเสื้อผ้ามากมาย

ผมได้ย่ามมา 2 ใบ คือเห็นแล้วชอบ เก๋ดี



หลังจากเดินเล่นจนทั่ว ก็ขับรถกลับ Kuta


ผมจองที่พักไว้ชื่อ Kong Coner Homestay ราคาคืนละ 80,000 (192 บาท)

อยู่ใกล้ๆแหล่งท่องเที่ยว ไม่ไกลจาก Kuta beach

สภาพห้องพักก็โอเคนะครับ เตียง 2 ชั้น 2 เตียง แต่ห้องน้ำ ฝักบัวน้ำเบาไปหน่อย



ช่วงเที่ยงๆ รู้สึกว่างๆ เลยไปตั้งหม้อต้มมาม่ากินอยู่ริมทะเล


กินอิ่มแล้วก็ผูกเปล นอนตีพุง สบายยยย



นั่งเล่นนอนเล่นจนถึงบ่าย 2 ก็กลับที่พัก ไปชาร์จแบตโทรศัพท์สักหน่อย


ช่วงบ่ายๆเย็นๆ เลยตัดสินใจ ไปที่เที่ยวแห่งสุดท้าย นั่นก็คือ Tanah Lot Temple

โดยระหว่างทางไป สองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจี

แต่อย่างที่บอก ผมเห็นนาจนเบื่อแล้วครับ 5555

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จาก Kuta ก็มาถึง Tanah Lot ครับ

โดยต้องเสียค่าจอดรถมอเตอร์ไซค์ 2,000 (5 บาท) และค่าเข้าชม 30,000 (78บาท)



โดยที่วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมทะเลฝั่งตะวันตก เหมาะแก่การมาชมพระอาทิตย์ตกดินครับ



เดินเล่นริมทะเลไปเรื่อยๆ



พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ววว



ตะวันค่อยๆลดต่ำลงมาเรื่อยๆ


เย็นนี้เป็นเย็นสุดท้ายแล้ว ที่ผมจะได้อยู่ที่อินโดนีเซีย เวลา 10 กว่าวัน ผ่านไปไวเหมือนโกหก

แปปเดียวจะจบทริปแล้ว บางครั้งก็อยากให้มันจบเร็วๆ บางครั้งก็ไม่อยากให้มันจบเลย



ผมเดินเล่นจนพระอาทิตย์ตกดิน ก่อนจะขับรถกลับไปยังที่พัก



สรุปเช่ารถทั้งหมด 4 วัน ขับไปประมาณ 500 กว่ากิโลเมตร



25 สิงหาคม 2558


ประมาณ 9 โมง ผมก็ขับรถมาจอดหน้าห้าง Kartikar Plaza

โทรหาเจ้าของรถบอกว่าให้ไปส่งผมที่สนามบิน

รออยู่ประมาณ 10 นาที พี่แกก็มา แล้วก็ขับรถพาผมไปส่งสนามบิน



พอถึงสนามบินปุ้บ พี่แกบอกน้ำมันจะหมด คิดค่าน้ำมันผม 100,000 (260 บาท )


ผมเลยแย้งไปว่า ผมเติมเต็มถัง ยังแค่ 20,000 เอง ลุงบอก งั้น 20,000 ก็ได้

ผมเลยยื่นแบงค์ 100,000 ไปให้ แต่พี่แกไม่มีตังทอน

เลยบอกไม่เป็นไร พร้อมทำมือไล่ให้ผมเดินไป ชิ่วๆ

จะมาหลอกเอาตังผม ไม่ง่ายหรอกกลุง (คิดในใจ 555555)



สนามบิน Denpasar เหมือนจะใหญ่ แต่เอาจริงๆก็เล็กนิดเดียว



ผมแปลกใจอยู่อย่างนึง คือถ้าจะเข้าอาคารไป Check-in ต้องโชว์ตั๋วให้พนักงานดู


ผมก็ไม่ได้ปริ้นตั๋วมา เลยต้องเปิดแอพ Airasia ให้พนักงานดูแทน กว่าจะเข้าไปได้



เดินผ่าน ตม. มานั่งรอที่เกท แต่แล้วก็เกิดเรื่องวุ่นๆ


ผมวางกระเป๋าทิ้งไว้ แล้วก็ย้อนกลับมาเดินเล่นแถวๆ Duty Free

พอกลับมาดูอีกที กระเป๋าผมหายไป ผมก็นึกว่ามีคนขโมยถือขึ้นเครื่องไป

ตอนนั้นรู้สึกหัวเสียเล็กน้อยแล้วครับ ตกใจมากก

เลยลองเดินไปถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า ให้เดินไปดูที่เกท 2

