"Selamat Datang" แบกเป้ร่อนเร่ในมาเลเซีย [5 วัน / 4 เมือง / 3 ฝน / 8,600 บาท] รีวิวโดย Mountain Seal

กราบสวัสดีเพื่อนๆทุกท่านนะครับ วันนี้ผมจะมาพาเพื่อนๆร่วมเดินทางร่อนเร่ไปในประเทศมาเลเซียกันครับ โดยทริปนี้แรกสุดเกิดจากตัวผมเองอยากจะติสแตกลงไปเดินเล่นชิลๆอยู่ปีนังสักเสาร์-อาทิตย์นึง แต่ดูไปดูมาเวลาก็น้อย เดินทางก็นาน ค่าบินก็แพง มัวแต่รอโปรไม่ได้ไปสักที จนดองมาถึงหยุดยาวช่วงเข้าพรรษา ก็เจอตั๋วโป

"Selamat Datang" แบกเป้ร่อนเร่ในมาเลเซีย [5 วัน / 4 เมือง / 3 ฝน / 8,600 บาท]

"Selamat Datang" แบกเป้ร่อนเร่ในมาเลเซีย [5 วัน / 4 เมือง / 3 ฝน / 8,600 บาท]


กราบสวัสดีเพื่อนๆทุกท่านนะครับ วันนี้ผมจะมาพาเพื่อนๆร่วมเดินทางร่อนเร่ไปในประเทศมาเลเซียกันครับ โดยทริปนี้แรกสุดเกิดจากตัวผมเองอยากจะติสแตกลงไปเดินเล่นชิลๆอยู่ปีนังสักเสาร์-อาทิตย์นึง แต่ดูไปดูมาเวลาก็น้อย เดินทางก็นาน ค่าบินก็แพง มัวแต่รอโปรไม่ได้ไปสักที จนดองมาถึงหยุดยาวช่วงเข้าพรรษา ก็เจอตั๋วโปรของ Air Asia ครับ ทว่าปลายทางนั้นไม่ใช่ปีนัง แต่เป็นกรุง Kuala Lumpur แทน แถมขากลับเจอโปรแค่ Lion Air บินจากหาดใหญ่มากทม. เอ้า จาก KL ไปหาดใหญ่ ผ่านปีนังด้วยนินา โหยยยย คือดีขนาดนี้ จะรออะไร!

Photo by Fuji XE2 + XF18-55 mm + XF55-200 mm

©2015 Puripat Lertpunyaroj


แผนการเดินทางของเรา

  • 29/07 บิน Air Asia จาก BKK-KUL ถึงสายๆ ไปเมือง Putrajaya กลับมาเที่ยวใน KL (ตึกแฝด,KL Tower)
  • 30/07 เดินทางไป Cameron Highland หา Half-Day Tour ไปรอบๆ
  • 31/07 เที่ยวเก็บตก Cameron Highland ตอนเช้า ตอนบ่ายนั่งรถไปปีนัง
  • 01/08 ไป Penang Hill วัด Lek Kok Si และเที่ยวรอบๆ George Town
  • 02/08 นั่งรถข้ามมาหาดใหญ่ เที่ยวหาดใหญ่* บินกลับกทม.

*ผมมีเพื่อนอยู่หาดใหญ่ เลยให้เค้ามารับพาไปเที่ยว สำหรับคนที่ไปเอง น่าจะเที่ยวได้แค่ในตัวเมือง พวกสวนสาธารณะ และตลาดกิมหยงนะครับ


ค่าใช้จ่าย

รวมทั้งสิ้น 8,582 บาทครับ (ไม่รวมของฝาก) ตอนผมไปแลกเงินริงกิตไปด้วยเรต 1 RM = 9.06 THB ครับ ตอนอยู่ที่นั่นคิดง่ายๆก็เอาสิบคูณเลย โดยผมแบ่งค่าใช้จ่ายไว้เป็นหมวดๆดังนี้ครับ

  • Air Asia BKK-KUL 1,800 บาท
  • Lion Air HYT-BKK 995 บาท
  • Transportation 1,568 บาท
  • Ticket & Tour 1,796 บาท
  • Food 1,098 บาท
  • Hotel 1,322 บาท


- Transportation คือค่ารถทั้งหลาย หลักๆที่จะแพงคือค่ารถตู้ปีนัง-หาดใหญ่ (บริษัท KST 400 บาท) ค่ารถไป Cameron Highland (35 RM) และ ค่ารถไปปีนัง (35 RM) ครับ

- Ticket & Tour คือท่าตั๋วเข้าที่เที่ยวทั้งหลายแหล่ครับ รวมถึง Tour ที่ผมซื้อใน Cameron Highland ครับ ตัวแพงเลยยย

- Food ค่าอาหาร 3 มื้อ + น้ำดื่มครับ อันนี้แล้วแต่คนจะสรรหาครับ ส่วนใหญ่ผมจะกินตกประมาณมื้อละ 6-10 RM ครับ จะมี Steam Boat ที่ Cameron Highland จะแพงหน่อย 20 RM น้ำผมซื้อจริงๆ 3 ขวด นอกนั้นกรอกเอาจากที่พักครับ

- Hotel ใช้คำไม่ค่อยถูก Hostel จะตรงกว่าครับ พี่พักผมจะไม่ถึงขนาดเป็นเตียงใน Dorm แต่จะพักเป็นห้องแยกที่ใช้ห้องน้ำรวมครับ จะแพงกว่าพักเตียงประมาณร้อยกว่าบาทครับ ตกคืนละประมาณ 300 บาทครับ

ในความรู้สึกของผมนะครับ ของในมาเลเซียราคาใกล้ๆกับไทยครับ อาหารจะแพงกว่านิดนึง ยกเว้นอาหารอินเดียที่จะค่อนข้างแพงครับ



รู้จักมาเลเซียสักนิดก่อนจะเริ่ม

- ประเทศมาเลเซียจะมี 2 ส่วนใหญ่ๆครับ คือมาเลเซียตะวันตก (มลายู) เป็นส่วนที่ติดกับภาคใต้ไทยครับ ส่วนนี้คือที่ๆเราจะเที่ยวกัน อีกส่วนคือมาเลเซียตะวันออก หรือเกาะบอร์เนียวนั่นเอง เป็นเกาะที่แบ่งกับอินโดอยู่ ธรรมชาติป่าเขาสมบูรณ์มาก ในป่าลึกของบอร์เนียว ยังมีชนเผ่ากินคนอาศัยอยู่ ซึ่งไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอกใดๆ ที่เที่ยวชื่อดังของที่นี่คือ ยอดเขาคินาบาลู เป็นเขาที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ

- เมืองหลวงคือกรุง Kuala Lumpur เป็นเมืองที่โตเร็วมากเมืองนึงในแถบนี้ Lonely Planet ยกให้ Kuala Lumpur เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดใน Southeast Asia ด้วยราคาที่ถูกกว่าสิงค์โปร มีความหลากหลายกว่าฮานอย และ "Easier to Negotiate" กว่ากรุงเทพ

- เมืองนี้เกิดขึ้นมาจากการค้นพบเหมืองดีบุกของชาวจีน ทำให้จากป่าลึกที่อุดมไปด้วยไข้มาลาเรีย กลายร่างเป็นตึกแฝดเปโตรนาสภายใน 150 ปีเท่านั้น

- คนที่นี่จะมี 3 เชื้อชาติหลักๆคือ ชาวจีน ชาวอินเดีย และชาวมาเล #อาหารก็เช่นกัน โดยเค้าจะอาศัยกันเป็นโซนชัดเจนครับ ทั้ง China Town ที่เต็มไปด้วยอาหารจีน Little India ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ และ ชุมชนดั้งเดิมของชาวมาเล Kampung Baru

- บางครั้งสามเชื้อชาตินี้เค้าจะทะเลาะเกี่ยงงอนกันนิดหน่อย คนที่จะไปเที่ยวให้เชคข่าวให้ดีๆก่อน และหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตรายนะจ๊ะ

- ที่นี่คนพื้นเมืองพูดภาษา Bahasa ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษสะกดเป็นคำอ่าน แต่คนส่วนใหญ่พูดอังกฤษได้ บางทีเจอหน้าเราก็รัวจีนมาเลยก็มี

- เนื่องจากใกล้เส้นศูนย์สูตร ภูมิอากาศที่นี่จะร้อน และมีฝนตกตลอดปี ช่วงบ่ายๆนี่จะครึ้มมาเลย เชคฤดูการให้ดีก่อนมานะครับ ช่วง Dry Season จะเป็นเดือนมิถุนายน - สิงหาคม แต่ช่วงที่ผมไปก็ฝนตกไปซะ 3 วันแล้ว


มาเริ่มเรื่องราวการเดินทางของเรากันนะครับ

Day 1 : Bangkok - Putrajaya - Kuala Lumpur

ทริปนี้เริ่มที่สนามบินดอนเมืองครับ ผมบินกับ Air Asia รอบ 07:10 ไปยังกรุง Kuala Lumpur ครับ ซึ่งพวกเรามาถึงสนามบินกันประมาณตีห้ากว่าๆ ช่วงนี้เป็นวันหยุดยาว คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ดีที่เรา Check-in online มาแล้วรวมๆเวลา Load กระเป๋า ผ่านตม. ก็กินเวลาประมาณชม.นึงครับ

ขึ้นเครื่องผมก็เข้า Sleep Mode ทันที มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนล้อกระแทกพื้นแล้ว 10.10 น. เวลามาเลเซีย (+ไทยไป 1 ชั่วโมง) เครื่องเราก็ลงที่ KLIA2 ครับ เป็นสนามบินใหม่ของมาเลเซียครับ ข้างในตกแต่งสวยงาม ดูทันสมัย ห้องน้ำดีมว้ากกกก ประทับใจๆ ระบบตม.ที่นี่จะใช้การสแกนลายนิ้วมือครับ คือเราเดินเข้าไปในช่อง จนท.สแกนพาสปอต วางนิ้ว ก็เสร็จละครับ เวลาต่อตกคนประมาณ 3 นาทีครับ เร็วมากๆ ตรงทางออกนี่โล่งแจ้งแทบไม่มีคิวเลยครับ


ตัว Terminal ด้านนอกจะเน้นโทนสีขาว เจาะช่องหน้าต่างสีฟ้า

พอออกตม. รอรับกระเป๋าสักพักใหญ่ๆ (ออกมาเร็วเกิน) พวกเราก็เดิมตามป้าย KLIA Express เพื่อไปต่อรถไฟเข้าเมืองครับ สังเกตง่ายๆ เคาเตอร์ขายตั๋วจะอยู่ตรงข้าม Uniquio พอดี รถไฟจะมี 2 แบบคือ Express กับ Transit ครับ Express จะวิ่งตรงเข้า KL Sentral เลย ส่วน Transit จะจอดแวะระหว่างทาง ราคาก็แตกต่างกันไปครัย ผมซื้อตั๋ว Transit ไปลงเมือง Putrajaya เพื่อแวะเที่ยวก่อนครับ ราคารอบละ 6.2 RM นั่งจาก KLIA2 ไป 3 ป้าย รายละเอียดต่างๆของ KLIA Express ตามลิ้งนี้เลยครับ https://www.kliaekspres.com/plan-buy/fares-passes/


ที่รอรับกระเป๋านี่หลังคาเค้าทำให้สะท้อนกับแสงไฟที่เสาออกมาเป็นริ้วๆ แปลกตาดีครับ

ตารางค่าโดยสาร KLIA Transit ครับ


ตั๋วจะได้มาเป็นการ์ดกระดาษแข็งครับ เอาไปสแกนที่เครื่องได้เลย


เส้นทางที่เราจะวิ่งไปครับ (ใน Google ใช้เวลามากกว่าที่พวกเราใช้ครับ ไม่รู้คำนวณยังไงเหมือนกัน)

