Breath of East Java : ทริปภูเขาไฟ 5 วัน ฝ่าฝุ่นควันและกำมะถันแห่งชวาตะวันออก รีวิวโดย Mountain Seal

กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับ ในครั้งนี้ผมจะขอเล่าเรื่องราวของผมและเพือนอีก 2 ชีวิตที่ได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปในดินแดนที่เรียกขานกันว่า “ลมหายใจของเทพเจ้า (Breath of God)" ณ ทางตะวันออกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียครับ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อผมได้รู้จักกับภูเขาสองลูกนามว่า “โบรโม่"

Breath of East Java : ทริปภูเขาไฟ 5 วัน ฝ่าฝุ่นควันและกำมะถันแห่งชวาตะวันออก

Breath of East Java : ทริปภูเขาไฟ 5 วัน ฝ่าฝุ่นควันและกำมะถันแห่งชวาตะวันออก


กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับ ในครั้งนี้ผมจะขอเล่าเรื่องราวของผมและเพือนอีก 2 ชีวิตที่ได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปในดินแดนที่เรียกขานกันว่า “ลมหายใจของเทพเจ้า (Breath of God)" ณ ทางตะวันออกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียครับ

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อผมได้รู้จักกับภูเขาสองลูกนามว่า “โบรโม่" และ "อีเจี้ยน" จากเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากอินโดฯ ซึ่งถ้าผู้อ่านเป็นช่างภาพ ก็น่าจะเคยเห็น "โบรโม่" อยู่บ่อยๆ เนื่องจากมันเป็นหนึ่งใน Dream Destination ของบรรดาช่างภาพสาย Landscape ที่ใฝ่ฝันว่าวันนึงจะมาล่าช้าง ถ่ายดาวหมุน เก็บทะเลหมอก

ส่วน "อีเจี้ยน" ความงามภายนอกไม่ใช้สิ่งที่ดึงดูดผู้คนเข้าไปหา แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในปล่องไฟที่เต็มไปด้วยกำมะถัน "เปลวไฟสีฟ้า" คือสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-สุราบายา และก่อกำเนิดทริปฝ่าฝุ่นควันและกำมะถันแห่งชวาตะวันออกนี้ขึ้นมา

โดยทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดวันพ่อครับ จากเวลาที่มีอยู่ (3-8 ธ.ค.) เราวางแผนว่าจะใช้เวลา 3 วันที่เพื่อเก็บภูเขาไฟ และ 1 วันเพื่อเก็บเมือง Yogyakarta รวมเวลาเดินทางก็จะเป็น 5 วันพอดีครับ


รายละเอียดทริป

Day 0 : กรุงเทพ-Surabaya (ออกรอบสามทุ่มกว่าๆจะถึงเกือบเที่ยงคืน) นั่งรถข้ามคืนไป Blawan Village

Day 1 : ถึง Blawan Villge ตอนเที่ยงๆ เที่ยวรอบๆ (Blawan Water Fall, Stawberry Plantation)

Day 2 : ตื่นเช้าขึ้น Mt.Ijen ตอนบ่ายเดินทางไป Cemoro Lawang (Mt.Bromo) ถึง Cemoro Lawang ตอนเย็นๆ

Day 3 : ขึ้นยอด Penanjakan เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ไปที่ปากปล่อง Bromo และเที่ยวน้ำตก Madakaripura เดินทางกลับ Surabaya และนั่งรถไฟไป Yogyakarta

Day 4 : เที่ยวรอบๆ Yogyakarta (Borobudur, Prambanan)

Day 5 : กลับ Surabaya บินกลับกรุงเทพ


การเดินทาง

1. ข้ามประเทศ : เดินทางด้วย Airasia จะมีเส้นบินตรงไปลงที่เมืองสุราบายา เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเดินทางต่อไปยัง Mt.Ijen ค่าตั๋วไปกลับ 5,500 บาท (ตอนผมไปจองกระชั้นชิดมาก จึงไม่มีโปรใดๆ)

2. ในประเทศ : แบ่งเป็น 2 ช่วงนะครับ

a. Surabaya – Mt.Ijen – Mt.Bromo หลายๆท่านที่เคยไปแล้วแนะนำมา 2 ที่ คือ Local Tour ชื่อ Pinkhouse ( http://www.pinkhouse-rentcar.8m.com) และไกด์ทัวน์ที่ชื่อ Tommy ([email protected]) ซึ่งผมใช้วิธีเมลล์ติดต่อกับ Tommy ให้รายละเอียดวันเวลา และสถานที่ๆเราจะไป เค้าจะจัดหารถและที่พักมาให้ โดยราคาก็จะเหมารวมค่ารถ คนขับ น้ำมัน ที่พักและค่าเข้าชมไว้ (อยู่ที่จะคุยต่อรองกัน) ผมใช้บริการทัวน์แค่ Ijen กับ Bromo (3วัน) รวมกันเบ็ดเสร็จ 4.5 M.IDR สำหรับ 3 คน ค่าเงินตอนไป 1 THB = 0.0028 IDR ก็ตกคนละ 4,200 บาท

b. Surabaya – Yogyakarta ผมเดินทางด้วยรถไฟข้ามเมือง ซื้อตั๋วล่วงหน้า 1 วัน ไป-กลับ 1,320 K.IDR (ประมาณ 1,200 บาท) ราคาจะเปลี่ยนไปตามรอบรถไฟครับ ส่วนในตัวเมือง Yogyakarta ใช้การเดินเป็นหลักครับ มีสามล้อบ้างถ้าไกล ไป Borobudur ใช้วิธีซื้อ Day Tour จากที่พักไปครับ


ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายหลักๆนะครับ ทริปไม่เข้าข่ายเป็น Budget Trip เนื่องจากใช้ Local Tour ซะส่วนใหญ่ และก็กินอยู่กันดีพอตัว คิดว่าถ้ารอโปรตั๋วเครื่องบิน และเดินทางในประเทศเองจะถูกกว่านี้ได้อีกเยอะครับ

target="_blank"


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยใน East Java

- ชาวอินโดฯ นับถือมุสลิม ดังนั้นเราจะเห็นมัสยิดอยู่เต็มเมือง

- คนที่นั่นละหมาดกันวันละหลายครั้ง บางครั้งถ้าไม่รีบไกด์ก็จะจอดรถเพื่อละหมาด โดยทั่วเมืองจะมีลำโพงเปิดเสียงบทสวดก้องกังวาล

- ถามไกด์ว่าถ้ายุ่งๆอยู่แล้วต้องละหมาดจะทำยังไง เค้าบอกว่ายกยอดไปวันถัดไปได้ถ้าจำเป็น

- อาหารที่นั่นไม่มีหมูนะจ๊ะ เน้นไก่กับวัว อาหารหลักๆของพวกเราคือ Nasi Goreng (นาสิโกเร็ง = ข้าวผัด) Ayam Goreng (อายัมโกเร็ง = ไก่ทอด) ไก่ทอดที่นี่หนังกรอบอร่อยมาก

- ชาวมุสลิมไม่กินเบียร์ แต่ก็มีขายบ้างนิดหน่อย

- ถนนในชวาตะวันออกเป็นถนนเลนเดียว รถติดมากถึงมากที่สุด บางทีจะมีการเปิดเลนส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาด้วย

