Nagoya รีวิวเดินทางและที่พักแนะนำ [ Oct 2018 ] รีวิวโดย GIFT9 เลขเก้าไม่ออกเสียง

วันนี้จะมาเล่าถึงทริปสั้นๆของผมที่ออกเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งเมืองหลักๆที่จะไปก็คือ Nagoya และ Kumamoto ซึ่งส่วนของนาโงะยะก็จะแชร์การเดินทางที่ได้ไปสั่นๆครับ เพราะไม่ได้เที่ยวอะไรมากมาย แต่ก่อนจะไปหาข้อมูลในเว็บไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ วันนี้เลยเอามาเขียนแนะนำ คิดว่าเส้นทางที่เราใช้เดินทางน่าจะเป็นโยชน์กับ

Nagoya รีวิวเดินทางและที่พักแนะนำ [ Oct 2018 ]

Nagoya รีวิวเดินทางและที่พักแนะนำ [ Oct 2018 ]

 วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 00.03 น.

 วันที่เดินทาง 24 ต.ค. 2561

วันนี้จะมาเล่าถึงทริปสั้นๆของผมที่ออกเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งเมืองหลักๆที่จะไปก็คือ Nagoya และ Kumamoto ซึ่งส่วนของนาโงะยะก็จะแชร์การเดินทางที่ได้ไปสั่นๆครับ เพราะไม่ได้เที่ยวอะไรมากมาย แต่ก่อนจะไปหาข้อมูลในเว็บไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ วันนี้เลยเอามาเขียนแนะนำ คิดว่าเส้นทางที่เราใช้เดินทางน่าจะเป็นโยชน์กับหลายๆคนที่กำลังจะเดินทางไป

Nagoya ภูมิภาคชูบุ ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่น่าสนใจอีกเมืองซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ด้วย ที่นี้มีปราสาทนาโงะยะที่เค้าว่าสวยงาม แต่ผมก็ไม่ได้เข้าไปดูนะครับ พอดีเวลาไม่พอที่ไป อาหารขึ้นชื่อก็จะเป็นข้าวหน้าปลาไหล และไก่พี่คนญี่ปุ่นแกว่างั้นนะถ้าใครเคยได้ยินร้านชื่อ ไก่ทอด "ยามะจัง" ก็มาจากนาโงะย่านี้แหละครับ แต่มันมีที่ไทยนะร้านนี้ สำหรับครั้งนี้ผมเป็นแค่เมืองผ่านเข้ามาทำงาน แต่ก็ระหว่างเส้นทาง ก็ผ่านสถานที่สำคัญของเมืองหลายที่อยู่

เตรียมตัวและรู้ก่อนไปญี่ปุ่น

1. เอกสารต้องพร้อม Passport มันคือบัตรประชาชนโลก และควรติดตัวไว้ด้วย

2. ปลั๊กไฟฟ้าไม่เหมือนบ้านเรา ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ แต่มันจะมีสองมันมี 2 ขา ลองหาภาพดูครับ

3. หน่วยเงินเป็น ¥ ซึ่งมันอ่านว่า "เอน" และที่ไทยไม่รับแลกเหรียญ แลกได้แต่ธนบัตรเท่านั้น

4. มารยาทขึ้นบันไดเลื่อน ยืนชิดซ้าย ถ้าออกเลนขวาควรจะเดินแซงไปเลย

5. ศึกษาอากาศบ้านเค้าด้วย ถ้าช่วง 22 องศาลงไปนั้นคือควรใส่เสื้อผ้าที่หนาขึ้น

6. Internet เชื่อมต่อฟรีของนาโงย่าเลย แต่ถ้าไป 7-8 วัน แนะนำใช้ sim roaming จะดีกว่า ราคา 399 บาท ( App แผนที่ที่แนะนำคือ maps.me เป็นแอฟออฟไลน์ พาผมไปมาหลายที่ละ )

7. การถ่ายภาพบุคคลญี่ปุ่น ถ้าอยากถ่ายก็ขอเค้าดีๆจะดีกว่า ไม่รู้ผิดกฎอะไรหรือเปล่านะ แต่คิดว่าจะดีกว่า หรือไม่ก็ถ่ายภาพมุมกว้างไปเลย

