เช่ารถขับตระเวนเที่ยวชิลล์ๆ เส้นทาง "เชียงใหม่ - เชียงราย - พะเยา" รีวิวโดย GoAloneTravel

สวัสดีครับ ถ้าพูดถึงช่วงนี้ก็คงต้องหลบร้อน หลบฝุ่นไปอยู่ภาคเหนือกันก่อน ครั้งนี้มีจุดเด่นคือ "การขับรถตระเวนเที่ยวแบบยาวๆ" ไปเรื่อยๆ แวะเที่ยวตามรายทางตลอด 6 วัน โดยครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และพระเยา ครับ แต่จะเน้นหนักไปที่เชียงใหม่กับเชียงรายเยอะหน่อย จะเป็นอย่างไรลอง

เช่ารถขับตระเวนเที่ยวชิลล์ๆ เส้นทาง "เชียงใหม่ - เชียงราย - พะเยา"

เช่ารถขับตระเวนเที่ยวชิลล์ๆ เส้นทาง "เชียงใหม่ - เชียงราย - พะเยา"

 วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เวลา 23.46 น.

 วันที่เดินทาง 6 ก.พ. 2562

สวัสดีครับ ถ้าพูดถึงช่วงนี้ก็คงต้องหลบร้อน หลบฝุ่นไปอยู่ภาคเหนือกันก่อน ครั้งนี้มีจุดเด่นคือ "การขับรถตระเวนเที่ยวแบบยาวๆ" ไปเรื่อยๆ แวะเที่ยวตามรายทางตลอด 6 วัน โดยครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และพระเยา ครับ แต่จะเน้นหนักไปที่เชียงใหม่กับเชียงรายเยอะหน่อย จะเป็นอย่างไรลองมาติดตามดูกันครับ

ในครั้งนี้ผมใช้บริการของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ครับ จองในช่วงโปรโมชั่น จะเหลือไปกลับราคาอยู่ที่ 2,100 บาทครับ ช่วงเวลาเดินทาง ตั้งแต่วันพุธ-จันทร์ เวลาตามรูปด้านล่างเลยครับ

เมื่อพูดถึงบางกอกแอร์สิ่งที่ไม้พูดถึงไม่ได้เลยคือ เลานจ์อันหรูหรา ผมใช้สิทธิ์ AIS serenade อัพเกรดเข้า Blue Lounge Lisbon เช่นเคย คนไม่เยอะ หาที่นั่งได้สบายครับ

ก็จัดการสั่งอาหารและตามด้วยไวน์แดงเช่นเคย (ของฟรีต้องเอาให้คุ้ม 555+)

ถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง ก็เดินไปที่ Gate A9 เพื่อนั่งรถไปขึ้นเครื่องต่อครับ ชื่อเครื่องตรงกับที่จะไปอย่างบังเอิญ

นั่งติดหน้าต่างดูวิวทิวทัศน์ไป

เมื่อมาถึงสนามบินเชียงใหม่ ก็ไปรับรถที่จองไว้กับ Thai Rent A Car ได้รถ Toyota Yaris ในราคาวันละ 499 บาท (โปรฯ ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต) เมื่อมาถึงเชียงใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำสำหรับผมคือ ไปแก้บน "หลวงพ่อทันใจ" เช่นเคย ขับรถออกจากสนามบินไม่ไกล ตามแผนที่เลยครับ

จัดพวงดอกมะลิเสร็จ ก็ไปแก้บนตามพิธี วันธรรมดาคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

เสร็จแล้วก็ออกไปชมวิวข้างนอกซักหน่อยรับอากาศ มองเห็นอุทยานหลวงราชพฤกษ์ด้วย (ด้านขวาในรูปข้างล่าง)

จากนั้นก็ขับรถต่อไปยังยอดดอยอินทนนท์ เพื่อไปรับอากาศบริสุทธิ์ ระยะทางไกลพอสมควร ขับรถ ชั่วโมงครึ่งครับ (เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ 80 บาท คน+รถ)

และแล้วก็มาถึงยอดดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดแดนสยาม

ซึ่งจะมีกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าโบราณบนยอดดอยแห่งนี้ ซึ่ง ณ จุดนี้สูงจากระดับทะเลปานกลาง (MSL) ถึง 2,565.3341 ม.รทก.

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าโบราณบริเวณยอดดอย

(ให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในป่าเมิร์กวู้ด จากเรื่อง The Hobbit)

(3 รูปบนยอดดอยอินทนนท์นี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปมา จึงไปขอหยิบยืมภาพมาเพื่อประกอบให้ทุกท่านเห็นภาพตามนะครับ ตามเครดิตเลย)

จากนั้นก็ขับรถย้อนกลับลงมาประมาณ 4.5 กม. จะมาถึงทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติ "กิ่วแม่ปาน"

หมอกลงหนักมากครับ ทั้งที่ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ผมชอบมากครับให้ความรู้สึกลึกลับดี

จากนั้นก็ขับต่อไปไม่ถึงกิโล เลี้ยวขวาเข้าไปยังพระมหาธาตุคู่พระบารมีรัชกาลที่ 9 และพระราชินี เสียค่าธรรมเนียมอีก 40 บาท (เป็นพื้นที่ของ ทอ.) หมอกลงจัดก็สวยไปอีกแบบครับ

