"นั่งรถไฟ แวะเที่ยว ไหว้พระ เมืองรอง" แพร่ & ลำปาง ฉบับเร่งรีบสไตล์คนเดียว รีวิวโดย How About Chillout

การเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ เริ่มขึ้นในชีวิตอีกครั้งแล้ว หลีกหนีจากชีวิตในเมืองวุ่นวาย "ขยับตัวเองเดินลงให้ช้าสักหน่อย ค่อยๆ ได้มองเห็นความสวยงามข้างทาง"เพลงบางช่วงของ ช้าช้า - แม็กซ์ เจนมานะ บางช่วงก็ลอยเข้าในหัว จึงทำให้อยากเดินทางออกไปท่องเที่ยวครั้งใหม่กับที่ใหม่ - 3 วัน 2 คืน - นั่งรถไฟแวะ ไหว

"นั่งรถไฟ แวะเที่ยว ไหว้พระ เมืองรอง" แพร่ & ลำปาง ฉบับเร่งรีบสไตล์คนเดียว

"นั่งรถไฟ แวะเที่ยว ไหว้พระ เมืองรอง" แพร่ & ลำปาง ฉบับเร่งรีบสไตล์คนเดียว

 วันพฤหัสที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 12.34 น.

 วันที่เดินทาง 14 พ.ย. 2561

การเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ เริ่มขึ้นในชีวิตอีกครั้งแล้ว หลีกหนีจากชีวิตในเมืองวุ่นวาย
"ขยับตัวเองเดินลงให้ช้าสักหน่อย ค่อยๆ ได้มองเห็นความสวยงามข้างทาง"เพลงบางช่วงของ ช้าช้า - แม็กซ์ เจนมานะ บางช่วงก็ลอยเข้าในหัว จึงทำให้อยากเดินทางออกไปท่องเที่ยวครั้งใหม่กับที่ใหม่

- 3 วัน 2 คืน - นั่งรถไฟแวะ ไหว้พระ เที่ยวเมืองรอง แพร่ & ลำปาง ไปคนเดียว


การเดินทางครั้งดูอาจจะหลายต่อหน่อยนะ เพราะเริ่มต้นในครั้งนี้โดนเททริปจากรุ่นพี่ที่ชวนไปเที่ยวแต่อยู่เขาก็หายเงียบไปก่อนวันเดินทางแค่ 1 วัน ตั๋วบินจองแล้ว ลางานก็อนุมัติแล้ว จะให้ทิ้งก็เสียดายอีกเลยเอาเป็นว่าเอาไงเอากันไปตายเอาดาบหน้า จริงแล้วจุดหมายทริปครั้งนี้คือ "เชียงใหม่" แต่และแล้วเขาก็หายไปจริงๆ ไม่เป็นอย่างที่นัดกันไว้ เลยตัดสินใจว่ามาถึงดอนเมืองแล้ว ไปต่อด้วยรถไฟก็แล้วกัน เพราะสถานีนี้รถไฟด่วนจอดไปทางสายเหนือ
พนักงานขายตั๋วรถไฟ : จะไปลงที่ไหน รอบกี่โมง
ตัวเรา : ไปแพร่ จะลงสถานีไหนได้บ้าง
พนักงานขายตั๋วรถไฟ : ลงสถานี "เด่นชัย"
ตัวเรา : เอาเป็นลงสถานี "เด่นชัย" เอาแบบรถไฟเร็วนะ ( ฮ่าฮ่า เพราะตัวเองไม่เคยนั่งรถไฟเลยเรียกไม่ถูก)
- บินจาก สนามบิน ภูเก็ต = = > สถานบิน ดอนเมือง รอบ 06.45
- รถไฟ สถานีรถไฟดอนเมือง = = > สถานีรถไฟ เด่นชัย (แพร่) รอบ 09.15 (รถด่วนพิเศษ)


เมื่อลงจากเครื่องก็เดินเข้าอาคารผู้โดยสาร แล้วเดินตามหาลิฟต์ที่จะไปสะพานทางเชื่อมข้ามฝั่ง เราก็ไม่ค่อยลงสนามบินดอนเมืองซะด้วยนะ เดินหาประตูกันใหญ่เลยไปไม่ถูกก็ถามพนักสนามบินเอา ไปลงลิฟต์ชั้นสองออกจากลิฟต์ก็ขวามือ เจอสะพานเชื่อมไปฝั่ง"โรงแรมอมารี" แต่สถานีรถไฟดอนเมือง ต้องเลี้ยวขวาก่อนถึงปลายทางเดินลงมาก็จะเจอสถานีรถไฟเลยจ้า ก็ตรงไปซื้อตั๋วรถไฟ


เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาก็มายืนรอที่ชานชาลาที่ 2 เดินๆตามคนอื่นไป และถามๆคนข้างว่าไปสายถ้าขบวนเดียวกันก็ฝากตัวกับเขา เพราะเป็นการนั่งรถไฟครั้งแรก หลังจากนั้นก็โทรบอกเพื่อนที่รู้จักที่อยู่แพร่ว่านี้เราจะไปแพร่นะ ไปกับรถไฟตอนนี้ได้ตั๋วแล้ว เพื่อนก็ งง นิดนึงๆเพราะเพิ่งคุยกันว่าอยากไปเที่ยวแพร่นะ เพราะเราก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย ได้แต่คุยกันทางเฟสมานานหลายปีมากตั้งแต่เรียนมหาลัย

รถไฟมาถึงแล้ว ไม่รอช้าขึ้นขบวนที่แสดงในตั๋วเดินไปยังที่นั่งตามหมายเลข ได้ที่นั่งข้างหน้าต่างด้วย บรรยากาศในขบวนรถไฟแอร์เย็นสบายดี เก้าอี้นั่งพอดีตัวไม่แคบจนเกินไปเอนหลังได้ พอได้นั่งแล้วรถไฟก็เริ่มออกตัว นี้ตื่นเต้นมากเลยวิวทุ่งนาก็เริ่มมาก สักพักพนักงานรถไฟก็จะมาเสริฟ์ของว่างจะเป็นน้ำให้เลือก (น้ำเปล่า,น้ำอัดลม,น้ำส้ม,ชา,กาแฟ) และขนมปัง 1 ชิ้น



เมื่อรถไฟแล่นผ่านได้หลายจังหวัดแล้วพอถึงเวลาเที่ยงก็จะมีมื้อเที่ยงมาเสริฟด้วยนะ ครั้งนี้ก็จะมีเมนูไข่พะโล้,ผัดกระเพรา,ข้าวสวย เมนูก็อร่อยนะรสชาติให้ผ่าน


หลังจากมื้อเที่ยง ก็จะมีของว่างตามมาอีก


นั่งชมวิวไป งีบหลับไปบ้าง


และแล้วก็มาถึงสถานีเด่นชัยแล้วในเวลา 15.45 ก็เดินออกมาที่จุดรถสองแถว จะขึ้นไปเมืองแพร่แต่ตอนนั้นคุณบอกว่าไม่มีลูกค้า เอาเป็นเหมาคิด 200 บาท เราก็ตกลงขึ้นรถมุ่งไปตัวเมืองแพร่ ด้วยความตื่นเต้นมากครั้งแรกกับจังหวัดแพร่ เพราะภาคเหนือก็เที่ยวแค่ "เชียงใหม่"บ่อยที่สุด นั่งคุยกับคุณลุงใหญ่เลยว่าที่นี่สวยจัง อากาศไปช่วงนั้นกำลังดีด้วย


ก็โทรบอกเพื่อนมาถึงแล้วนะ กำลังนั่งรถสองแถวไปในเมือง เพื่อนก็เข้าใจผิดว่าจะให้เขาไปรับเองที่สถานีรถไฟด้วยความเกรงใจเพื่อนเพราะเขาทำงาน เลยบอกว่าไม่เป็นไรมีรถเข้าเมืองแล้ว เดี่ยวเจอกันที่โรงแรม


ที่พักก็ไม่ได้จองมาก่อนล่วงหน้า บอกให้คุณลุงขับรถสองแถวแนะนำ คุณลุงก็พามาที่นี่


Hug Inn Phrae Hotel เป็นที่พักเปิดใหม่ ออกแบบตกแต่งน่ารัก มีเพียง 12 ห้อง 2 ชั้น ห้องพักสไตล์ลอฟท์ ทันสมัย สะอาด เตียงนอนสบายสุดๆ มีบานหน้าต่างขนาดใหญ่พร้อมกับที่นั่งไว้นอนอ่านหนังสือแบบชิลล์ ห้องน้ำกว้างแบ่งโซนเปียก,แห้ง ออกแบบห้องได้อย่างลงตัว สะอาดมาก บรรยากาศ สงบ ไม่วุ่นวาย
ระหว่างเช็คอินก็จะมี welcome drink น้ำดอกอัญชันเย็นๆดื่มให้ชื่นใจ