8. เราสามารถคืนเงินภาษีได้ ซึ่งก็ขึ้นกับว่าเราไปซื้อที่ไหน เช่น ดองกี้โฮเต้ซื้อเกิน 5000¥ สามารถแลกภาษีคืนได้ที่นั้นเลย สังเกตุป้ายสีแดงๆเหลือง Tax refund


แผนการเดินทาง

24/ 10/ 2018 : Thai / Chubu centair International airport / Nagoya sakae washington Hotel / TV Tower

25/ 10/ 2018 : Nagoya Castle / Port messe / TV Tower / Oasis 21 / Don Quijote

26/ 10/ 2018 : Chubu centair International airport / Kumamoto


Day 1 - ออกเดินทางจากไทยเวลา 10:45 การผ่านตม.ที่ไทยก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องเขียนเอกสารด้วย ตรวจของต้องห้ามตามปกติ เดินทางด้วยการบินไทยครั้งแรก

รู้สึกว่าอาหารดีมาก ขอน้ำท่าอะไรได้ตลอด ของที่ใช้ทำเวลาแก้เบื่อก็เยอะดี ไปชิวๆแต่ก็นั่งนานพอดู เวลาเดินทางประมาณ 6 ชม ก็ถึงแล้ว เวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าไทย 2 ชม. พอขึ้นเครื่องก็ปรับนาฬิการอได้เลย บนเครื่องเค้าจะแจก ใบ ตม. (Disembarkation Card) และใบศุลกากร (Customs Declaration) เขียนทั้งหมดเลยเพื่อความรวดเร็วและสบายใจครับ พอลงจากเครื่องแล้วเราจะได้ไปเอากระเป๋าก่อน ( อันนี้จำไม่ได้ทำอะไรก่อนหลัง แต่ต้องเขียนเอกสาร 2 ใบ ) และจะมีด่านตรวจสองรอบ ที่แรกจะตรวจใบ ตม.ที่เราเขียนมาบนเครื่อง ตรวจเอกสารทั่วไป ส่วนต่อมาจะต้องยื่นใบศุลกากร อันนี้ซุ่มตรวจครับ ซึ่งผมผ่านได้สบายแต่พี่ที่มาด้วยโดนค้นกระเป๋า เค้าก็ดูทุกมุมนะแต่จะอารมณ์แบบเป็นพิธีนิดหน่อย ถ้าไม่มีอะไรก็ผ่านได้ปกติครับ


การออกจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง Nagoya มีอยู่ 3 วิธีหลักๆ

1. ก็นั่ง Taxi ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนั่งเพราะมันง่ายไป

2. รถไฟสาย Meitetsu มีทั้งแบบด่วนและไม่ด่วน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชมถึงสถานี Nagoya ราคา 870¥/ 1,230¥

3. Bus ซึ่งผมไปด้วยวิธีนี้ครับ เนื่องจากว่า เราสามารถเก็บกระเป๋าไว้ใต้รถได้เลยไม่ต้องเข็นไปเข็นมา และที่ที่ผมจะไปคือ Sakae ซึ่งต้องเปลี่ยนขบวนที่ Kanayama หากขึ้นรถไฟ ถ้าจะมาแถว Sakae แนะนำทางนี้สบายกว่า ราคาผู้ใหญ่ 1200¥ เด็ก 600¥ ตลอดสาย ( * Bus ของสนามบินที่นี้เค้าเรียกว่า limousine นะ )

ตาราง https://www.nagoya-info.jp/th/access/files/centrai...


พอผมออกจากตม. ก็เดินตามป้าย Bus ไปเลยครับมันจะพาเราลงบันไดเนื่องมา 1 ชั้น และเราสามารถไปซื้อตั๋วได้ที่ตู้ครับ พอซื้อเสร็จก็รอเวลารถมา แต่พอขึ้นรถก็ต้องหยิบตั๋วที่นั่งอีกทีหนึ่งที่ทางขึ้นด้านหน้ารถ ใช่หรือเปล่าไม่รู้แต่ก็ไปได้นะ ฮ่าๆ