นั่งรออยู่นาน ฟ้าเปิดครับ ได้โอกาสถ่ายรูปสวยๆ มาฝากเลย องค์ใกล้จะเป็นพระมหาธาตุนภเมทนีดล ส่วนองค์ที่อยู่ไกลออกไปเป็นพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริครับ

จากนั้นก็ขับรถลงเขายาวๆ ไปประมาณ 22 กม. เพื่อไปยังน้ำตกวชิรธารครับ

ประมาณ 25 นาที ผมก็เดินทางมาถึงครับ น้ำตกนี้สวยตลอดปีครับ มีน้ำตลอด

เนื่องจากละอองน้ำเยอะมากรูปถ่ายด้านหน้าน้ำตกผมใช้ไม่ได้เลย (จึงไปขอหยิบยืมรูปจาก Wongnai มาประกอบครับ) ส่วนมุมรูปที่ผมถ่ายพอจะเอามาโชว์ได้ ละอองน้ำเยอะจริงครับ เห็นเป็นสายรุ่งเลยตามรูปข้างล่าง

จากน้ำตกวชิรธารก็ขับลงเขายาวลัดเลาะตามเส้นทางหมู่บ้านไปยังน้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสวยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ น้ำตกแม่ยะ นั้นเอง (อันดับ 1 น้ำตกทีลอซู) ขับรถประมาณ 30 นาทีครับ

มาถึงที่จอดรถแล้ว ก็ต้องเดินเข้าไปอีกไกลพอสมควรครับ จะผ่านที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯ ไปก่อน

และแล้วก็เดินมาถึงครับ สวยสมคำร่ำลือจริงๆ

ไหนๆ ได้มาแล้ว เดินไกลด้วย ขออีก 1 รูป

จากน้ำตกแม่ยะ ขับรถออกมาถนนใหญ่ประมาณ 20 นาที จะมีเจอ ทล. 108 ที่อำเภอจอมทอง แวะกราบนมัสการพระบรมธาตุศรีจอมทองเสียหน่อย

ผมเกิดปีชวด ซึ่ง "พระธาตุศรีจอมทอง" แห่งนี้เป็นพระธาตุประจำปีชวดพอดีครับ

จะมีอุโบสถอยู่หลังพระธาตุ สามารถเข้าไปกราบพระ และทำบุญได้ครับ

(รูปพระธาตุฯ ทั้ง 2 รูปบนผมไม่ได้ถ่ายมาด้วย จึงไปยืมจาก siamfreestyle มาประกอบ ตามเครดิตครับ)

จากนั้นผมก็ขับรถยิงยาวอ้อมตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางดอยสะเก็ด ไปยังอำเภอเชียงดาว ระยะทางประมาณ 130 กม. เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครับ

มาถึงเชียงดาวก็มืดแล้วครับ ประมาณทุ่มครึ่ง ติดต่อที่พักที่ได้ทำการจองกับ Agoda ไว้ ชื่อ ออโรร่า รีสอร์ท เชียงดาวครับ ผมจองช่วงโปรได้ในราคา 900 บาท ครับ สวยงาม บรรยากาศดีทีเดียวครับ อยู่เส้นเลี่ยงเมืองคนไม่พลุกพล่านด้วย

ห้องก็ใหญ่ วิวก็สวยครับ ตามรูปเลยครับ ไปยืมรูปมาจาก Agoda (เพราะผมมาก็มืดแล้ว) แต่ยืนยันเป็นสภาพนี้จริงๆ ครับ

ท่านไหนสนใจจองที่พักที่นี้แบบผม คลิกที่รูปด้านล่างเลยครับ

data-blogger-escaped-target="_blank"

เก็บของเข้าห้องเรียบร้อย ก็ขับรถย้อนมาทางเดิมเพื่อไปร้านอาหารค่ำมื้อนี้ ผมเล็งไว้นานแล้วที่นี้ 555+

ร้าน "ปูอลาสก้าเชียงดาว" นั้นเอง ตัวอย่างใหญ่เลยครับ

จากข้างบนกลายมาเป็นกับข้าวจานนี้ไปเรียบร้อย ดูหน้าผมสิ ฟิลล์ 555+

มันจะฝืดๆ คอ หน่อย จัดต้มแซบมาซักชาม แต่เอิ่ม... นี่มันหม้อไฟแล้วครับ ไม่ใช่ชาม 555+

กินมื้อนี้ออกจากร้านตัวเบาเลยครับ แทบหมดกระเป๋า ทั้งหมดประมาณ 1,900 บาท (แพงที่ปูครับ ตัวละ 1,500)

จากนั้นก็ขับรถกลับที่พัก อาบน้ำ เพื่อพักผ่อนครับ

***** จบวันแรก *****

----------------------------

วันที่ 2 (วันพฤหัสบดี)

ตื่นประมาณ 8 โมง ล้างหน้า แปลงฟัน เดินไปกินข้าวเช้าที่ด้านหน้ารีสอร์ท (มีอาหารเช้าให้นะครับ) ระหว่างทางที่เดินกลับ ก็ชมบรรยากาศรอบๆ ที่พักไป จัดสถานที่ได้สวยงามจริงๆ ครับ จากจุดนี้มองไปเห็นยอด "ดอยหลวงเชียงดาว" ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทิวเมฆเลย

กลับที่ห้องพัก ก็นั่งเล่น นอนเล่นจนเกือบ 11 โมง ก็อาบน้ำ เก็บของ เช็คเอ้าท์ เพื่อออกเดินทางไปยังสถานที่ถัดไป "ถ้ำเชียงดาว" นั้นเองครับ

ระหว่างทางที่จะไปยังวัดถ้ำเชียงดาวสวยมากเลยครับ เหมือนซุ้มต้นไม้เลย

ผมชอบถนนแบบนี้ ถึงจะแคบแต่ดูเหมือนมีอะไร

ไม่นานก็ขับรถมาถึงครับ เสียค่าธรรมเนียมค่าเข้าถ้ำ 20 บาทครับ เป็นค่าบำรุงวัดไป ถ้ำแห่งนี้ก็ลึกพอสมควรครับ แต่มีไฟส่องสว่างติดไว้ตลอดทาง

แต่จะมีบางจุดที่ต้องใช้คนนำทางเข้าไป ก็ต้องจ้างเพิ่มนะครับ ห้ามไปเองอันตรายครับ ก็แค่ 100 บาทเอง ซึ่งเป็นพี่ๆ ชาวบ้านแแถวนั้นแหล่ะ จะมีตะเกียงให้ เราก็เดินตามไปครับ ปลอดภัยดีกว่า

ก่อนกลับก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย >_<

จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังเมืองงายครับ ไปกราบ "พระสถูปเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ก่อนเข้าไปด้านในก็แวะหาข้าวเที่ยงกินก่อนครับ

มาถึงแล้ว บรรยากาศร่มรื่นครับ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

ทำบุญ ดอกไม้ ธูป เทียน กราบสักการะครับ

(ในพื้นที่ค่อนข้างกว้างนะครับ เดินชมได้หลายจุดเลย แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปมา)

จากนั้นก็ขับรถย้อนกลับทางเดิม แต่พอถึงสามแยกเราเลี้ยวซ้ายครับ ไปทางเชียงราย (ทล 107) เพื่อไปยังที่พักสำหรับวันนี้

มาถึงแล้วครับ "บ้านศรีเชียงดาว" คราวนี้ออกมานอกเมืองไกลมากครับ ร้านค้าแถวนี้ก็ไม่มี ต้องซื้อของเตรียมไว้ก่อนเข้ามาเลยครับ

เป็นที่พักที่บรรยากาศดีอีกแห่งที่อยากแนะนำครับ ผมจองกับ Agoda ได้ในราคา 500 บาท ถือว่า OK เลยทีเดียว

ที่พักเป็นแบบนี้ครับ แยกบ้านเป็นหลังๆ นอนสบายครับ ไม่ต้องเปิดแอร์ ขอแค่เครื่องทำน้ำอุ่นก็พอ 555+

ท่านไหนสนใจจองที่พักที่นี้แบบผม คลิกที่รูปด้านล่างเลยครับ

data-blogger-escaped-target="_blank"

เนื่องจากวันนี้มีงานเข้าในวันลาพักผ่อน เลยต้องใช้สถานที่แห่งนี้นั่งทำงานไป (อดไปท่องราตรีเมืองเชียงดาวเลย 555+) ก่อนเข้ามาก็ซื้อของกิน+เครื่องดื่มสำหรับมื้อค่ำมาไว้พร้อม ถึง 5 ทุ่ม ก็อาบน้ำนอนครับ

***** จบวันที่ 2 *****

---------------------------

วันที่ 3 (วันศุกร์)

เมื่อคืนนอนเร็ววันนี้เลยตื่นเช้าครับ 7 โมง (เช้าตรงไหน 555+) อาบน้ำแต่งตัว เดินไปกินข้าว (มีอาหารเช้าให้) เดินชมบรรยากาศรอบๆ ที่พัก บรรยากาศดีมากครับ (แต่หมอกลงเยอะมาก เลยไม่ได้เก็บรูปมาฝาก >_<) หลังจากนั้นก็ขึ้นไปเก็บของ เช็คเอ้าท์เพื่อออกเดินทางต่อ วันนี้แอบเดินทางไกลและแวะหลายจุดนิดนึง จุดแรกที่จะไปคือ "บ่อน้ำร้อนโป่งอาง" ครับ เดินทางประมาณ 25 นาที

เสียค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่อุทยานฯ 20 บาทครับ บ่อน้ำร้อนโป่งอาง อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแดง เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่ผุดออกมาจากใต้ดิน มีจำนวน 2 บ่อ แต่ละบ่อกว้างประมาณ 4-5 เมตร อุณหภูมิของน้ำร้อนประมาณ 58-64 องศาเซลเซียส บ่อน้ำร้อนแห่งนี้จะมีกลิ่นกำมะถันค่อนข้างอ่อน น้ำร้อนจากบ่อน้ำร้อนทั้ง 2 บ่อ จะไหลไปรวมกันเป็นลำธารเล็ก ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงเป็นบ่อแช่น้ำร้อนธรรมชาติ อากาศเย็นๆ การนอนแช่น้ำร้อน คงฟิลล์น่าดู แต่วันนี้ผมมีที่ต้องไปเยอะครับเลยได้แค่แช่เท้า (แอบเสียดาย 555+)

ถัดมาไม่ไกลกันนัก ขับรถไม่ถึง 10 นาที ก็จะถึงตัวที่ทำการอุทยานฯ แสดงใบเสร็จค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วที่โปงอางได้เลยครับ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

