เที่ยวปราจีนบุรี | พาแฟนไปใช้ชีวิตแบบคาวบอยที่ เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน รีวิวโดย LOVE & LIFE IS A JOURNEY

หากพูดถึง "คาวบอย" (Cowboy) ก็คงจะนึงถึงหนังฮอลลีวูดที่มักจะมีฉากขี่ม้าไล่ล่ากัน หรือดวลปืนกันกลางเมือง โดยมีฉากหลังเป็นร้านค้าร้านอาหารสไตล์อเมริกันตะวันตก หรือไม่ก็นึกถึงธีมการแต่งกายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทที่มักจะซ้ำและจำเจ ครั้งนี้พวกเราจะพาไปลองเปลี่ยนบรรยากาศกันดูบ้าง ออกไปพักผ่อนและทำกิจกร

เที่ยวปราจีนบุรี | พาแฟนไปใช้ชีวิตแบบคาวบอยที่ เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน

เที่ยวปราจีนบุรี | พาแฟนไปใช้ชีวิตแบบคาวบอยที่ เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน

 วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 20.30 น.

 วันที่เดินทาง 30 ก.ค. 2561

หากพูดถึง "คาวบอย" (Cowboy) ก็คงจะนึงถึงหนังฮอลลีวูดที่มักจะมีฉากขี่ม้าไล่ล่ากัน หรือดวลปืนกันกลางเมือง โดยมีฉากหลังเป็นร้านค้าร้านอาหารสไตล์อเมริกันตะวันตก หรือไม่ก็นึกถึงธีมการแต่งกายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทที่มักจะซ้ำและจำเจ ครั้งนี้พวกเราจะพาไปลองเปลี่ยนบรรยากาศกันดูบ้าง ออกไปพักผ่อนและทำกิจกรรมสไตล์คาวบอยที่มากกว่าแค่แต่งตัวที่ "เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน" (The Verona at Tublan)

DAY 1

พวกเราเริ่มต้นออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ด้วยการเช่ารถยนต์จาก AVIS Rent A Car โดยจองผ่าน Call Center ล่วงหน้า เคาร์เตอร์รับรถอยู่บริเวณหน้าประตูทางออกผู้โดยสารขาเข้า อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ชั้น 1 (Terminal 2)

รถที่เลือกสำหรับทริปนี้คือ Toyota Altis เครื่อง 1.6 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขึ้นเขาลงห้วย เมื่อรถพร้อมแล้วก็เริ่มออกเดินทาง โดยใช้เส้นทางรังสิต - นครนายก และตัดเข้าปราจีนบุรีไปยังทับลาน

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง (รวมแวะพัก) ก็มาถึง "เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน" ที่พักของพวกเราในทริปนี้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติทับลาน เขตอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี


ด้านในมีโซนห้องพักเปิดใหม่ชื่อว่า "เวโรน่าเท็กซัส คาวบอยทาวน์" (Verona Texas Cowboy Town) ห้องพักสไตล์อเมริกันตะวันตก ท่ามกลางธรรมชาติ ในบรรยากาศของเมืองคาวบอย

พร้อมด้วยกิจกรรมที่ช่วยทำให้เราได้สัมผัสกับวิถีของคาวบอย

มีห้องพักให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ คือ แบบกระโจม (Tipi House) แบบหมู่คณะ (Barn House) และแบบอเมริกันตะวันตก (Western Room)

ห้องของพวกเราเป็นแบบอเมริกันตะวันตก (Western Room) ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ใช้โทนสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม พร้อมรูปภาพสไตล์คาวบอย ผนังห้องเป็นปูนเปลือยสีส้มและแผ่นไม้อัดลายไม้

เพดานยกสูง มีโคมไฟไม้ไผ่ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

เตียงนอนเป็นแบบ King Size พร้อมหมอนนุ่มๆ 4 ใบ

มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แอร์ และกาต้มน้ำ

ภายในห้องมีบันไดที่สามารถเดินขึ้นไปยังชั้นลอย ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเตียงเสริม

ห้องน้ำเป็นห้องโล่ง ไม่ได้แยกโซนแห้งและเปียก มีเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องอาบน้ำ เช่น สบู่และแชมพู จัดไว้ไห้

นอนพักจนหายเหนื่อย และรอให้แดดร่มลมตก จึงออกไปเดินถ่ายรูปเล่นรอบๆที่พัก แต่ก่อนอื่นขอแปลงร่างเป็นคาวบอยและคาวเกิร์ลกันสักหน่อย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ

ด้านหน้าของที่พักมีห้องเช่าชุด ที่เต็มไปด้วยเสื้อ กางเกง และพร็อพมากมาย ให้เลือกหยิบมาแมทช์ได้ตามใจชอบ

เมื่อชุดพร้อมแล้วก็ไปถ่ายรูปกัน จุดแรกคือคอกเลี้ยงม้าซึ่งมีอยู่สองหลัง หลังแรกมีม้าอยู่ประมาณ 4-5 ตัว

และนี่คือภาพบางส่วนของผู้เข้าประกวดความหล่อในปีนี้

สามารถเข้าไปทักทายและป้อนอาหารผู้เข้าประกวดได้อย่างใกล้ชิด

อาคารโรงนาที่คั่นกลางระหว่างคอกม้าทั้งสองหลังคือ ห้องพักแบบ Barn House ที่เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ หรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมาสังสรรค์ปาร์ตี้

คอกเลี้ยงม้าหลังที่สอง แต่ละช่องจะมีป้ายบอกชื่อของน้องม้า

ถ่ายรูปกับคาวบอยตัวจริงเสียงจริงที่คอยดูแลน้องม้า

มีฉากจำลองบรรยากาศร้านค้าสไตล์อเมริกันตะวันตกให้ได้เก็บภาพ

ถัดจากโซนห้องพักมีสนามหญ้าขนาดใหญ่เขียวขจี โดยมีฉากหลังเป็นทิวเขา

หากมาพักเป็นหมู่คณะสามารถให้ทางโรงแรมจัดงานเลี้ยงมื้ออาหารเย็น พร้อมการแสดงโชว์ของเหล่าคาวบอยได้

สำหรับเมนูที่แนะนำคือ หมูหันตัวโต ย่างจนกรอบนอกนุ่มใน


การแสดงเด็ดดอกไม้ด้วยแส้เชือก

การควงปืนลูกโม่พร้อมกันสองมือ

การบังคับเชือกบ่วงบาศก์

การคล้องบ่วงบาศก์

และการควงกระบองไฟ

DAY 2

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยอากาศเย็นสบาย หลังจากที่ฝนตกหนักตอนช่วงกลางดึก กับอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Blackwood

มีอาหารให้เลือกหลายอย่างทั้งไทยและเทศ

เมนูที่ประทับใจที่สุดคือ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง

วันที่สองเป็นวันของกิจกรรม

วันนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นสาวอินเดียแดงดูบ้าง

หมวกและรองเท้าเป็นของโรงแรม แต่เสื้อเตรียมกันมาเอง

เริ่มด้วยกิจกรรมขี่ม้า

มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ตามติดชีวิตม้าแคระแสนขี้อาย

และให้อาหารแพะผู้หิวโหย

ต่อด้วยกิจกรรมแนวผจญภัย

ฐานแรกคือ สลิงแกว่ง (Swing Rope) โดยการค่อยๆดึงตัวขึ้นไปด้านบนจนเกือบเท่ายอดเสาที่สูงประมาณ 6-7 เมตร

จากนั้นก็ปลดตะขอเพื่อทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็ว และแกว่งไปมากลางอากาศ เสียวที่สุดคือตอนทิ้งตัวครั้งแรก ใจหายวาบ!!!

ฐานต่อมาคือ การปีนหน้าผาจำลอง (Rock Climbing) ความสูง 12 เมตร

ต่อด้วย โหนสลิง (Flying Fox) 2 รอบ ความยาวรอบละ 150 เมตร รวม 300 เมตร

และโรยตัวจากหน้าผาจำลอง (The Tower) ความสูง 10 เมตร

และลูกบอลยักษ์ (Roller Ball) กลิ้งจากระดับความสูง 6 เมตร ระยะทาง 60 เมตร

สนุกและเวียนหัวไปพร้อมๆกัน

ปิดท้ายด้วยการขับรถ ATV ชมบรรยากาศรอบๆ ที่พักแบบชิลๆ

แต่ถ้าชอบความท้าทายก็มีสนามวิบากให้ได้ออกไปลุยจนขี้โคลนกระจาย

รับประกันความมันส์

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพายเรือคายัคและปั่นเรือน้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับการออกไปชมวิวในช่วงเช้าและเย็น

ก่อนกลับขอแวะไปชมบรรยากาศของห้องพักแบบกระโจม (Tipi House) กันสักหน่อย

ห้องพักตั้งอยู่ริมน้ำ มีสนามหญ้าอยู่ด้านหน้า แยกเป็นหลังๆด้วยระยะห่างที่เหมาะสมและเป็นส่วนตัว