อันนี้ภาพตารางรถออก


อันล่างคือบัตรโดยสาร อันบนน่าจะที่นั่ง เดานะ ฮ่าๆ


จุดจอดแรก โรงแรมนาโงย่าโทคิว อยู่ข้างๆกะ Oasis21 เลยแต่นี้ไม่ใช่ที่พักเรา นั่งต่อไปรถจะพอไปจอดหน้า TV Tower แต่นี้คือป้าย Oasis21 เพราะมันอยู่ข้างกัน ที่พักของผมคือ Sake hotel plaza เลยต้องไปลงที่สถานี Nishiki Dori Hommachi ซึ่งเดินข้ามถนนแปปเดียวก็ถึงที่พักแล้ว


ลงรถละเดินอีกนิดหน่อยก็ถึงละ อันนี้ภาพป้ายทางเข้า



ห้องพักสำหรับหนึ่งคนมีทุกอย่างเป็นมาตรฐานทั่วไป มีทั้งน้ำร้อน-เย็น ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผม แปรง เรียกได้ว่ามาแต่ก็ได้ ห้องไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ก็ไม่ได้อึกอัดอะไร นอนได้ชิวๆ มีอาหารเช้าให้เลือก 2 เซ็ท 1.เซ็ทญี่ปุ่น 2. เซ็ทฝรั่ง เลือกได้อย่างเดียว อากาศที่นั้น 19 หนาวได้ที่เลยสำหรับคนขี้หนาว

ย่านนี้จะเป็นโซนที่มีร้านอาหารและร้านค้าค่อนข้างเยอะ เรียกได้เดินถึงทุกที่ เช่น ดองกี้โฮเต้ ชิงช้าสวรร TV Tower Oasis21 ปราสาทนาโงะยะ Science Museum วัดโอทสึแคนนอน ตามภาพเลย แต่เวลาเดินก็ไม่ได้ใกล้อะไรขนาดนั้นนะครับตัวอย่างเช่น โรงแรมไปสถานี Sakaeหรือ Oasis21 ก็ 800 เมตร แต่ถ้าเดินไหวก็สบายๆ


เก็บของเรียบร้อยหาเบียร์กินซิครับ ร้านนี้ชื่อ Gomitori ร้านใกล้ที่พัก ห่างไปสองช่วงตึก




กินเบียร์กะถั่วญี่ปุ่น ( เอดามะเมะ )


จัดปลาไหลอร่อยแฮง



อะไรไม่รู้แต่อร่อย กรอบนอก หลังจากกินเสร็จก็เดินทเี่ยวเล่นต่อครับ ว่ากลางคืนที่นี้เป็นไงบ้าง แต่แถวนี้ไม่ธรรมดา ร้านกลางคืนเพียบ แต่ก็ไม่กล้าเข้าอะไร เรื่องของเรื่องคุยกะเค้าไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆ





เดินกลับมาทางสถานีสากาเอะจุดสังเกตุก็นี่แหละครับ TV Tower มีความจัดแสงด้วยเล็กน้อย ถ้ามาจุดนี้ได้ จะเจอครบเลยครับ Oasis21 ดองกี้โฮเต้ ชิงช้าสวรร ก็ถ่ายภาพเล่นๆ รับอากาศหนาวครับ





เดินมานิดเดียวก็เจอชิงช้าสวรร ตรงข้างชิงช้าสวรร ตรงมุมตึกก็คือดองกี้โฮเต้

หน้าตาดองกี้โฮเต้เป็นงี้แหละ เข้าไปเลือกซื้อของได้ มีของหลากหลายมาก ราคาถูกจนแพงเลย ข้อที่ควรรู้ก็คือ ถ้าซื้อของเกิน 5000¥ สามารถขอคืนภาษีได้ด้วย ( Tax refund ) สาขานี้มีคนไทยประจำอยู่ด้วย เข้าไปถามได้เลย เราสามารถซื้อของชั้นบนๆโดยจ่ายตังเต็มจำนวน ถ้าราคาถึงหลายบิลก็ได้ เอาพาสปอร์ตกะบิลมาแลกคืนภาษีได้ที่ชั้นหนึ่ง ลองดูประหยัดได้ 8%


อันนี้ถ่าย Oasis21 มาให้ดูกลางคืนไม่ได้ถ่าย


Day 2 - วันนี้ตื่นแต่เช้า มีนัดกับทีมงาน 9:00 แต่ก่อนไปก็ว่าจะเดินไปดูปราสาทซะหน่อยว่าหน้าตาเป็นไง ด้วยความที่ว่าไม่เคยไป และไม่เคยศึกษามาว่ามันเข้ายังไงและทางไหน