"น้ำตกศรีสังวาลย์" จะอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแดงครับ เดินต่อไปเพียง 150 เมตรเอง จะเป็นน้ำตกหินปูนมีลักษณะเป็นชั้นๆ ประมาณ 4 ชั้น ทุกชั้นสามารถเดินได้ เป็นหินปูนจะไม่ลื่น โดยที่มาของชื่อน้ำตกนั้น ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งเสร็จพระราชดำเนินมาพักเพื่อทรงเสวยพระกายาหารกลางวัน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2410 นั่นเองครับ

จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านอรุโณทัย เป็นหมู่ป้านติดชายแดนประเทศเมียนมา เพื่อไปกิน "บะหมี่เกี้ยวต้นตำหรับยูนนานต้าหยง" ประมาณ 15 นาทีก็ถึงครับ

มาถึงเป็นที่เรียบร้อยครับ ร้านไม่ได้ใหญ่มากนะครับ เลือกนั่งได้ตามสบายเลย

ทั้งเส้นบะหมี่ ทั้งเกี้ยว เค้าทำเองหมดเลยครับ หนึบดีครับ

สั่งเกี้ยวทอดมากินคู่กันด้วยก็อร่อยไปอีกแบบครับ เบ็ดเสร็จมื้อนี้หมดไป 120 บาท

เมื่อท้องอิ่ม ต้องทำเวลา ขับรถต่อไปยังดอยอ่างขาง ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ถนนแคบและชันเป็นบางช่วง Yaris ก็ขึ้นได้แต่แบบเหนื่อยๆ นิดนึงครับ 555+

มาถึงเป็นที่เรียบร้อย คนก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่ เนื่องจากยังเป็นวันธรรมดาอยู่ ค่าเข้าชมรวม 80 บาท

สวยงามหลายจุดเลยครับ ตกแต่งสถานที่สวยงามดีมาก บรรยากาศดี ลมเย็นๆ

มีจุดให้เช็คอินได้หลายจุดเลย ก็เดินเล่น ชมวิวไปเรื่อยๆ

ก่อนจะกลับก็ขอเก็บภาพตัวเองกับสถานที่ไว้นิดหน่อย พี่ครับถ่ายรูปให้โผมหน่อยยยย 555+

จากนั้นก็ต้องขับรถยิงยาวประมาณ 100 กิโลไปยังที่พักสำหรับคืนนี้ ตอนนี้ก็บ่าย 3 แล้ว

ช่วงที่ออกจากอ่างขาง ข้างถนนจะเจอต้นพระยาเสือโคร่งออกดอกชมพูสวยงาม

อีกซักรูปครับ >_<

เกือบ 5 โมงเย็นก็มาถึงที่พักสำหรับคืนนี้ "Akha Mud House Mae Salong" เป็นบ้านดินครับ อยู่ในหมู่บ้านชาวอาข่า ผมจองผ่าน Agoda ได้ราคาคืนละ 850 บาท

มาถึงก็ต้องรีบไปติดต่อห้องพักให้เรียบร้อย ตรงนี้จะเป็นสถานที่กินข้าวด้วยนะครับ

ห้องที่ได้จะเป็นแบบนี้ครับ อันนี้ด้านหน้า

อันนี้จะเป็นสภาพภายในห้องครับ

ตกแต่งได้ Classic ดี ผมชอบเลยหล่ะ

ตรงนี้เป็นระเบียงหน้าห้องครับ เอาไว้ดูพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้เช้า

ท่านไหนสนใจจองที่พักที่นี้แบบผม คลิกที่รูปด้านล่างเลยครับ

data-blogger-escaped-target="_blank"

เก็บของเสร็จแล้วก็ออกไปเดินเล่นเดินชมวิถีชีวิตหมู่บ้านชาวเขาหน่อย

พอมืดแล้วก็มานั่งกินข้าวที่บอกไปข้างบนครับ ที่นี้ผัดกระเพราไข่ดาวอร่อยมาก 555+ มีน้ำชาให้กินฟรีด้วยครับ

ที่สำคัญพี่เจ้าของมีของดีให้ลองด้วย จัดไปหนัก แอบเนียนไปเฮฮากับกลุ่มอื่นเลยทีเดียว 555+

ได้ที่ก็กลับเข้าไปนอนครับ อากาศแบบนี้ ได้ของดีมา ทำให้อุ่นขึ้นมาทันที หลับสบายเลยทีเดียว

*****จบวันที่ 3****

------------------------

วันที่ 4 (วันเสาร์)

วันนี้ต้องตื่นเช้าหน่อย ลุกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็แค่เดินออกมาตรงระเบียงหน้าห้อง 555+ แสงตอนนี้มันสวยจริงๆ

และแล้วท่านก็ขึ้นมาแล้วครับ พร้อมกับความสว่างของท้องฟ้าและแผ่นดิน

อีกซักรูปหน่ะ อุตส่าห์ ตื่นมาดู >_<

หลังจากอาบน้ำ เก็บของ และกินข้าวเช้าเสร็จ ก็ขับรถขึ้นเหนือไปประมาณ 30 นาที เพื่อไปนมัสการ "พระบรมธาตุศรีนครินทราสถิตย์มหาสันติคีรี"