ล็อบบี้ก็เกร๋ๆ เมื่อเช็คอินเรียบร้อยก็ไปยังห้องพัก


เปิดประตูมาก็จะเจอเตียงใหญ่ๆ ที่นอนดูดวิญญานสบายสุดๆ มีทีวี มินิบาร์


มีบานหน้าต่างขนาดใหญ่พร้อมกับที่นั่งไว้นอนอ่านหนังสือแบบชิลล์ ห้องน้ำกว้างและน้ำฝักบัวแรงสะใจ สดชื่นมาก


ตกแต่งด้วยของขึ้นชื่อจังหวัดแพร่ด้วยผ้ามัดย้อม


หลังจากเก็บเข้าของ แะลเพื่อนที่นัดไว้ก็มาถึงประมาณ 17.00
เพื่อน: อยากไปไหนก่อนไหม?
ตัวเรา: ไม่รู้เหมือนกัน (ก็คิดๆ) แล้วตอนนี้ยังไป "วัดพระธาตุช่อแฮ" ยังทันไหม
เพื่อน: ตอนนี้ก็ 17.00 ก็น่าจะทันนะ วัดปิดประมาณ 18.00
นั้นก็รีบไปกันเถอะ ที่แรกของการมาเที่ยวแพร่ต้องไปไหว้พระธาตุประจังหวัดกันก่อน


วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ เป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล Mission แรกเมื่อถึงแพร่ ในเมื่อมาถึงช่วงเย็นก็มาพระธาตุในช่วงแสงเกือบหมดและแสงไฟก็มาแทน เป็นอีกสถานที่งดงาม กับการเที่ยวแพร่ครั้งแรก



พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ - เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ภายในพระธาตุบรรจุพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เปิดทุกวัน 07.00-18.00 น.



ตอนที่ไปนั้นกำลังจะค่ำๆแสงสุดท้ายกำลังจะหมดลง หันไปทางประตูซุ้มศรีวิชัย จะเห็นวิวอีกวิวสวยมากเลยในจังหวะนั้น



แป้ย่างม่วน พ.ศ.๒๕๖o


ออกาจากพระธาตุ เพื่อนก็พามากินมื้อค่ำที่

แป้ย่างม่วน พ.ศ.๒๕๖๐ บรรยากาศดีชายทุ่ง มาในช่วงค่ำบรรยากาศก็จะดีไปอีกแบบนะและยิ่งช่วงนี้ ลมหนาวมานิดๆ นั่งปิ้งย่างกิน ของเด็ดคือเนื้อ (เสียดายไม่กินเนื้อ)แต่ก็มีทั้งหมู อาหารทะเล ผลไม้ สลัด ชอบที่สุดก็กุ้งแม่น้ำ (กินกุ้งแม่น้ำไปเยอะเลย)



ร่มไม้ใหญ่ เรสเตอรองท์

ระหว่างก่อนเข้าที่พัก ก็แวะอีกร้านเป็นร้านอาหาร มีเล่นดนตรี ร้านอาหาร ร่มไม้ใหญ่ เรสเตอรองท์ จังหวัดแพร่ บริเวณร้านใหญ่มากก มีโต๊ะเยอะรองรับแขกได้เยอะมาก มีห้องแอร์ หรือนั่ง outdoor บรรยากาศร่มรื่นมีน้ำล้อมรอบ แต่เสียดายอิ่มมาจากร้านปิ้งย่าง มาที่นี่เลยได้ลองแค่เมนูคอกเทลกัน ใครไปเที่ยวแพร่แนะนำร้านนี้เลย

ร้านเปิด - ปิดเวลา 11:00น.-14:00น. - 16:00-23:00น. เปิดทุกวันนะ

จากนั้นก็กลับเข้าที่พักแยกย้ายกันพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องทำตัวชิลล์คนเดียว เพราะเพื่อนทำงานก็เลยไม่อยากรบกวนเพื่อน บอกลาเซกู้ดบายกันก่อนแล้วเจอกันอีกนะเพื่อนที่อยู่คนละภาค




