รีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 8 วัน “ออสเตรีย-สโลเวเนีย-โครเอเชีย” 40,000 บาท รีวิวโดย Bestie Wanderer

งบคนละ 40,000 รวมค่าเครื่อง รีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 8 วัน “ออสเตรีย-สโลเวเนีย-โครเอเชีย” เป็นเส้นทางที่สวยมากกกทั้ง 3 ประเทศ แต่…หารีวิวอ่านไม่ค่อยได้เลยอย่าลืมกด Share แปะไว้อ่าน และลากเพื่อนไปตามรอยกัน เรา 2นุ่น แพลนเอง เที่ยวเอง จ่ายเอง เห็นงบแค่นี้ บอกก่อนว่า ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเด้อ นี่มาเม้า

รีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 8 วัน “ออสเตรีย-สโลเวเนีย-โครเอเชีย” 40,000 บาท

รีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 8 วัน “ออสเตรีย-สโลเวเนีย-โครเอเชีย” 40,000 บาท

 วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 09.59 น.

 วันที่เดินทาง 27 ก.ย. 2561
งบคนละ 40,000 รวมค่าเครื่อง รีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 8 วัน “ออสเตรีย-สโลเวเนีย-โครเอเชีย” เป็นเส้นทางที่สวยมากกกทั้ง 3 ประเทศ แต่…หารีวิวอ่านไม่ค่อยได้เลย
อย่าลืมกด Share แปะไว้อ่าน และลากเพื่อนไปตามรอยกัน เรา 2นุ่น แพลนเอง เที่ยวเอง จ่ายเอง เห็นงบแค่นี้ บอกก่อนว่า ไม่ได้อดมื้อกินมื้อเด้อ นี่มาเม้าท์ มาเล่าให้ฟัง แบบโคตรละเอียด จดมาทุกค่าใช้จ่าย ตั้งใจมารีวิวให้อ่านกัน แล้วจะรู้ว่า เที่ยวยุโรปไม่ยาก ใครๆก็ไปได้นะ


แพลนการเดินทาง

แจก Template แพลนเที่ยวยุโรปสำหรับขอ Visa แบบไฟล์ Excel ดาวน์โหลดฟรี คลิกตรงนี้!

แพลนการเดินทางคร่าวๆของเราในทริปนี้คือ
Day 01: Vienna, Austira
– St. Stephen’s Cathedral
– Hundertwasserhaus
– KunstHausWien
– Vienna City Hall
– Wiener Staatsopera

Day 02: Hallstatt, Austria
– Day trip from Vienna to Hallstatt

Day 03: Ljubljana, Slovenia
– Ljubljana Castle
– Dragon Bridge
– Tromostovje

Day 04: Bled, Slovenia
– Lake Bled
– The Church on the Island
– Ostarija Babji Zob

Day 05: Zagreb, Croatia
– Zagreb Cathedral
– Ban Jelačić Square
– Zrinjevac Park

Day 06: Dubrovnik, Croatia
– Apartments Dilberovic
– Banje Beach Club

Day 07: Dubrovnik, Croatia
– Dubrovnik Cable Car
– Dubrovnik View Point
– Panorama Restaurant
– Dubrovnik Old Town

Day 08: Zagreb, Croatia
– Dolac Market
– St. Mark’s Church

งบคนละ 40,000 บาท นี่รวมค่าอะไรบ้าง?

1. ค่าตั๋วเครื่องบิน Qatar Airways คนละ 12,580 บาท
ราคาไปกลับ รวมน้ำหนักกระเป๋าคนละ 30 กก.
– ขาไป Bangkok – Doha – Vienna (Austria)
– ขากลับ Zagreb (Croatia) – Doha – Bangkok
ใช้เวลาบินประมาณ 15 ชม. มีแวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ประเทศการ์ต้าเที่ยวละ 1 ครั้ง

สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้บริการสายการบินการ์ต้า บอกเลยว่า “ต้องลองสักครั้ง” แล้วจะติดใจ (เหมือนเรา ^^) เป็นสายการบินที่ออกโปรราคาเร้าใจมาบ่อยๆ ตั๋วไป-กลับยุโรป ราคาหมื่นนิดๆแบบนี้ ไม่ได้ให้เห็นจากสายการบินอื่นสักเท่าไหร่หรอกน้า ต้องติดตามให้ดีนะ เพราะพลาดแล้วพลาดเลย ค่าตั๋วไปยุโรปของสายการบินการ์ต้าปกติก็ประมาณสามหมื่นบาทแหนะ

บอกก่อนนะว่า เห็นราคาประหยัดแบบนี้ แต่เค้าให้บริการแบบฟูลเซอร์วิสนะเออ จัดเต็ม in-flight entertainment มาครบแม้ในชั้น economy ก็มีจอทีวี สามารถดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ ได้ตลอดการเดินทาง (ตอนนี้มี Wi-Fi ให้เล่นบนเครื่องด้วยนะเอ้า) มีแจกหมอน ผ้าห่ม หูฟังให้บนเครื่องด้วย พร้อมเสิร์ฟอาหารทุกมื้อ แถมเครื่องดื่มจัดเต็ม ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์ ดื่มวนไป จนกว่าจะถึงปลายทางได้เลยล่

2. ค่าโรงแรมทั้งหมด หารกันคนละ 4,795 บาท
– Vienna 2 คืน (ค้างกับเพื่อนที่นั่น)
– Ljubljana 2 คืน Airbnb THB4,465.87
https://th.airbnb.com/rooms/24028662
– Zagreb 1 คืน Airbnb THB1,909.10
https://th.airbnb.com/rooms/5389697
– Dubrovnik 1 คืน THB3,216.88

*ถ้าใครยังไม่เคยจองที่พักกับ Airbnb เรามีส่วนลดมาฝากพิเศษด้วยน้าาาา “ลดทันทีตั้ง 1,200 บาท!” ง่ายๆ แค่กดจองผ่านลิ้งค์นี้ก็ได้รับส่วนลดไปเลยจ้า >>>ww.airbnb.com/c/pnoiarun (สำหรับการจองครั้งแรกเท่านั้นนะ)

3. ค่าเดินทางในประเทศ ประมาณคนละ 12,625 บาท
– ค่ารถไฟจากสนามบิน Vienna ไปตัวเมือง (EUR27) คนละ 1,010 บาท
– ค่ารถไฟไปกลับ Vienna-Hallstatt คนละ 3,375 บาท
– ค่ารถจาก Vienna ไป Ljubljnana (EUR45) คนละ 1,768 บาท
– ค่ารถบัสไปกลับ Ljubljnana-Bled (EUR18) คนละ 673.30 บาท
– ค่ารถบัส FlexiBus จาก Ljubljnana ไป Zagreb (EUR9.20) คนละ 361.45 บาท
– ค่าเครื่องบินสายการบิน Croatia Airlines จาก Zagreb ไป Dubrovnik (EUR95) คนละ 3,730 บาท
– ค่ารถจากสนามบิน Dubrovnik ไปโซน Old Town (40Kuna) คนละ 200 บาท
– ค่า Uber ใน Dubrovnik (2 รอบ 475 บาท) คนละ 237.50 บาท
– ค่ารถ overnight บัสจาก Dubrovnik ไป Zagreb (EUR25) คนละ 982 บาท
– Uber จากตัวเมือง Zagreb ไป Airport (2 รอบ ตอนจะไปนั่งเครื่องบินไป Dubovnik และตอนจะไปนั่งเครื่องบินกลับไทย 1,150 บาท) คนละ 575 บาท

บางคนอาจจะตกใจว่าทำไม…ค่าเดินทางภายในประเทศถึงพอๆกับตั๋วเครื่องบินจากไทยไปเวียนนาเลยล่ะ!?? คือ…เราพลาดไปนิดหน่อย เราจองตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ รถไฟและรถบัสต่างๆแบบ Last Minute มากๆๆ คือจองก่อนเดินทางไม่ถึง 1 สัปดาห์ และบางอันก็ไม่ทันได้จองล่วงหน้า ไปซื้อที่สถานีเลยก็มี ราคาเลยแพ้งงงงแพงขึ้นมา (แอบเซ็งตัวเองอยู่เหมือนกัน น่าจะตัดสินใจจองตั้งนานแล้ว) “ใครจองล่วงหน้าได้นานกว่านี้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกลงอีกเกือบครึ่ง!” วางแผนดีๆนะ สู้ๆ (:

