Road Trip Chiangmai ขับรถเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน 4 คืน รีวิวโดย Somewhere Someone

เชียงใหม่เที่ยวไหนดี.... เชียงใหม่เมืองที่ไม่เคยเก่า มีที่เที่ยว ที่พัก ที่กินผุดขึ้นใหม่ๆตลอดเวลา แถมยังมีที่เที่ยวทางธรรมชาติเยอะมาก และอากาศดีตลอดทั้งปี ผู้คนก็เป็นมิตร เชียงใหม่จึงเป็นอีกจังหวัดที่เราชอบไปบ่อย ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย และทริปนี้เราเดินทางไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งหม

Road Trip Chiangmai ขับรถเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน 4 คืน

Road Trip Chiangmai ขับรถเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน 4 คืน

 วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 15.50 น.

 วันที่เดินทาง 8 มี.ค. 2562

เชียงใหม่เที่ยวไหนดี....

เชียงใหม่เมืองที่ไม่เคยเก่า มีที่เที่ยว ที่พัก ที่กินผุดขึ้นใหม่ๆตลอดเวลา แถมยังมีที่เที่ยวทางธรรมชาติเยอะมาก และอากาศดีตลอดทั้งปี ผู้คนก็เป็นมิตร เชียงใหม่จึงเป็นอีกจังหวัดที่เราชอบไปบ่อย ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย และทริปนี้เราเดินทางไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งหมด 5 วัน 4 คืน เช่ารถขับตะเวนไปเรื่อย มีที่แพลนจองไว้ล่วงหน้าและที่จอดแวะเดี๋ยวนั้นเลยก็มี
ตามไปดูกันว่าพิกัด น่าเที่ยวที่เราไปมามีที่ไหนกันบ้าง

เริ่มต้นการเดินทางกันก่อนจ้า ทริปนี้เราเดินทางกันโดยเครื่องบินเนอะ เพื่อประหยัดเวลา เพราะบินแค่ 1 ชั่วโมงก็ถึงเชียงใหม่แล้วจ้า ถ้าอยากมีเวลาเที่ยวเยอะๆก็เลือกไฟล์ทเช้าสุดอย่างเราก็ได้นะ เราจอง นกแอร์ ไฟล์ทเช้าขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง ถึงสนามบินเชียงใหม่ประมาณ 7 โมงเช้าได้ค่ะ

จากนั้นก็ไปติดต่อรับรถที่เช่าไว้ ที่เคาเตอร์ของ Avis thailand สังเกตุง่ายๆ หลังจากรับกระเป๋าที่สายพานแล้ว จะเห็นเคาเตอร์สีแดงใกล้ๆทางออกเลย ทริปนี้ต้องลุยขึ้นเขาค่อนข้างเยอะ เราเลยจองมาเป็นรถ Toyota Fortuner ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในทริปนี้ที่สุด

จุดหมายแรกของเราคือ ดอยแม่ตะมานค่ะ ทางขึ้นดอยจะเป็นลูกรัง ขรุขระ ซึ่งต้องใช้รถ 4WD จะเหมาะกว่า แต่ก่อนจะไปขึ้นดอยเราไปแวะเที่ยวระหว่างทางกันก่อนค่ะ ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า จากสนามบินเชียงใหม่ขับมาทางเส้นแม่ริม ที่นี่ข้างในนอกจากมีอ่างเก็บน้ำ ที่คนเชียงใหม่นิยมมาเที่ยวพักผ่อนแล้ว ยังมีหุ่นฟางขนาดใหญ่ รูปคิงคองยักษ์ 3 ตัว และสัตว์อื่นๆ ได้แก่ สิงโต กวาง หมูป่า ช้าง นกยูง ซึ่งทำจากฟางทั้งหมด รอบบริเวณจะเป็นนา มีกระต๊อบกลางนา สะพานไม้ไผ่ ช่วงนี้คนนิยมมาถ่ายรูปที่นี่กันเยอะมาก ที่ห้วยตึงเฒ่าจะเก็บค่าเข้าคนละ 20 บาท เวลาเปิด-ปิด 06:00 - 18:00 น.