มอนิ่งเช้าวันที่อยู่ "แพร่" ตื่นสายไปหน่อยเพราะเจอคอกเทลเมื่อคืนเข้าไป นอนหลับฝันดีไปเลย เช้ามาก็มายังร้านกาแฟของที่พักอยู่ด้านหน้า พักที่นี่ห้องพักรวมอาหารเช้านะจ้า และจะมีเมนูให้เลือกก่อนตอนเช็คอินหนึ่งห้องจะได้สองเมนู เรามาคนเดียวก็เลยได้สองเลย เลือกไว้เป็น ไข่กะทะ, ข้าวเหนียว+ไส้อั่ว นอกจากเมนูหลักแล้วก็จะมีเมนูเช้าแบบบุฟเฟ่



จากที่กินมื้อเช้าอิ่มแล้ว ก็จะได้จักรยานของที่พักออกมาปั่นในเขตเมืองเก่า ปั่นรถถีบแอ่วเมืองแพร่ สองล้อเลาะเลียบเมืองเก่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามเส้นทางที่เป็นจุดสำคัญต่าง ๆ อีกหนึ่งทางเลือกในการเที่ยวชมเมืองเก่า สำหรับท่านที่รักในการปั่นจักรยาน เก็บซึมซับบรรยากาศ วิถีชีวิตคนเมืองแพร่สองข้างทาง ตามเส้นทางปั่นจักรยานในเขตเมืองเก่า

ศาลหลักเมืองแพร่


ปั่นจักรยานต่อไปตามทางเรื่อยๆ แวะไหว้ศาลหลักเมือง
ศาลหลักเมืองแพร่ ตั้งอยู่ บนถนน คุ้มเดิม สามารถจอดรถ ง่าย ๆ แล้ว เข้าไป สักการะ ด้านหน้ามี ยักษ์ 2 ตน ศิลปะ แบบ ล้านนา ศาลหลักเมือง อยู่ไม่ไกลจาก จุดท่องเที่ยว อื่น เช่น คุ้มเจ้าหลวง ก่อน ผ่าน ไป เที่ยวที่อื่น




วัดพงษ์สุนันท์


วัดพงษ์สุนันท์ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย "พระเจ้าแสนสุข" อายุราว 568 ปี ในบริเวณวัดยังมีพระนอนองค์ใหญ่สีทองอร่าม มีซุ้มประตูมงคล 19 ยอด วิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด ซึ่งมีความสวยงามและน่าอัศจรรย์มาก



ร้านบ้านเบ้ววว Slope coffee


ร้านบ้านเบ้ววว Slope coffee ร้านนี้เราติดตามานานแล้ว หวังว่าถ้าได้มา "แพร่"ต้องมาตามหาร้านนี้



บ้านวงศ์บุรี


บ้านวงศ์บุรี บ้านไม้สักสีชมพูแบบยุโรปประยุกต์รูปทรงปั้นหยา จุดเด่นคือ ลวดลายไม้แกะสลัก ที่หน้าจั่ว ชายคาระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง และประตู
จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 30 บาท



วัดพระนอน


วัดพระนอน ที่โดดเด่นด้วยอุโบสถแบบเชียงแสน ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องรับแสงด้านหน้า บานแกะสลักเป็นลายก้านขด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์









วัดหลวง


วัดหลวง วัดแรกของจังหวัดแพร่ มีอายุนับพันปี มีโบราณสถานและวัตถุมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์วัดหลวง วิหารหลวงพลนคร พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ หอวัฒนธรรมเมืองแพร่


ปั่นจักรยานออกมาด้านหลังวัดเจอประตูกับกำแพงเมืองโกศัย



วัดศรีชุม


วัดศรีชุม เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดแพร่ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1322 มีอายุนับพันปี ภายในวัดมีพระพุทธรูปยืนแบบสุโขทัย มีพระเจดีย์ทรงปราสาทยอดทรงระฆังแบบล้านนา วัดนี้เคยมีชื่อเสียงทางวิปัสสนา เจ้ากาวิละจากลำปางเคยบวชเรียนที่วัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2302