4. Pocket Money 10,000 บาท
นอกจากค่าที่พัก และค่าเดินทางต่างๆ เราพกเงินไปคนละประมาณ 10,000 บาท สำหรับค่ากิน ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว ค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า และของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ (เราไม่ได้ช้อปอะไรกันมาก พกไปหมื่นนึงนี่กำลังโอเคค่ะ ไม่ขาดไม่เกิน กินสบายจัดเต็มกันทุกมื้อ แต่ถ้าใครจะช็อปของฝากหรือของแบรนด์เนมเยอะหน่อย ก็อย่าลืมเพิ่มงบนส่วนนี้เอาเองเน้อ)

*สำหรับใครยังไม่มี Schengen Visa ค่าทำวีซ่าเชงเก้นเบ็ดเสร็จคนละ 3,050 บาท (ถ้ามีวีซ่า Schengen แบบ Multiple สามารถใช้เข้าประเทศโครเอเชียได้เลย แต่ถ้ามีแค่แบบ Single ต้องขอวีซ่าของประเทศโครเอเชียแยกต่างหาก)

Day 01 : Vienna, Austria

Day 01 วันแรกของการเดินทาง กับ ทริปยุโรปที่ต้นเหตุเกิดจากการมือลั่น(อย่างตั้งใจ) จองโปรตั๋วถูกแบบสะพรึง! จากสายการบิน Qatar Airways

จำได้ว่าตอนนั้น เรา2นุ่น นั่งกินข้าวเย็นอยู่ด้วยกัน และบังเอิญเจอเพจนึงในเฟซบุ้ก แชร์โปรโมชั่นตั๋วเครื่อง ไป-กลับ ยุโรป แบบ multi-city ในราคาหมื่นนิดๆ ด้วยความที่อยากรู้ว่าจะมีราคานี้จริงหรือเปล่า เลยลองเข้าไปเช็คเล่นๆในเว็บไซต์ของสายการบิน… เลือกเมืองที่มีโปรโมชั่นดูเล่นๆ… แค่ 10 นาทีหลังจากนั้นเท่านั้นแหละค่ะคุณผู้ชมคะ! Confirmation e-mail ก็เด้งเข้า inbox ของเราอย่างรวดเร็ว และทริปนี้ก็บังเกิดขึ้นค่ะ

27 ก.ย. 2018, 20:55 น. เที่ยวบิน QR833 ของสายการบิน Qatar Airways ก็พาเราออกเดินทางออกจากประเทศไทย ไปยังประเทศการ์ต้า เราต้องแวะเปลี่ยนเครื่องก่อน 1 ครั้งที่กรุงโดฮา ก่อนจะบินต่อไปที่จุดหมายแรกของเราในทริปนี้… กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

28 ก.ย. 2018, 07.30 น. เราเดินทางถึงเวียนนาอย่างปลอดภัย ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด รวมเปลี่ยนเครื่องประมาณ 16 ชั่วโมง ภาพแรกที่เเราเห็นหลังจากปิดหน้าต่างเครื่องบิน คือวันนั้นอากาศดี ฟ้าโปร่ง มีแดดนิดๆ อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ไปสำรวจเมืองนี้ด้วยตัวเองแล้

เรา2นุ่นผ่าน ตม. มาอย่างง่ายดาย.. ง่ายที่บอกนี่คือง่ายจริงๆนะคะ! ง่ายกว่าตอนเราไปมัลดีฟส์ ง่ายกว่าตอนไปญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆอีก เรา2คนเดินเข้าไปคนละช่อง (ไม่มีคิวซะด้วย สงสัยยังเช้ามากอยู่) เจ้าหน้าที่แค่เอาพาสปอร์ตไปสแกน ให้เราสแกนนิ้ว และปั้มตราบนพาสปอร์ต แค่นั้นจริงๆค่ะ ไม่มีการอ้าปากคุยกันสักคำ ผ่านง่ายแบบไม่เกรงใจเอกสารจองที่พัก/จองรถที่เราเตรียมมาไว้เป็นหลักฐานในการเข้าประเทศเลย 5555