ลักษณะเป็นกระโจมแบบอินเดียแดงทรงสามเหลี่ยม สร้างจากปูนและตกแต่งลวดลาย

ผนังด้านในของห้องใช้โทนสีส้ม ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้

มีเตียงนอนขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ห้องน้ำแยกโซนแห้งและเปียกด้วยมู่ลี่

และมีเครื่องทำน้ำอุ่น

หลังจากเช็คเอาท์ พวกเราขับมุ่งหน้าต่อไปยังวังน้ำเขียว เพื่อไปแวะทานข้าวเที่ยงที่ "วิลเลจ ฟาร์ม แอนด์ ไวน์เนอรี่" (Village Farm & Winery)

ไร่องุ่นและโรงผลิตไวน์สไตล์ฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่บนภูเขา โอบล้อมด้วยธรรมชาติ


มีบริการอาหาร ห้องพัก และร้านขายของฝากที่ขึ้นชื่ออย่างไวน์และน้ำองุ่น

เมนูที่แนะนำว่าต้องลองคือ ไข่เจียวสมุนไพรเต้าหู้อ่อน และน้ำพริกชาวไร่กับผักไร้สาร

จากนั้นก็ขับต่อไปยัง "โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว" ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เส้นเดียวกับทางไปผาเก็บตะวัน อช.ทับลาน

มีเครื่องดื่มและขนมเค้กขาย


ตัวร้านตั้งอยู่ริมห้วยกระบอก พร้อมที่นั่งริมน้ำ บรรยากาศดีมากๆ


กาแฟและโกโก้รสชาติเข้มข้น


มีสะพานไม้ไผ่ยื่นออกไปกลางน้ำ พร้อมโต๊ะและเก้าอี้เล็กๆ ให้ได้ออกไปสัมผัสผืนน้ำอย่างใกล้ชิด

มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ในบรรยากาศบ้านๆ ให้เลือกหลายมุม

ไม่ไกลจากโรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว มีฟาร์มเมล่อนน่ารักๆ สไตล์ญี่ปุ่น ชื่อว่า "รักจังฟาร์ม" (Sweet Melon Farm)

ฟาร์มเมล่อนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมแปลงปลูกเมล่อนได้อย่างใกล้ชิด

ด้านหน้าของฟาร์มมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆ ให้ถ่ายรูปเล่น

มีเมล่อนลูกยักษ์อยู่กลางสวน

ทริอิหรือซุ้มประตูแบบญี่ปุ่นก็มา

ก่อนกลับสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากเมล่อนไปเป็นของฝากได้ด้วยนะ

ขากลับใช้เส้นทางถนนโยธาธิการ 3060 ไปทาง อ.ปากช่อง ตัดเข้าถนนมิตรภาพ และกลับถึงกรุงเทพฯได้อย่างปลอดภัย โดยนำรถไปคืนที่สนามบินดอนเมือง เป็นอันจบทริป "พาแฟนไปใช้ชีวิตแบบคาวบอยที่ เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน" ด้วยระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

รายละเอียดค่าใช้จ่าย ดังนี้

1. ค่าเช่ารถ Toyota Altis 1,140 บาท/วัน (2 วัน)

- ลูกค้าเก่าสามารถนำ Code ส่วนลดจากการจองครั้งที่แล้วมาลดเพิ่มได้อีก 100 บาท สำหรับการจอง Online ผ่านเว็บไซด์ www.avisthailand.com

- สามารถคืนรถช้าได้ฟรี 4 ชั่วโมง

2. ค่าน้ำมันประมาณ 1,000 บาท

3. ค่าที่พัก เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน จำนวน 1 คืน ห้องแบบ Western Room 3,500 บาท/คืน

ข้อมูลการติดต่อ

- Website : www.veronaattublan.com

- Facebook : Verona at Tublan

- โทรศัพท์: 096-324-4423 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

4. ค่าอาหาร กิจกรรม และอื่นๆ : ตามอัธยาศัย

รวมค่าใช้จ่าย 2 วัน 1 คืน ทั้งหมด 6,680 บาท ตกคนละ 3,340 บาท

คิ้วหนา & ตากลม
Love is a journey | เพราะความรัก คือ การเดินทาง...
ติดตามการเดินทางของพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ :
LOVE IS A JOURNEY

ความคิดเห็น