Hug & Mug Cafe' and Studio


เมื่อปั่นรถถีบแอ่วเมืองแพร่ก็ถึงเวลากลับที่พักเพื่อเช็คเอ้าให้ทันเวลา และในช่วงที่ไปกลางเดือน พ.ย. กลางวันอากาศก็ยังคงร้อน ปั่นรถถีบจนเหงื่อท่วมตัวกลับมาอาบน้ำเก็บกระเป๋า ออกมาเช็คเอ้าและมานั่งร้านกาแฟด้านหน้าที่พัก ห้องแอร์เย็นๆก่อนจะต้องไปต่อ


Hug&Mug Cafe' and Studio เป็นร้านเล็กๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ การตกแต่งสีขาวสะอาดตา ร้านนั่งสบายมีพื้นที่ทั้ง indoor outdoor ด้วย มีมุมให้ถ่ายรูปแบบแนว minimal ร้านกาแฟอยู่ติดกับเรือนจำจังหวัดแพร่ เวลาเปิดร้าน ทุกวัน 09:30 - 18:00


เมนูของหวานหลากหลาย วันนี้กินคนเดียวเลยเลือก "ชูว์ครีม"รสชาติดีมากๆค่ะ และเครื่องดื่ม "Caramel Macchiato" ซึ่งจะไม่หวานมากทุกอย่างลงตัว


"ถ้ามีเวลาลองแวะมาเที่ยวแพร่ดูนะคะ คนแพร่ใจดี น่ารัก ไปสักครั้งแล้วจะประทับใจไม่ลืมเลยค่ะ"

ก็ออกมายัง บขส.แพร่ ที่ตั้งใจไว้ต้องไปเชียงใหม่ในวันนี้ แต่............พอมาถึงไปซื้อตั๋ว แพร่ - เชียงใหม่ เต็มจ้า

เอาไงล่ะที่นี้ พี่ๆแนะนำว่าให้ขึ้นรถตู้ แพร่ - ลำปาง แล้วต่อรถจากลำปาง - เชียงใหม่ นั้นก็ซื้อตั๋วถามที่พี่แนะนำ


ระหว่างนั่งรถตู้เดินทางไปลำปาง ก็คิดๆแล้วก็นึกอยากแวะเที่ยวลำปางสักนิดก็ยังดี เพราะทริปมันล่มตั้งแต่ลงเครื่องบินมาแล้ว มันก็เลยดูเหมือนการเที่ยวครั้งนี้ ไปแบบอะไรก็ได้และไม่ได้ศึกษาอะไรไว้ก่อนด้วยเกี่ยวกับ "ลำปาง"


เมื่อถึง บขส ลำปาง ก็นั่งหาที่พักในเวปแล้วมารอขึ้นรถสองแถว 20 บาทรอบเวียง ซึ่งต้องรอให้ได้ผู้โดยสาร 5 ท่านก่อนถึงจะออกรถได้และก็รอเกือบจะครึ่งชั่วโมง ทำให้ถึงที่พักค่ำเลย ไม่ได้เก็บภาพที่พักไว้เลย


ถึงที่พัก "the cottage lampang" ก็ชาร์จแบตโทรศัพท์ แบตกล้อง ก็ทำให้ออกจากมาข้างนอกก็เกือบสองทุ่มไปแล้ว เดินออกมารอรถสองแถวหน้าที่พัก เมื่อได้รถก็บอกลุงคนขับว่า ไปห้าแยกหอนาฬิก และให้คุณลุงแนะนำว่าเดินแถวไหนได้บ้าง


ห้าแยกหอนาฬิกา ศูนย์กลางของจังหวัดลำปาง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร มีนาฬิกาบอกเวลาทุกด้าน เป็นอีก จุด Landmark และเป็นจุดสูงกลางของเมืองลำปาง กลางคืนสวยมาก


เมื่อลงรถสองแถวแล้วก็เดินย้อนกลับไป"ถนนบ้านเชียงราย"


วัดเชียงราย


ก่อนจะสุดท้ายถนนก็จะมาเจอกับ "วัดชื่อเชียงราย" แต่อยู่ลำปาง ก็แปลกดี อุโบสถสีขาวสวยงาม ปิดกระจก อยู่ริมถนน ไม่มีกำแพงสูง ๆ กั้น วัดในรูปแบบศิลปะประยุกต์ ที่ดูคล้ายวัดร่องขุน ประดับด้วยกระจกสะท้อนแสง แม้จะกลางคืนก็ยังคงเห็นความวิบวับ มีพระองค์ใหญ่ทรงเครื่องจักรพรรดิ ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยมีแสงสีหลายสีสวยงามมาก น่ามาถ่ายรูป เข้าชมได้ตลอด
อีกมุมมองนึงในเวลากลางคืน ที่วัดเชียงราย