เมื่อจอดรถเสร็จก็เดินเข้าไปด้านใน เพื่อไปกราบพระก่อน

จากนั้นจึงเดินย้อนกลับมากราบพระบรมอัฐิของสมเด็จย่า

ขับรถย้อนกลับมาทางเดินนิดหน่อย จะมีจุดชมวิวอยู่ วิวตรงนี้สวยมากครับ หลุดทิวเขานี้ไปก็เป็นแผ่นดินเมียนมาแล้วครับ

จากนั้นก็ขับรถต่อไปยัง "พระตำหนักดอยตุง" ระหว่างทางแวะกินขาหมูหมั่นโถวด้วยก็ดีนะครับ อร่อยใช้ได้ วิวตลอดเส้นทางนี้สวยมากครับ ไร่ชาเพียบเลย ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงทีเดียว 555+

มาถึงพระตำหนักเกือบ 11 โมง ต้องรับขึ้นไปชมตัวพระตำหนักก่อนเที่ยง 555+ ชำระเงิน 190 บาท เข้าชมได้ 3 จุดเลย แต่ผมไปแค่ 2 นะครับ คือพระตำหนัก สวยแม่ฟ้าหลวง ส่วนหอแรงบันดาลใจไม่ได้เข้า

จากจุดตรวจบัตรก็ต้องเดินขึ้นไปต่ออีกหน่อยนะครับ ถ่ายเก็บไว้หน่อย 555+

และแล้วก็เดินมาถึงครับ ร่มรื่นดีมากเลยครับ

ผมก็ไปรับหูฟังแล้วก็รอเข้าเป็นรอบๆ ละประมาณ 20 นาทีครับ เนื่องด้วยเป็นเขตพระราชฐาน จึงควรสำรวมและให้ห้ามถ่ายภาพครับ จึงถ่ายได้เพียงภายนอก (ถ้าได้มาเชียงราย อยากให้มาชมกันครับ ล้ำค่าทางจิตใจมากๆ เลย)

ระหว่างทางเดินลงมามีโอ่งน้ำดื่มแบบโบราณด้วยครับ

ลงมาถึงข้างล่าง เมื่อมาถึงดอยตุงทั้งที ขอชิมกาแฟดอยตุงหน่อย 555+

จัดไป 1 แก้ว ราคาเบาๆ 75 บาท ฟิลล์

พักซักครู่จึงเดินลงไปชมสวนแม่ฟ้าหลวงต่อครับ เดินลงไปไม่ไกลครับ บรรยากาศร่มรื่น

เขียวชะอุ่มตลอดทาง

มีการตกแต่งสถานที่สวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปเช็คอินมาก 555+

ทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งต้นไม้ ดอกไม้ ธรรมชาติ จัดได้กลมกลื่นกันดีมากครับ

จุดนี้มีไฮไลท์ของสวนนี้เลยครับ สวยงามมาก ที่สำคัญเมื่อครั้งสมเด็จย่าท่านยังมีพระชนม์อยู่ ถ้าใครโชคดีมีบุญ ก็จะเห็นสมเด็จฯ ท่านมองลงมาจากพระตำหนัก โบกพระหัตถ์ให้แก่ผู้มาเยี่ยมชมสวน เป็นที่ปราบปลื่มกันทั่วหน้าครับ

เมื่อสมควรแก่เวลา ก็เดินทางไปสถานที่ถัดไป ไม่ไกลกันนัก "พระธาตุดอยตุง" พระธาตุคู่เมืองเชียงรายนั้นเอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีครับ

เมื่อขึ้นมาถึงแล้ว ก็บูชาดอกไม้ธูปเทียนกราบนมัสการ องค์พระธาตุสวยงามสง่ามากครับ (พระธาตุดอยตุงเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีกุนนะครับ)

เดินชมนั่นนี่จนพอใจแล้ว ก็ไปยังสถานที่ถัดไปนั้นคือ "พิพิธภัณฑ์บ้านดำ" นั้นเอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครับ

มาถึงแล้วก็หาที่จอดรถครับ ชาวต่างชาติเยอะมาก 555+ มีจ่ายค่าเข้าชม 80 บาทแล้วก็เดินเข้าไปได้เลยครับ

สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของที่นี้เน้นไปโทนมืด เป็นสีดำเสียส่วนใหญ่ครับ

ตรงนี้เป็นหุ่นปูนปั้นของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของสถานที่แห่งนี้อยู่ครับ

ให้ความขลัง ความน่าเกรงขาม ความดุดัน ไปอีกแบบครับ แนะนำให้มาลองสัมผัสกันดูครับ ท่านสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณจริงๆ

จากนั้นก็เดินทางไปสถานที่ถัดไป ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ขับรถ 20 นาทีก็ถึงครับ นั้นคือ "วัดห้อยปลากั้ง" นั้นเอง

เป็นวัดที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมจีน สวยงามมากครับ

มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่อยู่ด้วยครับ สวยงามมากครับ แนะนำเลยครับที่นี้

จากนั้นก็ขับรถไปยังที่พักสำหรับคืนนี้ครับ ประมาณ 20 นาทีครับ

คืนนี้ผมพักที่ "ชญาดลรีสอร์ต" ครับ บรรยากาสดีมากเลยครับ ทางเข้าเป็นสระว่ายน้ำด้วย ผมจองผ่าน Agoda เช่นเคย ได้ราคาคืนละ 1,000 บาทครับ

