ปังนี..ปีนัง Penang : Backpack & Explore รีวิวโดย Go There

เริ่มต้น Backpack กันที่ "ปีนัง" ทริปผจญภัยสุดหรรษาที่ตั้งใจแต่แรกว่าจะไปเดินดูงานสตรีทอาร์ต แต่สิ่งที่ได้มามีทั้งเรื่องประหลาด เรื่องตื่นเต้น และความซวยเป็นระยะๆจนถึงกับพึมพำในใจว่า "กุมาทำอะไรที่นี่" ขอเชิญพบกับประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่งในแบบฉบับของ Go There ได้เลยจ้าา ทริปนี้เราเริ่มต้นไฟลท์ช่วง

ปังนี..ปีนัง Penang : Backpack & Explore

ปังนี..ปีนัง Penang : Backpack & Explore

 วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.35 น.

 วันที่เดินทาง 5 ต.ค. 2561

เริ่มต้น Backpack กันที่ "ปีนัง" ทริปผจญภัยสุดหรรษาที่ตั้งใจแต่แรกว่าจะไปเดินดูงานสตรีทอาร์ต แต่สิ่งที่ได้มามีทั้งเรื่องประหลาด เรื่องตื่นเต้น และความซวยเป็นระยะๆจนถึงกับพึมพำในใจว่า "กุมาทำอะไรที่นี่" ขอเชิญพบกับประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่งในแบบฉบับของ Go There ได้เลยจ้าา

ทริปนี้เราเริ่มต้นไฟลท์ช่วงเช้า ซึ่งดูแล้วก็เหมือนจะปกติดี แต่พอระหว่างเครื่องขึ้นบินไปเล็กน้อย ใครบางคนก็ได้ตดออกมา เป็นการเปิดทริปแบบขมคอที่ดีจริมๆ ฮืออออ T__________T

นั่งกันมา ถึงสนามบินปีนังราวๆเที่ยง หาข้าวกินอะไรเรียบร้อย..



ก็มานั่งรอรถบัสเพื่อเข้าไปจอร์จทาวน์ แต่..รถบัสที่เข้าเมืองจอร์จทาวน์ดันไม่รับคนถึง 3 คัน แถมแต่ละคันกว่าจะมาได้ก็ต้องนั่งรอไปเกือบครึ่งชั่วโมง รอไปชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดก็ได้ขึ้นซักที ส่วนค่ารถ เราจำเป็นต้องเตรียมเงินให้พอดีค่าโดยสาร เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมเศษตังให้พร้อม

ปล. รถบัสที่นี่จะมีอยู่ 2 แบบ

  • แบบแรกคือ rapid penang bus เป็นรถบัสเสียตังจะวิ่งไปตามจุดสำคัญเกือบรอบๆเกาะปีนั
  • แบบที่ 2 คือ รถบัส cat เป็น รถฟรี แต่จะวิ่งแค่รอบๆจอร์จทาวน์

นั่งรถกันมาได้ซักพัก (จริงๆเรียกว่ายืนมาตลอดน่าจะเหมาะกว่า)ก็เริ่มเข้าเขตรอบๆเมืองจอร์จทาวน์

แพลนวันแรกของเราครั้งนี้ อยู่อีกฟากหนึ่งในเขต Tanjung Bungah ซึ่งต้องมาต่อรถที่ ตึก Komtar

ตึก Komtar ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์รวมรถบัสแต่ละสาย คล้ายๆกับอนุสาวรีย์บ้านเรา ไม่ว่าอยากจะไปไหน สามารถมาเริ่มต้นที่นี่ได้เลย..รอกันไปซักพัก ในที่สวด รถก็มาซักที !!!

ระยะทางจากตึก Komtar มาที่พัก ไม่ค่อยไกลซักเท่าไหร่ แต่จะเสียเวลาหนักมากตรงที่ รถติดมากกกกกกก แถมคนที่นี่ขับรถกันได้เลวร้ายพอสมควร

แถมระหว่างทาง รถบัสที่ตัวเองขึ้น โดนมอเตอร์ไซด์ขับชนตูด เสียเวลารอคนขับลงไปเคลียอีกเกือบชั่วโมง ยังไม่พอ เจอคนบ้าขึ้นรถมายืนใกล้ๆอีก ให้ตายเถอะ!!!