ก่อนขึ้นดอยแม่ตะมาน เราก็จอดแวะเช็คสภาพรถกันก่อน รถที่ใช้ขับขึ้นต้องเป็นรถกระบะ หรือ 4WD เท่านั้น ถ้าเป็นรถเก๋งหรือรถตู้ไม่สามารถขึ้นได้ แต่สามารถจอดไว้แล้วโทรเรียกรถชาวบ้าน รับ -ส่งได้ เบอร์โทรตามนี้เลยจ้า 086-1916149

ระหว่างทางเป็นทางลูกรัง ขับขึ้นมาประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบชั่วโมงได้ ก็จะถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน

ขับต่อขึ้นมาอีกนิดก็ถึงที่พักวันแรก บนดอยแม่ตะมานของเรา เรียกว่า สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ บนนี้จะมีบ้านพักทั้งหมด 4 หลัง และลานกางเต้นท์ เราจองที่พักมาล่วงหน้า ชื่อบ้านสถาปัตย์ 1 หลังนี้จะอยู่ตรงกลางเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวชัดเจนจากระเบียงบ้านเลย ภายในบ้านมีที่นอน หมอน ผ้าห่ม ห้องน้ำมีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่น้ำไหลค่อนข้างเบา ทำให้อาบน้ำไม่ถนัดเท่าไหร่ และช่วงที่ไปเป็นช่วงหน้าหนาวด้วย เราต้องเอากาต้มน้ำมาต้มอาบแทน

สำหรับคนที่ต้องการมาพักที่นี่ แนะนำให้โทรจองล่วง ตามเบอร์โทรนี้เลย 053-222014 อ้อราคาบ้านพักหลังละ 1,000 บาท 1 หลังพักได้หลายคนอยู่นะ

เราชอบที่นี่มาก สงบ อากาศดีและวิวดีสุดๆไปเลย ช่วงประมาณปลายเดือน มกรา - ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่นี่ดอกพญาเสือโคร่งจะบานสวยงามเลยทีเดียว เสียดายช่วงที่ไปดอกบานช้า เลยเห็นแค่ต้นเดียวไกลๆ

บนดอยแม่ตะมานจะมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม อยู่ตรงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ทางผ่านที่เราขับผ่านมาตอนแรก ก่อนจะมืดเราเลยแวะไปเก็บแสงสวยๆกันซะหน่อย ที่พักสามารถประกอบอาหารเองได้นะ เค้ามีเครื่องครัว เตาแก๊สให้ครบ แต่เรามากันแค่ 2 คน เลยสั่งข้าวมาทานง่ายๆ ซึ่งเค้ามีขายแค่ข้าวไข่เจียว กับ พวกมาม่า

บรรยากาศตอนกลางคืน สวยงามเห็นดาวระยิบระยับเลยทีเดียว

ตอนเช้ากะตื่นมาดูทะเลหมอกแต่เสียดาย ที่หมอกไม่เยอะอย่างทีหวังไว้ แต่ก็ยังเห็นได้จากไกลๆ พร้อมแสงอาทิตย์สีทองในยามเช้าก็สวยไปอีกแบบ

ลงจากดอยแม่ตะมาน เราก็มาแวะ หาเครื่องดื่มเย็นๆที่ The Campian เชียงดาว กัน ที่นี่เป็นที่พัก และมีโซนขายกาแฟ ด้วย สามารถมองเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวได้เหมือนกัน เราเคยมาพักที่นี่อยู่ 2 ครั้ง แต่ครั้งนี้แวะมา สั่ง เครื่องดื่มกินเฉยๆ ใครที่ผ่านมาแนะนำ ลองสั่ง มันม่วงปั่น ของที่นี่ดู หอม หวานมันอร่อยดีค่ะ

จากนั้นเราก็ขับรถต่อยาวๆขึ้นไปที่ดอยอ่างขางกัน โดยไปแวะที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เพื่อไปชมและถ่ายรูปสวยๆ กันค่ะ ที่สวน 80 จะมีต้นซากุระ ซึ่งจะปลูกเรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่ดอกบานพีคแล้ว และบางต้นก็ใกล้จะร่วงเลยเก็บบรรยากาศมาได้นิดหน่อย