หลังจากผ่าน ตม. มาอย่างฉลุยแล้ว เรา2นุ่นก็เริ่มหาทางเข้าเมืองกัน โดยใช้บริการรถไฟ CAT (City Airport Train) เป็นรถไฟที่ direct เข้าเมืองเลย สะดวกสบายมากค่ะ ราคาเที่ยวล่ะ EU 7 เราซื้อขาเดียวเพราะเราไม่ได้กลับจากเวียนนาจ้า

หลังจากนำกระเป๋าและข้าวของเข้าที่พักกันแล้ว วันนี้เราจะตะตุยเที่ยวเบาๆ เดินชมเมืองชิลๆกันก่อน อากาศปลายเดือน ก.ย. ช่วงเช้าๆประมาณ 10 องศา พอบ่ายหน่อยก็จะอยู่ที่ 15-20 องศา เดินไปเรื่อยๆไม่ได้วางแผนมาก ก็ชิลดีน้าาา

แต่เราก็แอบมีสถานที่นึงที่อยากมาให้ได้นั่นก็คือ ตึกสีสันสวยๆในรูปนี้นี่เอง ที่นี่เรียกว่า “Hundertwasserhaus” (บอกตรงๆว่าอ่านไม่ออกเหมือนกันค่ะ 555555555) เห็นรูปตึกนี้ใน IG สวยแปลกตาดีเลยเสิร์ช google map นั่งรถ tram มาแบบงงๆ แต่ก็ไม่หลงนะเอ้อ~ ^^ (เรามาช่วงบ่ายๆคนเริ่มเยอะแล้วค่ะ ต้องรอจังหวะอยู่นานพอสมควรถึงจะได้ภาพนี้มาแบบไม่ติดนักท่องเที่ยวเยอะมาก)


Day 02: Hallstatt, Austria

Day 02 จากฝัน…ก็กลายเป็นมากกว่าฝัน กับที่นี่ “Hallstatt” เมืองเล็กๆริมทะเลสาบที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาหลายลูก ได้แต่เห็นในรูปมานาน ในที่สุด เราก็ได้มาถึงที่นี่ด้วยตัวเองสักทีค่ะ

ที่ Hallstatt ช่วงปลายเดือน ก.ย. อากาศดีเลยล่ะค่ะ เย็นสบาย มีหมอกจางๆ ไม่หนาวจนเกินไปสำหรับเรา และที่นี่ “สวยมากอย่างที่เคยเห็นในรูป” เลยล่ะค่ะ

แต่บางอย่างที่เราไม่ได้คาดมาก่อนก็คือ… นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ มีทัวร์ลงเยอะไปหน่อย ทั้งฝรั่ง จีน เกาหลี ทำให้เมืองที่เงียบสงบ ไม่ได้สงบอย่างที่เป็น บริเวณจุดชมวิวและจุดถ่ายภาพในรูป เบื้องหลังคือคนแน่นมากกกกกกจริงๆค่ะ รออยู่นานกว่าจะได้จังหวะและอาศัยมุมกล้องหลบฝูงชนที่มะรุมมะตุ้มกันอยู่ ถ้าได้ขับรถมาเองหรือมาค้างที่นี่สักคืน คงจะได้มาสัมผัสความสงบยามเช้าจริงๆ แต่เรา2คน มากันแบบนั่งรถไฟและไม่ได้ค้างคืน เลยไม่ได้สัมผัสความเงียบสงบเลยจ้า โช้งเช้งโว้งเว้งกันทั้งเมือง แอบเสียดายบรรยากาศนิดๆ ลองกดดูคลิปบรรยากาศจากวิดีโอด้านล่างนี้ได้เลย