เดินมาถึงสามแยก ข้ามถนนไปก็จะเป็นแม่น้ำวัง ก็จะเป็น"สะพานออเร้นท์" ประดับประดาไฟได้อย่างสวย และริมแม่น้ำก็จะเป็นบันไดที่นั่ง ก็จะมีผู้คนลำปาง ออกมานั่งรับลมกัน



เดินๆมาก็แวะที่ร้านปิ้งย่างหมาล่า ใกล้ๆกับแม่น้ำวัง ดูชิลล์ๆดี


ก่อนกลับไปพักผ่อนก็มาเจอร้านบะหมี่ - เกี๊ยวปู น่ากินมากเลย ก็จัดไปอีกหนึ่งอิ่มๆก่อนนอน


ตื่นเช้าที่ลำปางอีกวันแล้ว รู้สึกอากาศเย็นสบายมาก วันนี้ไม่ตื่นสายเหมือนตอนอยู่แพร่ ออกมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าเดินจากที่พักมาที่ร้าน "เป็ดย่าง ฮ่องกง" หาไม่ยากอยู่ตรงข้ามคิมโฮเต็ล เป็นมื้อเช้าที่อร่อยเลยวันนี้



เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อย วันนี้เอาไงต่อดีล่ะนี้ก็ 07.30 แล้วจะไป บขส.ขึ้นรถไปเชียงใหม่เลยไหม

เดินออกมาจากร้าน "เป็ดย่าง ฮ่องกง" ยืนหมุนๆ ก็เห็นรถสามล้อที่เขียนว่ารับจ้าง และคุณลุงเจ้าของรถก็มาพอดี ถามจะไปไหน เลยบอกว่ามีเวลาไม่เยอะเพราะต้องไปขึ้นรถให้ถึงเชียงใหม่ก่อนเที่ยง คุณลุงเลยบอกว่าไปกับลุงไหมชั่วโมง 200 บาท เอาไงเอากัน ตอบตกลงให้คุณลุงสามล้อพาเที่ยว ใครไปเที่ยวแบบไม่มีรถส่วนตัว ก็ติดต่อคุณลุงได้นะ 080-1081247


คุณลุงถามว่าอยากไปไหน เราก็บอกไปว่าตามใจลุงเลย หนูไม่เคยมาลำปาง และไม่ได้ศึกษาอะไรไว้เลย พูดคุยระหว่างออกจากร้านเป็ดย่าง ฮ่องกง ลุงพามาที่แรก "สะพานรัษฎาภิเศก หรือ สะพานขาว" พร้อมบอกเล่าประวัติของสะพานนี้ มาในช่วงเช้าบรรยากาศก็ดีไปอีกแบบนะ

สะพานรัษฎาภิเศก หนึ่งในแลนด์มาร์คของ “ลำปาง” เป็นสะพานข้ามแม่น้ำวัง ตั้งอยู่ในเขตตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สร้างขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2460 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ทาสีขาวโดดเด่นสะดุดตา ด้วยรูปทรงโค้งคันธนู รวม 4 โค้ง ตั้งขวางเต็มลำน้ำ เป็นสะพานที่มีประวัติยาวนานเป็นร้อยปีกันเลยนะ


และเมื่อข้ามสะพานมา ลุงบอกว่ามาลำปางต้องไปกราบไหว้ "หลวงพ่อเกษม เขมโก"เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต และครั้งหนึ่งได้มาเยือนเมืองลำปาง ณ สำนักปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเกษมเขมโก กันแต่เช้าเลยคนก็เลยน้อย


เป็นสำนักปฎิบัติธรรม และเป็นที่เก็บสรีระหลวงพ่อเกษมเขมโก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ของเมืองลำปาง และลุงคุณบอกเล่าว่า หลวงพ่อเกษม เป็นพระสงฆ์อีกหนึ่งรูปที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จมา


ภายในอาคารทรงไทยประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นจำนวนมาก นั่งขัดสมาธิขนาดเท่ารูปจริง เพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะและบริเวณหน้ามณฑปมีสถานที่เช่าพระเครื่อง หลวงพ่อเกษมเขมโก ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ.2538 และเก็บศพไว้ที่สำนักสงฆ์สุสานไตรลักษณ์ ถึงแม้ว่าหลวงพ่อเกษม เขมโก จะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใส ศรัทธายังคงเดินทางไปนมัสการอยู่เสมอ มิได้ขาด


มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของหลวงพ่อเกษมเขมโก พระเกจิอาจารย์อันเป็นที่เคารพนับถือของบรรดา พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ยืนเด่นอยู่ ด้านหน้า

พระบรมธาตุดอนเต้า (วัดพระแก้วดอนเต้า)


วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองลำปาง เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ.1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดพระแก้วดอนเต้าได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า มีตํานานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่าหมากเต้า) และนำมา ถวายเจ้าอาวาส เพื่อแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมาถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุ ลําปางหลวง จนถึงปัจจุบัน


ปูชนียสถานที่สําคัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ (ไปช่วงที่บูรณะเจดีย์) บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างล้านนากับพม่า งดงามไปด้วยลวดลายประดับต่างๆ ถ้าใครมาแนะนำให้ลองสังเกตการประดับกระจกและการตกแต่งตามวิหารต่างๆ วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้





บ้านเสานัก


"บ้านเสานัก" บ้านเสานักเป็นบ้านไม้ขนาดใหญ่ โดยตัวบ้านก่อสร้างจากเสาไม้สักจำนวน 116 ต้น บ้านเสานัก นั้นสร้างขึ้นเมื่อราวๆ ปี พ.ศ.2438 (ค.ศ.1895) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช บ้านหลังนี้เป็นของพ่อค้าที่ชื่อ "หม่องจันโอง" ต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบันบ้านเสานักกลายมาเป็นพิพิฑภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมกันได้ บ้านเสานัก แปลว่ามีเสาเยอะ เป็นบ้านไม้แบบโบราณ มีของเก่าๆเก็บไว้ สามารถเข้าไปชมด้านในได้ แต่เราไปช่วงเช้าก่อนเวลาเปิดเลยได้แค่ถ่ายรูปกับภายนอก เวลาทำการ: 10:00 - 17:00




ออกจากบ้านเสานัก ก็จะไปยังที่ "วัดศรีชุม" ก็จะข้ามสะพานรัษฎาอีกครั้งและบริเวณหัวสะพานก็จะมีกาดเช้า

วัดศรีชุมลำปาง


วัดศรีชุมลำปางเป็นวัดพม่าเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ถนนทิพย์วรรณ ตำบลสวนดอก สร้างด้วยไม้จากป่าฝั่งพม่าทั้งสิ้นมีความสวยสดงดงามเป็นอย่างมาก มีพระบรมธาตุซึ่งเป็นพระบรมธาตุสีทองศิลปะแบบพม่าและมอญ ภายใน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อันเชิญจากพม่าเป็นที่ เคารพสักการะ ของชาวเมืองลำปางมาช้านาน ส่วนหลังคาวิหารทำเป็นไม้เครื่องแกะสลักยอดแหลมสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ใน ประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด แม้ว่าหลังเดิมจะถูกไฟไหม้ไปครั้งกระนู้น แต่ศิลปะงานไม้ช่างพม่ายังคงดำรงชัดเจน ด้านหลังวิหารก็ยังมีให้อาหารปลาด้วย




เช้านี้ที่ลำปางก็มีแต่ทริปเข้าชมวัดเก่าแก่ของที่นี่ ได้ไหว้พระทำบุญหลายวัด แวะเติมกาแฟเข้มกันหน่อย ที่"กลิ่นกรุ่น" กาแฟสด เป็นร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ตรงข้ามโรงเรียนประชาวิทย์ ลำปาง ร้านนี้คุณลุงสามล้อแนะนำ

สะพานแขวน ที่เรียกกันว่า สะพาน "ออเร้น" หรือ orange สะพานสีส้ม" กลับมาที่นี่อีกครั้งกับบรรยากาศช่วงกลางวัน เมื่อคืนก็สวยกับการประดับประดาแสงไฟ ตอนกลางวันก็สวยได้เห็นแม่น้ำวัง


" วัดศรีรองเมือง"

