ใครไม่ตา..โคตา(คินาบาลู) รีวิวโดย PP TwoGether

ทริปนี้เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกทั้งหมด 5 คน หลังจากพวกเรานั่งอ่านนอนอ่านรีวิวเกี่ยวกับ การไปพิชิตยอดเขา Kota Kinabalu หลายๆ ที่ก็พบว่า "ไม่ง่ายเลย แล้วก็ไม่ยาก จนเกินไปสำหรับเรา" แต่...สิ่งที่ยากกว่าคือการจองกับอุทยานต่างหาก ด้วยโจทย์ของเราคือจะไม่จองผ่านบรรดาเอเจนซี่ทั้งหลายที่ราคามหาโหด นักท่อง

ใครไม่ตา..โคตา(คินาบาลู)

ใครไม่ตา..โคตา(คินาบาลู)

 วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 14.02 น.

 วันที่เดินทาง 15 ก.พ. 2562

ทริปนี้เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกทั้งหมด 5 คน หลังจากพวกเรานั่งอ่านนอนอ่านรีวิวเกี่ยวกับ

การไปพิชิตยอดเขา Kota Kinabalu หลายๆ ที่ก็พบว่า "ไม่ง่ายเลย แล้วก็ไม่ยาก จนเกินไปสำหรับเรา"

แต่...สิ่งที่ยากกว่าคือการจองกับอุทยานต่างหาก ด้วยโจทย์ของเราคือจะไม่จองผ่านบรรดาเอเจนซี่ทั้งหลายที่ราคามหาโหด นักท่องเที่ยวสายประหยัดอย่างเราน่ะเหรอยอมจองเองดีกว่า แต่ถึงแม้จองเองราคาก็เอาเรื่องอยู่ เอาน่า...ส่วนต่างนี่เอาไปทำอะไรได้อีกเยอะเลย

ระยะเวลาเดินทาง 15 – 20 ก.พ.62

สรุปค่าใช้จ่าย (ต่อคน)

ทั้งหมดคำนวณแบบหยาบๆ ก็ประมาณ 20,000 บาท กว่าๆๆๆ แต่ยังไม่รวมค่า Pocket Money

ที่ใช้กินใช้เที่ยวในตัวเมืองนะจ้ะ แต่เชื่อเหอะไม่เท่าไหร่หรอก เพิ่มไปอีกแค่ 3,000 บาท ก็เหลือๆ

ปล. เรทเงินวันที่แลก RM 1 = 7.07 THB และใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหลังไมค์มาได้เลยนะคะ


การจอง Package ปีนเขากับอุทยาน

ขอเล่าถึงการจองก่อน ช่วงที่เราตัดสินใจจะไปกันคือในเดือน เม.ย.61 ซึ่งตามแผนเราจะใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ในการเดิน-ขึ้น ลง Summit เท่านั้น โดยเดินทางไปช่วงเดือน ก.พ.62 ซึ่งคือช่วงที่เหมาะในการขึ้น Summit อย่างที่บอกเราตัดสินใจจะจองเอง และด้วยความที่อุทยานไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง และการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก การจองปีนเขาจะถูกบริหารงานโดย SUTERA SANCTUARY LODGES ซึ่งการจองเราต้องทำการจองผ่าน SUTERA SANCTUARY LODGES โดยอีเมล์เท่านั้น

อีเมลล์ที่เราใช้ในการจองคือ" [email protected] " เราเริ่มอีเมลล์ไปถามถึงการจองตั้งแต่ เม.ย.61 แต่ทาง SUTERA ก็ตอบกลับมาว่าถ้าจะจองขึ้น Summit ในปี 2562 นั้นจะเริ่มจองได้เดือน ส.ค.61!!! OMG..ตั๋วโปรทั้งหลายที่ส่งมายั่วก็ไม่กล้าจอง เพราะไม่รู้จะจองขึ้นเขาได้รึเปล่า สุดท้ายก็ต้องรอให้ถึงเดือน ส.ค.ต่อไป



4 เดือนไวเหมือนโกหก พอเริ่มเดือน ส.ค. เรารีบเมล์ไปตื้อทันที ว่าเราจะจอง Package 2D1N เดินขึ้นวันที่ 17 ก.พ.62 เดินลง 18 ก.พ.62 แต่ทางเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่าถ้า 2D1N จะเปิดให้จอง 30 วันก่อนเดินขึ้นเท่านั้น หืมมมม...พนักงาน Office อย่างเราที่โหยหาตั๋วโปรแถมยังต้องทำเรื่องขอลาหยุดงานน่าจะจอง 2D1N ไม่ได้แล้ว ส่วนที่เราจะจองได้ตอนนี้ต้องเป็น 3D2N เท่านั้น แต่วันที่ 17 ก.พ. ก็เต็มแล้วเช่นกัน มีว่างวันที่ 18 ก.พ. นั่นหมายความว่าจะต้องนอนในอุทยานอีก 1 คืนก่อนเดินขึ้นด้วย ...เราเลยตกลงแบบไม่มีทางเลือก

หลังจากตอบตกลง ทางบริษัทก็จากส่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดย Package 3D2N ที่เราต้องจ่ายไปร่วม RM1600 นั้นมีดังต่อไปนี้..

1. ค่าที่พัก 1 คืน (คืนก่อนเดิน) ที่ Kinabalu Park + Dinner + Breakfast + Packed Lunch ที่ต้องพกไประหว่างเดินทาง

2. ค่าที่พัก 1 คืน (คืนขึ้น Summit) ที่ Laban Rata + Dinner + Supper ตอนตี 2 + Breakfast หลังจากลง Summit

3. ค่าอาหารเที่ยง (ที่ได้กินตอนเย็น) ที่อุทยานหลังลงมาเรียบร้อยแล้ว

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ตามที่สรุปไว้ตอนต้นเลยจ้า

บริษัทก็จะให้เอกสารเรามากรอกๆ เช่น สมาชิกผู้เดินทาง,หมายเลขพาสปอร์ต,วันเดือนปีเกิด ประมาณนั้นแล้วก็ในสรุป คชจ. ที่เราต้องจ่ายเลย ย้ำว่าจ่ายเลย คือค่า Package 3D2N ประมาณ RM 1508 นั่นเอง การจ่ายเงินก็ไม่ยุ่งยาก เราจะเลือกจ่ายโดยการโอนเข้าบัญชีหรือจ่ายผ่ายบัตรเครดิตก็ได้ ซึ่งเราเลือกอย่างหลังที่คิดว่าสะดวกสุด โดยทางบริษัทจะให้เรากรอกฟอร์มอนุญาตการตัดบัตรเครดิต และถ่ายสำเนาบัตรเซ็นกำกับให้เรียบร้อย วิธีนี้เราเห็นว่าสะดวกสุดและไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่คิดไว้ รอแค่ไม่นานทางบริษัทก็ส่งใบ Invoice เพื่อยืนยันการชำระเงินมาให้เรา เย้...สำเร็จ เริ่มหาตั๋วโปรได้