อีกอย่างคือการเดินทางมาที่นี่จาก Vienna ยากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ… เราออกเดินทางจาก Vienna ด้วยรถไฟ ÖBB จากสถานี Wien Westbahnhof ซึ่งบอกตรงๆว่า ก่อนมาพยายามหาข้อมูลมาพพอสมควรว่าเดินทางยังไง แต่ก็งงมากค่ะ เสิร์ชเจอข้อมูลแต่คนที่ขับรถมา และอ่านยังไงก็ไม่เจอรถไฟสายตรงไปที่ Hallstatt เราเลยยังไม่ได้จองตั๋วรถไฟอะไรมาเลยเพราะงงมากค่ะว่าตกลงต้องเดินทางยังไง (ส่วนใหญ่คนจะมาเที่ยวที่ Hallstatt จาก เมือง Salzburg กันซะมากกว่า เรามีเวลาน้อยเลยตัดเมือง Salzburg ออกไปค่ะ)

คืนก่อนที่จะมาเราเลยลองเสิร์ชใน google เป็นภาษาอังกฤษอีกครั้ง ก่อนจะเจอว่า มันไม่มีรถไฟสายตรงไปที่ Hallstatt เลยจริงๆ ที่เราเจอก็คือ ต้องขึ้นรถไฟ จากสถานี Wien Westbahnhof ไปลงที่สถานี Attnang-Puchheim และจากนั้นก็นั่งรถไฟต่อไปลงสถานี Hallstatt และจากนั้นก็ต้องต่อรถบัสเพื่อเข้าไปที่หมู่บ้าน Hallstatt อีกค่ะ ค่ารถไฟไปกลับ Vienna-Hallstatt เบ็ดเสร็จคนละ 3,375 บาท

ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณเที่ยวละ 4 ชั่วโมง… ใช่ค่ะ! ไป-กลับ Vienna-Hallstatt ทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมงจ้า! แนะนำว่าขาไปเลือกรถไฟรอบเช้าสุด และขากลับเผื่อเวลาหน่อย พยายามอย่าออกจาก Hallstatt หลัง 4 โมงเย็น เพราะอย่าลืมว่าถ้าจะกลับ Vienna เราต้องนั่งหลายต่อ ถ้าพลาดรถไฟเที่ยวสุดท้าย เรื่องใหญ่เลยนะเออ…

จองตั๋วรถไฟล่วงหน้าและเช็ครอบรถไฟแบบ update ล่าสุดได้ที่ www.oebb.at/en ***ตอนซื้อตั๋วรถไฟจาก Vienna ไป Attnang-Puchheim เลือกรอบและเลือกขบวนรถไฟดีๆๆเลยน้า มันจะมีทั้งแบบต่อเดียวถึงเลย และแบบที่ต้องเปลี่ยนขบวนกลางทาง เรางงและหลงนิดนึงตอนที่ต้องเปลี่ยนขบวน เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงเลยล่ะ ฮือๆ


Day 03: Ljubljana, Slovenia

Day 03 เข้าสู่วันที่สามของการเดินทาง เราจะเปลี่ยนไปเที่ยวประเทศ “สโลเวเนีย” กันบ้างค่ะ ในความคิดเราประเทศสโลเวเนียสวยและสงบมากจริงๆ แต่หลายคนมองข้ามไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรป เราเดินทางจากเวียนนามายังเมืองหลวงของสโลเวเนียที่ชื่ออ่านย้ากกกกยาก “Ljubljana” ถ้าไม่เชื่อว่าอ่านยากยังไง… ลองออกเสียงดูได้ค่ะ 5555555

ที่นี่เมือง “ลูบลิยานา” เป็นเมืองหลวงที่เล็กมากค่ะ เดินแปปๆก็ทั่วแล้ว มีประชากรประมาณสามแสนคนเท่านั้นเองแต่เราชอบนะคะ เป็นเมืองหลวงที่แปลกดี ไม่ได้มีตึกสูงเยอะ บ้านเมืองเงียบสงบ มองไปทางไหนก็เจอภูเขาลูกเล็กลูกใหญ่ล้อมรอบ แถมเดินเที่ยวง่ายไม่ต้องพึ่งรถเมล์หรือรถไฟเลยล่ะค่ะ ติดอยู่นิดเดียวที่ตอนกลางคืนไฟตามทางอาจจะมืดไปหน่อย เรา2สาวเลยแอบกังวล และไม่กล้าเดินเที่ยวดึกมาก (จริงๆแล้วไม่มีอะไรหรอกค่ะ เรากลัวกันไปเอง 555555)