สวยและบรรยากาศดีมากครับ ชอบมาก

ทางที่พักใส่ใจรายละเอียดมากครับ มีจดหมายน้อยมาให้ด้วย

อันนี้วิวตรงระเบียงห้องผมครับ วิวดีจริงๆ หุหุ

ท่านไหนสนใจจองที่พักที่นี้แบบผม คลิกที่รูปด้านล่างเลยครับ

data-blogger-escaped-target="_blank"

เก็บของเรียบร้อยก็เข้าเมืองไปเดินเล่นหาอะไรกินดีกว่า วันนี้วันเสาร์มีถนนคนเดินด้วย ไปไม่ไกลแต่ที่สำคัญต้องหาที่จอดรถให้ได้ 555+

จอดรถในซอยแถวนั้น ตั้งหลักที่หอนาฬิกานี่แหล่ะ แต่ออกแบบได้อลังการมากเลยครับ

ไม่ไกลจากหอนาฬิกามีร้านบะหมี่ในตำนานอีกร้าน หิวพอดี เข้าไปจัดเลย 555+ รสชาติใช้ได้ครับ อร่อยดี มื้อนี้หมดไป 130 บาท

จากนั้นก็ไปเดินถนนคนเดินต่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอนาฬิกา

คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ของขายเยอะดีครับ ที่สำคัญยาวมาก เดินจนเหนื่อย 555+

ประมาณ 3 ทุ่ม ก็เดินกลับมาแถวที่จอดรถ กะว่าจะเล็งร้านนั่งชิลล์ๆ แต่ไม่โดนซักร้าน >_<

ตัดสินใจไปตะวันแดงดีกว่า 555+ ขับรถประมาณ 15 นาที ก็ถึงครับ

และแล้วผมก็มาถึง หุหุ ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ 555+

บรรยากาศและการแสดงภายในร้านนี่คล้ายกันทุกที่จริงๆ ชอบๆ (รูปบนและรูปล่างยืมมาจาก Wongnai นะครับ ผมถ่ายไม่ชัด)

สั่งช้างไป 1 โปร 3 ขวด

พร้อมกับแกล้ม รสชาติก็อร่อยดีครับ ดูสาวๆ เอ้ยย การแสดงบนเวทีไปเพลินๆ

เนื่องด้วยวันนี้ตื่นเช้า เลยง่วงนอนเร็ว (แอบเซ็งเลย) 5 ทุ่ม ชักจะไม่ไหวแล้ว ต้องกลับโรงแรมไปนอนแล้ว >_< ตะวันแดงไม่ไกลจากที่พักครับ ไม่ถึง 10 นาทีก้ถึงแล้ว

ถึงห้องแทบไม่อยากอาบน้ำเลยทีเดียว ง่วงมาก 555+ แต่สุดท้ายก็ฝืนตัวเองอาบจนได้ นอนยาวว

*****จบวันที่ 4****

-------------------------

วันที่ 5 (วันอาทิตย์)

วันนี้ขอตื่นสายหน่อย เกือบ 9 โมงค่อยลงไปกินข้าวเช้า (มีอาหารเช้าให้) จากนั้นค่อยขึ้นมาอาบน้ำ เก็บของแล้วเช็คเอ้าท์ ออกเดินทางไปยังสถานที่ถัดไป นั้นคือ "น้ำตกขุนกรณ์" นั้นเอง ขับรถประมาณ 30 นาทีครับ

เมื่อมาถึงแล้ว ยังไม่ถึงตัวน้ำตกนะครับ เสียค่าธรรมเนียม 20 บาทแล้วต้องเดินเข้าไป 1.4 กม. (แอบไกลเอาเรื่องแฮะ แต่คงชิลล์ๆ หึหึ)

แต่แค่ 500 เมตรแรกก็จะตายแล้วครับ 555+ สภาพเส้นทางไปยังน้ำตกครับ

สุดท้ายผมก็เดินมาถึงจนได้ เล่นเอาหอบทีเดียว 555+ แต่พอเข้ามาแล้วคุ้มค่าที่เดินมาจริงๆ ครับ

จากที่ถ่ายรูปข้างบน เดินลงมาถ่ายข้างล่าง ตรงหน้าพอดี สวยงาม อลังการมากเลยครับ น้ำตกลงมาจากหน้าผาสูง

ข้างล่างคนสามารถไปเล่นน้ำได้ครับ (แต่อยากถามว่า ไม่หนาวกันเหรอ 555+)

ชมน้ำตกจนพอใจแล้ว ก็เดินกลับครับ แต่ขากลับรู้สึกชิลล์กว่าขาไปนะครับ 555+

จากนั้นก็ไปยังสถานที่ถัดไป "ไร่สิงห์" นั้นเองครับ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงครับ

ใกล้จะเที่ยงแล้ว งั้นไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า ขับไปยัง "ห้องอาหารภูภิรมย์" ที่อยู่ภายในไร่ บรรยากาศดีมากครับ

รู้สึกคอแห้ง มีโปรเบียร์พอดี จัดเลย

ทริปนี้ขอกินหรูทั้งทริป 555+ จัดไปสะเต็ก กินเสร็จตัวเบาเลยทีเดียว รูดปื้ดๆ

จากนั้นลงมาเดินย่อยที่ไร่ชาหน่อย บรรยากาศเค้าดีจริงครับ บรรยายไม่ถูก ต้องมาดูเอง

เนื้อที่ไร่กว้างใหญ่ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย

ขากลับออกมาแวะถ่ายกับพี่สิงห์หน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง 555+