รู้แต่ว่ามันเดินตรงจากโรงแรมไปได้เลยก็เลยลองเดินไปดู แต่ก็ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะมันไม่เปิด มันเปิด 9:00 ซะงั้น ก็เลยได้เดินออกกำลังกายเล่นๆกันไป แต่ถามว่าเดินใกล้ไหมก็ไม่ได้ใกล้นะครับจากโรงแรม ผมเดินประมาณ 30 นาที กว่าจะไปถึง แต่ก็ได้รู้บรรยากาศของคนเมืองนี้ขึ้นเยอะนะ เพราะตลอดทางเดินจะเจอคนปั่นจักรยานไปตาตลอดเวลา แบบว่าเยอะมาก แล้วปั่นพลิ้วมาก ใส่สูทปั่นกันเป็นแถว ได้บรรยากาศดีเหมือนกันครับ

แต่ก่อนเดินทางก็เอาภาพอาหารเช้าที่โรงแรมมาให้ดูก่อน


อันนี้เซ็ทญี่ปุ่น อร่อยทุกอย่างยกเว้นถั่วเหม็น เหนี่ยวๆเหม็นๆ ขอผ่านเด้อ


อันนี้เซ็ทฝรั่งมาพร้อมแยมทุกรูปแบบไว้ทาขนมปัง กินนี้กินเกลี่ยง ( ของอีกวันนะครับภาพนี้ )


อันนี้ภาพทางเดินไปปราสาทซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่า แต่จากการอ่าานเว็บทั่วไปทีหลังมาทางนี้ได้ครับ แต่สุดทางเห็นป้ายขาวๆแล้วเลี้ยวขวาไปทาง Shiyakusho Station ไปได้ครับ หรือใครขี้เกียจเดินก็นั่งรถไปมาเลยง่ายกว่า


อันนี้ใกล้สุดที่จะได้เห็นปราสาทละ สงสารตัวเองที่ไม่ได้เข้าไป ฮ่าๆ เห็นได้แค่นี้ก็กลับซะละ หมดเวลาส่วนตัวละครับ


ทางที่เดินมาผ่านวันนี้ด้วย Aichikengokoku Shrine จะมีคนเหมือนแม่ชีกวาดลานด้านหน้า ความรู้เล็กน้อยของวัดญี่ปุ่นคือ ถึงจะเป็นศาสนาพุทธ แต่พระเค้าแต่งงานมีลูกได้เด้อ และแม่ชีก้อารมตามภาพเหมือนอาสามัครมากกว่า ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเทียบกันตรงๆไม่ได้ด้วยซ้ำ


ถึงจะเรียกว่าในเมืองแต่ก็บรรยากาศหรือสภาพที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ๆเต็มไปหมดเลยนะ


วันนี้จะไปต่อที่ Kinjofuto station ซึ่งมี เลโก้แลน พิพิธภัณฑ์รถไฟ แต่ว่าก็ไม่ได้ถ่ายภาพนะครับ แต่แนะนำเส้นทางไปเท่านั้นเด้อ

ที่แรกเลยเดินมาขึ้นรถไฟ Fushimi station เดินลงประตู 4 จำด้วยนะครับว่าเราลงประตูไหนขากลับจะได้ออกที่เดิมได้ สถานีนี้มันเป็นจุดตัดของสองสายระวังหลงด้วย ลงสถานีนั่งหนึ่งสถานีไป Nagoya station แล้วที่สถานีนาโงะย่านี้เป็นจุดรวมสายรถไฟของเค้าเลย แต่มันมีสายเดียวที่จะไป kinjofuto ได้คือสาย Anonami ซึ่งเดินไกลพอสมควร แต่ก็ลองเดินกันดูครับ



ภาพทางลงสถานี Fushimi


ท่ารถไฟ จอดข้างรถเร็วๆเลยนะ แต่รถเรานั่งเป็นแบบคลาสสิก ปล.ลืมถ่ายรถไฟที่เรานั่ง



อันนี้ภาพสถานี kinjofuto สามารถเดินทางไปที่ท่องเที่ยวได้เลย ใกล้มากๆ ลองมาเที่ยวกันดูนะครับ แล้วมาเล่าให้ฟังด้วยนะ