มาอีกวัดหนึ่งก่อนถึงเวลาจะไป บขส. ที่ " วัดศรีรองเมือง ศิลปะแบบพม่า" วัดศรีรองเมืองเป็นวัดพม่าที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างโดยช่างฝีมือจากพม่าล้วนๆ ซึ่งบางส่วนของจั่วหลังคาได้ถอดแบบมาจากปราสาทเมืองมัณฑเลย์ ประเทศพม่า วัดศรีรองเมือง เป็นวัดพม่าอีกวัดหนึ่งในจังหวัดลำปาง ที่มีความงดงามมาก ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคราวน้อย ถนนท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง ในเขตเทศบาลเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นวัดพม่าที่ความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น สร้างโดยคหบดีที่รับจ้างทำไม้ให้ฝรั่งชาติอังกฤษ ที่ได้สัมปทานการทำไม้จากรัฐบาลไทยแทบจะทั่วภาคเหนือ


ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2547 พ่อเฒ่าอินต๊ะ ศรีรองเมือง ร่วมกับชาวบ้านบริจาคที่ดิน จัดหาวัตถุมาก่อสร้างจนแล้วเสร็จสถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่ วิหารไม้ ซึ่งมีหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย มียอดแหลม 9 ยอด แบบศิลปะพม่าเพดานเป็นลายไม้แกะสลัก และเสากลมใหญ่จำหลักลวดลายประดับด้วยกระจกสี ฝีมือประณีต วิจิตรสวยงามตัววิหารสร้างด้วยไม้สัก หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นซุ้มเรือนยอด เป็นกลุ่มของชั้นหลังคา สวยงามตามแบบศิลปะพม่า มีลายฉลุบนสังกะสี ใช้ประดับบนจั่ว และเชิงชายหลังคา เพิ่มความอ่อนช้อย และสง่างามให้วิหาร
เข้ามาก็จะเห็นวิหารไม้ ซึ่งมีหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย มียอดแหลม 9 ยอด แบบศิลปะพม่าเพดานเป็นลายไม้แกะสลัก เด่นเป็นสง่า


เสาไม้ตกแต่งด้วยศิลปะการปั้นรักเป็นลวดลายเครือดอกไม้ ประดับด้วยกระจกสี เฉพาะเสาหน้าพระประธาน จะปั้นเป็นรูปเทพารักษ์ คน ยักษ์ วานร และสัตว์ป่าให้เหมือนในป่าหิมพานต์ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ จำนวน 3 องค์ พระประธานองค์ใหญ่ห่มจีวรเฉลียง

ตราพระราชทาน เป็นเครื่องพระราชทานมีความจารึกว่า พระราชทานให้แก่นายส่างโต๋ แม่จันทร์ฟองกับพวกที่ได้บริจาคทรัพย์ ๑๘๑๘๗ บาท สร้างพระอุโบสถ ปฏิสังขรณ์กุฎิสงฆ์ วัดศรีรองเมือง (ท่าคะน้อย) ลำปาง พุทธศักราช ๒๔๗๕ (ต่อมา ท่าคะน้อย เพี้ยนเป็น ท่าคราวน้อย)

นี้ก็จะเป็นของโบราณที่เก็บไว้ในวัด

พระอุโบสถสร้างรูปทรงแปลกตา สร้างใน พ.ศ. 2474 ด้านข้างโบสถ เป็นเจดีย์ พระธาตุเจดีย์แม่เฒ่าปะโอ จองตอง สร้างใน พ.ศ.2445 ภายในบรรจุสารีริกธาตุ
ได้เวลาต้องไป บขส. ต้องต่อรถไปเชียงใหม่อีก เสร็จจากทริปนั่งสามล้อชมเมืองลำปาง และไหว้พระ ณ วัดเก่าแก่คู่เมืองกันแล้ว ถึงจะได้ไม่ครบทุกวัดแต่ก็ทำให้รู้สึกว่าลำปางเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ทั้งวัฒนธรรม ศิลปะที่งดงาม ครั้งถ้ามีโอกาสจะกลับมาเยือนเมืองลำปางอีกแน่นอน และจะทำการบ้านมาให้ดีกว่านี้

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ประทับใจเรื่องราวระหว่างเดินทางเป็นสิ่งใหม่ๆที่ได้พบเจอ

"ไม่ใช่แค่ปลายทางจะสวยแต่ระหว่างทางคือความสวยงามที่เกินจะบรรยายผ่านถาพถ่าย"



ความคิดเห็น