ครั้นมาถึงที่พักได้ ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นปิดท้าย เพราะห้องที่เราจองไว้ ดันเข้าไม่ได้ !! แถมบรรยากาศหน้าห้องก็โคตรเข้าพล็อตหนังผี ไฟติดๆดับๆ พร้อมกับบรรยากาศอึมครึม


ส่วนที่ประตูห้อง ไม่ว่าจะออกแรงผลัก ดึง ดัน ทำยังไงแค่ไหนก็ตาม ประตูก็ไม่ยอมขยับซักนิด พอเอาหูไปแนบฟัง ดันมีเสียงคนเดินคนวิ่งในห้องแบบโคตรชัด


เอาล่ะสิ ใครอยู่ในห้องวะ หรือว่าเป็นโจร !?


ไม่รอช้า รีบโทรไปหาที่ล็อบบี้เพื่อให้ส่ง จนท. มาช่วยเปิดประตู (แต่ยังไม่ได้บอกเรื่องมีคนเดินในห้องนะ)


พอ จนท. มาถึง กลับบิดประตูเปิดไปได้อย่างง่ายดาย แถมพอเข้าไปดูในห้อง ก็ไม่มีใครเลย ซักคน ที่ระเบียงก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปีนขึ้นลง เพราะโคตรสูง แถมไม่มีที่จับ ส่วนชั้นบนเหนือห้องเรา ก็เป็นสระว่ายน้ำ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีเสียงวิ่งเหมือนบนพื้นแบบปกต


นี่มันทริปอะไรฟะเนี่ยยย


และแล้วคืนแรกอันแสนสาหัสก็ได้ผ่านไป ตัดเข้าสู่วันที่ 2 วันนี้เราต้องเดินทางไปพักในจอร์จทาวน์กัน แต่ก่อนหน้านั้น ขอลงมาถ่ายรูปซักนิด

ทะเลที่นี่จัดว่าเฉยๆ สู้บ้านเราไม่ได้จริงๆ หาดก็ไม่ได้สวย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สงสัยอย่างแรกก็ได้คลี่คลายลงแล้ว ใครจะมาทะเลที่นี่ ขอให้เปลี่ยนใจใหม่นะเออ


ถ่ายรูปเสร็จ เก็บของอะไรเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง หลังจากนั่งรถบัสจากที่พักมาในตัวเมืองจอร์จทาวน์แล้ว เมืองที่นี่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์พอสมควร


เพราะคนที่นี่ก็ยังคงอนุรักษ์สถาปัตย์เก่าๆเอาไว้ ทำให้ค่อนข้างเพลินมากกับการถ่ายรูปสถานที่รอบๆ ทั้งตัวอาคารเองก็ดี กราฟฟิตี้ตามผนัง หรือศิลปะจากเหล็กดัดที่ซ่อนตามจุดต่างๆ

แต่ว่า แพลนสำหรับวันที่ 2 นี้ เราวางกันไว้ 2 ที่ นั่นก็คือวัด Kek Lok Si กับ Penang Hill

หลังจากฝากกระเป๋าที่โรงแรมแล้ว ก็ออกเดินทางไปวัด Kek Lok Si เป็นที่แรก โดยที่หารู้ไม่ว่า ความซวยของวันนี้กำลังรอคอยอยู่

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขา และมีอาณาเขตที่กว้างมาก ดังนั้นมาที่นี่ ควรเตรียมเวลาเดินไว้เลยซัก 2-3 ชั่วโมง บรรยากาศภายในวัดก็จัดว่าดีอยู่ เดินไปพลาง ถ่ายรูปไปพลางได้เรื่อยๆ


แต่ดูเหมือนว่าที่ตัววัดเอง ยังคงมีการก่อสร้างเรื่อยๆ อย่างเช่น รูปหล่อของเจ้าแม่กวนอิมที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งถ้าก่อสร้างเสร็จแล้ว คงจะสวยน่าดู

ส่วนในบริเวณวัดนั้น บอกได้คำเดียวว่า ถ่ายรูปเพลินสุดๆ เพราะมันสวยมากกก


สวยจริงๆ จนลืมเวลาที่จะไปที่ต่อไปกันเลย..