รถไฟนิ่มและเงียบ มีเสียงขานชื่อสถานีชัดเจน ข้างในกว้างขวางมาก ทำเอา Airport link บ้านเราดูอึดอัดไปเลยทีเดียว วิวข้างทางช่วงแรกจะเป็นสวนปาล์มยาวสุดตา พักนึงค่อยผ่านหมู่บ้าน และเมืองเล็กๆครับ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็มาถึงสถานี Putrajaya


ชานชาลาที่สถานี Putrajaya

จากชานชาลา ขึ้นมาด้านบนจะมีจุดให้ฝากกระเป๋าครับ เป็นล๊อคเกอร์มีหลายขนาดให้เลือก โดยราคาจะแตกต่างกัน ตู้เล็ก 10 RM ตู้ใหญ่ 20 RM โดยตู้ใหญ่สามารถใส่ Backpack ได้ 2 ใบแบบสบายๆครับ การใช้งานล๊อคเกอร์นะครับขั้นแรกเราต้องเอาแบงค์ 10 หรือ 20 RM ไปหยอดใส่ตู้ข้างๆล๊อคเกอร์ก่อน เพื่อแลกเป็น Token สำหรับใส่ล๊อคเกอร์ ใส่ให้พอดีนะคับเพราะตู้มันไม่ทอนตัง ต่อมาเราต้องหาล๊อคเกอร์ที่มีกุญแจเสียบไว้ (นั่นคือมันว่างอยู่นั่นเอง) จัดการยัดสัมภาระเราทั้งหมดเข้าไป หยอด Token ปิดประตู และไขกุญแจไปทาง Close ครับ ตัวลูกกุญแจเราก็ยึดไว้ครับ



จากล๊อคเกอร์ เดินตรงต่อมาจะมีป้ายบอกทางไปขึ้น Taxi และ Bus ครับ ระหว่างทางมีพวกร้านอาหาร ร้านขนมนิดหน่อย ชานชาลาจะมีป้ายกระดาษแปะไว้ว่า Bus นั้นไปไหนบ้าง ที่ผมวางแผนไว้สำหรับ Putrajaya คือจะไป Musjid Putra (มัสยิดสีชมพู) ซึ่งเป็น Landmark ของเมืองนี้ และชมอาคารรอบๆครับ โดยรถที่จะไปให้มองหาคำว่า Musjid Putra ครับ ผมขึ้นเป็น Bus L08 ค่ารถคนละ 0.5 RM นั่งรถประมาณ 10 นาทีก็มาถึงครับ



สังเกตที่ป้ายกระดาษนะครับ ด้านบนมี Information Desk ถ้าสงสัยตรงไหนให้ไปถามเค้าได้ครับ อังกฤษคล่องปรี๊ด


จากจุดที่ลงรถเราจะมองเห็น Seri Wawasan Bridge ที่เรานั่งรถข้ามมาเนื่องจากตอนนี้พระอาทิตย์ฉายแสงเจิดจ้าเหมาะแก่การตั้งแผงโซลาเซลล์ พวกเราจึงแวะหาข้าวเที่ยงทานกันก่อน โดยบริเวณที่ลงรถจะมีบันไดลงไปด้านล่างซึ่งจะเป็น Food Course ติดวิวแม่น้ำ ร้านอาหารราคาแรงนิดนึงมีตั้งแต่ประมาณ 6.5 - 20 RM ต่อจาน มีทั้งอาหารจีน อินเดียว ฝรั่งครับ ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือ Mini Lobster เห็นคนต่อคิวยาวมาก มันก็คือกุ้งแม่น้ำเราดีๆนี่แหละครับ แต่ตัวเขื่องๆขนาดกำปั้นได้ ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูครับ คนเยอะมากจริงๆ



มี Secret Recipe ด้วยนะจ๊ะ

อาหารอินเดียครับ ที่นี่เค้าใช้มือเปิบกันเลย

ที่นี้พวกเราจะกินอะไรดี Lobster แถวยาวไป อาหารอินเดียไม่มีช้อนให้ เบอร์เกอร์ก็แพงไป ก็เลยมาจบลงที่ Roast Chicken และ Steam Chicken ในร้านอาหารจีน หรือเรียกแบบไทยๆว่า ข้าวไก่อบ กับข้าวมันไก่นั่นเอง มูลค่าจานละ 6.5 RM (แทบจะถูกที่สุดในแถบนั้นแล้ว) ใครอยากซื้อน้ำให้รอเข้าไปซื้อใน Musjid Putrajaya นะครับ ผมซื้อข้างนอกขวดละ 2 RM พอเข้าไปข้างในเจอขายขวดละ 1 RM ในระยะเดินไม่ถึง 100 เมตร

เมื่อกินเสร็จแล้วพวกเราก็ไปเดินดูตรงริมน้ำครับ จะมีทางเดินให้เดินเล่น จุดนี้สามารถไปเช่าเรือนั่งได้ มีแบบเป็นโต๊ะกลมๆให้นั่งลอยไปกลางน้ำด้วย บางทีก็จะมีคนมาเลย์มาปั่นจักรยานคันเล็กๆเล่นครับ


ทางเดินริมน้ำ สะพานด้านหน้าเป็นอีกสะพานนึงที่พาเราข้ามมาที่มัสยิดครับ

ขึ้นมาด้านบนที่ Musjid Putrajaya ตอนนี้เรายังเข้าไปไม่ได้ครับ เนื่องจากเค้าจะปิดตอน 12.30-14.00 เพื่อละหมาดครับ ผมขึ้นไปตอน 13.15 เลยต้องไปเดินเล่นตากแดดรอไปก่อน โดยพวกผมเดินย้อนไปทางจตุรัส และเดินเลาะสะพานไปเพื่อเก็บภาพมัสยิดจากมุมไกลครับ


Putra Square ณ นาทีนั้น บอกเลยว่าเกรียมครับ

มัสยิดสีชมพู ถ้าถ่ายแถวทางเข้ามันจะใกล้เกินไปครับ ต้องเดินถอยมาไกลหน่อย

มองไปอีกด้านก็จะเจอกับ Prime minister's office ครับ

Seri Wawasan Bridge อีกรูปนึง

สีสันโดดเด่นเป็นสง่ามากเลยครับ แต่ไม่อลังการเท่าที่รัสเซีย (เผอิญผมเพิ่งไปมาตอนเมษาฯ เทียบมวยคนละรุ่นไปหน่อย 555)

บ่ายสองโมง พี่ยามเปิดประตูแล้ว พวกเราก็เข้ามาใน Musjid Putrajaya เรียบร้อย สำหรับผู้หญิง และผู้ชายที่ใส่ขาสั้นกับรองเท้าแตะ จะต้องไปเอาผ้าคลุมมาใส่ครับ เค้ามีบริการฟรีให้ครับ ใส่แล้วเหมือนเป็นพ่อมดกำลังศึกษาอยู่ในฮอกวอต ติดนิดเดียวตรงอุณหภูมิฮอกวอตวิทยาเขตมาเลเซียมัน 30 ปลายๆใกล้ 40 องศาเซลเซียส ถ้าใส่นานๆอย่าลืมเติมสมุนไพรหอมลงไปด้วยนะครับ รับรองได้ผิวนุ่มสวยไปในตัวด้วยเลย


ต่อแถวรับได้เลย พยายามอย่าเหงื่อออกมากนะครับ สงสารคนใช้ต่อ

ไปเรียนวิชาปรุงยาแพร๊บ

พอผ่านประตูเข้ามาด้านนอกจะมีระเบียงรอบๆมัสยิด ต้องถอดรองเท้าขึ้นไปครับ ก็จะเห็นวิวเช่นกัน แต่ไม่สวยเท่าริมน้ำ ตัวมัสยิดเองจะมีประตูให้นักท่องเที่ยวเข้ามาดูครับ เดินเข้าไปได้แค่นิดเดียวนะครับ วนรอบๆไม่ได้ จะรบกวนคนที่มาสวดมนต์ครับ


ด้านในมัสยิดก็เป็นสีชมพูเช่นกันครับ ลวดลวยสวยงามมาก เข้ากับสีจริงๆ


พอดูด้านในเสร็จแล้ว ขากลับพวกผมก็จะกลับด้วย Bus เหมือนเดิมครับ ทีนี้ตรงที่เราลงไม่เห็นมีรถผ่าน เลยไปถามทางกลับใน Information Center ที่อยู่แถวนั้น เค้าก็ให้ไปขึ้นรถที่ป้ายอีกป้าย "Ten Minute Walk" เค้าว่างั้น ในความจริงน่าจะเป็น "Ten Minute Cook" มากกว่า เพราะอากาศมันร้อนแรงมว้าก ณ ตอนนั้น กว่าจะถึงป้ายแทบจะเป็นหมูแดดเดียวเลยทีเดียว



เส้นทางไปป้ายรถครับ


ระหว่างทางจะผ่านสวน มีร้านอาหารด้วยครับ ถ้าแดดไม่ร้อนน่าจะบรรยากาศดีอยู่ครับ


อีกปัญหาที่ตามมาคือรถคันที่กลับไป Putrajaya Sentral (P.Sentral) เพิ่งแล่นนำเราไปตอนระหว่างเดินไปที่ป้ายรถ ซึ่งรถพวกนี้มัน 30 นาทีมาครั้ง ทำให้เราต้องอบลมร้อนในศาลาต่อไป โดยในศาลาจะมีจอคอยบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายไหนจะมาครับ ข้างๆก็จะมีป้ายบอกว่าสายไหนผ่านที่ไหนบ้าง จะกลับไป P.Sentral ต้องนั่ง L02 L07 L10 ครับ เกือบจะครบ 30 นาที รถ L02 ป้ายไฟด้านหน้าเขียนว่า P.Sentral ก็วิ่งมาหาเรา ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็จะถึง P.Sentral ครับ พวกเรามาไขตู้เอากระเป๋าที่ฝากไว้ และนั่ง KLIA Transit ต่อไปยัง KL Sentral ครับ โดยตั๋วไป KL Sentral อยู่ที่ 9.5 RM ซึ่งพอรวมกับขามาจาก KLIA2 แล้วจะเป็น 15.7 RM ครับ ซึ่งถูกกว่านั่งยาวจาก KLIA2 ไป KL Sentral ครึ่งนึงเลยครับ


ถึงเวลาบุกเมือง Kuala Lumpur

KL Sentral จะเชื่อมต่อกับระไฟฟ้า หรือ LRC มีป้ายชัดเจนครับ LRC ที่นี่จะคิดราคาตามสถานีที่นั่งไป โดยราคาเริ่มที่ 1 RM ครับ พวกเราเดินทางไปที่พักก่อน โดยผมเลือกพักใกล้ๆ LRC Masjid Jamek ครับ เนื่องจากเป็น Junction ของรถไฟสองสายที่สามารถไป KL Tower (Dang Wangi) ตึกแฝด Petronas (KLCC) และสถานนีขนส่ง Puduraya (Plaza Rakyat) รวมถึงยังใกล้ Cantral Market ย่านเมืองเก่าของ KL และ China town ด้วยครับ



ตู้ขายตั๋ว และสภาพโดยรอบครับ ตั๋วจะมาเป็นเหรียญเหมือน MRT บ้านเรา


วิวบนรถไฟครับ บางทีก็ลอยฟ้า บางทีก็มุดลงดิน


ที่พักเราชื่อว่า Submarine Guesthouse ครับ ราคาห้อง 2 คนคืนละ 60 RM จองจาก Booking.com ครับ ถ้า Walk-in น่าจะได้ราคาถูกกว่านี้ สังเกตจากรอบๆเริ่มต้นที่ 40 RM ครับ ที่นี่มาง่ายครับลงจาก LRC เดินเรียบซอยใหญ่เข้ามา 10 นาทีก็เจอเลย ไฟสว่าง ดึกๆไม่เปลี่ยว(มาก) ที่สำคัญคืออยู่ติดกับ Central Market และอยู่ตรงข้ามกับธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ของ KL ทำให้หาใน Map ง่ายมาก โดยห้องพักเราเป็นห้องแอร์เย็นสบาย มี Free-Wifi และมีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กให้ เสียนิดนึงตรงห้องน้ำเล็กไปหน่อย และเสียงค่อนข้างดังครับ ถ้านอนห้องริมด้านนอกจะได้ยินเสียงสัญญาณไฟคนข้ามทั้งคืน