พอเดินย้อนกลับมาดู อ้าวว เจอจริงๆด้วย อยู่บนรถกอล์ฟของพนักงาน

เลยเดินเข้าไปเอากระเป๋า ก็มีพนักงานเดินมา พร้อมกับขอตั๋วเครื่องบิน+พาสปอร์ต

แล้วถ็ถ่ายรูปไป สงสัยจะกลัวว่ากระเป๋าผมเป็นวัตถุระเบิด

แต่ก็ผ่านมาด้วยดี ไม่มีอะไร



และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง


สำหรับขากลับ ผมจองจากบาหลี บินตรงกลับไทยเลย



ลาก่อน อินโดนีเซีย แล้วเราจะมาพบกันใหม่



ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงประเทศไทยแลนด์


ตอนนั้นคือหิวน้ำมากๆๆ ที่สนามบินบาหลีก็ไม่มีน้ำให้กรอก จะซื้อน้ำก็เสียดายตัง

ผมเลยไปกรอกน้ำจากห้องน้ำมา ระหว่างอยู่บนเครื่องก็แค่จิบเล็กๆน้อยๆ

ไม่กล้ากินเยอะ กลัวสกปรก 5555555



สำหรับขาประหยัดอย่างผม แน่นอน ผมเลือกที่จะนั่งรถเมล์กลับบ้าน


ถึงมันอาจจะเสียเวลาไปหน่อย เพราะต้องนั่ง 2 ต่อ แต่มันก็ประหยัดตังไปได้เป็นร้อยบาท



กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปปป



สรุป

บาหลี สำหรับผม ไม่ค่อยประทับใจเท่าที่ควร

คือไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะมีแต่วัด

ซึ่งผมเป็นคนชอบเข้าวัด แต่ไม่ชอบเที่ยววัด

และสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง อยู่ห่างกันค่อนข้างไกล ทำให้เหนื่อย เวลาเดินทาง
ทริปนี้เป็นทริปที่ยาวนานมากกก ตั้ง 17 วันแหน่ะ

หลายคนอาจจะเคยไปเที่ยวทีนึงเป็นเดือนๆ เลยมองว่า 17 วันแค่แปปเดียวเอง

แต่คือ ผมไม่เคยจากบ้านคนเดียว นานขนาดนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆ

หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมผมมีเวลาว่าง ไม่เรียนหรือไง?

ใช่ครับ ผมไม่ได้เรียนแล้ว เหตุผลเอาง่ายๆก็คือ ขี้เกียจละกันเนอะ 55555



ทริปนี้ผมหมดไปประมาณ 13,000 บาท ได้เที่ยวทั้งหมด 17 วัน

อย่าถามเลยว่าคุ้มมั้ย คือมันยิ่งกว่าคุ้มอีกครับ

ถึงแม้บางครั้งจะอดหลับอดนอน ข้าวไม่ได้กิน

บางครั้งเหนื่อยจนจะเป็นลม

บางครั้งท้อจนอยากจะกลับบ้าน

หลายครั้งที่ต้องทนร้อน ทนหนาว ตากแดด ตัวดำ

แต่ผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

และมันจะเป็นประสบการณ์ที่เราจะไม่มีวันลืมมันเลยล่ะครับ



บางคนอาจจะมองว่าผมประหยัดเกินไปรึเปล่า มาเที่ยวทั้งที

แต่ดันนอนข้างถนน ต้มแต่มาม่ากิน ทรมานตัวเอง

ใช่ครับ บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองประหยัดมากเกินไป

แต่กว่าผมจะหาเงินมาเที่ยวได้ บางครั้งต้องเก็บเงินหลายเดือน

เลยรู้สึกว่า อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด

คือสไตล์การท่องเที่ยวของผมมันออกแนว จนๆ งกๆน่ะครับ อย่าว่ากันเลยเนอะ 55555

แล้วที่เห็นต้มแต่มาม่ากิน นี่ไม่ใช่อะไร คือมันง่าย สะดวก และประหยัดน่ะครับ

อีกอย่างคือขี้เกียจไปหาร้านข้าว และอาหารอินโดก็ไม่ค่อยถูกปากด้วยครับ ฮ่าๆ



สำหรับผมเลย อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่น่าอยู่นะครับ ผู้คนอัธยาศัยดี

ค่าครองชีพก็ไม่แพง คือบางอย่างถูกกว่า บางอย่างแพงกว่าไทย

เดี๋ยวนี้ตั๋วไปอินโดก็ไม่แพง Airasia ก็มีบินตรงทั้ง จาการ์ต้า สุราบายา และบาหลี

ถามว่าอยากกลับไปเที่ยวอินโดอีกมั้ย บอกเลยว่า อยากครับ แต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน

ใครมีโอกาสก็ลองไปเที่ยวดูนะครับ



สุดท้าย

ขอบคุณทุกคนนะครับ ที่อ่านตั้งแต่ตั้งจบจบ

ขอบคุณที่เข้ามาให้กำลังใจกัน



ทริปหน้า ผมบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ประเทศที่ตั้งใจคือ อินเดียและเนปาล

ถ้ามีโอกาสได้ไปเยือน ขอสัญญาว่า จะกลับมารีวิวอีกแน่นอนครับ



เจอกันใหม่ ทริปหน้า



สวัสดีครับ....


เข้าไปพูดคุย สอบถามได้นะครับ

https://www.facebook.com/hoyberryz

หรือ Instagram : hoyberry


ขอบคุณครับ


ความคิดเห็น