หลังเดินกันจนขาลาก ก็เดินทางไปยัง Penang Hill ต่อ ซึ่งเราสามารถต่อรถจากหน้าวัด Kek Lok Si ได้เลย (แต่ว่าค่อนข้างรอรถบัสนานพอสมควร)

พอมาถึง อันนี้ต้องขอเม้าท์ล่วงหน้าเลยว่า ถ้าขึ้นมาแล้วเจอคิวยาวเหยียด ให้ซื้อบัตร fast pass เลย ไม่งั้นก็ต้องรอไปราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า ถึงจะได้ขึ้นรถรางขึ้น Penang Hill ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ แถมช่วงที่ไปดันเจอเรื่องแย่ๆหลายอย่าง เช่น การพยายามแซงคิว เสียงกรีดร้องจากเด็กเล็กๆที่พ่อแม่ไม่สนใจ เป็น 2 ชั่วโมงที่โคตรยาวนานเกินจะรับไหว


เรามีแพลนจะเดินขึ้นไปที่ Sky Walk แต่โชคไม่ดี..เป็นช่วงที่มี Event พอดี เลยเดินลงมาอย่างเศร้าๆ แต่ระหว่างทางลงนั้น เราเจอฝูงค่างแว่นบนต้นไม้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้เลยว่าธรรมชาติที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์


ทั้งเฟล ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว จะให้กลับลงไปข้างล่างเลยก็คงไม่ไหว เพราะคิวลงยาวมากเว่ออออ

เลยแวะพักชาร์จพลังกันที่ร้าน David Brown ก่อน ซึ่งตัวร้านนี้ เราสามารถมองเห็นวิวของเมืองข้างล่างได้สุดลูกหูลูกตา (แต่ราคาอาหารก็จัดว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน)


หลังนั่งกันไปพักใหญ่ๆ ฝนก็ตั้งท่าพร้อมถล่ม เลยรีบชิ่งลงจาก Penang Hill กันก่อนดีกว่า

ปล. ช่วงขากลับ เราสามารถอัพเกรดบัตรธรรมดาเป็นแบบ fast pass ได้ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ


โชคดีที่เราตัดสินใจรีบลงมาก่อน พอมาถึงข้างล่างปุ๊บ ฝนก็เริ่มถล่มทันที รีบวิ่งขึ้นรถบัสแทบไม่ทัน

แต่โชคดีไม่เท่าไหร่ ความโชคร้ายก็ทำงานต่อทันที เพราะระหว่างทางดันมีคนบ้าขึ้นมาด้วย อย่างเมื่อวานเปี๊ยบ แต่วันนี้พิเศษหน่อยเพราะขึ้นมาถึง 2 คน โอยย...ชีวิต จะหนีไปหลบมุมไหนก็ไม่ได้ กว่าจะถึงป้ายที่จะลง ยืนเกร็งกันจนเมื่อย



จากนั้นก็ย่ำต๊อกมาหาอะไรกินที่ Red Garden ซึ่งอารมณ์เหมือนกับแหล่งรวมร้านอาหารนานาชนิด ก่อนจะเดินเข้าที่พักใกล้ๆอย่างหมดแรง เป็นอันจบทริปวันที่ 2 อย่างสาหัสไม่แพ้วันที่ 1 เลย


ตัดภาพมาสู่ เช้าวันที่ 3 อันสดใส วันนี้จะเป็นวันของเรา ฮ่าๆๆๆ


หลังจากสาหัสมาถึง 2 วันแล้ว วันนี้แหละชีวิตเราจะดีขึ้นเพราะสถานที่ที่เหลือนี้จะอยู่แค่ในจอร์จทาวน์แล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มต้นมื้อเช้าด้วยร้านติ่มซำขึ้นชื่อของที่นี่


นั่นคือ "Tai Tong Restaurant" นั่นเอง ด้วยความที่เป็นร้านดัง ทำให้โต๊ะทุกตัวแน่นขนัด และที่สำคัญ ร้านนี้จะแปลกอย่างนึงคือ ไม่มีคิวนั่งโต๊ะนาจาา เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ยืนเหม่อ เห็นโต๊ะไหนดูกินอิ่มๆแล้ว ไปยืนรอโต๊ะนั้นใกล้ๆเลย ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนแย่งเอาได้ง่ายๆ


หลังจากนั่งโต๊ะ พนง. จะเอาใบรายการอาหารภาษาจีนมาให้ สิ่งที่เราต้องทำ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษา แค่เดินไปต่อคิว ชี้นิ้วไปยังอาหารที่เราต้องการ แล้วก็ยื่นใบรายการให้ หลังจากนั้น พนง.จะเป็นคนที่ติ๊กเมนูตามที่เราเลือกให้เอง