ลิ้งค์ที่พัก >> http://booking.com/b06a626c4b9c02ba


ถนนทางเข้าที่พักครับ


เดินไปจนถึงหน้าซุ้มโค้งๆตรงปลายถนนแล้วก็เลี้ยวซ้าย


ตรงข้ามเป็นธนาคารกรุงเทพ เก๋มากกกก


สภาพที่พัก โดยรวมแล้วก็เหมือน Hostel ทั่วไป ติดตรงห้องน้ำแคบนี่แหละครับ


พอเก็บของเรียบร้อย พวกเราจะไปจองตั๋วรถสำหรับไป Cameron Highland ในวันรุ่งขึ้นครับ ตอนออกจากที่พักเราแวะเดินดูแถว Central Market และถ่ายรูป Masjid Jamek จาก LRC นิดหน่อยครับ แสงสวยทีเดียว แต่ฟ้าเริ่มครึ้มมานิดๆครับ


พวกผมเลือกจะเดินทางไป Cameron Highland จากสถานีขนส่ง Puduraya ครับ ซึ่งการเดินทางไปยัง Puduraya นั้นเริ่มจากขึ้น LRC สายสีส้มต่อจาก Masjid Jamek ไปสถานี Plaza Rayak 1 สถานีครับ ทางขึ้นจะอยู่อีกฝากของถนนนะครับ ต้องดูป้ายสถานีปลายทางให้ดีๆ เมื่อถึง Plaza Rayak แล้วให้เดินตามป้าย Puduraya มาเลยครับ จะเป็นทางเดินแคบๆให้เดินตามไปเรื่อยๆ พอลงบันไดไปให้เลี้ยวขวาออกมาครับ จะเป็นคล้ายๆโรงจอดรถ จะมีทางเข้าตึกอยู่ครับ ชั้นที่เราเข้ามาเป็นจุดลงไปชานชาลาครับ จะไม่มีเคาเตอร์ขายตั๋ว ให้เดินไปทางขวาสักพักจะเจอป้าย Ticket Counter ให้ตามป้ายไปครับ มันจะพาเราขึ้นไปชั้นบนที่เต็มไปด้วยเคาเตอร์ อารมณ์ขนส่งหมอชิตนั่นแหละครับ ระหว่างทางจะมีเด็กเดินตั๋วคอยถามเราเรื่อยๆว่าจะไปไหน ขี้เกียจคลำทางก็ให้เด็กนำไปก็ได้ครับ แต่ก็จะโดนตื้อให้ไปกับบริษัทนั้น


สังเกตหลังคาสีฟ้านะครับ จะเป็นทางเดินที่เค้าทำไว้ให้ไปที่ Puduraya ครับ


ราคาตั๋วไป Cameron อยู่ที่ 35 RM อาจจะมีถูกกว่านี้อยู่ที่จะสรรหาครับ ตอนแรกผมตั้งใจจะไปกับ Untiti Express ครับ ได้ยินมาว่ารถดี ตรงเวลา แต่เราหาจุดที่เป็นเคาเตอร์ไม่เจอ เลยให้เด็กเดินตั๋วนำไปครับ พาเราไปส่งที่เคาเตอร์บริษัทๆนึง คิดค่ารถไป Cameron Highland 55 RM แพงกว่าที่เราตั้งใจไว้ 20 RM เราจึงบอกว่าจะไปกับ Untiti ซึ่งถูกกว่า เค้าจึงลดราคาให้ทันควัน พร้อมบอกว่าบริษัทไหนก็เหมือนกัน ซึ่งก็จริงครับ จากที่เดินถามตามตู้ขายตั๋ว รายละเอียดเหมือนกันหมดคือรถออก 8.30 ราคา 35 RM รูปรถก็คล้ายๆกันครับ แต่เราไปจบกับ Alison Golden Coach เนื่องจากหน้าตู้เป็นภาษาไทยครับ ถามไปสักพักคนขายก็ถามว่าคนไทยหรอ สรุปพูดไทยได้ครับ เค้านัดแนะเราเรียบร้อยให้มารอที่ไหน รถมากี่โมง ทะเบียนอะไร ให้เครดิตนิดนึงครับเพราะรถนั่งสบาย แอร์เย็น เบาะกว้างเป็นแบบแถวละ 3 ที่นั่งครับ แต่ตรงที่นั่งคนขับมีเสียงนิดหน่อย ไม่แน่ใจเพราะแกเปิดกระจกแง้มไว้ด้วยรึป่าว เข้าไปดูตารางรถในนี้ได้ครับ >> http://www.alisangoldencoach.com.my/

พอซื้อตั๋วเสร็จผมก็นั่ง LRC สายสีแดงต่อไปสถานี Dang wangi เพื่อไป KL Tower หรือ Menara KL ครับ กะว่าจะขึ้น Open Desk ไปดูพระอาทิตย์ตก แต่พอไปถึงปรากฎว่าฝนห่าใหญ่เทลงมาพอดีครับ สภาพไม่น่ามีวิวอะไรให้เห็น เลยต้อง Cancel ที่นี่ไปครับ เศร้ามาก ต้องกลับมาเก็บใหม่ได้

พวกเราลองเสี่ยงดวงนั่ฃรถต่อไปสถานี KLCC เพื่อไปตึกแฝด Petronas ครับ ถ้าฝนยังตกหนักอยู่กะคงจะเดินเล่นในห้างไปก่อน แต่โชคดีฝนหยุดตกพอดีครับ เลยออกไปเดินถ่ายรูปตัวตึกครับ เดินเลาะขอบตึกไปด้านหลังจะมีสระน้ำพุ เค้าจะโชวน้ำพุเป็นระยะๆนะครับ สังเกตถ้าคนเริ่มมาแออัดริมน้ำเมื่อไหร่แปลว่าโชว์จะเริ่มแล้วครับ เป็นการเล่น แสง สี เสียงกับน้ำพุ สวยงามมาก เราถ่ายรูปเล่นในสวนด้านหลังสักพักก็เดินทางกลับเนื่องจากมันดึกมากแล้วครับ


จุดที่ผมไปถ่ายรูปครับ


แหงนกันจนเมื่อยคอครับ บอกเลย


ในส่วน Sky Bridge บนตึด Petronas ผมไม่ได้วางแผนจะขึ้นไปครับ เพราะอยากได้วิวที่มี Petronas อยู่ในรูปมากกว่าเลยเลือกที่จะไป KL Tower สำหรับคนที่อยากขึ้น Sky Bridge ต้องรีบมาจองตั๋วขึ้นตั้งแต่เช้าที่ Petronas ก่อนครับ เพราะเค้าจะจำกัดคนขึ้นแต่ละวัน ตั๋วจึงจะหมดตั้งแต่เช้าแล้ว พอได้ตั๋วแล้วจะกลับมาขึ้นกี่โมงก็ได้ครับ

สำหรับผู้ที่มีเวลาและอยากเห็นวิวงามๆของ Petronas นะครับ แนะนำให้ขึ้นไปใช้บริการ Sky Bar ของ Trader Hotel ที่อยู่ตรงข้าม Petronas ครับ วิวจะสวยงามมากเพราะทำเลตรงกันพอดี Trip Adviser Recommend มาครับ >> http://www.shangri-la.com/kualalumpur/traders/dining/

จาก KLCC เรานั่งรถไฟยาวๆกลับมาที่ Musjid Jamek เพื่อกลับที่พักครับ แถบนี้มี 7-11 และร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมงให้ซื้อของกินยามดึกครับ (แต่ไม่มีเบียร์ขายนะครับ) ดึกๆคนจรจัดจะเยอะมาก นอนตามม้านั่ง และใต้ตึกใหญ่ๆครับ ผู้ที่จะเดินทางมาคนเดียวให้ระวังตัวนิดนึงนะครับ อย่าเข้าตรอกเปลี่ยวๆคนเดียว


Day 2 : Kuala Lumpur - Cameron Highland

วันนี้พวกเราตื่นเช้าเก็บของ Check out ตั้งแต่ 7 โมงครับ และมาหาอาหารเช้าทานแถบๆ Masjid Jamek ครับ จะมีร้านข้าวแกงเปิดแต่เช้าให้คนทำงานมากิน จะเป็นอาหารอินเดียซะส่วนใหญ่ครับ ตรงหน้า LRC เองก็มีร้านแผงลอยมาตั้งขายอาหารให้ห่อไปกินกันครับ เหมาะสำหรับตุนเป็นเสบียงสำหรับเดินทาง


พวกเราเดินทางไปที่ Puduraya เพื่อขึ้นรถข้ามเมืองไป Cameron Highland ครับ ที่Pudataya มีห้องน้ำให้บริการแต่สภาพไม่ดีเท่าไหร่ คิดค่าเข้า 0.3 RM ตอนเช้าไม่มีอาหารขายครับ แต่จะมีร้านชำข้างในเปิด มีพวกแซนวิช และเบอเกอร์ขายครับ

รถเรามาจอดรอที่ชานชาลาก่อนเวลา 20 นาทีครับ สภาพรถเหมือนกับรูปที่ให้ดูครับ เป็นรถแอร์ แถวละ 3 ที่นั่ง เบาะใหญ่นั่งสบาย แต่ไม่มีห้องน้ำในรถนะครับ ควรจัดการให้เรียบร้อยที่นี่ก่อนเพราะต้องนั่งไปอีกเกือบ 4 ชั่วโมงครับ รถออกเลทไป 10 นาที คนโหลงเหลงมากครับ มีไม่ถึงครึ่งคัน อาจจะเพราะเป็นเช้าวันธรรมดาด้วยครับ


ช่วงแรกรถวิ่งออกนอกตัวเมือง Kuala lumpur จะเห็นเมืองเล็กๆสลับกับเรือกสวนไร่นาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ชั่วโมงที่สองของการนั่งรถ ภูมิประเทศเปลี่ยนจากพื้นรายเป็นทางขึ้นเข้าที่คดเคี้ยวเลี้ยววน เป็นนรกสำหรับคนเมารถง่าย เพราะในช่วงสองชั่วโมงต่อจากนี้ทั้งรองเท้าและข้าวของต่างๆที่วางไว้บนพื้น มันจะไหลไปมาซ้ายขวาข้ามทางเดินตามวิถีโค้งของรถครับ บริเวณนี้เป็นทางโค้งที่เยอะและถี่ชนิดที่ว่าพวงมาลัยรถไม่เคยตั้งตรง เรียกว่าน้องๆปางมะผ้า องศาโค้งสู้ได้ จะแพ้ก็แค่ความชันครับ

นอกเมือง KL ครับ ช่วงรถโค้งไม่ได้ถ่ายรูปมา มือไม่ว่างเกาะราวจับอยู่ 55

ใกล้ถึงแล้ววว


หลังจากสนุกกับการนั่งโยกไปโยกมา สลับกับสะดุ้งเวลามีรถใหญ่สวนมาตรงหัวโค้ง เราก็มาถึงเมือง Tanah rata อันเป็นชั้นแรกสุดของ Cameron Highland เมืองนี้ขนาดไม่ใหญ่มาก มีถนนเส้นหลักตัดผ่าน 1 เส้น ร้านอาหารและโรงแรมก็จะเกาะติดกับถนนเส้นนั้นครับ โดยรถบัสพาเรามาที่สถานีขนส่ง จากจุดนี้แค่เดินข้ามถนนไปก็จะเจอที่พักและร้านอาหารต่างๆครับใครอยากซื้อตั๋วรถไปที่อื่นต่อก็มาซื้อได้ที่นี่ครับ พวกผมก็เลยซื้อตั๋วสำหรับเดินทางไปปีนังในวันพรุ่งนี้เอาไว้เลยครับ ตอนผมไปได้ตั๋วของบริษัท CS Travel ราคา 35 RM ครับ (แต่ที่ตู้เขียนชื่ออื่นนะครับ) ลงที่ Jetty ในเมือง George Town ครับ จริงๆราคาเจ้าอื่นๆอยู่ที่ 32 RM แต่ขายหมดไปแล้ว จากนั้นเราก็มายืนรอ Taxi เพื่อเดินทางขึ้นไปเมือง Brinchang อันเป็นชั้นที่ 2 ของ Cameron Highland และเป็นที่ตั้งของ Snooze Hotel ที่พักของเราในคืนนี้ครับ