- มีหลายช่วงเป็นถนนเลียบชายฝั่ง แต่หาดไม่สวยเหมือนบ้านเรา

- ที่นี่เป็นเกาะ ต้องทำใจว่าฝนจะตกปรอยๆแทบทุกวันตอนบ่ายๆ (Dry Season พฤษภาคม ถึง กันยายน)

- ขึ้น Mt.Ijen ต้องเตรียมอะไรไปปิดปาก เพราะควันกำมะถันแรงมาก ตอนผมใช้ผ้าขาวม้า (ไม่ค่อยช่วย) แนะนำให้พกหน้ากากกันแก๊สพิษไปด้วยจะเซฟกว่า

- Mt.Bromo ในเดือนธันวาคม อากาศค่อนข้างหนาวในตอนเช้า เทียบกับบ้านเราก็ประมาณภาคเหนือบนดอย ควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปสักนิด

- ที่นี่ภูเขาไฟเยอะมาก มองไปทางไหนก็จะเห็นภูเขาพ่นควัน

- Yogyakarta อ่านว่า จ๊อคจา บางทีก็เขียน Jogja เวลาคุยบอกยอร์กยา เค้าจะงง

- Yogyakarta เป็นเมืองแห่งศิลปะ ถ้าเปรียบกรุง Jakarta เป็นร่างกาย Yogyakarta ก็เหมือนเป็นจิตใจ ของอินโนนีเซีย


ภาพในทริปนี้ถ่ายด้วย Nikon D300 + Nikon 16-85 VR + Nikon 70-300 VR + Sigma 10-20


Day 0-1 : Bangkok To Surabaya and Blawan Village


เริ่มทริปกันที่สนามบินดอนเมืองครับ เราเดินทางด้วย Air Asia ซึ่งเปิดทริปมาด้วยเครื่องบิน Delay ครึ่งชั่วโมงครับ Orz เจอพี่ผู้หญิงมาชวนคุยระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง ก็คุยสัปเพเหระไปได้สักพักก็ประจักษ์ว่าพี่เค้าเป็นชาวอินโดฯครับ แต่พูดไทยคล่อง และชัดมากจนแยกไม่ออก เค้าก็ให้เบอร์ติดต่อมา เพื่อมีปัญหาอะไรตอนอยู่ที่สุราบายาครับ ที่หลักๆก็จะเตือนเรื่องมิจฉาชีพครับ

ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 4 ชั่วโมงครับ จากเดิมเราแพลนว่าจะถึงสุราบายาเที่ยงคืนครึ่ง ก็เลทมากลายเป็น ตี 1 ครึ่งครับ ผมได้เมลแจ้งกับ Tommy ที่เป็นคนจัดหารถและคนขับให้เราที่อินโดไว้แล้วว่าจะมาถึงช้าหน่อย สนามบินสุราบายาไม่ใหญ่มาก ไซส์ใกล้เคียงกับสนามบินเชียงใหม่ คนไม่เยอะทำให้ใช้เวลาไม่นานในการผ่านต.และรับกระเป๋า พอออกจากสนามบินมาก็เจอ เพื่อนของ Tommy ชูป้ายชื่อเรารออยู่ครับ เค้าชื่อ "อาบี" จะมาเป็นไกด์ให้เราในการเดินทางครั้งนี้ อาบีพูดและฟังภาษาอังกฤษได้คล่อง แต่จะติดสำเนียงอินโดนิดหน่อย พอไปถึงรถก็มีพี่คนขับรถอีกคนนึง แต่พี่คนนี้พูดอังกฤษไม่ได้เลย เราเคยได้แต่คุยภาษามือกัน รถยนต์ที่พาไปเป็นรถ Suzuki APV 3 ช่วงครับ นั่งได้เต็มที่ 6 คนครับ

ประมาณตี 2 เราก็ออกเดินทางจากสุราบายาครับ ในคืนนี้จะต้องนั่งรถยาวไปให้ถึงอีเจี้ยนเลย (ตามแผนที่) เราวิ่งผ่านตัวเมืองสุราบายา ตัวเมืองค่อนข้าวเล็ก ลักษณะเป็นตึกแถวสองชั้น ไม่มีตึกสูง ถนนมีเลนเดียว วิ่งไปสักพัก พวกเราก็นั่งหลับยาวๆเลย รู้สึกตัวอีกทีตอนเช้ามืดไม่รู้กี่โมง คนขับรถและอาบี แวะจอดรถหน้ามัสยิดเพื่อละหมาดครับ ที่นี่มัสยิดเยอะ และบทสวดจะเปิดผ่านลำโพงดังก้องไปทั่วเมือง

รูปจาก Google Map นะครับ เราจะวิ่งยาวไปอีเจี้ยนก่อน ค่อยวนกลับมาโบรโม่ จากอีเจียนสามารถข้ามเรือต่อไปบาหลีได้ครับ


พาหนะที่เราใช้เดินทาง คนน้อยนั่งสบายเลย

ประมาณ 7 โมงเช้า คนขับจอดแวะที่จุดชมวิวในเมือง Bondowoso ให้พวกเราลงไปยืดเส้นยืดสายกัน จากจุดนี้อีก 3 ชั่วโมงก็จะถึง Blawan หมู่บ้านที่เราจะเข้าไปพักก่อนจะขึ้น Ijen ในวันรุ่งขึ้นครับ ซึ่งช่วง 3 ชั่วโมงนี้จะเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ลาดยางแต่ค่อนข้างขรุขระ


วิวไม่มีอะไรเท่าไหร่ครับ แต่ซุ้มประตูของอินโดค่อนข้างมีเอกลักษณ์ทีเดียว


ขับไปอีกนิดมีร้านอาหาร เราได้แวะทานข้าวกันครับ ในภาพคือข้าวผัด (Nasi Goreng) หวานๆเผ็ดๆ

ทางขรุขระเหมือนที่อาบีบอกครับ ขรุขระแบบหัวแทบกระเเทกเพดานรถ และเหมือนมีทางพังทำให้ต้องขับอ้อมไปอีกทางวุ่นวายอยู่ รวมถึงจะมีจุดตรวจเป็นระยะๆ บางจุดก็ต้องเสียตังค่าผ่าน (แต่รวมอยู่ในค่าทัวน์แล้ว)


วิวระหว่างทาง อากาศชื้นๆมีหมอกนิดๆ


บางจุดก็ต้องหยุดรอเจ้าหน้าที่ตรวจ คนใส่หมวกคือไกด์เรา อาบี ส่วนที่นั่งอยู่เป็นคนขับรถครับ

ประมาณ 11 โมงเราก็มาถึงหมู่บ้าน Blawan ที่พักเราคือ Catimor Homestay ที่นี่เป็นบ้านเก่า และโรงผลิตกาแฟที่มีเจ้าเป็นชาวดัตช์ เมื่อก่อนมาตั้งโรงงานทำกาแฟที่นี่ ต่อมาชาวชวายึดไปดำเนินการต่อ ชาวบ้านในหมู่บ้าน Blawan เกือบทั้งหมู่บ้านทำงานในไร่กาแฟ ตอนเย็นก็กลับมาปลูกผักที่บ้าน ซึ่งถือว่ารายได้ค่อนข้างดีครับ (อาบีบอกมา)