แต่ถ้าใครมาเพื่อซัดติ่มซำโดยเฉพาะ ให้เดินไปที่รถเข็นได้เลย ในร้านจะมี พนง. เข็นรถติ่มซำวนรอบๆ แค่เราเดินไป ชี้นิ้ว => รับของ => ยื่นใบ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ง่ายๆแค่นี้เอง

หลังจากกินจนอิ่ม ก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวในเมืองจอร์จทาวน์กัน ซึ่งภายในเมืองนี้จะมีกราฟฟิตี้ต่างๆมากมาย


รวมไปถึงงานสตรีทอาร์ตอื่นๆซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ และนี่แหละ คือเป้าหมายของเราในวันนี้


บรรยากาศที่นี่มันเหมาะกับสตรีทจริงๆ


นอกจากสตรีทอาร์ตแล้ว ที่นี่ยังมีศาลเจ้าเล็กๆมากมายปะปนอยู่ แต่ว่าบางที่ เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปข้างใน ดังนั้น ต้องเช็คให้ดีก่อน

งานอาร์ตชิ้นแรกที่เรามาตามหาคือ Girl by the sea

งานชิ้นนี้เป็นงานกราฟฟิตี้รูปเด็กผู้หญิงยืนหันหน้าไปทางทะเล แต่โชคไม่ดี ที่งานชิ้นนี้ได้หายไปแล้ว ฤกษ์งามยามดีไม่เท่าไหร่ ลางร้ายก็เริ่มมาเยือนอีกแล้ว -*-


แต่ไม่เป็นไร เรายังมีอีกหลายที่ให้ไปอยู่ อย่างเช่น หอนาฬิกา Queen Victoria Memorial





ส่วนความคุ้มค่ากับการเดินที่นี่ ขอบอกเลยว่าผิดหวังอย่างแรง ไม่มีอะไรเลยนอกจากร้านอาหารข้างใน 1 แห่งกับกระบอกปืนใหญ่จำนวนเล็กน้อย

ดังนั้น ใครจะมาปีนัง ข้ามที่นี่ไปได้เลย ฮ่าๆๆๆ

เดินออกมาอย่างเฟลๆ ก็ถึงเวลาเดินตามหางานสตรีทอาร์ตกันต่อ..


ถึงแม้ว่าอากาศก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็หยุดการผจญภัยของเราไม่ได้ ฮ่าๆๆ

ของขึ้นชื่อในปีนัง บ้านทรงโบราณ รถสามล้อ และงานสตรีทอาร์ต


และก็ตามมาด้วย ย่าน China town


ก่อนจะมาจบกันที่นี่ ซึ่งก็คือ Blue mansion หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Cheong Fatt Tze Mansion



ที่ Blue mansion แห่งนี้ ถูกจัดให้เป็นมรดกโลก และถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 mansion ของโลกอีกด้วย

จุดเด่นเอกลักษณ์ของที่นี่คือตัวอาคารที่ทาด้วยสีฟ้า indigo พร้อมกับตกแต่งประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ


ส่วนการเข้าชมที่นี่ จะมีเปิดเป็นรอบได้แก่ช่วง 11.00, 13.00 และ 15.30 น.

นอกจากที่นี่จะให้คนนอกเข้าชมแล้ว อาคารบางส่วนของที่นี่ก็ยังเปิดเป็นโรงแรมให้คนมาเข้าพักได้อีกด้วย ซึ่งที่ mansion นี้จะมีไกด์แนะนำเรื่องราวความเป็นมา ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ยันไปเรื่องฮวงจุ้ยการสร้างอาคารเลย ค่อนข้างฟังกันเพลินเลยทีเดียว



หลังจากที่ไกด์แนะนำเสร็จ เค้าจะเปิดโอกาสให้เราได้เดินชมภายในบ้าน (ยกเว้นส่วนที่เป็นโรงแรม) ซึ่งบริเวณชั้น 2 จะมีของเก่าแก่สมัยก่อนเก็บเอาไว้ให้คนที่มาได้ศึกษากั


หลังจากเต็มอิ่มกับ Blue mansion แล้ว ได้เวลาเดินทางไปยังที่พักที่สุดท้ายของทริปนี้


ระหว่างทางก็ยังไม่ลืมที่จะมองหางานสตรีทอาร์ตสวยๆไปด้วย


ที่นี่มีงานสตรีทอาร์ตเยอะมาก ที่ถ่ายมาให้ชมกันนั้น..เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ฮ่าๆๆ