แผนที่ Cameron Highland


เมือง Tanah Rata


จุดรอ Taxi จะมีป้ายสีฟ้าระบุราคาไว้ชัดเจน


Taxi ที่นี่ไม่มีมิเตอร์แต่ติดป้ายบอกเรตราคาชัดเจนครับ ไป Brinchang ราคา 10 RM ครับ ถ้าจะเหมาไปเที่ยวเค้าคิด 25 Rm/hr โดยขั้นต่ำต้องเหมา 3 ชั่วโมงขึ้นไป และเรตนี้ไม่รวมขึ้นไป บนยอดเขา Brinchang ครับ พวกผมเหมาขึ้นไปเมือง Brinchang ใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยเค้าจะพามาลงที่สถานีแท๊กซี่ของเมืองครับ จากตรงนั้นข้ามถนนมาก็ถึง Snooze แล้ว มีป้ายเด่นเป็นสง่ามากครับ

เมือง Brinchang ไซส์ใกล้ๆกับ Tanah Rata ครับ เดิน 20 นาทีก็รอบเมืองแล้ว ที่นี่พลุกพล่านกว่า Tanah rata มากครับ เนื่องจากเมืองนี้เป็นทางผ่านไปที่เที่ยวต่างๆ ทำให้มีรถพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ขนาดมีถนนเลนเดียวตัดผ่าน ยังรู้สึกว่าข้ามยากมากครับ ใครอยากได้เมืองเงียบๆชิลๆขอให้ลงไปนอน Tanah Rata จะตรงกว่า แถมมีบริษัททัวน์ให้เลือกมากกว่าด้วยครับ

แผนที่เมือง Brinchang ครับ ทั้งเมืองเดิน 15 นาทีก็ครบแล้ว ตรงที่ผมดาวไว้คือที่พักครับ รอบๆ Area นี้จะเป็นที่พักและร้านอาหารทั้งสิ้นครับ


ตอนนี้เที่ยงกว่าๆพวกเรายัง Check-in ไม่ได้ครับ เลยฝากกระเป๋ากับโรงแรมๆไว่ก่อน และสอบถามเรื่อง Half Day Tour สำหรับบ่ายนี้ครับ ของทางโรงแรมนั้นเต็มไปแล้ว แต่เค้าแนะนำให้เดินข้ามถนนไปบนิษัททัวน์อีกแห่งชื่อว่า Titiwangsa ครับ คนขายทัวน์พูดไทยได้นิดหน่อย ค่อนข้างใจดีครับ

เราได้ทัวน์พาไป Bee Farm Butterfly Farm & Insect Garden (จ่ายค่าเข้าเอง) Rose Farm และ Sam Poh Temple + เราขอเพิ่ม BOH Tea Plantation เข้าไปด้วยครับ(เพิ่ม 10 RM) รวมราคาคนละ 35 RM +VAT อีก 6% เป็น 37.1 RM ครับ ถือว่าค่อนข้างแพงครับ ราคาพื้นจะอยู่ที่ 25 RM แต่เราไม่มีทางเลือกเท่าไหร่เพราะทัวน์อื่นๆที่เราติดต่อมันเต็มกันแล้ว เวลาก็มีน้อยครับ เราอยู่ที่นี่เพียงวันครึ่งเท่านั้น

เรามาพบกับคนขับรถที่หน้าบริษัททัวน์ครับ รถที่พาไปเป็นรถตู้ค่อนข้างโทรม มีคนขับ 1 คนพูดอังกฤษได้แต่ไม่ค่อยพูดจาเท่าไหร่ครับ ที่ๆแรกที่พวกเราไปคือ BOH Tea Plantation โดยเค้าจะจอดให้เราลง 2 จุดคือแวะชมวิวข้างทางจุดหนึ่ง และโรงงานชา+ร้านของที่มีจุดชมวิวครับ ช่วงบ่ายวันนั้นฝนตกๆหยุดๆตลอดครับ ฟ้ามืดครึ้มและขาวสนิท เป็นนรกของช่างภาพจริงๆครับ ดีนะยังไม่หนักถึงขั้นลงรถไม่ได้


สีขาวแถบเขียวคือรถเราครับ แต่ที่มาเลย์รถตู้สาธารณะจะหน้าตาแบบนี้เกือบหมด


วิว ณ จุดชมวิวข้างทางครับ แสงไม่ดีเลยยย ;__;

ในส่วนของโรงงานทำใบชา ใช้เวลาดู 5 นาทีก็ครบแล้วครับ เข้าใบจะเป็นระเบียงให้เราเดินดูกรรมวิธีผลิตครับ เริ่มจากการบดใบชา เอาไปอบ คัดแยก ตรวจคุณภาพครับ จากโรงงานข้ามมาจะคล้ายพิพิธภัณฑ์เล่าความเป็นมาของที่นี่ เดินทะลุไปก็จะเจอร้านของขายฝาก ที่จะขายชานาๆชนิด ทั้งเป็นใบอบแห้ง เป็นซอง และ 3 in 1 ครับ เดินเลยมาจะเจอส่วนสุดท้าย คือ Cafe ที่วิวดีมว้ากกก มีชากับเค้กให้สั่งมากินได้ครับ จุดนี้คือจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันครับ


เริ่มจากเอาใบชาสดๆที่เก็บมา ไปใส่เครื่อง Rolling


บดละเอียดแล้วก็เอาไปอบในเตา ส่วนห้องคัดแยกเค้าเอากระดาษปิดไว้ซะเยอะครับ แต่หลักๆคือคัดเอากิ่งออก เเละคัดเกรดชาแบ่งตามขนาด


เครื่องตัดยอดชาครับ ยังกะใบเลื่อยๆไม้


วิวงามๆๆ ร้านชาในฝันเลย


วิวด้านนอก สามารถเดินลงไปดูไร่ข้างล่างได้ครับ


ขอชิลแพร๊บนึงนะะะ


เราถ่ายรูปไร่ชาจากจุดชมวิว และชิมชากับขนมนิดหน่อย ว่าจะไปซื้อของฝากด้วยแต่คนขับรถมาตามแล้ว ก็เลยเดินทางต่อไปยัง Bee Farm เลยครับ ที่นี่ไม่มีเะไรมาก จะเป็นตึกขายพวกผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง ลงไปชั้นล่างจะเป็นสวยมีทางให้เดินสั้นๆครับ ข้างทางจะมีกล่องที่เป็นรังผึ้ง และหุ่นผึ้งตัวใหญ่ๆวางประกอบครับ ประเด็นคือฝนเทลงมาหนักมาก ผมเลยเดินกางร่มดูข้างในอยู่แป๊ปเดียวจึงออกมาครับ

ร้านขายของฝากครับ หลักๆของที่นี่ก็จะเป็นน้ำผึ้งนี่แหละ


หุ่นพวกนี้นี่ถ้าตอนดึกๆมาเดินก็น่ากลัวอยู่นะ


ทางเดิน จะมีดอกไม้หลากหลายชนิดเลย เป็นอาหารผึ้ง


ผึ้งเปียก


ที่ถัดมาคือ Butterfly Farm & Insect Garden ที่นี่ถ้าจะเข้าต้องเสียค่าตั๋วเพิ่ม 5 RM ครับ ถ้าไม่เข้าด้านบนมีร้านขายกระบองเพชรและของที่ระลึกอยู่ครับ ตอนแรกลังเลว่าจะเข้าดีมั้ย แต่เห็นมันดูใหญ่อยู่เลยลองดูครับ เข้าไปแล้วเจอว่ามันคุ้มราคาอยู่ครับ สวนผีเสื้อมีขนาดใหญ่พอตัว นอกจากผีเสื้อตัวเขื่องๆแล้ว ยังมีพวกงู และกิ้งก่านานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมี Activity กับคนครับ งูบางตัวก็เลื้อยมาหา กิ่งก่าก็ไต่ขอบกรงตาม นอกจากนั้นยังมีพวกแมลงแปลกๆเช่นด้วงกว่า ด้วงเขี้ยวกาง ด้วยหนวดยาว ตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ แมงป่องซึ่งล้วนแต่มีขนาดใหญ่และดูสุภาพดีครับ (ยกเว้นแมงป่อง ดูนอยด์มาก) ท้ายสวนจะเป็นสวนดอกไม้นานาชนิด มีกรงไก่ นก กระต่ายและ Guinea Pig ครับ


กระบองเพชร ที่นี่ดูชื้นแต่มีฟาร์มเต็มเลย แปลกดีครับ


โซนสวนผีเสื้อ จะมีกรงดักแด้แยกไวให้ดูด้วยครับ


ผีเสื้อ น่าจะพันธ์เดียวกับที่สวนผีเสื้อในสวนรถไฟครับ แต่มีเยอะและตัวใหญ่กว่า จะมีคนมาสอนจับด้วยนะครับ


น้องเขี้ยวกาง


น้องงูเขียว


หาเจอมั้ยเอ่ย ตัวอะไร


บรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย มันจะ Close up นิดนึง

ออกจาก Butterfly Farm พวกเราตรงไปที่ Strawberry Farm ต่อครับ เนื่องจากฝนยังไม่ซาคนที่มากับเราก็เลยไม่ลงไปครับ ที่นี่เพาะต้นสตอเบอรี่ในเรือนกระจก มีบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บได้ครับ เก็บเท่าไหร่ก็เอาไปชั่งจ่ายตังตามนั้น พวกผมไม่ได้เก็บกันเลยเดินดูได้แค่ประมาณ 4 แถวครับ อยู่ประมาณ 10 นาทีก็เดินทางต่อ


เดินดูได้แค่นี้แหละครับ จะเดินไปต่อต้องเข้าไปเก็บเท่านั้น


ปลูกบนชั้น สบายเลยไม่ต้องก้มดู


วิวด้านนอก เริ่มมีหมอกไหลมาละครับ


ที่ถัดมาคือ Rose Farm อันนี้เสียค่าเข้าเช่นกัน 5 RM มองเข้าไปมันดูเล็กนิดเดียว พวกเราเลยไม่เข้าครับ คนที่ไปด้วยก็ไม่เข้า เลยอยู่แค่แป๊ปเดียว แต่วิวหมู่บ้านแถวนั้นงามอยู่ 555


จริงๆคนขับจอดให้แวะตรง Kea Farm ซึ่งมันก็คือตลาดทั่วไปนั่นแหละครับ ขายทั้งผักผลไม้ อาหารและของฝาก แต่สภาพตอนนั้นฝนตกหนักอีกแล้ว ผมเลยไม่เดินละครับ ให้คนขับพาไปที่สุดท้ายเลยคือ Sem poh temple



Sem poh temple เป็นวัดจีนครับ ขนาดไม่ใหญ่มาก ตอนผมไปพระท่านกำลังทำพิธีพอดีเลยได้อยู่แต่ด้านนอกครับ โดยส่วนหน้าของวัดจะมีรูปเคารพของเทพเจ้าจีนอยู่ครับ ขนาดก็ใกล้เคียงปรางค์ประธานของบ้านเรานี่แหละครับ