ตัดมาตอนเย็นเลย วันนี้มาเดินราตรีอีกรอบพร้อมทีมงาน เราจะไปได้ไกลขึ้นหน่อย วันนี้จะเดินแถวด้านหลังดองกี้โฮเต้ ซึ่งร้านค้าก็พอๆกับฝั่งที่พัก แต่จะมีหนุ่มญี่ปุ่นมาเรียกแขกตามสี่แยก ถ้าคุณมีทักษะภาษาญี่ปุ่นบ้างเล็กน้อยจะรู้เลยว่าเค้าชวนคุณไปไหน ฮ่าๆ



ร้านค้าเยอะนะครับ แต่ไม่รู็จะเข้าร้านไหนคุยกะเค้าไม่รู้เรื่องเช่นเคย




แต่ยังไงก็ต้องหาข้าวกินให้ได้ วันนี้แวะร้านนี้ไม่รู้ชื่อร้านอ่า




ราเมง อร่อยดีแต่รสชาติอาหารบ้านเค้าจะเค็มเป็นหลัก แต่ก็โอเคนะ ร้านอาหารมันเยอะมาก ตามตึกต่างๆนี่คือเดินขึ้นได้เกือบหมด ลองสุ่มมั่วดูครับเผื่อเจอของดีเนอะ


กินเสร็จก็เดินต่อ เดินข้ามมาทางฝั่งโรงแรมบ้าง คราวนี้ใกล้โรงแรมมาก Science Museum แต่ว่ามันปิดแล้ว เท่าที่อ่านมาด้านในมีดูดาวจำลองด้วย ใครมากลางวันก็แวะเข้ามาดูได้ ที่นี้จะเป็นตึกทรงพิเศษมาก เป็นทรงกลมตรงกลาง และด้านหน้าจะเป็นสามแยกพอดี สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ระยะไกลเลย เหมาะแก่การถ่ายรูปไม่น้อย


เส้นถนนด้านหน้ามีมุมน่าสนใจด้วย เป็นวิวทางม้าลายที่มีพื้นหลังเป็นต้นไม้ใหญ่และตึก คิดถึงหน้าปกเดอะบีทเทิลเลย

เดินต่อไปทางโอลสึแคนนอน แวะไปดูวัดเค้าซะหน่อยครับ สถานที่ไม่ได้ไกลกันมาก และที่อ่านในเว็บมาคือเปิด 24 ชม. แต่พอไปถึงปิดจ้า คุณหลอกดาว แต่ก็ไม่ได้ห้ามเดินบริเวณวัดนะครับ ไปถ่ายภาพได้



วัด Ōsu Kannon




ซอยด้านข้างเป็นตลาดซึ่งกลางวันน่าจะมีของขายเรียงรายตามทางเดิน แต่เรามาดึกก็ได้อารมแบบเหงาๆหน่อยๆ หรือร้างนั้นเอง





ฝาท่อ ทุกเมืองของญี่ปุ่นจะมีฝาท่อไม่เหมือนกัน ถ้ามองไม่ดีจะเหมือนภาพลิงกำลังสะกดจิตคุณอยู่ แต่ถ้าจิตนาการคุณสูงพอ มันจะมีแขน 6 ข้าง ซึ่งมันควรจะเป็นผีเสื้อมากกว่า ถามว่าผมเป็นอะไรเหรอ ก็แน่นอนลิงสะกดจิต

Day 3 - วันนี้ขึ้นเครื่องจาก Nagoya ไปต่อที่ Kumamoto แต่ก่อนจะไปจะพาไปดู Chubu centair airport ก่อนเพราะนี้มีดาดฟ้าที่สามารถดูวิวพระอาทิตย์ได้ เอาจริงๆบรรยากาศโคตรโรแมนติก