ในเมื่อเราได้จอง Package 3D2N ไป จากเดิมเราจะแค่เดินขึ้น Summit แล้วกลับเลย ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เที่ยวในเมืองด้วยดีกว่า เราเลยตัดสินใจเดินทางไปกัน 15-20 ก.พ.62 เราเริ่มหาตั๋วโปรกันหลังจากรู้วันเดินทาง ครั้งนี้เราใช้บริการของสายการบิน Malaysia Airlines ในราคาไปกลับแค่ 4,000 กว่าบาท เริ่มต้นเดินทางจากภูเก็ต โดยเราต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ก่อนไปลงที่โคตาคินาบาลู ส่วนในเรื่องการบริการถือว่าใช้ได้เลย

ตัดมาที่สนามบินโคตาคืนาบาลูเลยแล้วกัน เรื่องการต่อเครื่องที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ของเราไม่มีปัญหา ถึงแม้มีเวลาต่อเครื่องเพียงแค่ 1 ชม. 20 นาที เท่านั้น แต่ด้วยความที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ ไม่ได้ซับซ้อน แถมเราสามารถผ่าน Immigration ใน Transit ได้เลย จึงยังพอมีเวลาได้นั่งพักผ่อนได้สบายๆ

เราถึงสนามบินโคตาคินาบาลู ประมาณเที่ยงคืนครึ่งแล้ว ภายในสนามบินตอนนั้นร้านค้าส่วนใหญ่ก็ปิด เราเลือกใช้บริการ Grab สำหรับไปโรงแรมในเมือง ต้องขอบอกว่าการใช้ Grab ที่นี่ถือว่าสะดวกมาก ๆ เลยทีเดียว แถมปลอดภัยด้วย ราคาเข้าเมืองก็ประมาณ 9-12 RM ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและขนาดรถ

โรงแรมในตัวเมืองโคตาคินาบาลู เราจองเป็น 2 ช่วง, ช่วงที่ 1 คือ 2 คืนแรก ก่อนไปอุทยาน ที่ Monaco Boutique Hotel Kampung Air (เที่ยวบินขาไปเวลาไม่ค่อยดี ต้องเสียค่า โรงแรม เพิ่มคืนนึง) และคืนที่ 2 คือคืนสุดท้ายก่อนกลับไทยที่ โรงแรม Pantai Inn ทั้ง 2 ช่วงเราไม่ได้จองโรงแรมเดียวกัน เพราะอยากลองโรงแรมอื่นดูบ้าง โดยเราใช้บริการจองจาก Booking.com โดยรวมสภาพทั้ง 2 โรงแรม คือดี ไม่แพง และอยู่ในตัวเมือง ส่วนข้อเสีย โรงแรม แรก ไม่มีลิฟท์ ส่วน โรงแรมที่ 2 มีลิฟท์ แต่ดันมาเสียทำให้เราต้องลากสังขารที่หมดสภาพขึ้นๆ ลงๆ อีกหลายรอบ ไว้เล่าให้ฟังตอนท้าย เฮ้ออ... เกลียดบันได


Day 1

มื้อเช้า

จริง ๆ แผนเที่ยวในตัวเมืองวันนี้ เราไม่ได้แพลนอะไรกันเลย ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง อาศัยหา ๆ เอาตามในเว็ป หรือดูตามรายทางนี่แหละ เราเริ่มเช้านี้ด้วยการค้นหาร้านอาหารเช้าในที่สุดก็ได้มาร้านนึงเค้าเคลมว่าเป็นร้านอาหารเช้าชั้นเยี่ยม คือร้าน Fong Ip Cafe ซึ่งตั้งอยู่บน Gaya Street ใช้เวลาเดินมาจาก โรงแรม แค่ 5-6 นาที ย่าน Gaya Street นี้มีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของฝาก เต็มไปหมด ส่วนเวลากลางคืนยังมีตลาดนัดกลางคืนอีกด้วย

กลับมาที่อาหารเช้าของเรา บรรยากาศภายในร้านก็ทั่วไป คล้ายๆ ร้านน้ำชาบ้านเรานั่นแหละ อาหารในร้านก็มีพวกก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ขนมปังสังขยา ไข่ลวก ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด และอีกหลายๆ อย่าง แต่ข้าวมันไก่นั้นเปิดตั้ง 10 โมง เลยไม่ได้ลอง ส่วนที่ได้ลองก็มีขนมปังสังขยากับไข่ลวก ซึ่งดูหน้าตาคล้ายๆ กับที่เคยกินที่สิงคโปร์ เลยเอาที่เซฟๆ ดีกว่า ปรากฏว่าไม่ใช่อย่างที่คิดไว้จ้า ขนมปังมันเป็นแค่ขนมปังแผ่นกรอบๆ ที่คล้ายขนมปังกรอบโรยน้ำตาลบ้านเรา เจ้าของคงเห็นพวกเรางกๆ เงิ่นๆ เลยใจดีมาสาธิตการกินให้เราดู วิธีคือเค้าจะบิเจ้าขนมปังกรอบนี่แหละใส่ลงไปในไข่ลวก บิลงไปจนหมด 2 ชิ้น บิเสร็จใส่ซอสดำคนให้เราเสร็จสรรพ อันนี้เราไม่แน่ใจรสชาดนะ เพราะไม่กล้ากิน ส่วนน้องที่ได้ชิมนั้นไม่ขอพูดถึงดีกว่า 5555

"อาหารเช้าของเรา"


ร้านนี้เรากินกันไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ แต่ก็พอได้หาของรองท้องในช่วงเช้า กินเสร็จสาย Cafe อย่างเราๆ ก็ไม่พลาดที่จะไปหาคาเฟ่นั่งกัน ในที่สุดก็ได้ร้าน Nook Café เดินไม่ไกลมากนักก็ถึงภายในร้านก็ไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง นอกจากกาแฟแล้ว ก็ยังมีอาหารเช้าขายด้วย โต๊ะที่นั่ง ก็มีทั้งในร้าน และนอกร้าน เราเลือกนั่งนอกร้านกัน สั่งกาแฟเสร็จก็จะมีพนักงานมาเสิร์ฟที่โต๊ะ รสชาดกาแฟ ..สำหรับเราถือว่ายังไม่ผ่าน

"บรรยากาศภายในร้าน"



"บรรยากาศนอกร้าน"


หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศในร้าน เราก็จะไปซ้อมเดินขึ้นบันไดกัน เพื่อไปยัง Signal Hill Observatory Tower ที่เป็นจุดชมวิวเมืองโคตาคินาบาลูได้จากมุมสูง เดินขึ้นมาพอได้เหงื่อซึมเล็กน้อย ไม่นานก็ถึงด้านบน

"Signal Hill Observatory Tower" ที่มองจากด้านล่าง


"ก่อนขึ้น"

"ถึงแล้ว"


ด้านบนนี้เราสามารถมองเห็นทะเล เครื่องบินขึ้น-ลง ได้อย่างชัดเจน รวมถึงบรรดา ตึกราบ้านช่องต่าง ๆ อีกด้วย บรรยากาศก็โอ ลมเย็นสบาย และมีร้านขายของด้วย