ปีนี้เป็นปีแรก ที่บ้านพักด้านบนดอยอ่างขางเค้ายกเลิกไม่ให้พักแล้วนะคะ เราเลยต้องมานอนพักคืนที่สองกันที่ เต้นท์ที่จุดชมวิวม่อนสน ซึ่งอยู่บนดอยอ่างขาง โดยติดต่อเช่าเต้นท์ที่อาคารด้านหน้า ราคาเต้นท์ 225 บาท ไม่รวมแผ่นรองที่นอน หมอน ผ้าห่ม ซึ่งต้องเช่าต่างหาก รวมค่าธรรมเนียม อีกคนละ 50 บาท เบ็ดเสร็จแล้วก็ประมาณ 500 บาทร้อยกว่าได้

สามารถเลือกเต้นท์ได้ว่าอยากได้วิวไหน ใครมาก่อนก็จองเบอร์เต้นท์ได้ก่อนค่ะ

บริเวณจุดกางเต้นท์ จะมีร้านขายอาหาร ทั้งอาหารตามสั่ง หมูกระทะ มีขายทั้งวันยันเช้า ไม่ต้องกลัวอด สำหรับห้องน้ำ มีหลายห้อง แต่น้ำไหลไม่แรงมาก และน้ำเย็นสุดๆ แต่ถ้าใครอยากอาบน้ำอุ่น แนะนำให้เดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามเค้ามีห้องน้ำที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นแบบแก๊สเสียค่าอาบน้ำ คนละ 60 บาท แต่ได้อาบน้ำอุ่นสบายๆ ซึ่งเราก็รีบอาบก่อนที่จะมืดและอากาศหนาวไปกว่านี้

ไม่มีอะไรทำกะว่าจะรอถ่ายดาว แต่ฟ้าคืนนี้เฆมเยอะมาก เลยรีบนอนพักผ่อนดีกว่า

เช้าของวันที่สอง เราก็แห้วทะเลหมอกอีกตามเคย เห็นแต่หมอกไกลๆ โน้น

รอถ่ายแสงอาทิตย์ยามเช้าซักหน่อย อากาศหนาวกำลังดีไม่ถึงกับหนาวมากเท่าบนดอยแม่ตะมานวันแรก

มื้อเช้าเราก็หาของกินง่ายๆแถวนั้น น้ำขิงทานร้อนๆช่วยคลายหนาวได้ดี

ออกจากลานกางเต้นท์ เราก็แวะไปถ่ายรูปที่ไร่ชา 2000 ซะหน่อย ที่นี่ปลูกชาเป็นขั้นบันไดกลางหุบเขา มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เสียดายวันนี้หมอกไม่มาให้เห็นเลยอดได้ภาพทะเลหมอกสวยๆ ท่ามกลางไร่ชากับเค้าเลย

ก่อนลงจากดอยอ่างขาง เราก็แวะกินข้าวกันตรง จุดชมวิวซุยถัง ซึ่งอยู่ทางเส้นหมู่บ้านอรุโณทัย ที่นี่จะมีทะเลหมอกให้เห็นบ่อยครั้ง แต่เนื่องจากวันนี้เราแห้วอดเจอทะเลหมอกตั้งแต่เช้า เลยมีแค่หมอกเบาๆบางๆให้เห็นเท่านั้น

ลงจากดอยอ่างขาง เราก็แวะกันที่ Hinoki land บ้านไม้หอม ที่นี่อยู่ที่ อ.ไชยปราการ เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน จำลองบรรยากาศญี่ปุ่นไว้ที่นี่ พื้นที่กว้างขวางมาก และบางมุมยังสร้างไม่เสร็จดีก็มี
ค่าเข้า ผู้ใหญ่ คนละ 130 เด็ก คนละ 30 บาท หลังจากซื้อบัตรค่าเข้า จะได้คูปองมา 1 ใบ สามารถนำไปแลกชาเขียว หรือนำไปแลกส่วนลดค่าชุด กิโมโน สำหรับใส่ถ่ายรูปในนั้นได้ด้วยค่ะ

คูปอง 1 ใบแลกส่วนลดค่าชุดกิโมโนได้ โดยเราสามารถเลือกแบบชุดที่ชอบ และให้ช่างเค้าช่วยแต่งตัว ทำผมให้ค่ะ