บ้านหลังเล็กๆมีจานดาวเทียม มีสวน

เป็นหมู่บ้านที่อยู่กันแบบพอเดียว เช้าทำงาน เย็นปลูกผัก พอมืดก็เข้านอน

ที่พักเป็นตึกแถวขั้นเดียวยาวมี 10 กว่าห้อง ห้องพักก็เหมือนห้องพักตามอุทยานแห่งชาติบ้านเรา ไฟ 1 ดวง ปลั๊ก 1 รู มีน้ำอุ่น(มาจากบ่อน้ำร้อน) รอบๆที่พักเป็นสวนไม้ประดับ มีเรือนกระจก ตรงหน้าที่พักจะเป็นเก่าของชาวดัตช์ ดูขลังทีเดียว

บริเวณรอบๆ ตึกสีเหลืองคือที่พักเรา


บ้านของชาวดัตช์อดีตเจ้าของโรงกาแฟด้านหลังที่พัก

พอเข้าที่พักเก็บของพักผ่อนนิดหน่อย เราก็ออกเดินเท้าไปยัง Blawan Waterfall อยู่ไม่ไกลจากที่พัก เดินชมนกไม้ไปได้สบายๆ ระวังลิงมันงับก็พอครับ


ลำธารระหว่างทาง


Blawan Waterfall


เทียบไซส์กับคน มีรุ้งด้วยนะ

จากนั้นอาบีก็พาไปอีกน้ำตกนึง เหมือนจะไม่มีชื่อ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่ทางค่อนข้างลื่นมาก และบางจุดต้องไต่ไม้ไผ่ลง บวกกับดินที่เป็นโคลน ก็สร้างลำบากอยู่ไม่น้อย ตัวน้ำตกเล็กๆมีซอกหินขวางอยู่ จะไปดูใกล้ๆต้องปีนหินลื่นๆขึ้นไป


กลับมาที่หมู่บ้าน แวะไปดู Hot Spring แป๊ปนึง ก็คล้ายๆที่แจ้ซ้อน ที่ระนอง คือทำเป็นบ่อๆเหมือนสระว่ายน้ำ จากนั้นเราขึ้นไปดูไร่สตอเบอรี่ และกรงชะมด (ซึ่งมีแต่กรง เค้าย้ายชะมดไปที่อื่น) แล้วจึงกลับมาพักผ่อน ที่เที่ยวสามารถเดินจากที่พักไปได้หมด ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที (ยกเว้นน้ำตก)

ไร่สตอเบอรี่ ยังไม่ค่อยมีลูกเลย

หมู่บ้านจากมุมสูง

มื้อเย็นทางที่พักจัดให้ เป็นอาหารชุดสำหรับ 3 คน มีไก่ทอด มันทอด ไข่ม้วน แกงจืด และผัดหมี่ 150,000 IDR ด้านนอกแทบไม่มีร้านอาหาร มีร้านขายของชำซ่อนๆอยู่ในหมู่บ้าน ไปซื้อน้ำกับขนมได้ แต่ต้องไปก่อนมืดครับ เมื่อทานเสร็จ เราก็กลับที่พักไปนอน วันนี้เราต้องนอนเร็วครับ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อไปดู Blue Flame ในปากปล่อง Kawa Ijen ครับ


Day 2 : "Kawa Ijen" The One and Only

ปกติอยู่บ้านเรานอนกันเที่ยงคืนตีหนึ่ง แต่วันนี้พวกผมตื่นเที่ยงคืนเพื่อเตรียมเดินขึ้นเขา 3 ชั่วโมงเพื่อไปที่ปากปล่องคาวาอีเจี้ยนครับ โดยเราออกจากที่พักตอนประมาณตี 1 ถึงเชิงเขาประมาณ ตี 1 ครึ่ง อากาศหนาวจนควันออกปากครับ ทางเดินมืดสนิท ต้องเอาไฟฉายไป ในช่วง 1.5 กิโลเมตรแรกจะเป็นทางเดินขึ้นอย่างเดียว Slope 20-40 องศาแล้วแต่จุด มีศาลาให้พักเป็นช่วงๆ พื้นเป็นดินลูกรังครับ มีคนขึ้นไปกับพวกเราเยอะอยู่ มีทั้งคนไทย คนจีน และฝรั่งครบเลย

พอเดินได้ครึ่งทางจะเจอกระท่อมครับ เป็นที่ๆเค้าแบกซัลเฟอร์ก้อนลงมาขาย จากจุดนี้ไปจะเริ่มเป็นทางเลียบสันเขา ลัดเลาะไปเรื่อยๆจนถึงปากปล่องอีเจี้ยนครับซึ่งพวกเรามาถึงตอนประมาณตี 3 ซึ่งพอจะมีแสงเช้าเล็กๆที่ขอบฟ้าแล้ว

ทางปล่องปากปล่องชันและลื่นครับ ทางคล้ายๆเดินบนกองหินก้อนใหญ่ๆ ลงตอนเช้าถ้าไปเองโดยไม่มีไกด์ไม่แนะนำให้ลงไปครับ เพราะมองไม่ค่อยเห็นและไม่มีเส้นทางกำหนดชัดเจน ต้องคลำๆทางไป

ตี 3 ห้าสิบ เราลงมาจนถึงจุดที่เค้าขุดซัลเฟอร์กันแล้ว และก็ได้ประจักษ์กับ Blue Flame อย่างเต็มๆตา เปลวไฟสีฟ้าที่พลิ้วไหวเหมือนผ้าโดนลมพัด กระจายอยู่ทั่วหุบเขาในปากปล่องอีเจียน สีสันและการเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต ความร้อนและกลิ่นกำมะถันบ่งบอกถึงความอันตราย ในจังหวะแรกที่เห็นในใจผมคิดว่าถ้านรกมีจริง มันคงเป็นอะไรที่คล้ายๆแบบนี้ (แต่ไม่ได้เป็นสีฟ้า)

Blue Flame of Kawa Ijen

ผมยึดเอาเนินๆนึงเป็นทำเลแล้วตั้งขาตั้งกล้องพยายามถ่าย Long Exposure แต่ติดปัญหาที่ควันม้นพัดทิศทางไม่แน่นอน ทำให้ถ้าเปิดหน้ากล้องนานไปอาจจะโดนควันมาบังไฟในภาพได้ ค่อนข้างยุ่งยาก อีกปัญหานึงคือผมลงไปด้วยผ้าข้าวม้าปิดปาก ถ้าตีเข้ามาทีนึง จะต้องก้มหลบเอามือปิดหน้า ไม่งั้นได้มีน้ำตาไหลกันแน่นอน


มุมล่างซ้ายจะเห็นคนมาเก็บก้อนซัลเฟอร์ขึ้นไปขาย

อันนี้ลองเอาไฟฉายส่องเล่นดู แปลกตาไปอีกแบบ

ถ่ายได้อยู่สักครึ่งชั่วโมง ลมเกิดเปลี่ยนทิศ พัดเอาควันก้อนใหญ่มาใส่กลุ่มผม และฝรั่งที่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้วยกัน ทุกคนสำลัก และพากันวิ่งหลบขึ้นข้างบน สเตปนั้นทั้งตาหูจมูกลงไปถึงคอแสบร้อนไปหมด ยังดีที่มีผ้าช่วยกรองอยู่ชั้นนึง ค่อนข้างอันตรายมากถ้าเกิดโดนจังๆแล้วน๊อคสลบไปตรงนั้น