"วิวจากจุดชมวิว"

"สนามบินจะอยู่ด้านซ้ายสุดของภาพ สามารถมองเห็นเครื่องขึ้นลงได้"


เราใช้เวลาตรงนี้แค่ไม่นาน เพราะที่ต่อไปที่เราจะไปกันคือหอนาฬิกาไม้ หรือ Atkinson Clock Tower เราเดินลงย้อนกลับมาทางเดิมคือต้องผ่าน ร้าน Nook Café เพื่อไปยังหอนาฬิกา เดินเลย Nook Café แค่นิดเดียวก็ถึง Atkinson Clock Tower คือหอนาฬิกาโบราณที่ทำด้วยไม้ สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1905 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นาย Francis George Atkinson ซึ่งเป็นนายอำเภอคนแรกของเมือง Jesselton (Kota Kinabalu) ที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ถือเป็นอีก Lanmark อีกแห่งนึงที่ต้องมาเยือน อ้อ..วันที่เราจะไป อุทยานฯ เราต้องมาขึ้นรถที่ท่ารถแถวๆนี้แหละ

"Atkinson Clock Tower" (คนตัวใหญ่กว่าอีก)

เราเดินไปเรื่อย ๆ ตามในเมืองเพื่อสำรวจ ไปจนถึง Kota Kinabalu City Hall ก็ได้เจอจุดให้เช่ารถจักรยานฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว เลยตัดสินใจกันว่าจะเช่าจักรยานขี่เที่ยวกัน 5555 ขั้นตอนการเช่า ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ใช้พาสปอร์ต ถ่ายรูป ลงทะเบียน ง่ายมาก ๆ เอาล่ะได้เวลาตะลุยเมืองแบบจริงจัง

"KK Free Ride"


เราขับตระเวนเมืองไปเรื่อย ๆ ถือว่าไม่อันตรายอย่างที่คิด แต่แปลกใจว่าทำไมคนพื้นที่ต้องมองพวกเราเป็นตาเดียว เหมือนกับว่าการขี่จักรยานเป็นของแปลกยังไงก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไรไม่มีใครรู้จักเราซักหน่อย

เราขับไปกินอาหารเที่ยงที่ร้าน "Kedai Kopi Kim Hing Lee"

"หมูกับเครื่องในนุ่นมมากก"


"เข้าห้างช็อปปิ้งที่ Suria Sabah"

ไปถ่ายรูปริมทะเล เล่นเอาเหงื่อซึมเหมือนกัน อากาศนี่ร้อนยิ่งกว่าที่ไทยซะอีก


สถานที่ต่อไป Masjid Bandaraya ตอนแรกว่าจะปั่นจักรยานไปนี่แหละ แต่คนให้เช่าเบรกไว้ก่อนว่า เห้ยย...ยูว์ มันไกลนะ ตั้ง 7-8 กิโล อันตรายๆ ไอ้เราก็เริ่มป๊อด เลยคืนจักรยานแล้วนั่ง Grab ไปดีกว่า

ที่ Masjid Bandaraya คนเยอะมากกก ส่วนใหญ่เป็นทัวร์จีนและเกาหลี ใครจะเข้าไปชมมัสยิดด้านใน ต้องซื้อตั๋ว (จำราคาไม่ได้แล้ว) และเช่าชุดฮิญาบที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้วก็ต้องเข้าไปตามรอบที่เค้าจัดไว้ให้เท่านั้น ด้วยความที่คนเยอะ และขั้นตอนเยอะ เราเลยถ่ายรูปแค่ด้านนอกดีกว่า บริเวณที่ถ่ายรูปเค้าจะกั้นรั้วไว้ให้ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมก่อนเข้ารั้ว ใครจะถ่ายรูปต้องถ่ายในรั้วเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ถ่ายนอกรั้ว

"มุมมหาชน"

ปล.มุมที่ถ่ายรูปก็มีแค่มุมเดียวนี่แหละ แต่คิดว่าถ้ามาควรจะมาช่วงพระอาทิตย์ตกน่าจะสวยกว่า


ถ่ายเสร็จเราก็นั่ง Grab กลับ โรงแรม เพื่อไปตั้งหลัก รอเวลาเพื่อไปกินอาหารเย็นแถวริมทะเล จาก โรงแรม เราไปริมทะเลโดยการเดินเรื่อย ๆ ไม่นานก็ถึง

"บรรยากาศยามเย็นริมทะเล"


ช่วงเย็นริมทะเลจะมีตลาดสด คนเยอะมากทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน ในตลาดก็ขายพวกผลไม้ของสดของแห้ง ที่เห็นเยอะๆ ก็มังคุด มะม่วง ทุเรียน

เดินถัดไปอีกล็อคนึงก็จะเป็นโซนอาหาร มีหลายร้านให้เลือก เช่น ของทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา เราสามารถเลือกแล้วให้ร้านทำเมนูต่าง ๆ แล้วนั่งกินที่ร้านได้เลย รสชาติอาหารก็ปกติทั่วไป



หลังจากกินเสร็จเราก็เดินไปเรื่อย ๆ กลับไปแถว Gaya Street ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีเทศกาลอาหารในช่วงกลางคืนพอดี เลยจัดอะไรกินเล่นคนละนิดคนละหน่อย ก่อนกลับเข้า โรงแรม เพื่อนอนเอาแรงไปอุทยานในวันรุ่งขึ้น



Day 2

วันนี้เราต้องเดินทางไปอุทยาน หลังจาก Check out เรียบร้อย ก็หาอะไรกินแถวโรงแรม ก่อนไปขึ้นรถ อย่างที่บอกไว้ ท่ารถที่เราจะขึ้นอยู่ที่ "Jalan Padang" แถวๆ หอนาฬิกา ใช้เวลาเดินจาก โรงแรม ไม่นานก็ถึง

รถที่เราจะไปอุทยานคือรถตู้ที่รอคนเต็มแล้วถึงจะออก ค่าโดยสาร คนละ 25 RM รอคนเต็มประมาณครึ่งชั่วโมง ซัก 09.30น. รถก็ออกแล้ว (รถคันที่เราขึ้นไม่มีแอร์นะจ้ะ)

ปล. ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองไปอุทยานประมาณ 2 ชม.



2 ชม. ไวเหมือนโกหก หลังจากหลับๆตื่นๆก็ถึงแล้ว เราถึงอุทยานก็เกือบๆเที่ยง

"หน้ายังง่วงๆอยู่"


"บริเวณหน้าอุทยาน"


ก่อนเข้าอุทยานเราต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 15RM ตรงทางเข้า

ส่วนที่พักสามารถเข้าได้ตอนบ่ายสอง เราเลยไป Pre-Check in ไว้ก่อนตรง Reception แล้วขอฝากกระเป๋าไว้ก่อนเข้าที่พัก

"บริเวณที่ทำการอุทยาน"


"Reception"

"ซ้ายเส้นทางเดินขึ้น Summit, ขวาแผนผังในอุทยาน"


หลังจากนั้นเราก็ต้องไปลงทะเบียนเพื่อเตรียมเดินขึ้นในวันพรุงนี้ที่อาคารถัดไป ตรงนั้นเราต้องยื่นใบจอง พาสปอร์ต ทุกคนต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวอีกรอบ เซ็นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ แล้วก็ชำระค่า Permit + Insurance + ค่ารถไปทางเข้า Timpohon Gate (ราคาดูได้จากด้านบน)

"จุดลงทะเบียนและชำระค่า Permit & Insurance"


ส่วนใครจะเอา Certificate นั้นต้องมาจ่ายตอนลงอีกรอบนึง พอชำระตรงนี้เสร็จ เราก็ต้อง ไปจ้างไกด์ตรง Counter ถัดไป จะมีเจ้าหน้าที่อยู่เราแค่จ่ายเงินค่าไกด์ (5 คนต่อไกด์ 1 คน) เจ้าหน้าที่ก็จะให้ใบเสร็จมาเพื่อมาพบไกด์ในวันพรุ่งนี้ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ ค่อนข้างมีระเบียบอยู่ไม่วุ่นวาย ใช้เวลาไม่นาน.

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยเราก็ยังเข้าที่พักไม่ได้อยู่ดี เราเลยเหมารถแท็กซี่ที่รอคอย นักท่องเที่ยวอย่างเราตรงอุทยาน เพื่อไปเที่ยวที่ Desa Cattle Dairy Farm และ Poring Hot Spring.

"ยานพาหนะคู่ใจวันนี้"


ที่แรกที่เราไปคือ "Desa Cattle Dairy" เป็นฟาร์มโคนมมีที่เลี้ยงวัวซึ่งสามารถเดินชมได้ และมีผลิตภัณฑ์จากนมวัวขาย เช่น ไอศกรีมและโยเกิร์ต รสชาติอร่อยดี สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ บนเขาอากาศดีใช้ได้เลย.

"นอนสบายเลยนะพวก"

"วิวด้านนอก มีพี่วัวยืนตากอากาศกันอยู่"


สถานที่ต่อไปคือ "Poring Hot Spring" ซึ่งเป็นสระน้ำร้อน และบ่อน้ำร้อน

ปกติต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้า แต่เราสามารถโชว์ตั๋วที่ได้จากตอนเสียค่าธรรมเนียมอุทยาน เพื่อเข้าฟรีได้เลย

"วิวแรกที่เดินเข้ามา"

ด้านในจะเป็นบ่อน้ำหลายๆบ่อที่ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งแช่เท้าหรือแช่ตัวได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกครอบครองด้วยนักท่องเที่ยวไปหมดแล้ว ตอนแรกที่คิดไว้ว่าจะแช่ก็กลับไม่ได้แช่


ส่วนอีกที่นึงในบริเวณนั้นก็จะเป็นสวนผีเสื้อและเส้นทางศึกษาธรรมชาติหรือ Canopy Walk ทั้ง 2 ที่นี่ต้องเสียค่าเข้า

"สวนผีเสื้อ"

"ค่าธรรมเนียมเข้า Canopy Walkway" ปล. ใครจะเอามือถือ/กล้อง/กล้องวิดีโอ เข้าไปถ่ายรูปด้านในต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยนะคะ ที่เจ้าหน้าที่เคร่งมาก

เราไปแค่ "Canopy Walkway" ซึ่งเป็นสะพานแขวนสูงๆ ให้เราเดินข้ามประมาณ 3-4 สะพาน เดินเอาเหนื่อยเหมือนกัน

เราใช้เวลาที่นี่แค่ไม่นานก็ให้ลุง Taxi ขับกลับไปส่งที่อุทยาน เพื่อเข้าโรงแรม

ที่พักในอุทยานที่จองไว้ในคืนนี้ชื่อ Kinabalu Lodge จะเป็นบ้านพักหลังใหญ่มาก ด้านในหรูหราสุดๆ มี 3 ห้องนอน 4ห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ครบครัน จนแอบนึกเสียดายเวลาว่าเราไม่น่าไปเที่ยวที่อื่นก่อนเลย รู้งี้มาใช้บริการบ้านพักให้หนำใจน่าจะดีกว่า

กว่าจะถึงที่พัก เรามีเวลาแค่เอาของเข้าที่พักและอาบน้ำ ก็ได้เวลาอาหารค่ำ เราต้องไปกินกันที่ห้องอาหารใกล้ๆ ที่ทำการอุทยาน อาหารจะเป็นแบบบุฟเฟต์ทั่วไปเยอะพอสมควร กินได้เต็มที่ และเตรียมพักผ่อนเอาแรงในวันรุ่งขึ้น



Day 3 (Timpohon gate - Laban Rata 6km)

หลังจากนอนดื่มด่ำกับที่พักอันสุดหรูจนไม่อยาก Check out แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง เรารีบตื่นออกจากที่พักมากินอาหารเช้า เพื่อที่จะได้เดินขึ้นเป็นกรุ๊ปแรกๆ จะได้ถึงไม่เย็นจนเกินไป เลยกะไว้ว่าจะเดินขึ้นกันประมาณ 7 โมงตอนเค้าเปิดให้เข้าเลย

"แชะที่หน้าที่พักสักหน่อย พร้อมมาก"

ไลน์อาหารเช้าก็ทั่ว ๆไป เราจัดเต็มกันสุดๆ เพราะกลัวไม่มีแรงเดิน แต่เอาเข้าจริงก็กินปกตินั่นแหละ กินไปนั่งมองยอดเขาที่เราจะไป ก็แอบหวั่นๆ กลายเป็นความตื่นเต้นเข้ามาแทนที่ ว่าชั้นจะรอดมั้ย 555 กินอาหารเช้าเสร็จ เราก็จะเอาคูปองที่เค้าให้ตอนลองทะเบียนไปแลก Lunch Pack หรืออาหารเที่ยงเอาไว้กินกลางทาง เค้าจะเตรียมใส่ถุงกระดาษไว้ให้เรียบร้อยรับกันมาคนละถุงแล้วใส่กระเป๋าแบกไป ด้านในก็จะเป็นอาหารล้วนแต่ให้พลังงาน เช่น อกไก่ต้มคลี้นคลีน ไข่ต้ม ผักต้ม แอปเปิล ซีเรียลบาร์ คุกกี้ และน้ำขวดเล็ก ...เพื่อสุขภาพมั้ยล่ะ

"Lunch Pack" ที่เราต้องมารับก่อนเดิน

"นั่นไงที่เราจะไป เริ่มท้อเลย"

หลังจากรับ Lunch Pack เรียบร้อยแล้ว เราก็ไปรับบัตรคล้องคอที่จุดลงทะเบียนเมื่อวาน บนบัตรนั้นก็จะมีชื่อเราระบุอยู่ซึ่งต้องคล้องไว้ตลอดเวลา หรือห้ามทำหายนั่นเอง