เราค้างที่เมืองนี้กัน 2 คืน โดยเลือกพักกันที่ airbnb เบ็ดเสร็จราคา 4,465.87 สำหรับ 2 คืน ห้องสะอาดดีมาก เตียงนุ่ม มีแอร์ มีตู้เย็น มีน้ำอุ่น และมีเครื่องครัวพร้อมเตาให้ด้วย ต้มมาม่าได้สบายใจค่ะ555555 ลองกดดูที่พักได้จ้า https://th.airbnb.com/rooms/24028662

เหตุผลหลักๆคือตอนเราจะจองที่พัก เห็นว่าโรงแรมในเมืองนี้ราคาแพงเกินไปเยอะมากๆเลยจ้า คืนละ 4-5 พัน หรือถ้าราคาถูกลงมาหน่อยก็เป็นโฮสเทลห้องรวมหรือห้องแบบไม่มีแอร์ เราไม่ค่อยสะดวกแบบนั้น เลยเลือกพักใน Apartment กันดีกว่า สะดวก สะอาด แล้วก็ประหยัดขึ้นเยอะมากค่


Day 04: Bled, Slovenia

Day 04 ที่ Lake Bled จากเมืองนอกสายตา กลายเป็นเมืองที่ประทับใจที่สุดของทริปนี้

ประทับใจมาก กับการเดินทางที่ง่ายและสะดวกมาก นั่งรถบัสต่อเดียวจากเมือง Ljubljana ค่ารถไปกลับแค่คนละ 18 ยูโรเองจ้า

ประทับใจมาก กับบรรยากาศเงียบสงบ ได้เดินเล่นริมทะเลสาบ สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางต้มไม้สูงๆสวยๆ ไม่ผิดหวังเลยที่ตัดสินใจมาที่นี่

ประทับใจมาก กับอาหารมื้ออร่่อย สเต็กเนื้อนุ่มราดซอสทรัฟเฟิล กลมกล่อมลงตัวที่สุดที่เคยกินมา! ยิ่งได้จิบไวน์รสเยี่ยมในราคาแก้วละไม่ถึงร้อยบาท… ตบท้ายด้วยเค้กขึ้นชื่อของที่นี่… เช็คบิลออกมาแล้วมื้อนี้แค่พันกว่าบาท แต่รสชาติคือออออโอ๊ย ฟินมากจ้าาาา

คุณคะ…เรา2นุ่นแนะนำเลยค่ะ ว่าถ้ามาสโลเวเนีย ยังไงอย่าพลาดที่นี่ ถ้าชอบธรรชาติ และบรรยากาศสงบๆ ยังไงไม่ผิดหวังแน่นอน


Day 05: Zagreb, Croatia

Day 05 ณ เมือง “Zagreb” ประเทศ “Croatia”

ใช่ค่ะ เราข้ามมาอีกประเทศนึงแล้วจ้า! ช่วงสายของวันที่ 5 เราเดินทางจากเมือง Ljubljana ประเทศ Slovenia ไปยังเมือง Zagreb ประเทศ Croatia ด้วยรถบัสจาก FlexiBus เราจองได้ในราคาแค่คนละ EUR9.20 ยูโรเท่านั้นเอง! รถบัสข้ามประเทศ พร้อมแอร์และฟรี Wi-Fi ราคาเท่านี้…นี่เค้าทำกำไรได้จริงๆหรอคะเนี่ย