หลังจากหายใจหายคอกันได้ปกติแล้ว พวกเราก็เดินทางกลับกัน เพราะต้องออกจากที่นี่นั่งรถยาวไปยังที่พักใกล้ๆโบรโม่ พอขึ้นไปถึงปากปล่องก็สว่างแล้ว แต่ทัศนวิสัยไม่ดี ทำให้มองแทบไม่เห็นทะเลสาบกรดภายในปล่องภูเขาไฟ มาทราบจากไกด์ทีหลังว่าปากอีเจี้ยนไม่ได้ลงไปได้ทุกวัน อยู่ที่ทิศทางลมถ้าวันนั้นลมตีมาทางนี้ก้จะลงไม่ได้เลย


สภาพผู้รอดชีวิต

หมอกจางๆและควัน อดเห็นทะเลสาบกรดสีฟ้า

พอสว่างแล้วเราค่อยเห็นรอบๆได้ชัดขึ้น และบรรดาลูกหาบที่มาหาบกำมะถันกันก็เริ่มเดินกันขวักไขว่ ลูกหาบจะหาบวันละ 2 รอบๆละประมาณ 80 โล (4-5 ก้อน) เอาลงมาขายตรงกระท่อมด้านล่าง และจะส่งให้โรงงานต่อไป สาเหตุที่ภูเขาลูกนี้ชื่อ อีเจี้ยน เพราะอีเจี้ยนแปลว่า"หนึ่งเดียว" ในอินโดนีเซีย มีภูเขาเพียงลูกเดียวที่สามารถขุดกำะถันแบบนี้ได้ รวมถึงปรากฎการณ์เปลวไฟสีฟ้าด้วย

กำมะถันแกะสลัก ซื้อไปเป็นของฝากได้นะ

เราลงมาถึงรถประมาณ 7 โมง สภาพหัวฟูเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถัน เราเดินทางต่อเพื่อไปยัง Cemoro Lawang ระหว่างทางแวะพักกินข้าวเที่ยงในร้านอาหารที่อยู่ติดทะเล จึงได้ลงไปเดินเล่นนิดหน่อย (คุณแมวเหมียวพุงป่อง บอกว่าชื่อ white sand beach ขอบคุณมากๆครับ -/\- ) หาดทรายไม่ขาวเป็นหาดแบบหาดทำประมง จะมีเรือหน้าตาแปลกๆจอดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เราแวะเดินเล่นไม่นานก็เดินทางต่อครับ

ประมาณบ่ายโมงพวกเรามาถึงเมือง Probolinggo อยู่ไม่ไกลจาก Cemoro Lawang เท่าไหร่ เรามาแวะเมืองนี้เพื่อซื้อตั๋วรถไฟสำหรับเดินทางจาก Surabaya ไป Yogyakarta และแวะซื้อพวกน้ำและขนม (เพื่อนไปซื้อรองเท้าแตะ) จากนั้นก็เดินทางขึ้นสู่ Cemoro Lawang หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ Mt.Bromo มากที่สุด


ระหว่างทางขึ้นไป Cemoro Lawang

มาถึง Cemoro Lawang ก็เกือบเย็นแล้ว ที่พักเราชื่อ Bromo Permai 1 ห้องพักดีมากก คนละเรื่องกับที่ Ijen เลย สวย สะอาด มี Wifi แต่ไม่มีพัดลมหรือแอร์ พอเก็บของเสร็จ อาบีพาพวกเราเดินไปดูพระอาทิตย์ตกดิน โดยเดินทะลุ Lava view Lodge ออกไปนอกหมู่บ้าน จะเป็นทางเดินเรียบขอบ Crater เก่าของ Bromo คือเมื่อก่อนจุดที่เราอยู่คือปากปล่องจริงๆ ต่อมา Bromo ปะทุเรื่อยๆ จนฝุ่นควันมาถมทับปากปล่องเดิมจนแคบลงเรื่อยๆ และมีขนาดอย่างที่เห็น

พอเริ่มเย็นอากาศก็หนาวขึ้น ผมไม่รู้ว่าจะต้องเดินไกลขนาดนี้ (ประมาณชม.นึง) เลยมาแต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ อากาศที่นี่มันอารมณ์เดียวกับดอยอ่างขาง ชื้นๆเย็นๆ เราเดินไปเนินเขาที่สุงที่สุดไม่ทัน พระอาทิตย์จะตกก่อน จึงต้องถ่ายรูปจากเนินที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าใครสังเกตรูป 2 วันที่ผ่านมาจะเห็นว่าท้องฟ้ามันอาเจนฯแบบอาบัติมากกกก เพราะฝนมันปรอยๆมาตอนเย็นๆตลอด วันนี้ค่อยพอดีขึ้นหน่อยครับ


ระหว่างทาง เราจะเดินเลาะแนวปากปล่องเก่าไปเรื่อยๆ


พื้นที่เดินจะเป็นดินดำน่าจะมาจากลาวาตอนที่ประทุครับ แถวนี้จะไม่มีต้นไม้ใหญ่ จะมีแต่หญ้ากับพวกเฟิร์นและมอสครับ


ควันรูปหัวใจ

และแล้วพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าเรียบร้อย พวกเราก็เดินฝ่าความมืดกลับ

กลับมาก็มืดแล้ว อาบีพาพวกเราไปทานอาหารเย็นในหมู่บ้านครับ จากนั้นก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องตื่นเช้า(อีกแล้ว) เพื่อไปดูพระอาทิตย์และทะเลหมอกที่ยอด Penanjakan ยอดเข้าข้างๆ Bromo ครับ


Day 3 : "Bromo" The Sleeping Beast

ตีสามกว่าๆพวกเราไปขึ้นรถ Jeep ที่อาบีได้ติดต่อไว้ให้สำหรับพาเราขึ้นยอด Penanjakan เพื่อไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือโบรโม่ โดยรถ Jeep จะวิ่งตัดลงไปในทะเลทรายสีดำ เพื่อลัดไทางขึ้นยอดเขา ระหว่างวิ่งในทะเลทราย รอบตัวเรานั้นมืดสนิท มีเพียงแค่ไฟหน้ารถที่ส่องไปเบื้องหน้า แสงที่ส่องไปกระทบเห็นเพียงแค่พื้นทรายโล่งๆ รถเลี้ยวหรือหลุมและสันทรายบ้างเป็นบางจังหวะ ไม่มีถนนหรือป้ายบอกทางใดๆ นานๆทีจะเห็นรถ Jeep คันอื่นวิ่งผ่านไป ผมถามอาบีว่าคนขับเค้ามองเห็นทางได้ยัง คำตอบที่ได้มาทำให้ผมช๊อคนิดนึง "instinct"

รถวิ่งฝ่าความมืดประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับเข้าสูงถนนลาดยางอันเป็นทางขึ้นไปบนยอด Penanjakan ถนนชันมากเกือบจะ 45 องศา ถ้าไม่ใช่รถ 4WD ขึ้นจะลำบากมาก เมื่อใกล้ถึงยอดอาบีบอกว่าวันนี้คนขึ้นเยอะ จะพาไปยอดที่ต่ำลงมาหน่อยจะได้ไม่ต้องแย่งที่ถ่ายรูป ซึ่งจุดนั้นอยู่ห่างจากยอดประมาณ 500 เมตร เป็นเวิ้งโค้งๆ มีรั้วไม้กัน พวกผมไปกันเป็นกลุ่มแรกของจุดนั้นเลย