ออกจากวัดคนขับพาเรามาส่งที่เดิมหน้าบริษัททัวน์ ตอนนี้ห้าโมงกว่าๆสังเกตว่าเค้าปิดไฟกันเกือบทุกร้าน ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นแคมเปญ Go Green ประหยัดไฟอะไรสักอย่าง แค่จริงๆแล้วคือฝนตกทำให้ไฟดับทั้งเมืองครับ ถามคนแถวนั้นเค้าว่าดับบ่อยครับ ตอนนี้ถ้าขึ้นไปบนไร่ชาก็จะไม่มีชาให้ดื่ม เพราะไม่มีไฟต้มน้ำ ที่พักเราก็ด้วยครับ ตอนนี้ก็ไม่มีไฟต้องจุดเทียนวางไว้ตามทางเดินแทนครับ


พวกเราพักอยู่แป๊ปนึง ก็ออกไปเดินตามหาทัวน์สำหรับวันพรุ่งนี้ครับ แผนแรกกะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขา Brinchang ก่อน แต่มีปัญหานิดหน่อยคือ Tour ของบริษัทเดิมราคาแพงมาก 65 RM แถมไปแค่ที่เดียวคือยอดเขา ทัวน์อื่นๆก็ไม่ไปกันเพราะว่าคาดการ์ณ์ว่าฝนจะตกตอนเช้าขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไรครับ เพราะวันนี้เองก็ฝนตกเกือบจะทั้งวันครับ

พอหาทัวน์ไม่ได้ผมเลยลองไปต่อรองกับ Taxi ดูว่าถ้าจะเหมารถขึ้นยอดเขาตอนเช้า Missy Forest และไร่ชาจะคิดเท่าไหร่ ซึ่งสุดท้ายเค้าคิดราคาที่ 150 RM ถ้ามาหลายๆคนก็จะคุ้มกว่าไปทัวน์ครับ แต่เราจะไปกันแค่ 2 คนเลยแพงกว่าทัวน์ไป

เราไปถามอีกหลายที่คนส่วนใหญ่จะไม่เปิด Sunrise Tour กันเนื่องจากช่วงนี้ฝนตกบ่อย พวกเราจึงย้ายไปทัวน์เช้าปกติ คือไปที่เดียวกันแต่ออก 9 โมงครับ จะกลับมาบ่ายโมงกว่าๆทันขึ้นรถไปปีนังพอดี ซึ่งราคาทัวน์มีตั้งแต่ 40-70 RM ครับ พวกที่ถูกๆส่วนใหญ่ก็เต็มซะหมดแล้ว เราไปได้เจ้านึงชื่อ Cameron Vocation คิดราคา 60 RM รับเราที่โรงแรม ขากลับจะพาเราไปส่งที่ท่ารถ Tanah rata ครับ


แนะนำเรื่องที่พักนะครับ ถ้าไม่ได้จะขับรถเที่ยวเอง แนะนำให้พักที่ Tanah Rata ครับ เพราะมีบริษัททัวน์ ที่พัก และร้านอาหารให้เลือกหลากหลายกว่า ที่ Brinchang จะมีร้านน้อยกว่า เป็นร้านใหญ่ๆซะเยอะ และค่อนข้างพลุกพล่านครับ มีข้อดีตรงมี Night Market ให้เดินวันเสาร์-อาทิตย์ครับ แต่ก็สามารถเหมาแท๊กซี่ 10 RM ขึ้นมาตอนเย็นได้ หรือจะเดินเท้ามาก็ได้ครับ ไม่ไกลเกินไป


รอบๆเมือง Brinchang


พอได้ทัวน์แล้วเราก็ไปหาข้าวเย็นกินกัน ของขึ้นชื่อของ Cameron Highland คือ Steamboat ครับ เป็นหม้อไฟแบบจีนๆ จริงๆตามบ้านเราก็มีครับ จุดเด่นคือมันจะต่อปล่องระบายควันให้สูงขึ้นไปเหมือนปล่องไฟครับ ที่นี่ขาย Steamboat ทุกร้าน ราคาก็เท่ากันหมดครับ คือ 20 RM ต่อหัว จะได้ชุดผัก พวกลูกชิ้น เนื้อไก่ปลาปลาหมึกกรอบ ไข่ และเส้นครับ กินกันพอดีอิ่มเลยทีเดียว


ท่อด้านบนนี่จะยาวไปไหน


อิ่มอร่อยครับมื้อนี้


กินเสร็จแล้วพวกผมก็เดินเล่นต่ออีกนิดหน่อยครับ ฝนหยุดตกแล้ว อากาศหนาวขึ้นมาจับใจ เมื่องตอนเที่ยงดูอุณหภูมิ 18 องศาครับ ตอนเย็นน่าจะร่วงลงมา 15-16 ได้ เย็นสบายทีเดียว ตรงข้ามโรงแรมที่เราพักจะมีร้านขายของครอบจักรวาลอยู่ ใครขาดของใช้อะไรไปสอยเอาที่นั่นได้ครับ มีเบียร์นอกขายด้วยครับ เด็ดๆก็คือ Guiness มีขายเต็มไปหมดครับ เสร็จแล้วก็กลับที่พักเก็บข้าวของ เนื่องจากพรุ่งนี้เราจะ Check Out ตั้งแต่เช้าเลยครับ


Day 3: Cameron Highland - George Town,Penang

แผนของเช้าวันนี้เราจะขึ้นไปยอดเขา Brinchang กันครับ โดยรถมารับเราหน้าที่พักตอน 9.00 ครับ รถหน้าตาเหมือนเมื่อวานเลย แต่ในเพิ่มราวจับขึ้นมา 1 ราวสำหรับตอนรถเหวี่ยงครับ คนขับรถเป็นคนจีนใจดี เป็นกึ่งๆไกด์ครับ คอยอธิบายตลอดทางเลยดีกว่าทัวน์เมื่อวานมากครับ เมื่อวานคนขับนี่ขับอย่างเดียวกับคอยต้อนกลับขึ้นรถ ทั้งทัวน์มีผมอยู่กลุ่มเดียวครับ เหมือนเป็น Private ทัวน์เลยทีเดียว เราเลยขอพี่ไกด์ให้ตัดสถานที่ๆไปซ้ำออก(พวก Bee Farm,Butterfly Farm) แล้วเปลี่ยนไป Time Tunnel แทนครับ เวลาก็อิสระมากครับ จะอยู่ที่ไหนนานแค่ไหนก็ได้

ทางขึ้นยอดเขา Brinchang เป็นทางเดียวกับที่ขึ้นไร่ชา BOH ครับ แต่เลี้ยวก่อนถึงที่จอดรถ ทางขึ้นชันและโค้งครับ แต่มาถึงจุดๆทุกท่านน่าจะชินกับทางโค้งที่นี่แล้ว จุดแรกเราจอดดูวิวไร่ชากันก่อนครับ วิวจุดนี้สวยมากก สวยกว่าที่ไร่ชาเองซะอีกครับ สามารถลงไปเดินเล่นได้ถึงไร่ด้านล่างด้วยครับ เราติดใจที่นี่มาก เพราะมาถึงตอนแสงกำลังสวย เลยอยู่นานหน่อยครับ พี่ไกด์คงงง คนทั่วไปเค้าแวะอยู่นิดเดียว พวกเราอยู่กับครึ่งชั่วโมงกว่าๆ


ในที่สุดก็มีภาพไร่ชาดีๆกะเค้ามั่ง น้ำตาจิไหล T-T


ต่อจากนั้นก็นั่นรถต่อไปอีกไม่นานก็ถึงยอดเขาครับ อารมณ์คล้ายๆดอยอินทนนท์ครับ คือบนยอดจะไม่มีวิว มีแต่พวกเสาโทรศัพท์ แต่ที่นี่ทำหอคอยเล็กๆไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมครับ หอคอยไม่สูงมาก แต่บันไดชันและแคบ ขึ้นลงได้ทีละ 1 คนครับ ถ้านักท่องเที่ยวเยอะๆคงได้มีต่อคิวขึ้นกันแน่ วิวข้างบนค่อนข้างธรรมดาครับ เทียบกับไร่ชาที่ผ่านมาไม่ได้ เราจะเห็นข้ามหุบเขาไปถึงเมืองด้านล่างไกลๆครับ


ลงจากยอดเขามา ที่ต่อไปคือ Mossy Forest ครับ พี่คนขับบอกว่าจะพาไป Trekking เส้นที่มัน Nature กว่าครับ เนื่องจาก Mossy Forest เค้าทำเป็นทางเดินไม้ผ่าป่าเข้าไปให้เด็กกับคนแก่เดินได้ตอนนี้มันเลยไม่ธรรมชาติเท่าไหร่ครับ โดยทางเข้าจะเป็นช่องเล็กๆอยู่ก่อนถึงทางเข้า Mossy Forest ครับ ข้างในจะไม่มีทางเดินชัดๆให้ต้องอาศัยพี่ไกด์พาไป พื้นจะค่อนข้างเละและลื่น เนื่องจากที่นี่เป็นมอสขึ้นทั้งป่าตั้งแต่พื้นยันยอดไม้ พื้นที่เราเหยียบก็เป็นซากมอสและซากใบไม้ครับ มันจึงพร้อมจะยุบและยุ่ยไปตามเท้าเรา เพราะงั้นแนะนำให้ใส่ผ้าใบไปนะครับ ในป่านี้ Attraction หลักๆก็คือบรรดามอสต่างๆก็เกาะกันเต็มต้นไม้ทำให้ทั้งป่าเหมือนบุด้วยกำมะหยี่สีเขียวครับ พี่ไกด์เค้าจะมีจุดให้ถ่ายรูปด้วย เค้าจะจัดให้เลยว่าแบบยืนไหน ตากล้องยืนไหน



พี่ไกด์ใจดีของเรา


พี่เค้าชี้ให้ว่าแบบต้องยืนนั่น ตากล้องมายืนนี่ มุมมันเป๊ะมาก


Monkey Pot หม้อข้าวหม้อแกงลิงนั่นเอง ต้นใหญ่มาก


ทางเข้าเส้นทางที่เราเดินครับ ขากลับสวนกับนักท่องเที่ยวเพียบเลย ดีนะที่มาก่อน


จริงๆที่นี่จะมีทัวน์ไปดูดอกบัวผุด (Rafflesia) ด้วยนะครับ แต่จะเป็น Day Tour ใครที่มาอยู่ที่นี่ทั้งวันก็ลองเหมาทัวน์ไปดูนะครับ ที่นี่น่าจะดอกใหญ่กว่าที่เขาสก ดูจากขนาดแตงกวาในจานข้าวมันไก่ที่สั่งมา 555

ออกจากป่ามาสภาพรองเท้าปกคลุมไปด้วยโคลน นั่งรถต่อไปอีกนิดนึงก็เจอทางเข้า Mossy Forest ของจริง แต่พวกเราไม่แวะแล้วครับ กลัวจะไปขึ้นรถตอนบ่ายไม่ทัน ขาลงจากยอดเขาเจอฝรั่งโบกรถขอไปด้วยครับ สองคนนี้เค้าเดินขึ้นยอดเขาจากเมืองด้านล่างครับ มันจะมี Route ให้เดินอยู่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ขาลงเค้าหมดแรงแล้วเลยโบกรถขอติดไปไร่ชาด้วย จากที่ได้ถามไถ่ประวัติกันนิดหน่อยครับ สองคนนี้เค้าเป็นชาวฮอลแลนด์มาเที่ยวไทยและมาเลเซียรวมๆ 3 อาทิตย์ครับ ตอนเที่ยวไทยอยู่แค่กรุงเทพ นิยามเมืองเราชัดเจนมากว่า "รถติด" (แหมมม ไว้จะแนะนำให้ไปเจอของจริงที่กรุงจากาต้านะ 55)