จากนั้นก็ไปต่อยัง "วัดร่องขุ่น" ขับไปประมาณ 10 นาที

มาเชียงราย ถ้าไม่ได้มาที่นี้ก็เหมือนว่ามาไม่ถึงนะครับ 555+ วิจิตรสวยงาม อลังการมากทีเดียว

ให้ความรู้สึกคนละขั้วกับบ้านดำที่ไปดูเมื่อวานเลย

เดินในวันอยู่นานมาก มีอะไรให้ดูเยอะจริงๆ แต่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป 555+ เกือบ 4 โมงเย็นจึงต้องไปยังที่พักสำหรับคืนนี้ คราวนี้ต้องข้ามไปยังจังหวัดพะเยา ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงครับ

มาถึงที่พักก็เกือบ 5 โมงเย็น ที่พักแห่งนี้ชื่อ "Sbuy Residence Phayao" จองผ่าน Agoda ผมได้คืนละ 700 บาทครับ

สภาพห้องดูใหม่ ตกแต่งดี น่านอนครับ

อันนี้เป็นวิวจากห้องพัก ถ่ายมายังที่จอดรถข้างล่าง (รูปทั้งหมดยืมมาจาก Agoda นะครับ ยืนยันตรงปกครับ)

ท่านไหนสนใจจองที่พักที่นี้แบบผม คลิกที่รูปด้านล่างเลยครับ

data-blogger-escaped-target="_blank"

เก็บของเข้าที่เรียบร้อย มาชมพระอาทิตย์ตกดินที่ "กว้านพะเยา" ครับ ขับรถมาไม่ไกลครับ นิดเดียว

ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยครับ มันสวยจริงๆ อยากให้ทุกท่านได้ชม เลยไปหายืมรูปจากท่านอื่นมาตามเครดิตเลยครับ

ทั้งแสง ทั้งบรรยากาศมันได้จริงๆ

ลับทิวเขาไปแล้วครับ วิวนี้สุดๆ เลยครับ และคนก็มาวิ่งออกกำลังกายกันเยอะครับ

จากนั้นก็กลับที่พักไปนอนพักเอาแรง คืนนี้จะได้อยู่ได้ยาวๆ 555+ ประมาณ 2 ทุ่ม ก็อาบน้ำแต่งตัวไปหาร้านชิลล์นั่งดีกว่า ขับรถวนอยู่นาน ไม่รู้จะเลือกที่ไหน สรุปเอาที่นี้แล้วกันใกล้ที่พัก เมามาจะได้เดินกลับได้ >_<

"โรงเบียร์พะเยา" นั้นเอง (รู้สึกว่าจะเป็นอะไรกับโรงเบียร์นักหนา 555+) คนเยอะดีครับ น้องๆ เด็กเสริฟก็น่ารักบริการดี >_<

ที่นี้หมด ลีโอไป 4 ขวด อยู่ถึงตีหนึ่ง ถึงขั้นเดินเซเลยทีเดียว 555+

สบายตัวแล้ว คลานกับมานอนได้ 555+ วันนี้ก็นอนหลับฝันดีไป

**** จบวันที่ 5*****

------------------------

วันที่ 6 (วันจันทร์)

วันนี้มีนัดกับเพื่อที่เป็นอาจารย์ ม.พะเยาไว้ว่าจะไปกินข้าวเที่ยงกัน ก็ตื่นสายๆ เกือบ 10 โมงครับ (ไม่ทันอาหารเช้าอีกจนได้ 555+) ที่พักมีอาหารเช้าให้นะครับ อาบน้ำ เก็บของ เช็คเอ้า 10:30 น. มุ่งหน้าสู่ ม.พะเยาครับ ประมาณ 20 นาทีถึงครับ

"มหาวิทยาลัยพะเยา" ถือเป็นอีก 1 สถานศึกษาที่มีวิวและบรรยากาศดีเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศครับ

อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ออกแบบได้อย่างสวยงามและลงตัวกับพื้นที่

เอาผังมาให้ดูกันเลยทีเดียว (รูป ม. พะเยาทั้งหมดไปยืมมาตามเครดิตเลยนะครับ)

มาถึงหอพักอาจารย์ คุณเพื่อนก็ชวนไปกินอาหารพื้นเมือง (ตรงไหน 555+) ร้าน "ส้มตำบางรักตำแหลก" นั่นเอง

น้องๆ นักศึกษามากินกันเพียบครับ เมนูเด็ดๆ ก็เยอะ อร่อยแทบทุกอย่าง ราคาก็ไม่แพงด้วย

(รูปร้านส้มตำก็ยืมมาจาก Wongnai นะครับ)

จากนั้นก็ได้เวลาขอตัวลาเพื่อนกลับเชียงใหม่ ระหว่างทางมี "จุดชมวิวเมืองและกว้านพะเยา" ห่างจาก ม.พะเยาประมาณ 20 นาทีครับ