แนวแสงที่เห็นในรูปคือเส้นที่รถวิ่งครับ จะเห็นว่าหลังจากพวกผมขึ้นมาแแล้วก็ยังมีคนเดินทางมาเรื่อยๆ

พระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว วันนี้มีเมฆนิดหน่อย บวกกับลมค่อนข้างแรงครับ บางทีขาตั้งจะสั่นถ้าไม่หาอะไรถ่วงไว้ บนนี้มีพวกมาม่า ขนมกาแฟร้อนขายนะครับ เอามาเป็นของรองท้องได้ มีพ่อค้าขึ้นมาตั้งแผงลอยแต่เช้า


มุมมหาชนนะครับ เสียดายพระอาทิตย์วันนี้ถูกเมฆบัง

แสงมาแล้ว กล้อง D300 น๊อยกระจุยย

แสงมาสักพักหมอกก็ตามมา

จุดที่ผมอยู่จะมี 2 มุมให้ถ่ายรูปนะครับ คือจุดแรกเป็นเวิ้งดินเรียบๆที่มีร้านค้าตั้งเลย ตรงนี้จะไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ แต่ด้านล่างจะมีพุ่มไม้เยอะ ส่วนอีกจุดนึงคืเดินไปทางขวามือ มีหญ้าขึ้นรกนิดหน่อย จุดนี้จะเห็นโบรโม่ชัด แต่ต้องหลลบต้นไม้หน่อย เผื่ออยากได้หลายๆมุมครับ แต่จดที่สองจะเห็นโบรโม่ใหญ่กว่าจุดแรก เหมาจะไปถ่ายเซลฟี่ หรือรูปหมู่อะไรประมาณนั้น



ต้องหลบต้นไม้ประมาณนี้ครับ


จะได้ภูเขาเต็มๆลูก ไม่มีพุ่มไม้มาบังด้านล่าง

ถ่ายย้อนกลับไปก็จะได้มุมประมาณนี้ (โปรดอย่าจ้องนาน Noise พรึ่บ)

นอกจากดาวกับพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แสงเช้าที่นี่เป็นอะไรที่อลังการสุดๆ แสงกับหมอกที่นี่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยทีเดียว อีกทั้งด้านหน้าเรา 180 องศา มีมุมสวยๆให้เก็บเต็มไปหมด รวมถึงเอาเทเลส่องเก็บเป็นจุดๆไอ้อีกเยอะแยะ จำได้วันนั้นรัวชัตเตอร์ไปหลายร้อยรูปมา ไม่ผิดหวังกับ Dream Destination แห่งนี้จริงๆ


หลังจากฟินกับหมอกยามเช้าบนโบรโม่แล้ว พวกผมก็นั่งรถลงมาที่ในทะเลทรายสีดำ ตรงไปยังปากปล่องโบรโม่ มีแวะถ่ายรูปข้างทางนิดหน่อย ทะเลทรายนี้มันใหญ่มากจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าเรานั้นตัวเล็กนิดเดียว ระหว่างที่เดินถ่ายรูปเล่น รถ Jeep คันอื่นที่ลงมาก็วิ่งฉวัดเแวียนหลบเราไปมายังกะตัวเองเป็นรถ ATV มีขึ้นเนินกระโดดด้วย คือมันสุดยอดมากกก


สภาพรถตอนลงจากยอดเขา

ข้างล่างก็อลังการไม่แพ้ด้านบนจริงๆ

ตัวเล็กนิดนึง

รถ Jeep จะพาเรามาจอดห่างจากตัววัด และทางขึ้นปล่องโบรโม่ไกลอยู่ เราสามารถเลือกได้ว่าจะเดินเท้า หรือขี่ม้าไป แถวจะมีม้าเต็มไปหมดให้เราใช้บริการ โดยจะมีเจ้าของมาเดินจูงพาเราไปยังทางขึ้น เค้าคิดค่านั่งไปกลับ 125,000 IDR เราต่อได้เหลือ 100,000 ถ้วนๆ (มีค่าทิปคนจูงด้วยนะ แล้วแต่จะให้) ม้าจะเดินเหยาะๆพาเราผ่านทะเลทราย และวัด ไปประมาณ 15 นาทีก็ถึงบันไดขึ้นปล่อง ถ้าคนเดินก็ประมาณ 30 นาทีได้


บรรดาม้าน้อยทั้งหลาย


วิวตรงนี้ก็ใช่ย่อย

ในภาพจะเป็นจุดจอดรถ และวัดครับ จะเห็นว่าไกลพอดู

จากจุดที่ม้ามาส่ง เราเดินต่ออีกนิดเดียวก็จะถึงบันไดขึ้นปากปล่อง บันไดไม่ชันมากอารมณ์ขึ้นดอยสุเทพประมาณนั้น แต่ต้องระวังลื่นจากฝุ่นภูเขาไป เดินขึ้นไปถึงด้านบนปากปล่องจะเป็นทางดินแคบๆ ประมาณคนเดียวสวนกันแบบเบียดๆ มีรั้วกันด้านปากปล่องด้านเดียว อีกด้านนึงถ้าใครรีบกลับก็สไลด์ลงได้เลย แต่ไม่รับประกันว่าแขนขาจะอยู่ครบ 55

บันไดทางขึ้น


เริ่มสูงแล้ว ใครกลัวความสูงได้มีขาสั่นกันได้ง่ายๆ

ด้านบนปากปล่องครับ มีทางแคบๆ ลื่นนิดเดียวก็เตรียมกลิ้งลงไปข้างล่างได้เลย

ปากปล่อยภูเขาไฟเป็นหลุมลาดเอียงลึกลงไป มีฝุ่นและควันตีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ไม่รุนแรงแบบที่อีเจี้ยน มีกลิ่นกำมะถันนิดๆพอให้เราสำนึกว่านี่เป็นภูเขาไฟนะ ต้องระวังตัวดีๆ ถ้าเดินเลยจากเขตที่เค้าให้ชมจะไม่มีรั้วกันและทางเดินจะเล็กลง เราสามารถเดินไปเรื่อยๆได้จนเกือบครบรอบ ผมไม่ได้เดินไปนะ แต่เห็นคนที่เดินไปเรื่อยๆ ไกลสุดคือเลยฝั่งตรงข้ามเราไปนิดหน่อย ไกลกว่านั้นจะเป็นจุดที่ทิศทางควันมันพัดไป คาดว่าน่าจะเดินไปต่อไม่ไหว

ปากปล่องโบรโม่ มองเข้าไปจะรู้สึกเลยว่า ภูเขาไฟลูกนี้ยังมีชีวิต รอวันที่จะปะทุขึ้นมา


หันไปด้านหลังก็จะเห็นวิวนี้ หุบเขานี้ย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่าเรานั้นตัวเล็กเพียงใดเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

ทางเดินไปต่อ เลาะปากปล่องไปเรื่อยๆ เพื่อนผมไปยืนแค่ตรงนี้ก็ขาสั่นแล้ว 555

หลังจากอยู่บนนั้นจนหนำใจ พวกเราก็เดินทางลงมาด้านล่าง รอเพื่อนอีกคนที่ไปเดินวนรอบภูเขาไฟ ซึ่งไปได้สัก 1/4 ก็กลับมาครับ บอกว่าตรงที่เค้าไปมีฝรั่งเอาเก้าอี้มาตั้งกางร่มนั่งเล่นด้วย นี่มัน Slow life ตัวพ่อเลยนินา