"คล้องไว้ตลอดเวลานะจ๊ะ"

หลังจากนั้นก็ไปพบไกด์ที่จุดที่ชำระเงินค่าไกด์เมื่อวาน ตอนนี้ถ้าใครจะจ้างลูกหาบก็บอกไกด์ได้เลย ไกด์จะไปจัดการให้ ค่าหาบกิโลละ 13RM แต่เราน่ะเหรอไม่จ้างจ้า แบกไปนี่แหละเปลืองตังเพราะเราได้เตรียมแต่ของจำเป็นขึ้นไปเท่านั้น เลยคิดว่าคงแบบได้ ส่วนของที่ไม่จำเป็นเราได้รวมใส่กระเป๋าใบเดียวกับแล้วฝากไว้ที่ล๊อบบี้ด้านล่างเรียบร้อยแล้วราคาค่าฝากแค่ใบละ 12RM

"Guide Terryson ของเรา"

แผนการเดินวันนี้เราจะเดินทั้งหมด 6 กม. เพื่อไปยัง Laban Rata ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้

เอาล่ะ...หลังจากทุกคนพร้อมแล้ว ถือว่ากลุ่มเราพร้อมกันเร็วมาก เราขึ้นรถตู้ไปยัง Timpohon Gate ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น เราขึ้นรถเป็นกลุ่มแรกๆ ในรถมีแค่กลุ่มเราเม่านั้น ขณะรถเคลื่อนตัวเราก็เหลือบตามองกรุ๊ปอื่นที่ยังไม่เรียบร้อยด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่าชั้นชนะๆ

นั่งรถมาได้ไม่เกิน 10 นาที ก็ถึง Timpohon Gate ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มเดิน และเป็นจุด Check point แรก ที่เราจะต้องโชว์บัตรห้อยคอเพื่อแสดงตัวให้กับเจ้าหน้าที่ว่าเราได้เข้าไปแล้ว รวมถึงตอนออกเช่นกันก็ต้องมาแสดงตัวเพื่อให้แน่ใจว่ายังมีใครที่ยังไม่ออกมาบ้าง

"Timpohon Gate"


เอาล่ะความ..ตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้า เราเป็นกรุ๊ปแรกที่เดินเข้าไป นำฉลุยแน่ ๆ ที่ 1 เห็น ๆ ตอนนี้ไกด์บอกเราว่าเดินเข้ากันไปได้เลยแค่เดินไปตามทาง เดี๋ยวเค้าเดินตามหลังไป ... หืมม...ไกด์ต่อเวลาให้อ่ะ อย่าดูถูกเราไปหน่อยเลย เดี๋ยวก็ตามเราไม่ทันหรอก..5555

เราเริ่มเดินกันตอน 08.15น. ย้ำๆกลุ่มแรก พอผ่านประตูมาปุ๊บเห็นบันไดลง 40-50 ขั้น จากประตูทางเข้า

โอ้ยยย...กระจอกอ่ะ ง่าย ๆ ไหนใครบอกเดินยาก ไอ้เราก็เดินลงชิลล์ ๆ

"บันไดลง ง่ายๆ สบายๆ"

พอหมดช่วงบันไดลงก็เริ่มเข้าสู่เขตป่า ทั้ง 2 ข้างทางเป็นป่าหมด ทางเริ่มขรุขระ เป็นหินบ้าง เป็นไม้บ้าง จะมีป้ายบอกระยะทางทุก ๆ ครึ่งกิโล มีจุดแวะพักและห้องน้ำ (แต่ไม่กล้าเข้า) เป็นระยะ ๆ ไกด์บอกว่าเราจะแวะกินอาหารเที่ยง Lunch Pack ที่ศาลา Layang Layang น่าจะประมาณ 4 กม. จากจุดเริ่มต้น

เจอป้าย 0.5 km แรกรู้สึกชิล เห็นมั้ยๆ ง่ายๆ เดินอีกแป๊บ เจอป้าย 1 km แถมมีจุดแวะพักอีก โอ้ยยย..สบายใครบอกเหนื่อย เราเลยลัลล้ากับการถ่ายรูป

"Kandis จุดแวะพักแรกที่ 1 km" ด้านซ้ายเป็นแทงค์น้ำใครจะกินก็กิน..เรามีแล้ว 555


พอผ่าน 1 กม. ไปเท่านั้นแหละเหมือนต้องมาชดใช้กรรมที่ทำไว้ ป้าย 1.5 กม. หายไปไหนทำไมยังไม่เจออีก แถมทางอย่าถามหาทางลง มันมีแต่ขึ้นกับขึ้นกับขึ้น ๆๆๆ มีแค่ทางเรียบ ๆให้พอหายเหนื่อยเป็นพักๆ บางช่วงต้องระวังเป็นพิเศษอีกเพราะกลัวลื่น แต่ดีนิดนึงตรงที่เราเตรียม Trekking Pole มาใช้สำหรับการนี้ 2 อัน สรุปว่ามันเวิร์คมาก ช่วงทุ่นแรงได้ดีทีเดียวและสามารถเซฟเราได้ด้วย อันนี้ให้ 3 ผ่านเลยค่า

"ขึ้นแล้วขึ้นอีก"

"ค่อยหายใจหายคอโล่องหน่อย ลมเย็นๆ"

"เริ่มงอแง"

"สู้ๆ"

อ้อ..ลืมบอก จากกลุ่มเราเป็นกลุ่มแรกที่เดินเข้ามา พอเลย กม.ที่ 1 เริ่มมีคนเดินแซง กลุ่มแรกผ่านไป กลุ่ม 2 กลุ่ม 3 ค่อยๆผ่านไป (ร้องเป็นเพลง 555) จนไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่กลุ่มที่เท่าไหร่แล้ว แถมไกด์เดินตามเรามาทันจ้า ส่วนกลุ่มเรานั้นก็ผลัดกันแซงผลัดกันตามกับกลุ่มอื่น แบ่งๆ กันไป ...เห้อออ บ้างก็มีคนเดินลงสวน ลงมา ในใจก็แอบคิด... อยากจะเดินตามกลับลงไปด้วยจริง ๆ

4 กม. ผ่านไปอย่างทุลักทุเล ในที่สุดก็ถึงจุดพักกินข้าว Layan Layang Hut แล้ว เหมือนสวรรค์ เราเดินถึงจุดนี้กันก็เลยเที่ยงมานิดหน่อย..ต่างคนต่างไม่รอช้ารีบกล้ำกลืนฝืนกินอาหารคลีนใน Lunch Pack ให้หมด ตอนนี้ต่างเข้าใจลึกซึ้งเลยถึงที่มาของคำว่า “กินเพื่ออยู่” น้ำตาจะไหล ดีหน่อยที่มี ส.ขอนแก่นในกระเป๋าน้องช่วยชีวิตไว้ได้

"Layang Layang Hut" จุดกินอาหารเที่ยงของพวกเรา ตรงนี้มีทั้งคนขึ้นและคนลงรวมตัวกันอยู่