แร่ชาวันนี้แสงดีกว่าเมื่อวานนิดนึง พอจะมีท้องฟ้าให้เห็น ไม่ขาวเท่าไหร่ครับ คราวนี้เรามีเวลาเดินจนทั่ว รวมถึงลงไปด้านล่างด้วย จะเข้าไร่ชาวบ้านเค้าด้วย เจาะลึกทุกรายละเอียดครับ และแวะซื้อชากลับไปฝากที่ไทยกันนิดหน่อย ชาที่นี่ไม่แพงครับ มีหลายแบบทั้งแบบเป็นใบและซอง รวมถึงพวก Earl grey, Passion Fruit ก็มีครับ แถมมี Product แปลกๆเพียบ เช่นชาผสมกาแฟ 3 in 1


ตรงนี้ถ่ายจากไร่ชาวบ้านที่อยู่ติดกับร้านกาแฟครับ เดินไปนิดนึง


จากรอบๆร้าน เดินลงไปด้านล่างได้ครับ


ด้านล่างเดินไปได้เรื่อยๆครับ แต่ผมหยุดแค่พอดีตรงข้ามกับร้านกาแฟ


และแล้วก็มาถึงที่สุดท้ายใน Cameron Highland นั่นก็คือ Time Tunnel ครับ เป็น Museum ที่เก็บรวมรวบของเก่าแก่ในแถบนี้ไว้ครับ จริงๆใช้คำว่า"กอง"จะตรงกว่าครับ เพราะพี่แกจัดกันแบบขี้เกียจมากๆ พวกของใช้เก่าๆหลายๆอย่างคล้ายบ้านเรามาก ยุคหลังๆนี่คือจีนจ๋ามากก ที่นี่ค่าเข้า 5 RM ครับ นอกจากของเก่าแล้ว ข้างในจะไล่ประวัติของที่นี่ตั้งแต่นักสำรวจชาวอังกฤษชื่อ เจมส์ คาเมรอน //ผิดๆ วิลเลี่ยม คาเมรอน ผู้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ ทำให้เป็นที่มาของชื่อ Cameron Highland ครับ รวมถึงเรื่องราวของ Jim Thomson ราชาแห่งผ้าไหม ที่ช่วงปั้นปลายชีวิตได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ ก่อนที่เช้าวันนึงมีคนเห็นเค้าเดินเข้าป่าไป และไม่กลับออกมาอีกเลย ทีมค้นหาหาเป็นเดือนๆก็ไม่เจอ (ถึงขั้นเขียนว่าเป็นทีมค้นหาคนที่ใหญ่ที่สุด มีทั้งเอาคนทรง หมอดู มาช่วยดูด้วย) ปัจจุบันก็ยังเป็นปมปริศนาว่าเค้าหายไปไหน กระท่อมที่เค้าก่อนจะหายตัวไป ตอนนี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อว่า Moonlight Cottage ครับ ใครว่างๆก็ลองแวะไปดูครับ ได้บรรยากาศดี


ไล่ประวัติตั้งแต่ยุคแรกๆ


ของใช้เก่าๆที่พบ


บางอย่างนี่ยังอยู่บนโต๊ะทำงานผมอยู่เลย


สไตล์จี๊นจีน


ลุงจิมไปอยู่ที่ไหน เคยรู้บ้างไหมโหนกคิดคํานึง ถึงบัวลอย เอ้ย ลุงจิม

ออกจาก Time Tunnel ด้วยความรวดเร็ว พี่ไกด์ก็พาเราลงมาที่ Tanah Rata พาเราส่งถึงหน้าบริษัทรถทัวน์ พร้อมทั้งติดต่อเรื่องฝากกระเป๋าให้ด้วย เพื่อที่จะได้ไปเดินเล่นรอได้ และเราก็จากลากับพี่แกด้วยความรวดเร็วครับ ดูแลดีมากจริงๆพี่คนนี้ จริงๆแล้วตอนเราอยู่บนยอดเขาได้เจอกับพี่คนไทยคนนึงกำลังคุยกับคนขับรถเราอยู่ตอนลงจากหอดูวิวมาครับ พี่เค้าเห็นเราพูดไทยเค้าเลยทักมา ได้ความว่าพี่เค้าเป็นหัวหน้าทัวน์ของบริษัทนี้เองครับ และเป็นเพื่อนสนิทกับคนขับรถคนนี้ตั้งแต่ยังไม่ทำทัวน์เลย สรุปคือรันโดยคนไทยนี่เอง ก่อนเราจะไปพี่คนไทยก็กำชับกับพี่คนขับให้ดูแลพวกเราดีๆครับ ใจดีมากๆเลยทีเดียว ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เราออกไปหาข้าวเที่ยงกินแถวๆนั้น และกลับมารอรถครับ รถเรารอบ 14.30 ซึ่งรถมาเลทนิดหน่อยครับ แต่รวมๆเวลาขับรับคนตามที่พักกกว่าจะออกจาก Cameron Highland จริงๆก็บ่ายสามกว่าๆแล้วครับ โดยจะลงคนละทางกับที่เราขึ้นมา โดยจะขับผ่านทางยอดเขา Brinchang ไปลงอีกด้าน เส้นทางลงเข้าก็เป็นทางโค้งเยอะๆอีกเช่นเคยครับ รถนั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ และจอดบ่อยครับ ช่วงที่ใกล้ข้ามเกาะรถจะติดมากกกก อาจจะเป็นเพราะผมไปเย็นวันศุกร์สิ้นเดือนด้วยครับ(น่าจะเกี่ยวมั้ง?) สรุปสุดท้ายผมเหยียบลงรถที่เมือง George Town เวลาสองทุ่มครึ่ง สิริรวมเวลาในรถ 6 ชั่วโมงพอดีครับ รถจะจอดที่สถานี Butterworth ก่อน คนส่วนใหญ่จะลงที่นี่กัน จอดต่อที่สถานีขนส่งที่ปีนัง (s.nibong) และ George Town ตรง Jetty ตามลำดับครับ

จากจุดที่รถปล่อยเราลง มันห่างจากที่พักประมาณกิโลกว่าๆครับ พวกเราก็เลยแบกเป้เดินไปที่พักกัน โดยถนนที่เราเดินไปชื่อว่า Lebuh Chulia ครับ จะผ่านส่วนที่เป็น Little India ด้วยมีร้านอาหารอินเดียที่ดังๆชื่อ Kapitan ป้ายหน้าร้านใหญ่เด่นชัดมาก ต่อมาสักพักก็เข้าเขตคนจีน จะมีโซนร้านอาหารรถเข็นอารมณ์เยวราชครับ โดยของขึ้นชื่อของแถบนี้คือ WanTan Mee ครับ



ที่พักเราชื่อ Malabar Inn ครับ กว่าจะเดินถึงก็ทำเอาหืดขึ้นคออยู่ เจ้าของเป็นคนมาเลเชื้อจีนๆครับ อัธยาศัยดี แนะนำที่กินให้เราเพียบเลยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สภาพโรงแรมเป็นการรีโนเวตโรงแรมเก่าทำให้ดูใหม่บางส่วน เก่าบางส่วน ในส่วนของห้องพักสะอาดดีครับ



ตำแหน่งร้านอาหารนะครับ ใช้แอพ Mapme เซฟแผนที่ออฟไลน์ไว้เปิดดูตอนเที่ยวครับ


- Kapitan's Restaurant ร้านอาหารอินเดีย

- Wantan Mee โซนอาหารจีน คิดซะว่าคือเยาวราชตอนกลางคืน

- Sky Restaurant ขึ้นชื่อเรื่องข้าวหน้าเป็ดครับ จะเปิดแค่ 11.30 - 14.00 เท่านั้น

- Toh Soon Cafe เป็นร้านกาแฟชื่อดังของ George Town จะขายกาแฟ ไข่ต้ม และขนมปังสังขยา (เปิด 8.00 แต่คนจะแน่นตั้งแต่ 7.30)

- Red Garden เป็นคล้ายๆ Food Course อาหารนานาชาติ มีดนตรีสดให้ฟัง

- Morning Market ตลาดสดตอนเช้า

- Night Market ถนนคนเดินตอนกลางคือ (ไม่มีอาหารขายเท่าไหร่)

ณ เวลานี้คือหิวมว้ากกก เก็บของเสร็จเราก็รีบพุ่งออกไปหาอะไรทานกัน ที่เจ้าของ Hostel แนะนำมาคือ Red Garden ครับ เป็นเหมือนสวนอาหาร อยู่ไม่ไกลจากที่พักเราเท่าไหร่ โดยอาหารข้างในนี่ Around The World มากครับ ไทย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี อเมริกัน มีครบครับ มีดนตรีสดให้ฟัง มีสาวเชียร์เบียร์ด้วย(1คน) ที่นี่จะใช้วิธีให้เราเดินไปสั่งแล้วบอกเลขโต๊ะครับ แล้วจะมีเด็กเสิร์ฟเอาอาหารมาให้และเก็บเงินครับ


ทานเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็เดินกลับที่พัก แล้วก็สลบไปในทันควัน แนะนำว่าใครจะไปปีนังจาก Cameron Highland ให้กลับรอบเช้าจะดีกว่าครับ รอบรถที่พวกเราเลือกตอนแรกเข้าใจว่าจะถึง George Town ทุ่มกว่าๆ แต่เอาเข้าจริงกว่าจะได้ออกจาก Cameron และเจอรถติดช่วงก่อนถึง Butterworth ทำให้มันเลทไปเยอะครับ


Day 4 : George Town

วันนี้แผนคือออกไปกินข้าวเช้าและกาแฟที่ Toh Soon Cafe แวะเดินตลาดเช้า นั่งรถไป Penang Hill และวัด Kek Lok Si จากนั้นค่อยกลับมาเก็บที่เที่ยวใน George Town ครับ


เริ่มจากออกจากที่พัก 7 โมง เดินเล่นชิลๆไปร้านกาแฟก่อน ปรากฎว่าไปถึงเค้ายังไม่เปิดดี (เปิดประมาณ 7.40) เราเลยไปเดินเล่นตลาดเช้ารอก่อนครับ ตลาดเช้าที่นี่ก็คล้ายๆตลาดเยาวราชบ้านเราอีกแหละครับ เพราะแถบนี้เป็นชุมชนชาวจีนซะเยอะ ตลาดนี้ก็มีขายตั้งแต่ของสดพวกกุ้งหอยปูปลา ไปจนถึงเครื่องกรองน้ำครับ



ที่นี่มีสามล้อถีบให้นั่งด้วยนะครับ เห็นฝรั่งชอบนั่งชมเมืองกัน


เดินตลาดเสร็จก็กลับมาร้านกาแฟ ตอนนี้เปิดแล้ว และคนเยอะมาก จนเราต้องไปขอนั่งร่วมโต๊ะกะลูกค้าคนอื่นครับ เราสั่ง Half Boiled Egg Egg on Toast และขนมปังสังขยามาครับ


กินเสร็จเราก็เดินต่อไปที่ท่ารถใต้ตึก Komtar ครับ โดยพอถึงหน้าตึกให้เดินตามทางที่รถบัสเลี้ยวเข้าไปจะเจอชานชาลาครับ โดยจะมีจอ LCD บอกชัดเจนว่ารถคันไหนรอชานชาลาไหน และอีกกี่นาทีจะถึงครับ เราจะไป Penang Hill หรือชื่อภาษามาเลคือ Bukit Bendera ต้องนั่งรถสาย 204 ไปจนสุดสายครับ ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที รถจะจอดหน้าที่ซื้อตั๋วขึ้นรถรางเลย