เริ่มจากมารอรถ Bus ไปสนามบินกันเลยครับ ที่สถานี Nishiki Dori Hommachi ถ้ามาจากโรงแรมที่ผมพักก็ข้ามถนนก่อนเด้อ สถานที่ขึ้นก็เป็นป้านรถเมลธรรมดาๆนี้แหละครับ ที่จะมีป้ายบอกว่าไปที่ไหนบ้าง สังเกตง่ายว่าไปสนามบินไหม ป้ายมันจะมีรูปเครื่องบินแค่นั้นเอง ส่วนรถก็มาตรงเวลามาก และสังเกตุที่ป้ายไฟของรถเอาครับ มีภาษาอังกฤษ ระวังด้วยที่นาโงะยะมีสนามบินสองที่นะ อ่านชื่อดีๆ และย้ำอีกที Bus ของสนามบินที่นี้เค้าเรียกว่า limousine นะ เอากระเป๋าใส่ใต้รถแล้วก็ขึ้นรถได้เลย จ่ายตังปลายทาง จ่ายที่คนขับรถเลย โดนที่ด้านหน้ารถจะมีช่องไว้หย่อนตังนะครับ หย่อนลงไปพอดี ถ้าไม่พอดีเค้าก็ทอน ไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้ทุกคันไหมนะ

ถึงสนามบินละ มีนินจาด้วยนะ

มาถึงขนมขึ้นชื่อก่อนเลยครับ ถ้าคุณเป็นป้ายนี้แปลว่าคุณมาถึงร้านแล้ว มันอยู่ในสนามบินนั้นเอง ซึ่งมันคือข้าวเกรียบ Ebisenbei No Sato คนญี่ปุ่นบอกมาว่าของขึ้นชื่อ ใครมาก็แวะมาลองชิมครับ มีให้ชิมฟรี ราคาก็ช่วง 400¥++ สำหรับผมก็อร่อยหลายรสอยู่ อันไม่อร่อยก็มี เลยเลือกแบบซองเล็กๆคละรสมาฝากเพื่อนเอา



ชั้นดาดฟ้าของสนามบินจะมีทางเดินหรืออาคารให้สามารถเดินออกไปได้ถ้าจำไม่ผิดมันคือ Sky Deck ผมมาถึงตออนพระอาทิตย์กำลังตกพอดี บรรยากาศดีมาก แต่พอเดินตามทางเท่านั้นแหละ หนาวชิบหาย ฮ่าๆ

มองวิวเครื่องบินได้ทั้ง 2 ข้าง

ทำไมทางเปียกก็งงเหมือนกัน หรือฝนตกหว่า


เดินมาสุดท้ายก็หามุมถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินได้เลย พื้นด้านหลังคือน้ำทะเล


แถมอีกหน่อย น้ำตู้รสนี้อร่อยสุดละ พวก Milk Tea


เนื่องจากเป็นการบินในประเทศผมจึงได้นั่งสายการบิน ANA เป็นครั้งแรก ไม่คิดว่าเครื่องจะเล็กขนาดนี้ และไม่คิดว่ายิ่งเครื่องบินเล็กเท่าไหร่ การตกหลุมอากาศก็จะมากเท่านั้น นั่งสั่นตั้งแต่ออกจากนาโงะยะ ไปจนถึงคุมาโมโต้ เหวี่ยงอย่างแรง เอาง่ายๆ คือกินกาแฟท่าธรรมดาไม่ได้ ต้องโยกตาม ฮ่าๆ แต่ก็น่าจะสภาพอากาศด้วยมั้ง อันนี้เดาเอา แต่มันเหวี่ยงเยอะไปหน่อย น้องนั่งข้างหลังเมาเครื่องอ้วกแตกอ่ะ ประสบการณ์ใหม่มาก ไปสัมผัสกันได้เป็นเหมือนผมหรือเปล่า อิอิ


ถึงงั้นที่นั่งก็กว้างดีนะ มีแอร์มาเสริมน้ำเหมือนสายการบินอื่นๆแหละ


จริงๆที่นี่มีที่เที่ยวที่น่าใจอีกนะครับ แต่ด้วยเวลาและสภาพที่ไม่สะดวก ก็เลยเอาข้อมูลหลักๆมาแปะเฉยๆ เผื่อกลับมาเที่ยวอีกจะได้มาอ่านเพราะผมลืมไวมากครับ


สรุปเงิน คร่าวๆ

ถ้าแค่ที่นาโงะย่าก็ 28,000 บาท ไม่รวมค่าอาหารนะครับ ถ้าเฉลี่ยอาหารผมว่าประมาณมื้อละ 1000¥



ติดตามรีวิวอื่น อัลบัมภาพ ตามลิ้งเลย

https://www.facebook.com/Gtrip9/

หวังว่าจะชอบนะครับ


ความคิดเห็น