"หน้าตา Lunch Pack"

พอได้รับพลังงานไปแรงฮึดเริ่มกลับมา อีกแค่ 2 กม. เท่านั้น ใกล้ถึงแล้วสู้โว้ยยยย...แต่เริ่มออกเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ แรงก็หมด เพราะทางๆๆๆๆ มีแต่ขึ้นๆๆๆๆๆ ขึ้นแบบไร้สาระมาก ๆ ไม่รู้จะพูดไง ถึงตอนนี้กลุ่มเราเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ จากที่เดินเกาะกลุ่มกัน เริ่มไม่รอกันแล้ว ใครเป็นม้าเร็วก็เดินขึ้นไปเช็คอินที่ Laban Rata ก่อนให้กลุ่มเราก่อนได้เลย ส่วนใครช้าก็เดินเรื่อย ๆ มีไกด์ค่อยตามประกบนสุดท้ายอยู่ ช่วง กม. ท้าย ๆ เริ่มเดินยาก เพราะยิ่งสูงเรายิ่งเหนื่อยง่าย เพราะฉะนั้นสภาพอากาศค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการเดินของเรา พอสมควร

แต่ขอบอกว่าวิวตั้งแต่ช่วงนี้ไปเริ่มสวย วิวดีมากๆ ด้านข้างจะเป็นเหมือนคล้ายๆ ต้นบอนไซยักษ์ แต่จริงๆ ไม่รู้คือต้นอะไร สวยมากจริงๆ

"ต้นอะไรไม่รู้"


"จับเชือกเพื่อความปลอดภัย"

"สภาพทางยังคงยากอยู่"

"อีกแค่กิโลเดียว"

"ยังคงขึ้นอยู่"

"ใกล้ถึงละมั้ง TT"


2 กม. สุดท้ายผ่านไปอย่างโหดร้าย แต่..ทันทีที่เราเห็นหลังคา Laban Rata อยู่รำไร ความฮึดเริ่มกลับมาอีกครั้ง เรารีบเดินเข้าสู่ที่พักด้วยความฮึกเหิม จนในที่สุดก็ถึง ความเหนื่อยหายไปในพริบตา มองนาฬิกาโอ้โห!! เกือบบ่ายสาม 5555

"100 เมตรสุดท้ายแล้ว จะร้องไห้"

"เห้ยยย..ถึงแล้ว"

"welcome จ้า"


เรารีบเข้าไปเช็คอินทันทีที่ถึง เมื่อเข้าไป มีกลุ่มอื่นเริ่มถึงประปรายแล้ว บางกลุ่มก็ยังนั่ง บางกลุ่มก็ขึ้นไปบนห้องพัก

"จุด Check-in"

"เลือกซื้อได้ตามสะดวก แต่..ราคาคูณกี่เท่าไม่รู้นะจ๊ะ"

"มุมบุฟเฟต์" สำหรับ Dinner, Supper และ Breakfast

"ขึ้นด้านบนกัน"

ห้องพักที่เรานอนกันคืนนี้เป็นห้องแบบ Dorm เป็นเตียง 2 ชั้น 3 เตียงในห้องเดียวกัน รวมชายหญิง กลุ่มเรามีกัน 5 คนเลยได้นอนห้องเดียวกัน เหลือ 1 ที่เป็นพี่ผู้หญิงคนไทยจากกลุ่มอื่นมานอนด้วย

"ทางเดินระหว่างห้องนอน"

เราต้องฝากท้องไว้ที่นี่ 3 มื้อคือ Dinner ตอน 16.30น. /Supper ตอนตีสอง ก่อนขึ้น Summit และ Breakfast หลังจากลง Summit ก่อน 10.30น.


เอาของเข้าห้องพักเสร็จเราก็รอคนในกลุ่มที่ยังมาไม่ถึง ที่ห้องโถงด้านล่าง ยิ่งเย็นอากาศยิ่งไม่ดี ฝนเริ่มตก คนที่เดินถึงช้าต่างก็เปียกฝนไปตามๆกัน พอมากันครบแล้ว เราก็ไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวลงมากินอาหารเย็นตอน 16.30น.

ส่วนห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวม แยกชายหญิง ต้องรอคิวพอสมควรเพราะมีแค่ 2 ห้องเท่านั้น เราต้องรีบอาบเพราะกลัวยิ่งเย็นจะยิ่งอาบไม่ได้เพราะน้ำที่ใช้อาบน้ำเป็นแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าแสงหมดก็ต้องทนอาบน้ำเย็นกันไป แต่ความรีบของเราไม่ได้ผล เพราะตอนเราอาบนั้นน้ำมันเย็นมาก ๆๆ แถมไหลเอื่อยอย่างกับฉี่มด เห้อ..เอาก็เอาดีกว่าไม่ได้อาบ

อาหารที่นี่เป็นแบบบุฟเฟต์ทุกมื้อ ถือว่ากินดีอยู่ดีเลยทีเดียว แต่เครื่องดื่มต้องซื้อนะจ๊ะ แม้กระทั่งน้ำเปล่าก็ซื้อแถมแพงมาก ๆ จะมีแค่ชากาแฟที่บริการฟรีบางมื้อเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิด คือ Supper กับ Breakfast แต่เรื่องน้ำเราเตรียมแบกมาแล้วเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

"ได้เวลา Dinner"

หลังจากกินเสร็จเรานั่งคุยกันพอเป็นพิธีจนถึงแค่ประมาณ 17.30 น. ก็ต้องขึ้นกลับไปบนห้อง เพื่อเตรียมตัวนอน ใช่..พูดไม่ผิด เตรียมตัวนอนจริง ๆ เพราะเราต้องตื่นมากิน Supper และเดินขึ้น Summit ตอนตีสอง!!!


Day 4 (Laban Rata - Low's Peak Summit 2.7 km)

กว่าเราจะหลับได้จริง ๆ ก็เลยสามทุ่มไปแล้ว เพราะมันนอนไม่หลับ 5555 ยิ่งบังคับตัวเองยิ่งไม่หลับเข้าไปใหญ่ ดูนาฬิกาอีกที...เอ้า.. ตีหนึ่งครึ่ง เริ่มได้ยินเสียงเปิดประตูปังๆ เสียงคนเดินตึงๆ เอ้อ...ตื่นก็ได้ ไปล้างหน้า แปรงฟันเปลี่ยนชุด เตรียมอุปกรณ์ ไฟฉายคาดหัว กระเป๋า น้ำ พร้อม!!!