วิวสวยดังว่าจริงๆ ครับ มอบเห็นกว้านเล็กนิดเดียว บรรยากาศสดชื่นครับ

มาเจอหมุดแผนที่บนนี้ก็อดเก็บภาพไม่ได้ ตามวิชาชีพ 555+

จากนั้นก็ขับรถต่อไปยัง "น้ำพุร้อนเวียงป่าเป้า" ประมาณ 60 กม. ซึ่งเป็นทางผ่าน

อยู่ติดถนนเลยครับ เป็นตลาดด้วยแวะหาของกินได้สบาย ถ่ายซัก 1 รูปแล้วไปต่อ 555+

น้ำพุร้อนเวียงป่าเป้าไม่สาแก่ใจ ไป "น้ำพุร้อนสันกำแพง" ต่อ ประมาณ 60 กม. ครับ

ที่นี้เสียค่าเข้าชม 40 บาท แต่มีกิจกรรมข้างในหลายอย่างนะครับ นั่งแช่น้ำก็ได้

เดินไปดูน้ำพุร้อนก็ได้ ตรงนี้วิวดีจริงครับ ชอบๆ

จากน้ำพุร้อน ชักกอนกินกาแฟ หาร้านชิลล์ๆ ใกล้ๆ ได้ร้าน "Dutch Farm" ประมาณ 13 กม.ครับ

ภายในฟาร์มมีกิจกรรมให้ทำหลากหลายมากครับ บรรยากาศก็ดี

แต่ผมตั้งใจมากินกาแฟ ดังนั้นจอดรถแล้วเดินเข้าร้านกาแฟเลย 555+

นั่งพักซักหน่อย ก็ชักเริ่มหิว หาข้อมูลจาก Wongnai มีร้านข้าวซอยดังอยู่แถวนี้ ประมาณ 10 กม.ครับ

"ร้านข้าวซอยลุงปั่น" อร่อยสมคำเล่าลือ ราคาไม่แพงด้วยครับ

นี่ก็บ่าย 3 โมงเอง กว่าจะขึ้นเครื่องก็เกือบ 1 ทุ่ม หาที่ไปเพิ่มเติมดีกว่า ขึ้นไปกราบ "พระธาตุดอยสุเทพ" ดีกว่า เดินทางชั่วโมงเดียวเอง

จริงๆ ก็แทบจะทุกครั้งที่มาเชียงใหม่ ต้องมาจบลงที่นี้ก่อนกลับสนามบิน ครั้งนี้ก็ไม่พลาดครับ

จากนั้นก็ขับรถกลับมาทางเลียบคลองชลประทาน จะได้ไม่ต้องผ่าตัวเมืองและจะได้แวะเติมน้ำมันก่อนเข้าสนามบินตรงบริเวณก่อนถึงเซ็นทรัลแอร์พอร์ทด้วย เก็บของภายในรถ ตรวจให้เรียบร้อยจากนั้นก็นำรถไปคืนครับ

มาถึงสนามบิน 17:30 น. ไปเช็ดอิน เรียกขึ้นเครื่องเวลา 18:30 น. มีเวลาเหลือเฟือ ไปกินข้าวเย็นกับเบียร์ฟรีในเลานจ์บางกอกแอร์ดีกว่า ต้องขอบคุณ AIS serenade ที่ทำให้อัพเกรดเข้า Blue Lounge Lisbon ได้ เสียดายสนามบินเชียงใหม่ไม่มีไวน์มีแต่เบียร์สิงห์ครับ ไม่เป็นไรแอลเหมือนกัน >_<

จากนั้นก็สั่งอาหารชุดใหญ่ นั่งกินรอถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง อิ่มแปร้ครับ

เวลา 18:30 น. ก็ได้เวลาเดินไป Gate เพื่อขึ้นเครื่องกลับสุวรรณภูมิ ถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

**** จบการเดินทาง****

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ทริปนี้เน้นกินอยู่ ค่อนข้างหรู่ หมดไปเยอะพอสมควร 555+)

  1. ค่าเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ (บางกอกแอร์ช่วงโปรฯ) 2,100 บาท
  2. ค่าเช่ารถขับ Toyota Yaris 6 วันๆ ละ 499 รวม Vat. แล้วตกประมาณ 3,200 บาท
  3. ค่าที่พัก 5 คืน (1:900, 2:500, 3:850, 4:1000, 5:700) รวมทั้งหมด 3,950 บาท
  4. ค่าน้ำมันรถ 91 ประมาณ 60 ลิตร (วิ่งประมาณ 1,000 กม.) อยู่ที่ 1,900 บาท
  5. ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ ทั้งหมด ประมาณ 670 บาท
  6. ค่าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด ประมาณ 5,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 17,000 บาท (เยอะที่สุดตั้งแต่เที่ยวมาเลย 555+)

แต่ผมถือว่าคุ้มมากนะครับ สำหรับประสบการณ์ที่ได้รับ ขับรถชมวิวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน วิวข้างทางก้ดี เปิดกระจกปะทะหมอก ได้ไปหลายที่มาก แทบจะไม่กลับทางเดิมเลย เกือบจะวนเป็นวงกลมทีเดียว สนุกครับ ถ้ามีเวลาว่างแบบนี้อีก ก็อยากจะลามาเดินทางแบบนี้อีก รู้สึกสุขใจ สบายใจ เครียดๆ อยู่นี่หายเป็นปริดทิ้งเลย ถ้าหากท่านไหนพอจะมีเวลาและโอกาส ผมว่าน่าลองนะครับ แล้วท่านจะรู้สึกอย่างผม


ติดตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ที่

Blog : https://goalonetravel.blogspot.com/

FB Page : https://www.facebook.com/คนเดียวก็ไปเที่ยวได้-1238634139627858/


ความคิดเห็น