ชานชาลา มีที่ให้นั่งรอได้นิดหน่อยครับ


ป้ายบอกเวลา


ถ้าเจออนุสาวรีย์อันนี้แปลว่าใกล้ถึงแล้ว


ค่าตั๋วรถรางชาวต่างชาติคิดขึ้น-ลง 30 RM ครับ เราต้องต่อแถวรอให้รถรางมาประมาณ 15 นาที ใครที่อยากจะเห็นวิวชัดๆพยายามไปอยู่ในตู้หน้าสุดหรือหลังสุดของรถรางนะครับ จะเห็นวิวเต็มๆ และเสียวนิดๆ เพราะรถรางวิ่งเร็วครับ พอมาถึงด้านบนจะเป็นทางเดินให้ชมวิวไปเรื่อยๆ มีพิพิธภัณฑ์นกฮูกค่าเข้า 12 RM ระเบียงให้คู่รักไปล๊อคกุญแจแบบที่เกาหลี และวัดฮินดูครับ


กล้องส่องทางไกล อยากส่องต้องใส่แบงค์ 1 RM เข้าไปครับ


จตุรัสตรงนี้ด้านล่างจะเป็นร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์นกฮูก ด้านบนจะเป็นะเบียงให้คู่รักไปล๊อคกุญแจครับ


แน่นหนามากทีเดียว


ตอนผมไปหมอกลงพอดีเห็นวิวเลือนรางมาก สักพักนึงก็ครึ้มเหมือนฝนจะลงอีกแล้ว ผมเลยรีบลงไปข้างล่างครับ เพราะต้องไปวัด Kek Lok Si ต่อด้วย


ในรูปนี่ใช้ Lightroom ดึงรรายละเอียดขึ้นมาแล้วนะครับ ของจริงนี่เหมือนถ่ายกระดาษ A4



ด้านหลังวิวดีมากกก ยิ่งขาลงนี่น้องๆรถไฟเหาะเลย

จาก Penang Hill ไป Kek Lok Si ไปได้ 2 ทางครับคือนั่งรถ 204 ย้อนไป หรือเดินเท้าไปครับ ผมไปถาม information ดู เค้าบอกว่าเดิน 20 นาทีก็ถึง ก็เลยเดินเท้าไปครับ ซึ่งก็คือเดินย้อนทางรถที่วิ่งมานั่นเอง เดินออกจาก Penang Hill ถึงวงเวียนที่มีรถถังก็หักขวาเต็มกำลัง และตรงต่อไปจะเห็นวัดอยู่ด้านหน้าครับ


โบสถ์คาทอลิก อยู่ระหว่างทางครับ ทรงแปลกดี


เห็นวัดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ

ทางขึ้นวัดจะแคบๆแต่ให้สังเกตทางที่คนส่วนใหญ่เดินไปครับ ป้ายที่เขียน For Bus นั่นเป็นที่จอดรถนะครับ อย่าเผลอเดินไป ทางขึ้นไปวัดจะผ่านตลาดที่ค่อนข้างแออัดครับ ต้องเดินเบียดเสียดกับคนที่มาจับจ่ายซื้อของสักหน่อย พอใกล้ถึงทางออกคนจะน้อยลงๆ และจะเริ่มมีป้ายบอกทางไปวัดครับ หรือถ้าไม่อยากเบียดกับคนในตลาดก็สามารถเดินไปวัดทางรถขึ้นได้ครับแต่จะอ้อม และร้อนหน่อย เนื่องจากเป็นถนนขึ้นเขาครับ



ทางเข้านะครับ ไม่มีป้ายอะไรบ่งบอกชัดเจน แต่คนจะเดินเข้าไปเยอะอยู่ครับ


ค่อนข้างแออัดครับ อารมณ์คล้ายๆตลาดนัดจตุจักร


เดินไปซักพักก็เจอป้ายบอกทางไปวัดแล้ว โล่งอกกลัวไปผิดทางมาก



ก่อนถึงตัววัดจะผ่านบ่อเต่า และร้านอาหารมังสวิรัต วัด Kek Lok Si เป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีไฮไลท์หลักๆคือ คือ The Pagoda of A Million Buddhas เป็นเจดีย์ที่รวมศิลปะของเถรวาทและมหายานเข้าด้วยกันครับ ประกอบด้วยประพุทธรูปหินกว่า 10,000 องค์ ตัวฐานเจดีย์เป็นแบบจีน ตัวเจดีย์แบบไทย และยอดเจดีย์แบบพม่าครับ เรียกว่าเป็นเจดีย์สามัคคีชุมนุมสุดๆเลยทีเดียว อีกไฮไลท์นึงคือ Guan Yin Statue ซึ่งอยู่บนยอดเขา สามารถขึ้นลิฟท์ไปได้ครับ ค่าขึ้นรอบละ 3 RM จะซื้อเหมาขึ้นลงก็ได้ราคาไม่ต่างกัน หรือจะเดินขึ้นลงทางถนนก็ได้ครับ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เราเข้าวัดได้สักพักฝนก็เทลงมาครับ ทำให้ติดอยู่ในวัดพักใหญ่ๆเลย


ตัววัดจะประกอบไปด้วยอุโบสถหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบจีนครับ


พระพุทธรูปหินกว่าหมื่นองค์จะอยู่ตามแต่ละชั้นของเจดีย์ครับ


เห็นวิวทั่วเกาะปีนังเลย สงสัยว่าถ้า Penang Hill ฟ้าเปิดวิวจะสวยเท่านี้มั้ยนะ


ตัววัดมองลงมาจากบนยอดเจดีย์ครับ


ลิฟท์ หรือรถราง? ขึ้นไป Guan Yin Statue เรียกไม่ถูกเหมือนกันครับ หน้าตามันเหมือนรถราง แต่ข้างในมันเหมือนลิฟท์ 555


Guan Yin Statue อลังการมากกกกก


ขอยาวๆรูปนึง เก็บทั้งเกาะ ><


พอฝนหยุดเราก็เดินต่อจนครบและเดินลงมาด้านล่างเพื่อหารถกลับตัวเมือง George Town ครับ มองหารถที่ปลายทางเป็น Komtar หรือ Jetty ก็ได้ครับ ของผมขึ้น 504 ตอนแรกกะว่าจะลงที่ Jetty หาอะไรทาน แล้วเดินไป Fort Cornwallis แต่ปรากฎว่ารถมันผ่านพอดี เลยลงซะเลย



Queen Victoria Memorial Clocktower อยู่หน้า Fort Cornwallis เป็นหนึ่งใน Landmark ชื่อดังของ George Town

Fort Cornwallis เสียค่าเข้า 20 RM ครับ คิดนานมากว่าจะเข้าดีมั้ย เนื่องจากที่พักเค้าแนะนำ และประทับใจตอนไป Butterfly Garden ที่มันใหญ่คุ้มราคาตั๋ว ก็เลยยอมเข้าครับ สำหรับคนที่จะตามรอยนะครับ ขอแนะนำว่า ไม่ต้องเข้าไปครับ เนื่องจากด้านใน 90% เป็นสนามหญ้าครับ มีสแตนให้ถ่ายรูปนิดหน่อยครับ จุดที่เคลมว่าเป็น Museum มันเป็นซุ้มใต้ป้อมขนาด 1 ห้อง มีแค่แบบจำลอง 1 อันใส่กรอบกระจกตั้ง เป็นแบบนี้ประมาณ 10 ซุ้ม เค้าก็เคลมว่ามี 10 Museum มีปืนใหญ่เล็กน้อย มีเสากระโดงตั้งโชว์ มีห้องเก็บกระสุนปืนใหญ่ (มีแต่ห้อง) คือค่อนข้างรู้สึกเหมือนโดนหลอกนิดๆ ผม Complain กับคนที่มา Survey นักท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว คือไม่คุ้มราคามากๆ ขอย้ำอีกที ไม่แนะนำให้เข้าครับ แต่ข้อดีก็พอมีอย่างน้อยเราก็ได้รู้ที่มาของมาของเมือง George Town นิดหน่อย ได้รู้ประวัติของ Captain Francis Light ผู้ที่มาตั้งอาณานิคมแห่งนี้ รู้ว่าทหารอังกฤษที่มาประจำที่นี่ล้วนเสียชีวิตเพราะโรคมาลาเรีย และหน้าตาของ Penang Tree ที่เป็นที่มาของชื่อเกาะนี้


ข้างในเป็นลานโล่ง มีต้นไม้ร่มรื่น ในภาพนี่คือทั้งหมดของป้อมครับ ที่เหลือจะเป็นแนวกำแพง


เสากระโดงเรือ เดินไปดูใกล้ๆได้


ปืนกระบอกน้อยๆ


Captain Francis Light และ Penang Tree



ข้างๆ Fort จะมี Food Course อยู่ เราไปฝากท้องกันไว้ที่นั่นครับ มีอาหารหลากหลายทั้งจีน อินเดีย และฝรั่ง อีกด้านของ Food Court จะมีลานโล่งที่เรียกว่า Esplanade จะเป็นลานจัดแสดงงานต่างๆของเมืองนี้ครับ ตอนผมไปเค้ามีงาน Transformer Art อยู่ครับ เป็นงานเล็กๆเอาหุ่นมาตั้ง มีแสงสีเสียงตอนเย็น (เค้าว่างั้น ผมไม่ได้อยู่ดู 55) และมีภาพเลือนแบบ Street Art โดยใช้ตัวหุ่น Transformer เป็นตัวละครในภาพที่สื่อออกมาถึง George Town ได้เป็นอย่างดีครับ

ผมลงรถเลยป้ายที่จอดหน้าป้อมไปครับ แลวเดินย้อนกลับมาทางหอนาฬิกา เข้าป้อม ทะลุออกมา Food Court เดินออกไปทางเดินเรียบทะเล เลี้ยวเข้าลานดล่งหน้า Esplanade และเดินกลับมาที่ถนนใหญ่ครับ


Esplanade จะมีทางเดินเรียบทะเลด้วยนะครับ แถบนี้ไม่มีหาดให้เห็นเลย


มีหุ่นยักษ์มาโชว์ เด็กๆเพียบเลย


ภาพสตรีทอาร์ตบนตู้คอนเทนเนอร์


ร้าน Toh Soon Cafe แบบฉบับ Transformer


ล้อเลียนภาพเด็กขี่จักรยานอันโด่งดังของปีนัง


ถัดมาผมเดินตามถนนตรงข้ามกับลาน เพื่อตรงไปที่ Peranakan Mansion ครับ ที่นี่เดิมเป็นบ้านของ Kapitan Chung Keng Kwee เจ้าเมืองปีนังในอดีต ปัจจุบันของต่างๆในบ้านก็ยังเก็บคงสภาพเดิมเหมือนหยุดเวลาเฉพาะบ้านนี้ไว้ครับ ผมค่อนข้างชอบที่นี่เพราะรูปแบบตัวบ้านทรงจีนโบราณที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันออกได้อย่างกลมกลืน รวมถึงข้าวของโบราณมีให้ดูมากมาย ค่อนข้างคุ้มกับค่าตั๋ว 21.1 RM ครับ ตอนแรกจะมีไกด์มาบรีฟแต่ละห้องให้ด้วย



เป็นบ้านทรงจีนที่จะเปิดโล่งตรงกลางบ้านและมีระเบียงครับ


จะมีของโบราณโชวไว้ครับ ในรูปคือชุดสะสมโคมไฟหลากสีของเจ้าของบ้าน


จะมีไกด์ของที่นี่อธิบายส่วนต่างๆของบ้านครับ


ห้องแบบจีนที่ประดับด้วยรูปปั้นแบบยุโรป


ด้านหลังจะเป็นสวนน่านั่งอ่านหนังสือมาก


นอกจากบ้านแล้วยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์อีกสองส่วน คือส่วนที่จัดแสดง รองเท้า ผ้าม่าน ชุดกี่เพ้า และชุดแต่งงานของจีนที่ประดับด้วยขนกระต่ายลวดลายทองคำ อีกส่วนจะเป็นคลังเก็บเครื่องประดับทองคำ และอัญมณีต่างๆ ห้องนี้ไม่ให้ถามรูปครับ



