เขาและเรา ณ เขาตะเคียนโง๊ะ-ภูหินร่องกล้า รีวิวโดย ก็ฉันชอบเที่ยว

ห่างเขาไปนาน ก็เกิดอาการคิดถึงเขาขึ้นมา อยากไปสูดอากาศ ให้ธรรมชาติบำบัดซะหน่อย ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันดีกว่า เลยเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมานั่นเอง สำหรับทริปนี้เราใช้เวลา 2 วัน 1 คืน โดยออกเดินทางกันในคืนวันศุกร์ แล้วขึ้นไป จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ กันในเช้าวันเสาร์เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชม. ก็

เขาและเรา ณ เขาตะเคียนโง๊ะ-ภูหินร่องกล้า

เขาและเรา ณ เขาตะเคียนโง๊ะ-ภูหินร่องกล้า

 วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 16.48 น.

 วันที่เดินทาง 1 ก.ย. 2561

ห่างเขาไปนาน ก็เกิดอาการคิดถึงเขาขึ้นมา อยากไปสูดอากาศ ให้ธรรมชาติบำบัดซะหน่อย

ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันดีกว่า เลยเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมานั่นเอง


สำหรับทริปนี้เราใช้เวลา 2 วัน 1 คืน โดยออกเดินทางกันในคืนวันศุกร์ แล้วขึ้นไป จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ กันในเช้าวันเสาร์เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชม. ก็ถึงจุดหมายของเรา ทันทีที่เปิดประตูรถถึงกับสบถออกมาว่า ทำไมมันเย็นจังวะ 555 แถมยังมีน้องหมาแวะมาต้อนรับเราด้วย




ถึงหมอกจะไม่หนาเท่าไหร่ แต่มาเจอบรรยากาศแบบนี้มันก็คุ้มแล้วล่ะ อยากจะอยู่ตรงนี้นานๆ รอบหน้าจะต้องมากางเต้นท์นอนรับอากาศเย็นๆ ที่นี่ซะแล้ว


หลังจากฟินกับลมเย็นๆ และทะเลหมอกแล้ว ก็ออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป เราพาเพื่อนๆ ไปไหว้พระกันที่ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว และก็แวะทานอาหารเช้ากันที่นี่ด้วยเลย



หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปยังที่พักของเราในทริปนี้นั่นคือ "อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า"

สำหรับที่พักนี้ เราจองออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของอุทยานแห่งชาติ เป็นบ้านพัก 1 หลังแต่แบ่งออกเป็น 4 ห้อง ภายในมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ไม่มีพัดลมนะคะ ตอนแรกก็กังวลกันว่าจะร้อนหรือเปล่านะ แต่มันไม่ร้อนเลย ขนาดปิดม่านนอนช่วงกลางดึกก็ยังต้องมุดผ้าห่มแทบไม่โผล่หน้าออกมาเลย 555



เข้าวันอาทิตย์ที่สดใส ท้องฟ้าไม่มีแดด อากาศขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝน หลังจากเช็คเอ้าท์เรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางเที่ยวภายในอุทยานกันต่อ ซึ่งในอุทยานแห่งนี้มีที่เที่ยวอยู่หลายจุดเลยค่ะ แต่พวกเราเช็คเอ้าท์กันสายนิดนึงก็เลยขอแวะ 2 จุดก็คือ โรงเรียนการเมืองการทหาร และ ลานหินปุ่ม ไฮไลท์ของที่นี่ค่ะ


"โรงเรียนการเมืองการทหาร"

ในอดีตเคยเป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาตามแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในบริเวณโรงเรียนการเมืองการทหาร จะประกอบไปด้วยบ้านฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสื่อสาร และสถานพยาบาล ส่วนเหล่านี้มีทั้งหมด 31 หลัง เป็นบ้านหลังเล็กๆ กระจายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ภายในบ้านแต่ละหลังจะมีแคร่สำหรับนอน และโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือทำด้วยไม้กระดานอย่างหยาบๆ เศษข้าวของกระจายอยู่เกลื่อน บางหลังเริ่มผุพังเพราะถูกปล่อยให้ร้างหลังจากมวลชนเข้ามอบตัวแล้ว นอกจากนี้บริเวณตอนกลางของโรงเรียนการเมืองการทหาร มีรถแทรกเตอร์จอดอยู่ 1 คัน ซึ่ง ผกค. ทำการยึดจากบริษัท พิฆเนตร แล้วเผาทิ้งไว้