"Supper ของเรา มาม่าผัด อันนี้อร่อย"


เรากิน Supper ด้วยใจคอไม่ค่อยดี เพราะฝนยังไม่หยุดตกจากเมื่อวาน กินจนอิ่มก็เริ่มนั่งมองหน้ากัน จนไกด์ต้องมาประกาศให้ทุกคนฟังว่า "ตอนนี้ฝนตกมันอันตรายที่จะขึ้นไปเพราะทางมันลื่นมากจะไม่อนุญาตให้ขึ้นเด็ดขาด ขอรอจนถึงตีสามเพื่อดูสถานการณ์"

เห้ยยย...ตอนนั้นแบบ เรามาถึงขนาดนี้จะไม่ได้ขึ้นจริงๆ เหรอ น้ำตาแทบไหล ถ้าไม่ได้ขึ้นจริง ๆ เราจะกลับมาที่นี่เดินขึ้นมาอีก 6 กม. แบบแทบตายอีกรอบมั้ย เงินที่เสียไปแล้วเป็นหมื่นๆล่ะ จะทำยังไง ฮือ ๆๆๆ

คิดได้แบบนี้วนๆ ไปสักพัก เสียงสวรรค์จากไกด์ก็มาว่า "สถานการณ์ดีขึ้น เราจะเดินขึ้นกันเลย" แต่ขอเตือนว่าทางยังลื่นอยู่ให้ระวังตัวเองกันด้วยมันอันตรายมากๆ ที่สำคัญทุกคนต้องถึงที่จุด "Check Point Sayat Sayat" ก่อนตีห้าครึ่งเท่านั้น!!! นั่นหมายความว่าใครเดินไม่ถึง Check Point ภายในตีห้าครึ่งจะโดน Cut Off ทันที จะไม่สามารถไปต่อที่ Low's Peak Summit ได้ เพราะถ้าไปช้ากว่านั้นเราจะเดินลงมาไม่ทันเวลา Check Out จากที่พัก และไกด์จะเป็นคนประเมินคนในกลุ่มเอง ว่ากลุ่มไหนควรจะต้องเริ่มเดินลงมาที่พักตอนไหนเพื่อให้ทันเวลา Check Out พอได้ยินอย่างนั้น จากความเศร้ากลายเป็นความกลัวเข้ามาแทนที่ หรือเราจะนั่งรอที่นี่ดี 5555

ทุกกลุ่มพร้อมใจกันลุกฮือ ไกด์แต่ละคนเริ่มเข้ามาเช็คกลุ่มของตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อม อุปกรณ์ที่สำคัญที่ทุกคนต้องมีไม่มีขึ้นไม่ได้คือ "ไฟฉายคาดหัวกับป้ายคล้องคอ" ส่วนอุปกรณ์ส่วนตัวอื่น ๆ แล้วแต่ใครสะดวกเลย

เราเริ่มออกเดินไป Summit แบบเดินตามๆกันไปกลับกลุ่มอื่น ๆ ช่วงแรกจะเป็นบันได้ไม้เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ บางช่วงก็บันไดหิน และยังคงคอนเซ็ปเดิมคือขึ้นแบบไร้สาระ แถมความยากมาให้อีกคือ ความมืดและความลื่น

เดินขึ้นมาเพียงไม่กี่ขั้นเริ่มรู้สึกเลยว่าหายใจไม่ทัน เหนื่อยง่ายมาก ๆ นั่งพักแบบบ่อยมาก ๆ คนอื่นก็เริ่มแซงกันไป นาทีนี้ใครจะแซงก็แซงเราไม่ไหวจริง ๆ จากที่พักไปยอดเขาแค่ประมาณ 2.7 กม. ทำไมมันโหดร้ายอย่างนี้

เช่นเคยเราเดินขึ้นอย่างทุลักทุเลไปจนถึงจุด Check Point ก่อนตีห้า ถึงก่อนเวลา Cut-Off ตรงนั้นจะมีเจ้าหน้าทีค่อยเช็คชื่ออยู่เช่นเดียวกัน ว่าใครมาทันใครลงไปแล้ว และใครที่ยังมาไม่ถึง

หลุดจากจุด Check Point ไปทางเริ่มเป็นพื้นหิน ไม่มีป่าแล้ว ยิ่งทำให้เดินยางขึ้นมาอีก เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าตรงไหนลื่นหรือไม่ลื่นบ้าง ทำให้เรามัวแต่พะวงว่ากลัวลื่น ถึงแม้จะมั่นใจกับประสิทธิภาพของรองเท้าของเราก็ตาม ไกด์บอกให้เราเดินตามเชือกที่วางไว้เท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทาง ณ เวลานั้นเรามองไม่เห็นอะไรรอบข้างเลย นอกจากทางข้างหน้าจากแสงไฟจากที่คาดหัวของเรา ทางบางช่วงเป็นแบบต้องจับเชือกปีนไต่หินขึ้นไปในความมืด ทำเอาลื่นเข่ากระแทก ก้นจ้ำเบ้าไปหลายครั้งเลยทีเดียว

เราเริ่มเดินแบบสิ้นหวัง ทั้งมืดทั้งไม่มีวี่แววว่าจะถึง เดินไปเดินมาเริ่มมีกลุ่มฝรั่งเดินสวนกลับมาจากด้านบน พร้อมกับบอกพวกเราว่า ไม่เห็นอะไรเลยมีแต่หมอกเต็มไปหมดพอได้ยินแบบนั้น ใจเราก็เริ่มแป้ว กลัวขึ้นมาเสียเที่ยวมาก ๆ แต่ก็เคยอ่านจากหลายๆรีวิว ว่าขึ้นมาบนนี้ก็เหมือนวัดดวง อาจจะเห็นหรือไม่เห็นอะไรเลยก็ได้

"รูปแรกที่ได้ถ่าย ณ กม.ที่ 8" คุณหลอกดาวไม่มีวี่แววยอด Summit ยังมืดอยู่เลย

"เดินจนฟ้าเริ่มสว่างก็ยังไม่ถึง"

เรากึ่งเดินกึ่งเร่ง เพื่อที่จะให้ไปถึงยอด Summit ให้เร็วที่สุด มองไปข้างหลังคนเริ่มบางตา เพราะเค้าแซงกันไปเกือบหมดแล้ว ในตอนนั้นพระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว ทำให้มองเห็นวิวรอบข้างได้ชัดขึ้น แต่ยังมีหมอกให้เห็นเป็นบางครั้ง หันหลังกลับไปดู เห้ยย...เราขึ้นมาได้ไง แล้วตอนลงจะลงยังไง TT แต่ตอนนั้นยอดเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว ทำให้หยุดคิดเรื่องตอนลงไปได้ชั่วขณะ แถมวิวบนเขาในตอนนั้นช่างสวยงามเกินบรรยาย..มันสวยแบบอลังการ ยิ่งใหญ่ และแฝงไปด้วยความน่ากลัว เพลินตากับวิวรอบตัวได้แป๊บๆ หมอกก็เริ่มมาบัง ต้องรอให้ลมพัดหมอกปลิวไป ถึงจะเห็นวิวได้อีกรอบ เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเราปีนขึ้นถึงยอดซักที

เราถึงยอดประมาณ 07.30น. (เกือบๆ 5 ชม.เอ้งงง) บนนั้นจะมีป้ายผู้พิชิต Summit และบอกความสูงอยู่ที่ 4095.2 เมตร เราทำได้แล้วจริง ๆ ดีใจมาก ๆ

"บนนี้ก็มีแค่นี้แหละ" แต่หัวใจพองโตมากเมื่อมาตรงนี้ได้

เราใช้เวลาถ่ายรูปบนนั้นแค่ไม่นาน ก็ต้องเตรียมเดินลงแล้ว เพราะอย่างที่บอกเราต้องไปให้ทัน Breakfast และ Check out ที่ โรงแรม ตอน 10.30 น. ถึงไม่ทันก็อดกิน 555

กลุ่มเราเริ่มเดินลงประมาณ 8 โมงกว่าๆ ข้อดีของการลงช้าคือสภาพอากาศช่วงหลัง 8 โมงนั้น ท้องฟ้าเปิดมาก ๆ ทำให้เห็นวิวที่ค่อยๆโผล่ออกมาให้เห็นตอนลงได้แบบ Panorama สุดๆ ในใจตอนนั้นนึกเสียดายแทนกลุ่มฝรั่งที่รีบเดินลงกันไปก่อนจริง ๆ 5555

"St John's Peak" ดูคล้ายอะไรเอ่ย?