ได้เวลาพักผ่อนแล้ว และนี่คือที่พักที่สุดท้าย Container Hotel


ซึ่งเราขอยกให้เลยว่าที่พักแห่งนี้ดีงามที่สุดตลอดการพักในช่วงที่ผ่านมา เพราะ

  1. อยู่ใน George Town เลย เดินทางง่ายมาก
  2. บริเวณใกล้ๆมีสตรีทอาร์ตสวยเพียบ
  3. อยู่ใกล้กับจุดไฮไลท์ที่เราจะไปในวันพรุ่งนี้
แต่ข้อเสียก็มีอยู่คือ ติดถนน ทำให้อาจมีเสียงรบกวนทะลุเข้ามาในห้องบ้าง


และด้วยที่นี่มีห้องพักแบบ Hostel ทำให้มีพื้นที่ส่วนกลางที่สะดวกสบายมาก อย่างเช่นโซนอ่านหนังสือ หรือดูทีวีก็สะดวกสบาย แถมแอร์เย็นฉ่ำ


จบทริปวันที่ 3 แบบกลางๆ ร้อนไปหน่อยแต่ก็โอเคกับการเดินตะลุยในเมือง ก่อนนอนเลยขอแวบออกมาถ่ายไฟที่ศาลเจ้า Han Jiang Ancestral ท่ามกลางสายฝนเบาๆ


เข้าสู่วันสุดท้ายของทริปนี้ เรารีบตื่นเช้ามากันที่ Tan Jetty


เป็นอีก 1 ในชุนชนริมน้ำ เรามาที่นี่เพื่อมาถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น เย้ๆ

ช่วงพระอาทิตย์กำลังขึ้นมา ท้องฟ้าสวยมากกก

ไม่ไกลกัน มีศาลเจ้าสีทองสะท้อนรับกับแสงพระอาทิตย์


หลังจากถ่ายเสร็จ ก็ได้เวลาเดินตะลุยเก็บสตรีทอาร์ตที่เหลือ




เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีสตรีทอาร์ตซ่อนอยู่ตามหลืบ ซอก ซอย มุม เยอะมากจริงๆ

เข้าซอยนั้น ออกซอยนี้ จนมาพบกับ Cheah Kongsi บ้านตระกูล Cheah


ซึ่งเป็นชาวฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งตัวบ้านในปัจจุบัน ได้ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าเยี่ยมชม

ส่วนบริเวณลานหน้าบ้าน มีสตรีทอาร์ตขบวนแมวซ่อนอยู่ด้วย


ภายในบ้าน ให้อารมณ์คล้ายๆกับ Blue mansion


แต่จะต่างตรงที่บริเวณชั้น 2 กลางบ้านจะมีแท่นโต๊ะบูชา


เป็นบ้านที่มีบรรยากาศร่มรื่น และสวยงามมากๆ

หลังจากดื่มด่ำกับความงามของบ้านแบบจีนๆ กันไปแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อ..


ไม่ไกลกัน เราเดินไปตามหางานสตรีทอาร์ตที่เหลือๆอยู่ แต่ว่านี่แค่สายๆ อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นไวมาก

สตรีทอาร์ตบางชิ้น ต้องอาศัยการมองรอบๆให้ดี อย่างงานชิ้นนี้ เดินผ่านกันไปเฉยๆ ดีที่ยังเหลียวกลับมามองข้างหลัง ถึงได้เจอ !!

หลังจากเดินไล่ตามหาจนพอใจ ได้เวลาเดินทางไปยังที่สุดท้าย..

นั่นก็คือ Hin Bus Depot พอเราลงจากรถ cat เราก็เดินไปซักพักตาม google map ไปเลย


จากอาคารอดีตท่ารถบัส ปัจจุบันได้กลายมาเป็นพื้นที่จัดแสดงงานอาร์ต


ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา รูปงานอาร์ตบางส่วนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพราะฉะนั้นการมาแต่ละครั้ง อาจทำให้เราเสพงานอาร์ตที่แตกต่างกันออกไป


เป็นอันจบทริปปีนังแบบสไตล์ backpacker ทั้งเหนื่อย ทั้งตื่นเต้น สมหวัง ผิดหวัง ปนๆกันไป ได้เจอวัฒนธรรมใหม่ๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกได้มากเลยทีเดียว


ฝากติดตามเพจน้อยๆ เรื่องราวผจญภัยของพวกเรา..

ได้ที่ https://www.facebook.com/gotheregogo/


ความคิดเห็น