สำหรับจุดนี้ถ้าเพื่อนๆ มาถูกช่วงก็จะเจอกับเมเปิ้ลแดงตามภาพเลยค่ะ


(ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ http://park.dnp.go.th/visitor/scenicshow.php?id=207 )

แต่เรามาในช่วงที่เมเปิ้ลร่วงไปหมดแล้ว ก็แอบเสียดายเล็กน้อย แต่ยังไงบรรยากาศภายในก็ยังเย็นสบาย ถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้ในช่วงที่มีใบเมเปิ้ลเลย






หลังจากถ่ายรูปกันเรียบร้อย ก็ออกเดินทางไปที่ลานหินปุ่มกันต่อ ระหว่างทางอยู่ๆ ก็มีฝนลงมา ทำให้เกือบจะต้องเปลี่ยนแผนกันแล้วเชียว เราเลยเสี่ยงดวงขับเข้าไปกันเลย ถ้าด้านในยังมีฝนเราค่อยเปลี่ยนแผน แต่เหมือนฟ้าจะเป็นใจและเข้าข้างกลุ่มเราอยู่ เพราะเมื่อขับเข้าไปยังลานจอดรถกลับไม่มีฝนเลย มีแค่ลมเย็นๆ และหมอกเหมือนเดิม

สำหรับหน้าบริเวณจุดเริ่มต้น จะมีไกด์ชาวบ้านอาสานำทางและให้ข้อมูล สำหรับค่าใช้จ่ายของไกด์ก็ up to you เลยค่ะ กลุ่มเราเลยจ้างไกด์นำทางกัน ระยะทางไปกลับประมาณ 2 กิโลกว่าๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชม.โดยประมาณ โชคดีมากที่ตลอดทางที่เราเดินกันอากาศไม่ร้อนเลย มีลมพัดตลอด บางจุดก็มีหมอกลงบางบ้างหนาบ้าง เดินกันมาเรื่อยๆ ก็ถึงแลนมาร์คแรกนั่นก็คือ "ผาชูธง" ค่ะ



"ผาชูธง"

ผาชูธงอยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 500 เมตร เป็นยอดเขาที่มีความสูงถึง 1,614 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 รองจากภูหมันขาวและภูลมโล มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันสามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ดวงอาทิตย์ตกดินจะสวยงามไม่แพ้จุดชมทิวทัศน์อื่นๆ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ที่ ผกค.จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งที่รบชนะทหารของรัฐบาลและชูธงส่งข่าวสาร นอกจากนี้ตลอดเส้นทางเดินเราสามารถที่จะศึกษาพันธุ์ไม้ต่างๆ ควบคู่ไปด้วย




หลังจากพักเหนื่อยกันที่ผาชูธงแล้ว ก็ลุยกันต่อแต่เดินไม่นานมากเท่าไหร่ก็ถึงไฮไลท์ของเราแล้ว เจอแดดทักทายแต่ก็ไม่รู้สึกร้อนมากเท่าไหร่ บ้างก็หามุมถ่ายรูป บ้างก็นั่งพักให้หายเหนื่อย



สักพักเราก็เดินกลับไปจุดเริ่มต้นกันค่ะ ซึ่งขากลับไกด์จะพาเรากลับคนละทางกับขามาซึ่งระยะทางจะสั้นกว่า ใช้เวลาเดินไม่นานเท่าไหร่ก็ถึงจุดเริ่มต้น เดินเท้ากันเหนื่อยท้องก็เริ่มร้อง ก็แวะทานข้าวกันที่นั่นเลย ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ และขากลับเราพาเพื่อนๆ เข้าตัวเมืองพิษณุโลกแวะไหว้พระพุทธชินราชกันก่อนเดินทางกลับเป็นอันสิ้นสุดทริปนี้


สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ... ขอขอบคุณสมาชิกเพื่อนร่วมทริปทุกๆ คนนะคะ ที่มาผจญภัยด้วยกัน ทริปหน้าเราจะพาไปเที่ยวไหนอย่าลืมติดตาม "ก็ฉันชอบเที่ยว" นะคะ

ความคิดเห็น