พอดูจนหนำใจแล้ว ตอนนี้จะเป็นช่วงของการไล่ล่า Street Art ใน George Town โดยมีแผนที่ๆได้จากที่พักมาครับ ถ้าใครไม่มีแผนที่ ง่ายๆเลยคือมองหาตามตรอกซอกซอยที่มีคนไปมุงเยอะผิดปกติ ถ้าไม่ได้การฆาตกรรมแล้วคนมามุงดู ส่วนใหญ่จะมี Street Art อยู่แหละครับ 555 โดยรูปที่ดังๆก็จะมีคนมุงเยอะหน่อย ที่เยอะสุดก็จะเป็นภาพเด็กซ้อนจักรยานที่อยู่พอดีตรง Night Market พอดี จะมีคนล้อมอยู่ตลอดเวลาครับ


แผนที่ไล่ล่า Street Art ครับ >> https://www.google.com/maps/d/viewer?mid=zfP8JNnikALg.kaUN6WQlZsuE&hl=en_US



ระหว่างทางจะทะลุ Little India แว๊บนึง เพลงอินเดียดังลั่น กลิ่นเครื่องเทศฉุนๆลอยมาตามลม


Street Art จะซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอย ไม่แนะนำให้มาเดินหาตอนดีกนะครับ จะเปลี่ยวมาก


เมื่อกี้มีของปลอมอันนึง ใครหาเจอมั่ง 55


แถบที่มี Street Art เยอะๆจะมีพวกวัดอยู่ด้วย เช่น Khoo Kongsi Cheah Konsi และ Kapitan Keling Mosque ถ้าพักอยู่แถวนี้ก็จะเดินเที่ยวได้สะดวกมากครับ แต่ไกลของกินหน่อยนะ



วัด Cheah Konsi


Kapitan Keling Mosque


พอเก็บ Street Art แถวๆนั้นได้ครบแล้ว จุดต่อไปที่จะเดินคือ Night Market เพื่อหาของกินและของฝากที่บ้านครับ สภาพรวมๆ Night Market ก็เหมือนกับถนนคนเดินบ้านเรา แม้กระทั่งเพลงที่เปิดก็เป็นเพลงของพี่เสก โลโซ ของขายไม่เยอะเท่าไหร่ เป็นพวกพวงกุญแจ เสื้อ ครับ พวกผมซื้อน้ำแข็งใสก้อนมาลองชิมดู มันคือน้ำแข็งใสปั้นเป็นก้อนขาย ก้อนละ 3 RM จะเอาน้ำแข็งใส่อัดถ้วยใส่บ๊วยตรงกลางแล้วประกบกันราดน้ำหวาน เวลากินเค้าให้ดูดไปเรื่อยๆจนเจอบ๊วยตรงกลางครับ เด็กๆแถวนั้นจะชอบกันมาก เห็นซื้อกินกันแทบทุกคน


เดินไปสักพักพวกผมก็ออกจาก Night Market ไปหาข้าวเย็นทาง ตอนแรกกะว่าจะหาอะไรทานในตลาดเลย แต่เค้าขายพวกขนมซะส่วนใหญ่ พวกเราก็เลยกลับไปถนน Lebuh Chulia เพื่อทาน Wan Tan Mee ที่เป็นอาหารแนะนำอันนึงของ George Town ครับ


จริงๆแล้วมันก็เหมือนบะหมี่หมูแดงบ้านเรานี่แหละครับ มีน้ำดำๆเพิ่มขึ้นมา รสชาติโอเคเลย แต่แถวเยาวราชถูกปากกว่า 555 สั่งน้ำมะนาวมากินด้วย แต่มันจืดมากกก แทบจะเหมือนน้ำล้างแก้วเลยทีเดียว #ฮ่องกงก็เช่นกัน


ทานเสร็จก็กลับที่พักเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับไทยในวันรุ่งขึ้นครับ โดยเราได้จองรถตู้จาก KST Travel ที่หาดใหญ่ให้มารับหน้าโรงแรมเรากลับไปลงที่หาดใหญ่ครับ โดยรถจะมารับ 8.15 น.(เวลามาเลเซีย) ถึงหาดใหญ่เที่ยงกว่าๆ (เวลาไทย)


Day 5 : Penang - Hat Yai

รถตู้มาเร็วกว่าเวลานิดหน่อยครับ คนขับเป็นคนไทย ผู้โดยสารทั้งคันก็เป็นคนไทยครับ โดยรถจะวนรับตามที่พักของผู้โดยสารตามที่แจ้งไว้ตอนจอง รถจะพาเราข้ามสะพานออกจากเกาะปีนัง และเข้าประเทศไทยทางปาดังเบซาร์ครับ



รถจะจอด 3 ครั้ง ครั้งแรกคือแวะให้ซื้อของและเข้าห้องน้ำ ต่อมาคือที่ด่านขาออกของมาเลเซีย เราเดินข้ามด่านเองโดยใช้แค่พาสปอตครับ ครั้งที่ 3 คือด่านขาเข้าไทย เราจะต้องใช้ Arrival card ที่ได้ตอนออกจากไทย กรอกข้อมูลให้ครบนะครับ เวลาถึงตม.แล้วให้บอกจนท.ว่าขามาบินจากสนามบินดอนเมืองเพื่อความรวดเร็วครับ ตอนผมเค้าจนท.งงอยู่พักใหญ่ๆ เพราะเราออกขาเดียว ส่วนใหญ่คนไทยจะทั้งเข้าและออก จุดนี้พี่คนขับรถเก็บตังเราคนละ 10 บาทเป็นค่าจอดรถครับ


ลาก่อน มาเลเซีย


สวัสดี ประเทศไทย (ดีใจ ไม่เห็นภาษาไทยมา 4 วัน)

พอข้ามมาอย่าลืมปรับเวลากลับเป็นเวลาไทย จะเป็นเวลาประมาณ 10.30 ครับ จากจุดนี้ก็นั่งรถต่อยาวๆเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ครับ แนะนำนะครับ ถ้านั่งรถตู้กลับตอนเช้า ให้เลือกนั่งซีกซ้ายของรถนะครับ เพราะซีกขวาแดดลง รถตู้ไม่มีม่าน ไม่ติดฟิล์ม คือตากแดดที่ปีนังทั้งวันยังเกรียมไม่เท่า 4 ชม.บนรถตู้ ประมาณ 11 โมงเราก็มาถึงหน้าบริษัท KST Travel ครับ อยู่ใกล้โรบินสันหาดใหญ่ เครื่องบินเรา Take Off 17.05 ทำตอนนี้เรามีเวลาจนถึงบ่ายสามกว่าๆที่จะเที่ยวเล่นในหาดใหญ่ครับ โดยผมมีเพื่อนอยู่หาดใหญ่พอดี จึงได้นัดแนะให้มันมาเป็นไกด์ทัวน์เฉพาะกิจให้ครับ

คุณไกด์มารับเราไปทานบักกุเต๋ก่อนเป็นอย่างแรกครับ ร้านชื่อว่าโชคดีแต่เตี๊ยมครับ เป็นร้านชื่อดังร้านนึงในหาดใหญ่ ได้ยินว่าเค้ามาต่อคิวกันกันแต่เช้ารอกินร้านนี้ แต่กว่าพวกเรามาถึงนี่ก็จะบ่ายแล้ว ชาวบ้านเค้ากินเสร็จพอดี ร้านโล่งสบายยยย


พอกินอิ่มพวกเราก็ไปแวะไหว้ท้าวมหาพรหมณ์ และพระพุทธมงคลมหาราช บนเขาคอหงส์ครับ เขาคอหงส์เป็นผืนป่าผืนสุดท้ายของเมืองหาดใหญ่ เค้าว่ากันว่ามีฝูงนกเงือกอยู่ในเขาแห่งนี้ด้วย ที่นี่มี Cable Car ให้ขึ้นด้วยครับ ขึ้นจากพระพุทธมงคลมหาราชไปยังท้าวมหาพรหมณ์ แต่ถ้าไม่อยากขึ้นก็ขับรถวนแทนก็ได้ครับ วิวตรงบริเวณหน้าพระพุทธมงคลมหาราช สวยงามมาก เราจะเห็นตัวเมืองหาดใหญ่ ยาวไปถึงทะเลสาบสงขลาแบบที่ไม่มีอะไรมาบังเลยครับ Panorama สุดๆ



ท้าวมหาพรหมณ์ครับ ต้องเดินเท้าขึ้นไปนิดนึง แต่ระวังประทัดร่วงใส่หัวนะครับ 55


ทางบริเวณนี้จะนั่ง Cable Car ไปพระพุทธมงคลมหาราช ได้ครับ


ที่นี่มีหอดูดาวส่วนตัวด้วย


มุ้งมิ้งๆ


พระพุทธมงคลมหาราช


วิวที่นี่สุดๆมากกก


ตัวเมืองหาดใหญ่


มองเห็นมัสยิดกลางสงขลาอยู่ไกลๆ


หลังจากลงเขามาพอมีเวลาเหลือ ก็เลยไปแวะมัสยิดกลางสงขลาต่อครับ ที่นี่มีอีกชื่อนึงคือ"มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม"ครับ มัสยิดแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า " ทัชมาฮาลเมืองไทย " เพื่อนบอกว่าตอนเย็นๆเปิดไฟจะสวยงามมาก พอเรามาถึงฝนก็กระหน่ำลงมา(อีก)แล้วครับ พวกเราเลยไม่ได้ลงไปเดินดู ได้แค่ถ่ายรูปจากในรถครับ จากนั้นก็ขับกลับเข้าตัวเมืองเพื่อแวะไปตลาดกิมหยงเพื่อแวะซื้อของฝากครับ แล้วจึงาพายุฝนยาวๆ ต่อไปที่สนามบินหาดใหญ่ครับ


มีรูปเดียวนะครับ ทำสีหน่อยเพราะของจริงมันมีฝนกระหน่ำอยู่


สำหรับคนที่ไม่มีเพื่อนขับรถพาไปสนามบินแบบผมนะครับ บริษัทรถตู้เค้ามีบริการไปส่งถึงสนามบินครับ แต่ต้องเสียตังเพิ่ม(คุ้นๆว่าค่อนข้างแพง) หรือไม่ก็นั่งสองแถวไปที่สนามบินได้ครับจะราคาไม่แพงเท่า

ขากลับบนเครื่องเราได้เห็นปรากฎการณ์รุ้งกินน้ำเป็นวงกลมด้วยครับ นานๆทีจะได้เห็นสักครั้ง สวยสุดๆ วิวจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพช่วงแรกจะบินข้ามทะเลสาบสงขลาครับ พยายามนั่งซีกซ้ายมือไว้เราจะเห็นลวดลายที่สวยงามของชายฝั่งครับ จากนั้นก็ปิดหน้าต่างนอนได้เลย เราจะบินข้ามอ่าวไทยยาวๆจนถึงปากน้ำสมุทรปราการ ผ่านกรุงเทพฯ ไปกลับลำแถวปทุมธานี และลงจอดที่ดอนเมืองครับ



ทริปบุกมาเลเซียของพวกผมก็จบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ มีทั้ง Fail และ Fin ไปหลายที่อยู่ แต่นี่ก็เป็นรสชาตินึงของการแบคแพคครับ

ความสนุกมันอยู่ที่เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าทริปของเราจะพบเจออะไรบ้าง ต่อให้วางแผนมารัดกุมแค่ไหน การพลิกแพลงเอาตัวรอดจะเป็นสกิลที่ช่วยทำให้ทริปครั้งต่อๆไปของเราราบรื่นขึ้น

ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขจะขัดเกลาให้เราแข็งแกร่ง และสำคัญเหนือสิ่งใดคือความทรงจำดีๆ มิตรภาพดีๆ และประสบการณ์ดีๆ ที่เราได้ระหว่างการเดินทางจะทำให้เราไม่ได้แค่ "มีชีวิต" แต่ได้ "ใช้ชีวิต" ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ




ความคิดเห็น