ถึงเวลาจากลาโบรโม่แล้ว จะบอกว่ามันฟินมากๆ ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าสักวันจะกลับมาอีก (จริงๆอยากเห็นตอนปะทุนะ)


เดินทางไปจุดต่อไปกันเลยยยย

จุดต่อไปนี่เราแวะไปคือน้ำตก Madakaripura อยู่ห่างจากโบรโม่ประมาณชั่วโมงนึงครับ น้ำตกนี้จะต้องลุยลำธารเข้าไป ดังนั้นควรใส่รองเท้าแตะไปครับ ทางเป็นทางราบซะส่วนหญ่ แต่มีบางช่วงจะต้องรอดน้ำตกและไต่หิน แนะนำให้เอาเสื้อฝนไป กับหาถุงพลาสติกมาคลุมพวกกระเป๋าและกล้องครับ โดยทางเดินช่วงแรกจะเป็นทางปูนตรงๆ มีลำธารตัดบ้างสองสามครั้ง


ที่นี่จะมีไกด์นำทางให้ครับ ไปเองจะลำบากสักหน่อยเพราะมีหลายจุดดูเหมือนไม่มีทางไปต่อ แต่จริงๆคือต้องไต่หินไป

ลำธารลึกประมาณหน้าแข้งครับ ไม่ใหญ่มาก กระแสน้ำก็พอประมาณ

ส่วนช่วงที่สองจะมีเสื้อฝนขายถ้าไม่ได้เตรียมไป เราจะต้องเดินลุยน้ำตื้นๆประมาณข้อเท้าไปเรื่อยๆ จนใกล้ตัวน้ำตกจะมีน้ำสายเล็กๆไหลลงมาเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงจะต้องฝ่านม่านน้ำตก ไม่แรงมากนะครับ แต่แรงพอจะทำให้เปียกทั้งตัวได้ และก่อนถึงตัวน้ำตกจะเป็นช่องมีลำธารไหลออกมา เราจะต้องไต่กำแพงตรงช่องแคบเข้าไปครับ ไปได้ทีละคน ตรงนี้ต้องใช้ความพยายามนิดนึงเพราะต้องใช้ 2 มือ 2 เท้า บวกกับหินตรงนั้นค่อนข้างลื่นครับ ก็ทุลักทุเลกันไปตามระเบียบ กว่าจะไปถึงก็โคลนเต็มตัวละครับ แต่ถ้าพลาดตกลงไปนี่คงได้ว่ายน้ำต่อเข้าไป

บรรดาสายน้ำมากมายร่วงลงมาใส่เรา ตรงซอกหินทางซ้สยมือคือจุดที่เราจะเปียกที่สุดครับ

ช่องแคบที่ต้องไต่ครับ ผมถ่ายตอนเข้าไปในตัวน้ำตกย้อนกลับมาครับ เพราะตอนขาเข้าห่อกล้องไว้ในถุงพลาสติกหมดเเล้ว

และแล้วก็มาถึงข้างในน้ำตกซักที ผ่านซอกหินเข้าไปข้างในจะเป็นเหมือนห้องโถงใหญ่ๆ มีบ่อน้ำอยู่ตรงกลาง มองขึ้นไปด้านบนเห็นเป็นหุบกลมๆ มีน้ำตกไหลลงมาเกือบทุกทิศทางครับ อลังการงานสร้างมาก เหมือนอยู่ในถ้ำที่มีรูทะลุออกไปด้านบน เสียดายที่วันที่ผมไปฟ้าขาวสนิท เพราะฝนเพิ่งตกมา พลอยทำให้น้ำในลำธารเป็นสีน้ำตาลขุ่นไปด้วย ในนี้จะมีละอองน้ำโปรยปรายตลอดนะครับ กล้องใครไม่ซีลกันน้ำต้องระวังหน่อย ส่วนตัวเรานี่เปียกไปเรียบร้อยตั้งแต่รอดม่านน้ำมาแล้ว

อลังการงานสร้างมากทีเดียว ถ้ามาวันแสงดีๆคงจะสวยกว่านี้มากมาย


ย้อนขึ้นด้านบนครับ ไม่มีท้องฟ้าให้เห็นเลยยย

ตัวน้ำตกถ่ายยากมากครับที่นี่ แต่ก็สวยงามมากเช่นกัน โดยเฉพาะบรรดาสายน้ำที่ร่วงพรูกันลงมาในหุบเขานี้

ขากลับเกิดเรื่องสนุกสนานขึ้น เมื่อรองเท้าแตะเจ้ากรรมที่อยู่ด้วยกันมานานแรมปีดันขาดตรงหน้าน้ำตก ทำให้ระยะทางที่เหลือทั้งหมดต้องผมต้องเดินด้วยเท้าเปล่าข้างนึง เรียกว่าได้ซึมซับฝืนดินที่นี่เต็มฝ่าเท้าเลยก็ว่าได้

เราออกจากน้ำตกประมาณบ่ายสองบ่ายสาม และมุ่งตรงกลับสุราบายาเพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานีรอบทุ่มนึงไปยังเมือง Yogyakarta ซึ่งแทบจะไปไม่ทันเพราะเมื่อเข้าเขตเมืองรถเยอะและวุ่นวายมาก ติดกันเป็นว่าเล่นครับ เราถึงสถานีประมาณหกโมงกว่าๆ ณ จุดๆนี้เราบอกลาไกด์ของเรา อาบี และคุณลุงคนคับที่แทบไม่ได้พูดกันเลย (สารภาพว่าจำชื่อไม่ได้) อาบีดูแลพวกเราดีมากๆ ประหนึ่งเป็นพี่เลี้ยงเลย ทั้งอธิบายที่เที่ยว คุยเล่นกัน ช่วยเราซื้อของ สั่งอาหาร แบกของให้ แม้กระทั่งที่สถานีเค้าเดินมาส่งถึงหน้าชานชาลา ไกลสุดเท่าที่เค้าจะเข้าไปได้ครับ ซาบซึ้งน้ำใจเค้ามากๆครับ เป็นบริการที่เกินราคาไปมากๆครับ วันนี้ขอตัดจบตรงนี้แล้วกันครับ ในวันพรุ่งนี้จะเป็น Part Yogyakarta ยาวๆไปจนจบเลยนะครับรถไฟไป Yogyakarta จะออกจากสถานีเวลา 19.00 โบกี้ที่พวกผมนั่งเป็นตู้แอร์ ที่นั่งคล้ายๆรถ VIP ทั่วๆไป มีปลั๊กไฟให้ใช้ บริเวณหัวและท้ายโบกี้จะมีจอทีวีคอยบอกว่าเราอยู่สถานีไหนแล้ว รถไฟวิ่งเอื่อยๆไปเรื่อยๆ สั่นนิดหน่อย แต่ไม่เท่าบ้านเรา

ประมาณ 23.40 เราก็มาถึง Yogyakarta (เลทไป 10 นาที) เราออกจากสถานีเพื่อไปยังที่พัก (สภาพสถานีที่นี่ไม่ค่อยเหมาะจะใช้ค้างคืนเท่าไหร่ เพื่อนที่เคยมาที่นี่ก่อนหน้าผม ได้แนะนำที่พักไว้ให้ พวกเราจึงเดินตามแผนที่ๆอยู่ในนามบัตรไปยังที่พัก ออกมาหน้าสถานีจะเป็นถนนใหญ่ ฝั่งตรงข้ามจะมีตรอกเล็กตรอกน้อยเต็มไปหมด บรรดา Hostel จะซ่อนตัวอยู่ในนั้น ตรงทางเข้าตรอกจะมีคล้ายๆซู้มประตู หรือไม่ก็จะมีป้ายใหญ่ๆติดอยู่เพื่อบอกว่าในตรอกมี Hostel อะไรอยู่บ้าง