โครเอเชีย เป็นประเทศที่อยู่ในยุโรปก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นนะคะ แต่ถ้าใครมีวีซ่า Schengen แบบ Multiple สามารถใช้เข้าประเทศโครเอเชียได้เลย แต่ถ้ามีแค่แบบ Single ต้องขอวีซ่าของประเทศโครเอเชียแยกต่างหาก
และเราจะใช้เงิน Euro ที่นี่ไม่ได้แล้ว ร้านส่วนมากจะรับแค่เงินสกุลเงินของประเทศเค้าเองเท่านั้น คือสกุลเงิน Kuna นั่นเองจ้า (1 Kuna = ประมาณ 5 บาท) เราว่าจะแลกมาจากไทยเลย แต่ที่ Super Rich ไม่มีเงินสกุล Kuna เราสองคนเลยต้องมาแลกเงิน Euro ที่เหลืออยู่ทั้งหมดเป็นเงิน Kuna ที่นี่ค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะค้า มีร้านแลกเงินอยู่ทั่วไปเลยค่ะ

เรามีเวลาเดินเล่นอยู่ที่นี่ 1 คืน และวันรุ่งขึ้น เราจะบินไปเมือง Dubrovnik กันจ้า ก่อนจะกลับมาที่ Zagreb อีกครั้งวันสุดท้ายก่อนบินกลับไทย

สิ่งที่เราชอบมากของเมืองนี้คือ เดินเที่ยวง่ายมากค่ะ หรือจะนั่งรถรางเที่ยวก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ นอกจากนั้น ค่าครองชีพและค่าที่พักยังถูกสุดในทริปนี้ของเราสองคนด้วย เราพัก airbnb ห้องกว้างงงงงงมาก โลเคชั่นอยู่ใกล้กับ main square ที่เป็นจุดท่องเที่ยว ราคาแค่คืนละ 1,909.10 บาท ถ้าสนใจลองกดดูตรงนี้น้า https://th.airbnb.com/rooms/5389697


Day 06: Dubrovnik, Croatia

เช้าตรู่วันที่ 6 ของการเดินทาง เรา2นุ่น รีบตื่นรีบแต่งตัว งัวเงียออกจาก airbnb ที่พักใน Zagreb กันแต่เช้า คุณลุง Taxi ที่ทางโฮสต์ airbnb ติดต่อไว้ให้มาจอดรถรออยู่หน้าอพาร์ทเม้นต์เรียบร้อยแล้ว คุณลุงพาเราไปส่งที่สนามบินZagreb เพื่อนั่งเครื่องบินไปเที่ยว Dubrovnik กัน

เราบินกับสายการบิน Croatia Airlines กันค่ะ ก่อนจะตัดสินใจเลือกเดินทางโดยเครื่องบิน เราลองหาวิธีอื่นๆแล้ว บอกเลยว่าถ้าเวลาจำกัดแบบเรา เครื่องบินคือทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้านั่งรถบัส คุณต้องเสียเวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชม. แต่ไฟลท์บินตรงใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชม. ณ ตอนนี้ยอมเสียตังค์เพิ่มอีกนิด เพื่อประหยัดเวลาและเก็บแรงไว้เที่ยวกันดีกว่า เราจองก่อนเดินทางประมาณ 1 สัปดาห์ ราคาอยู่ที่ EUR95 ประมาณ คนละ 3,730 บาท (ถ้าจองล่วงหน้านานๆน่าจะได้ถูกกว่านี้อีกเยอะนะ)

เราตัดสินใจค้างที่ Dubrovnik กัน 1 คืน ให้คุ้มกับที่บินมาสักหน่อย เลือกพักที่ Apartments Dilberovic ราคาคืนละ EUR86 หรือประมาณ 3,216.88 บาท บอกเลยว่าอพาร์ทเม้นท์วิวปังมากกกกก! จองจาก Booking.com ลองกดดูได้จ้า >>> http://www.booking.com/Share-ke2MFe1

ความรู้สึกแรกที่ถึง Dubrovnik คือ… ร้อน! ร้อนค่ะคุณผู้ชมคะ… สลัดเสื้อโค้ทออกแทบไม่ทัน ที่ Zagreb ยังหนาวอยู่ดีๆ ที่นี่อากาศเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย จะว่าไปคงจะเหมือนอากาศทางภาคใต้ของเรานี่แหละค่ะ เหมือนเราลงมาจากทางเหนือ เรามาเจออากาศริมทะเลทางใต้ประมาณนั้น