"Zoom ใกล้" เจ้า Gorilla นั่นเอง

"คนอื่นหายไปไหนหมดแล้ว"

"เงา Gorilla ยักษ์" มุมนี้ไกด์ของเราภูมิใจนำเสนอมากๆ พามาถ่ายให้ถึงที่ แอบเห็นมือถือไกด์ก็เซฟรูปนี้เป็น Background ด้วยเหมือนกัน

"ขึ้นมาได้ยังไงหว่า"

"สะดวกลงแบบนี้จริงๆ"

"หลังคาเขียวๆ นั่นไง จุด Check Point Sayat Sayat" เห็นคนไกลๆมั้ย เค้าเดินลงกันไปถึงนู้นแล้ว

"ทางขึ้นช่วงแรกๆ ก็จะประมาณนี้" ตอนลงเห็นตรงนี้แล้วใจชื้น แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว

"อ่าว..ยังไม่ถึง"

"ดอกอะไรไม่รู้"

"ยังไม่ถึงอีก"

สภาพตอนเดินลงก็มีลื่นบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่กลัวอะไรแล้ว ตอนนั้นเหมือนเราได้พิชิตอะไรซักอย่าง เลยเดินลงกลับ โรงแรม อย่างภาคภูมิใจ ถึงเกือบๆ 10 โมง อย่างน้อยยังทัน Breakfast แหละน้า…

หลังจากทุกคนกินข้าวเช้า และเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ไกด์ก็แจ้งเราว่าให้เริ่มเดินลงซัก 11.00น. แล้วเดี๋ยวเค้าจะเดินตามลงไป (ต่อให้อีกละ..เบื่อมาก ๆ 5555) ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็เริ่มทยอยลงไปก่อนบ้างแล้ว

ตอนลงเรานัดกันไว้ว่า เดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอกัน ใครเดินเร็วก็ล่วงหน้าไปเลย ใครช้าหรือไม่ไหวก็ไม่ต้องรีบ แอบบอกว่าตอนลงนี่สาหัสมาก ๆ เพราะขาเริ่มอ่อนล้า Trekking Pole แทบไม่ได้ช่วงอะไรเลย ขาเริ่มเดินไม่สัมพันธ์กัน ทำเอาล้มเอาลื่นไปหลายรอบ ทำให้เราใช้เวลาลงช้ากว่าที่คาดไว้พอสมควร

ยิ่งช่วงสุดท้ายกำลังจะเดินถึง Timpohon Gate จะเจอบันไดอีก 40-50 ขั้น (ที่เราเคยเดินลงอย่างชิลล์ ๆ ในวันแรกนั้น)

ณ นาทีนั้น วินาทีนั้น แทบอยากจะทรุดเข่าลงไปกองกับพื้น....คือมันแบบไอ้บ้าเอ้ยยย ให้ชั้นเดินขึ้นบันไดอะไรตอนนี้ แค่เดินทางราบชั้นยังไม่มีแรงเลย...โถ่ชีวิต!! เกลียดบันไดไปอีกเป็นอาทิตย์เหอะๆ หลังจากกัดฟันเดินขึ้นบันไดได้ทีละขั้นก็ถึงในที่สุด จัดการเช็คชื่อกับเจ้าหน้าที่ที่จุด Check Point ให้เรียบร้อยว่า "ยูว์.....ไอออกมาแล้วนะ ไอรอดแล้ว...."

จาก Timpohon Gate เราต้องนั่งรถตู้ของอุทยานกลับไปที่ทำการอุทยาน เมื่อมาถึงแล้วเราต้องไปติดต่อ ณ จุดลงทะเบียน เพื่อ รับและจ่ายค่า Certificate หลังจากนั้นก็ติดต่อเรื่องรถเพื่อจะเดินทางกลับตัวเมือง Kota แต่ในเวลานั้นจุด Transportation ได้ปิดทำการไปแล้ว เหลือแต่ Local Taxi ที่มาสแตนบาย หาลูกค้าอย่างเราๆ ซึ่งเราต้องจอง 2 คัน เพราะคันนึงนั่งได้เต็มที่แค่ 4 คน (ตามกฎหมายบ้านเค้า) ได้ราคาเหมามาที่ 2 คัน 300RM ต่อลงมาได้เหลือ 280RM หัวแบะเลยเรา แต่ยังไงก็ต้องกลับอยู่ดี

อ้อ...เราลงไปไม่ทันอาหารกลางวันที่อุทยาน แต่พนักงานได้จัดเตรียมใส่กล่องไว้ให้เราเอากลับไปกิน..ก็ยังดี

เราใช้เวลานั่งรถกลับมาที่โรงแรม Pantai Inn ในตัวเมือง Kota ประมาณ 2 ชม.

มาถึงโรงแรม เจอกับข่าวร้าย ไฟดับลิฟท์เสีย !!!

เวรกรรมของเราแท้ๆ เราต้องเดินขึ้นลงบันไดโรงแรม ประมาณ 3 ชั้น จนกระทั่งถึงตอน Check-out ส่วนสภาพโดยรวมของ โรงแรมนี้ถ้าไม่นับตอนไฟดับ ถือว่าดีเลยทีเดียว ห้องสะอาด ห้องน้ำโอเค ทำเลยดีเยี่ยม


Day 5 ได้เวลากลับ

วันกลับเราทั้ง 5 คน ไปสนามบินก็สายๆ เมื่อถึงสนามบินหลังจากเช็คอินเรียบร้อย ทุกคนก็ต่างแยกย้าย ไปยัง Flight ที่ตัวเองต้องเดินทางกลับ เพื่อกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง..ความทรงจำในทริปนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่มีค่ามาก ๆ

ใครจะไปคิดว่าครั้งนึงในชีวิตเราจะได้มาทำอะไรที่มันโหด หิน บ้าระห่ำอะไรแบบนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดอีกครั้งนึงเลยทีเดียว ...(เวอร์มั้ย555)

"สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ จนกว่าจะพบกันใหม่"





ความคิดเห็น