เราเดินมาถึงตรอกก็เจอคุณลุงคล้ายๆยามยืนอยู่ จริงๆแล้วคุณลุงเป็นคนคอยนำทางนักท้องเที่ยวเข้าไปในตรอก พอเรายื่นนามบัตรที่พักให้เค้า เค้าก็จะนำทางเราไปที่พัก แลกกับทิปเล็กน้อย พอเราไปถึงเจ้าของ Hostel หลับไปแล้ว คุณลุงเค้าไปเคาะปลุกให้เสร็จสรรพ แล้วก็แยกทางไป ที่พักนี้ชื่อว่า “Setia Kawan Losmen" เป็น Hostel & Art Gallery ด้านหน้าจะมีภาพเขียนขาย ภายในจะเป็นห้องพัก มีทั้งห้องแยกและ Dorm โดยพวกผมได้ห้อง 2 คนและเสริมที่นอน 1 คน ราคา 350,000 + 60,000 IDR สำหรับ 2 คืน

เมื่อจัดการเรื่องที่พักเสร็จก่อนที่เจ้าของจะงัวเงียกลับขึ้นไปนอน ผมก็ติดต่อเรื่อง Day Tour วันรุ่งขึ้นเพื่อไป บุโรพุทโธ และ พรามหณ์บานัน ได้ทัวน์ครึ่งวัน ราคา 85,000 IDR ต่อคน รวมอาหารเช้า แต่ไม่รวมค่าตั๋วเข้าที่เที่ยว ถ้าอยากจะถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่บุโรพุทโธ ควรจะต้องจองที่พักที่อยู่ด้านในพุทธอุทยานครับ เพราะกว่าประตูหน้าจะเปิดก็ 06.00 ซึ่งสว่างแล้ว เมื่อนัดหมายทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เวลาตีหนึ่งครึ่งพอดี


Day 4 : "Yogyakarta" The Soul of Indonesia

ตอนเช้าคนขับรถมารอรับเราที่หน้าตรอกที่พักเวลาตีห้ากว่าๆ จากตัวเมืองออกไปบุโรพุทโธใช้เวลาประมาณ 45 นาทีได้ครับ เรามาถึงก่อนเวลาเปิดนิดหน่อย คนขับพาไปซื้อตั๋วค่าเข้าก่อน แล้วออกมานั่งกินข้าวเช้า อาหารเช้าที่รวมอยู่ในค่าทัวน์เป็นขนมปังแซนวิท กับชาผลไม้ เมื่อประตูใกล้เปิดก็มีกลุ่มทัวน์ชาวอินโด และก็กลุ่มเด็กมาทัศนศึกษา วันนั้นดูไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่าไหร่ครับ

สัญลักษณ์ของยูเนสโก ประกาศว่าที่นี่เป็นมรดกโลกครับ

ที่นี่เวลาเข้าต้องจะสวมผ้าคล้ายๆผ้าถุงบ้านเรา ด้านในจะเหมือนพุทธอุทยานทั่วไปครับ จะมีศาสนสถานเล็กๆน้อยๆหลายแห่ง บางตึกก็เป็นพิพิธภัณฑ์ และบางจุดก็จะ มีพ่อค้าแม่ค้าแบกของมาขาย ตัวบุโรพุทโธจะอยู่ด้านในสุด ต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้นอยู่ เพราะตัวสถูปอยู่บนเนินดินอีกทีครับ


สวนข้างใน จะอารมณคล้ายๆอยุธยาบ้านเรา มีศาสถานเก่าๆมากมาย


ทางขึ้นบุโรพุทโธ

จากมุมด้านบน

บุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน และเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ไม่นับนครวัดนะครับ อันนั้นไม่ใช้ศาสนาพุทธล้วนๆแต่มีศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาผสม) สร้างจากหินภูเขาไฟซึ่งมีอยู่ากมายในเกาะชวาแห่งนี้ครับ ด้านบนจะประกอบด้วยบรรดาสถูปซ้อนกันขึ้นไปมากมาย ไม่ปรากฎผู้สร้างที่แน่ชัดแต่ประมาณได้ว่าสร้างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 8 และได้ถูกทิ้งร้างนานหลายศตวรรษ ทับถมด้วยเถ้าภูเขาไฟ Merapi จนนอกจากคนท้องถิ่นแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าศาสนสถานแห่งนี้มีตัวตน จนกระทั่งปี 1814 Sir Thomas Stanford Raffles ชาวอังกฤษที่ยึดครองชวาในสมัยนั้น ได้ตั้งทีมสำรวจ และค้นพบบุโรพุทโธแห่งนี้อีกครั้ง

บริเวณยอดสถูปด้านบน

หลังจากเดินดูด้านบนจนหนำใจ พวกเราก็ลงมาเดินเล่นด้านล่างนิดหน่อย เข้าพิพิธภัณฑ์ไปสองสามตึก แล้วจึงออกมาทางด้านหลังครับ ทางจะบังคับผ่านตลาดขายพวกของฝากคล้ายๆจตุจักรบ้านเรา ของราคาถูกกว่าข้างในครับ แต่จะแพงกว่าตลาดในเมืองมาก แนะนำให้ไปซื้อของฝากแถวถนน Maliboro ในตัวเมืองจะถูกกว่าครับ


ประมาณ 9 โมงเราเดินทางออกจากบุโรพุทโธไปยังพราหมณ์บานัน ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ พราหมณ์บานันเป็นคล้ายเมืองย่อมๆ ที่ประกอบไปด้วยปราสาทหินแบบฮินดูมากมาย โดยจะมีปราสาทหินหลักๆ 3 แห่ง แทนตรีมูรติ (พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหมณ์) เค้ากล่าวกันว่าปราสาทหินที่นี่เป็นปราสาทหินที่สวยที่สุดในโลก โดยศาสนสถานแห่งนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในเกาะชวา

ปราสาทหลักทั้ง 3 แห่งครับ นอกจากบริเวณนี้ เรายังสามารถนั่งรถต่อไปยังปราสาทยิบย่อยอื่นๆได้อีกมากมายครับ

เราออกจากพราหมณ์บานันประมาณ 11.30 ครับ แวะซื้อข้าวกินแถวหน้าที่พักครับ (มีร้านแผงลอยมาเปิดอยู่ในตรอก) จากนั้นฝนก็เทลงมา พวกเราเลยต้องหลบอยู่ในที่พักไปก่อน จนกระทั่งบ่ายสองกว่าๆ ฝนค่อยซาลง พวกเราก็จะได้เดินสำรวจเมือง Yogyakarta ซะที