ด้านในจะมีประสาท 4 ชั้น ขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้สนฮิโนกิทั้งหลัง และสระน้ำขนาดใหญ่ รูปทรงเลข 8 น้ำสีฟ้าใสราวกับกระจกเวลาสะท้อนกับแสงแดด
ทางเข้ามีซุ้มประตูและเสาโทริอิ สีแดง จำลองมาจากศาลเจ้า Fushimi Inari ที่เกียวโต

ด้านล่างของประสาท จะมีที่จำหน่ายอาหารปลา ซึ่งเราสามารถซื้ออาหารมาให้ปลาได้ ที่นี่มีปลาคาร์ฟสีสันสวยงามนับพันๆตัวเลยทีเดียว

ที่นี่มีช็อปขายของทั้งผลิตภัณฑ์ ที่นอน หมอน ที่ทำตามไม้หอม และอื่นๆจำหน่ายด้วย

มุมถ่ายรูปที่นี่เยอะมาก ไหนๆเช่าชุดมาแล้วก็ถ่ายให้คุ้ม

ออกจาก ฮิโนกิแลนด์ เราก็ขับรถยาวมาที่พักวันที่สาม ซึ่งอยู่ทางเดียวกับที่จะมา ร้านกาแฟไจแอ้นท์ หรือโซนหมู่บ้านแม่กำปอง ชื่อที่พัก คือ Lan na Wild เป็นรีสอร์ท สไตล์ Glamping ที่ตั้งอยู่กลางป่า ลักษณะเป็นเต้นท์ ซึ่งห้องที่เราพัก คือห้อง Secret Onsen Villa เป็นแบบเต้นท์ 2 ชั้น ทรงสามเหลี่ยม มีห้องนอนชั้นล่างที่เปิดเต้นท์ออกมาด้านหน้าจะเจอกับอ่างออนเซ็นส่วนตัว ท่ากลางวิวต้นไม้ร่มรื่น

ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคา มีเตียงนอนนุ่มๆห้องนี้น่ารักมาก

อ่างออนเซ็นส่วนตัวหน้าบ้าน ปรับอุณหภูมิน้ำได้ สามารถแช่ได้ตลอด 24 ชม.เลยจ้า

มื้อเย็นเราสั่งหมูจุ่มร้อนๆมาทานคลายหนาว อาหารที่นี่เค้าอร่อยและราคาไม่แพงมากจ้า ใครที่ไม่ได้มาพักก็สามารถมาสั่งอาหารทานได้นะ วิวห้องอาหารที่นี่เค้าก็สวยดี

ห้องพักที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ไม่ต้องมีแอร์จ้า ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งหนาวเลย

สำหรับแขกที่มาพัก ทางรีสอร์ทจะมีอาหารจัดเตรียมสำหรับให้ใส่บาตรตอนเช้าด้วย

หลังจากเช็คเอ้าออกจากที่พัก เราก็ไปต่อกันที่ ดอยอินทนนท์ โดยไปแวะรับเพื่อนที่บินตามมาเที่ยวที่สนามบิน

ก่อนขึ้นดอยอินทนนท์ ก็แวะไปเที่ยวน้ำตกแม่ยะกันก่อน ที่นี่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำตกไหลลงผ่านหน้าผาที่สูงชันที่ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ สวยงาม ขนาดช่วงที่ไปน้ำไม่ค่อยเยอะ ยังมองดูอลังการมาก

ทางไป ขุนวาง จะมีไร่สตอเบอรี่อยู่ข้างทาง โดยเค้าจะนำสตอเบอรี่สดๆ มาขาย เป็นพันธ์ุ 80 หวาน กรอบ อร่อยมาก

ช่วงประมาณ เดือนมกราคม - ต้นกุมภาพันธ์ จะมีดอกพญาเสือบานอยู่สองข้างทาง ยิ่งช่วงที่เป็นผาซากุระ จะมีต้นพญาเสือโคร่งอยู่หลายต้น บานสะพรั่งเป็นสีชมพูสวยมาก