นอกจากอากาศ… ยังมีอีกหลายอย่างที่เรา2นุ่นคาดไม่ถึงสำหรับเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่ค่อนข้างแพง(มาก) ความแน่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ หรือแม้แต่คนไทย คิดว่าอาจจะมาตามรอยซีรีส์Game of Thrones กันแน่ๆเลย

Day 07: Dubrovnik, Croatia

วันที่ 7 ของการเดินทาง
เรายังอยู่กันที่เมือง Dubrovnik, Croatia

หลังจากที่เมื่อวาน เราเดินสำรวจรอบๆเมืองด้านนอกแล้ว วันนี้เป็นวันที่เราจะได้ออกไปเที่ยวเมืองนี้กันแบบเต็มๆวัน เราแพลนไปขึ้นกระเช้าเพื่อไปจุดชมวิวมุมสูง และทานอาหารนิดๆหน่อยๆที่ร้าน Panorama Restaurant หนึ่งในร้านอาหารที่วิวสวยมากที่สุดร้านนึงในเมือง Dubrovnik และหลังจากนั้นเราจะเข้าไปเดินเล่นกันในโซน Old Town กันถึงเย็น ก่อนที่เราจะต้องไปขึ้นรถบัสกลับเมือง Zagreb รอบ 3 ทุ่ม… ใช่ค่ะ! ขามาเราบินมา… แต่ขากลับเราเลือกนั่งรถบัสแบบ overnight คือนั่งรอบ 3 ทุ่ม และไปถึง Zagreb ตอนประมาณ 7 โมงเช้าพอดี เราจะได้ประหยัดทั้งค่าเครื่องบิน และประหยัดค่าโรงแรมในคืนนี้ไปด้วยในตัว (เป็นช่วงวันท้ายๆของการเดินทาง ก็จะต้องประหยัดกันกว่าปกติซะหน่อย ฮ่าๆ)

นอกจากความสวยปังของบรรยากาศและสถาปัตยกรรม มีสามอย่างที่เราอยากจะเล่าให้ฟังหลังจากเดินเที่ยวเมืองนี้มา 2 วันเต็มๆคือ…
1. ค่าครองชีพแพง มากกกก (แต่มีวิธีประหยัดได้อยู่)
2. นักท่องเที่ยวเยอะ มากกกก
3. ต้องเดินขึ้นเนินและบันไดเยอะ มากกกกก ถ้าพาผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กมา เหนื่อยแน่นอนค่ะ

Day 08: Zagreb, Croatia

วันที่ 8 วันสุดท้ายของการเดินทาง เรากลับมาที่เมือง Zagreb อีกครั้ง

เย็นนี้เราจะบินกลับไทยจากสนามบิน Zagreb ประมาณ 5 โมงเย็น เลยไม่ได้แพลนไปไหนไกลเท่าไหร่ เราจะเดินเล่นกันสบายๆ หาร้านอร่อยๆกินส่งท้าย และเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศในมุมต่างๆ ก่อนจะเรียก Uber ไปสนามบินตอนช่วงบ่ายโมง

หลายคนรู้จักโครเอเชียจากฟุตบอลโลก หลายคนอยากมาเพราะซีรีส์ Game of Thrones แต่เรามาที่นี่เพราะตั๋วเครื่องบินถูก แต่ไม่อยากจะเชื่อว่า เรา2นุ่นจะชอบและประทับใจ Croatia มากกว่าที่คิด… ค่าครองชีพไม่แพง คนใจดี ค่าเงิน Kuna ก็ไม่โหดร้าย และยังมีอีกหลายๆเมืองที่น่าไปเที่ยว แต่เรามีเวลาไม่พอที่จะไป

ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ เราจะกลับมาประเทศนี้อีกแน่นอน… See you later #Croatia

รอติดตามรีวิวแต่ละเมืองแบบเต็มๆได้เร็วๆนี้ที่ bestiewanderer.com และที่หน้า Facebook Page ของเรานะค้า Bestie Wanderer – คู่ซี้ตะลอนโลก

ความคิดเห็น