พวกผมใช้เส้นทางจากหนังสือ Lonely Planet โดยเริ่มที่ถนน Maliboro ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองนี้ ซึ่งตลอดถนนจะเต็มไปด้วยร้านขายของ และงานศิลปะมากมาย มีรถม้าจอดอยู่ตลอดเส้นทาง สามารถนั่งรถม้าชมเมืองได้ ใครอยากชอปปิ้งก็มาที่ถนนเส้นนี้ครับ มีตั้งแต่ร้านเล็กๆที่ขายพวงกุญแจ ไปยังห้างใหญ่ขายของแบรนด์เนม ที่สำคัญที่นี่ต่อราคาได้เยอะมาก พวงกุญแจต่อราคาจาก 10 บาทจนเหลืออันละ 2-3 บาทได้ ที่น่าสนใจคือด้านนึงของถนนจะเป็นตลาดพื้นบ้าน เสื้อผ้าบาติกที่นี่สวย และราคาถูกมาก ในร้ายหรูๆ ชุดเดรสออกงานราคา 300 บาทก็มี

สุดถนนจะเจอสี่แยกจะมีฝั่งซ้ายจะมีไปรษณีย์อยู่ สำหรับคนที่อยากจะส่งโปสการ์ดมาจัดการที่นี่ได้ อีกด้านจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ถ้าเลยต่อไปจะเจอตลาดนัดขนาดย่อมๆ ตอนผมไปเค้าเพิ่งเริ่มตั้งร้านกัน เดาว่าจะคึกคักช่วง 4-5 โมง เมื่อเดินจนสุดทางจะเจอ Kraton วังของสุลต่านผู้ปกครองเมืองนี้ในอดีต ที่วันที่ผมไปมันปิด เลยได้แค่มองลอดซี่กรงเข้าไปดู :'(

ระหว่างที่เราคิดอยู่ว่าจะไปไหนต่อดี มีคนขับสามล้อมาเสนอให้ไปดูร้าน Paint ผ้าบาติก เราจึงลองไปดู เป็นคล้ายๆกับโรงเรียนให้นักท่องเที่ยวมาฝึก Paint ผ้าบาติก และมีภาพ Paint ขายด้วย คล้ายๆ Art Gallery ย่อมๆ รูปๆนึงมีราคาตั้งแต่ 300,000-1,000,000 IDR ออกจากร้าน Paint ผ้า พวกเราก็เดินต่อไปในจุดที่ในแผนที่เขียนว่า Bird Market ซึ่งก็เป็นตลาดขายนกจริงๆ แต่ตอนผมไปมันวายไปแล้ว อารมณ์เหมือนร้านขายนกในจตุจักร นกก็เป็นนกทั่วไปที่พบได้ตามเมือง เช่นนกปรอด นกกางเขน นกกระจาบ

จุดปลายทางของเราคือ Alun Alun เป็นชื่อที่ชาวชวาใช้เรียกสวนกลางเมือง โดยที่นี่มีต้นใหม่ใหญ่ 2 ต้นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตอนผมไปเค้ามีจัดงานคล้ายๆงานวัดย่อมๆอยู่ มีพริตตี้มาขายมอเตอร์ไซต์ และคอนเสิร์ตนิดหน่อย ค่อนข้างครื้นเครงดีทีเดียว

ขากลับฟ้าเริ่มครึ้ม พวกเราจึงเลือกนั่งสามล้อปั่นกลับกัน เนื่องจากเริ่มไม่มั่นใจว่าจะกลับถูกรึป่าว เดินวนไปวนมาในตรอกเยอะเกิน ถ้าฝนเทมาก็แย่เพราะไม่มีเสื้อฝนแล้ว (ทิ้งไปตอนอยู่น้ำตก) สามล้อถีบจับเรา 3 ยัดเข้าที่นั่ง คิดราคารวม 50,000 IDR ค่อนข้างสงสารคนขับ เพราะเค้าต้องปั่นเราผช.3คนไป และทางกลับเป็นทางขึ้นเนิน + ฝนเริ่มโปรยลงมาอีกรอบแล้ว

เป็นวัฒนธรรมที่นี่ที่จะพยายามขึ้นรถไปด้วยกันให้มากที่สุด

เราพักผ่อนในที่พักรอฝนซา แล้วจึงออกมาหาข้าวเย็นกินในถนน Maliboro อีกรอบ คราวนี้ลองกินอาหารในร้านที่เป็นเพิงข้างตลาด เนื่องจากดูมีของพื้นเมืองแปลกๆให้ลองกินดี หลักๆจะเป็นผัดหมี่ที่รสค่อนข้างหวาน และจะมีพวกเครื่องใน เต้าหู้ นกทอดให้ซื้อมากินคู่ ราคาอย่างละ 5000 IDR ระหว่างที่เรานั่งกินมีคนมาร้องเพลงขอตัง และไม่ยอมไปสักที เราต้องหาเศษเหรียญให้เค้าจึงจะยอมไป ช่วงเย็นถนน Maliboro จะมีโชว์เปิดหมวกอยู่เป็นระยะๆ เราเดินเล่น และหาของฝากไปเรื่อยจนสามทุ่มกว่าๆก็กลับที่พัก นี่เป็นคืนสุดท้ายบนเกาะวาของพวกเรา 3 คนแล้ว


Day 5 : Back Home

รถไฟออกจาก Yogyakarta 7.20 ขบวนนี้เป็น Business Class ซึ่งจะดูดีกว่าขามานิดหน่อย วิวสองข้างทางจะเป็นทุ่งนาที่มีแบคกราวน์เป็นภูเขาไฟตลอดทาง มีผ่านหมู่บ้านบ้างนิดหน่อย

จากสถานีรถไฟ เราเดินทางต่อไปสนามบินด้วย Taxi เราต้องจ่ายค่าจอดรถในสถานีรถไฟให้คนขับด้วย 5,000 IDR และต้องขึ้นทางด้วนสองต่อ + ค่าจอดรถในสนามบินด้วย รวมๆเกือบ 10,000 IDR รวมกับค่ามิเตอร์อีก 150,000 IDR ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณชั่วโมงนึง (ตัวเมืองรถติดนิดหน่อย) ประเทศอินโดนีเซียจะเสียค่าสนามบินเพิ่ม 150,000 IDR นะครับ และตอนขึ้นเครื่องเค้าจะชั่งน้ำหนักกระเป๋าที่เราเอาขึ้นเครื่องด้วย ถ้าน้ำหนักเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่ม

21.00 น.พวกผมก็ได้กลับมาเหยียบประเทศไทยอย่างสวัสดิภาพ พร้อมกับฝุ่นควันกำมะถันที่ติดมากับเสื้อผ้าและความทรงจำ จบทริป 5 วันในเกาะชวาตะวันออกแต่เพียงเท่านี้ครับ เรียกว่าเป็นทริปที่มหัศจรรย์มาก ทั้งเปลวไฟสีฟ้าแห่งอีเจี้ยน ทะเลดาวและทะเลหมอกที่โบรโม่ บรรดาสายน้ำที่พรั่งพรูจากน้ำตก Madakaripura ศาสนสถานบุโรพุทโธและพราหมณ์บานันอันอลังการ และเมืองแห่งศิลปะจ๊อคจา สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆครับ



ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันนะครับ เนื้อหามีสาระบ้งไร้สาระบ้าง เวิ่นเว้อบ้างก็ขออภัยนะครับ เขียนจากอินเนอร์ล้วนๆ 55+ หวังว่าเรื่องราวของผมจะทำให้ผู้อ่านทุกท่านสนใจจะเดินทางไปสัมผัสเกาะชวาตะวันออกมากขึ้น หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเส้นทางนี้ สอบถามมาทางหลังไมค์ได้นะครับ



สวัสดีครับ


ความคิดเห็น