เราแวะไปถ่ายรูปกันที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ช่วงที่ไปมีบางต้นที่บานแล้ว และบางต้นก็ยังไม่บาน ปีนี้อากาศไม่หนาวมาก ทำให้ดอกบานช้าแถมมีฝนตกทำให้ใบอ่อนแซมขึ้นไวมาก เลยไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร

เราพักกันที่ บ้านพัก โปโป ปิงปิง ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของทริปนี้ ที่นี่ต้องจองล่วงหน้านานมาก ปีนี้กะว่าจะมาชมพญาเสือโคร่งต้นหน้าที่พัก สรุปว่าแห้วตามเคย เพราะดันยังไม่บานซะงั้น มาถึงก็รีบเอากระเป๋าเข้าไปเก็บกัน เลยไม่ได้ถ่ายรูปห้องพักมาให้ดูนะจ๊ะ ถ่ายเก็บแต่บรรยากาศที่พักมานิดหน่อย เค้าตกแต่งสวยดี สไตล์ญี่ปุ่น มีดอกไม้ ต้นไม้สวยๆเต็มไปหมด

อาหารมื้อเย็น ที่ฮอตฮิตของที่นี่คือหมูกระทะ ซึ่งเค้าจะมีเตรียมให้ชุดใหญ่เลยทีเดียว ราคาก็ไม่แพงด้วย ผักสด หวานกรอบมาก ปิ้งหมูกระทะ กับอากาศหนาวๆได้ฟิลมาก

อาหารเช้า เป็นข้าวต้มเห็ด ถ้าไม่อิ่มขอเติมได้ค่ะ

ทานมื้อเช้ากันเสร็จเราก็รีบออกจากที่พัก เพราะกะว่าจะไปแวะที่โครงการหลวงขุนแปะก่อนบินกลับกรุงเทพ แวะถ่ายรูปดอกพญาเสือโคร่งระหว่างทางที่มีให้เห็นกันประปราย

ลงจากดอยอินทนนท์ ขับมาทางเส้นจอมทอง เพื่อจะไปโครงการหลวงขุนแปะ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงได้กว่าจะถึง เพราะสองข้างทางกำลังทำถนนอยู่ ถนนจะเป็นลูกรังและโค้งชัน ถ้ามีรถกระบะ 4 WD สามารถขับไปถึงแปลงดอกไฮเดรนเยียได้เลยค่ะ แต่ถ้าเป็นรถอื่นเค้าจะมีจุดจอดรถ จากนั้นเราต้องนั่งรถของชาวบ้านต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตรได้ ซึ่งทางโหดพอสมควร ค่ารถไป - กลับ เหมาคันละ 500 บาท นั่งได้ 8 คน เค้ามีเก็บค่าบำรุงสวนด้วยนะคะ คนละ 30 บาท ที่นี่จะปลูกไฮเดรนเยียเป็นทุ่งกว้างอยู่บนเขา ดอกจะออกเยอะและบานสวยสุดประมาณช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงปลายฤดูฝน ช่วงที่เราไปคือต้นเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังมีดอกให้เห็นแต่ขนาดจะไม่ใหญ่แล้ว เพราะเค้าตัดไปเยอะแล้ว เราลองสอบถามชาวบ้านเค้าบอกว่า ที่นี่จะมีดอกให้ดูกันถึงปลายเดือนมีนาคม สามารถโทรมาเช็คก่อนขึ้นมาได้ที่เบอร์ 082-8903304 จะได้ไม่มาเก้อนะ

มัวแต่ถ่ายดอกไม้กันเพลิน ลงจากเขาเข้าตัวเมืองเชียงใหม่รถติดมาก นึกว่าจะตกเครื่องซะแล้ว ดีที่เราเช็คอินผ่านมือถือไว้ล่วงหน้าก่อนด้วย มาถึงสนามบินเลยสะดวกรวดเร็วหน่อย จบทริปเชียงใหม่กันด้วยภาพนี้เลยนะคะ ทริปหน้าจะพาไปเที่ยวไหนกันอีกฝากติดตามกันด้วยน๊า

สุดท้ายฝากเพจ https://www.facebook.com/somewheresomeone/
ของเราด้วยนะคะ ทริปหน้าเราจะพาไปเที่ยวไหนอีกฝากติดตามกันด้วยน๊า


ความคิดเห็น