Backpack trip : 6 วัน 5 คืน เที่ยวพังงา หมอกใต้ และ เกาะที่ถูกลืม รีวิวโดย Rittirong Sanitkum

หน้าร้อน แดดแรงๆ แบบนี้จะเที่ยวไหนดี? สถานที่สุดคลาสสิค ก็คงหนีไม่พ้น ทะเลเป็นแน่นอน! วันนี้ก็จะมาขอเล่าประสบการณ์การ Backpack ลงใต้ของพวกเราทั้ง 8 คน แผนที่วางไว้สำหรับทริปนี้คือ การพาทุกท่าน ไปพบกับ ความชิค จากทะเลแสนคลาสสิค บนลิสในฤดูร้อน แฮร่! ชักช่าอยู่ใย เก็บกระเป๋าไปกันเลยดีกว่า

Backpack trip : 6 วัน 5 คืน เที่ยวพังงา หมอกใต้ และ เกาะที่ถูกลืม

Backpack trip : 6 วัน 5 คืน เที่ยวพังงา หมอกใต้ และ เกาะที่ถูกลืม

 วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 16.05 น.

 วันที่เดินทาง 23 เม.ย. 2562

หน้าร้อน แดดแรงๆ แบบนี้จะเที่ยวไหนดี?
สถานที่สุดคลาสสิค ก็คงหนีไม่พ้น ทะเลเป็นแน่นอน!

วันนี้ก็จะมาขอเล่าประสบการณ์การ Backpack ลงใต้ของพวกเราทั้ง 8 คน
แผนที่วางไว้สำหรับทริปนี้คือ การพาทุกท่าน ไปพบกับ ความชิค จากทะเลแสนคลาสสิค บนลิสในฤดูร้อน แฮร่!
ชักช่าอยู่ใย เก็บกระเป๋าไปกันเลยดีกว่า

นี่เป็นทริปแรกที่พวกเราทั้ง 8 คนจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน

จำนวนวันทั้งหมดคือ 6 วัน 5 คืน Plan trip ที่คิดไว้ได้แก่



- ตะกั่วป่า อำเภอในจังหวัดพังงาที่เต็มไปด้วยสถานที่คูลๆ เหมาะกับคนคูลๆอย่างพวกเรา

- คลองสังเน่ห์ คลองงูที่ไม่ได้มีแค่งูให้ดูอย่างเดียว นะจ้ะจะบอกให้

- ภูตาจอ ชมทะเลหมอกภาคใต้ในอากาศที่เราคาดไม่ถึง

- เกาะหมากน้อย เกาะที่ไม่ได้ถูกปักหมุดบน google map

- เกาะยาวน้อย ที่เรื่องราวไม่ได้น้อยตามชื่อเลยสักนิดเดียว



เดียวก่อน เรามีคลิปเล็กๆ สำหรับทริปนี้มาให้ชมกันก่อนด้วย

ตะลุยแดนใต้ คลองสังเน่ห์ @ตะกั่วป่า

การเริ่มต้นของทริปนี้ พวกเราตั้งใจที่จะเดินทางไปถึงตัวเมืองตะกั่วป่าในเวลา 07.00 น. ของวันศุกร์ โดยรถทัวร์…. เส้นทางคือสถานี สายใต้ใหม่ กรุงเทพ - ตะกั่วป่า พังงา ช่วงเวลาที่รถออกคือ 19.30 น. ของวันที่พฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันแรกของการเดินทาง ที่คงหมดไปกับการนั่งรถเพื่อไปพังงา!

ความว้าววววเเรกเลยของทริปนี้ คงต้องยกให้กับเรื่องการรับประทานอาหารที่จุดพักรถ
ที่นอกจากจะกินกันตอนตีหนึ่งเเล้วการกินอาหารก็ไม่ใช่ข้าวจานเดียวเเบบต่างคนต่างกินเหมือนรถทัวร์สายอื่นที่เคยเจอ
เเต่เป็นการที่คนแปลกหน้ามานั่งรวมกันที่โต๊ะเดียวเเล้วกินข้าวร่วมกัน ซึ่งก็น่ารักไปอีกเเบบ

เกือบ 12 ชั่วโมงเเห่งการเดินทางผ่านไป เราก็มาถึงสถานีขนส่งตะกั่วป่ากันตอนประมาณ 7 โมงเช้า



เเละนี่ก็คือรถโดยสารที่ตะกั่วป่า ซึ่งยังคงไว้ในรูปเเบบเก่าๆดูมีเอกลักษณ์เอามากเลยทีเดียว



ทริปนี้ก็เริ่มต้นด้วยการล่าท้างู เเละเนื่องจากเรามาในธีม low cost high experience

จึงเลือกที่จะเปิด map เพื่อหาเส้นทางเดินไปยังจุดหมาย และคลองสังเน่ห์ ก็อยู่ไม่ไกลจากสถานีสักเท่าไร

ในขณะที่กำลังเดิน พวกเราก็ถูกถามขึ้นโดยคุณลุงในชุมชนว่าจะไปไหน

เมื่อบอกจุดหมายปุ๊บ ก็ทำให้เราได้เรือทันทีหลังจากที่คุณลุงวางสาย



คลองสังเน่ห์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน

กิจกรรมหลักที่มีให้ทำก็คือ การล่องเรือชมบบรยากาศของสองฝั่งคลอง ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญคือการชมงูที่เลื้อยตามกิ่งไม้

แต่เราไปกันค่อนข้างเช้า นอกจากงูจะหลับแล้ว น้ำก็ยังไม่ขึ้นอีกต่างหาก

แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอันใด เรือยังคงพายได้ ก็ไปโล้ดจ้าาาา



เรือลำละ 500 บาทต่อ 1 ลำ นั่งได้ 3 คน ประกอบไปด้วยคนพายที่เป็นชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวอีกสองคน

พอได้เรือที่ต้องการก็ไปกันเลยเจ้าค่ะ ระยะทางไม่ไกลมากนัก แต่ไม่ใกล้มากจนไม่คุ้มค่าเรือ



สิ่งที่น่าประทับใจคือ คุณลุงคนพายน่ารักทุกคนเลยค่ะ ชี้ให้ดูงูไม่ขาดสาย

มีบนต้นไม้บ้างเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้มากจนน่ากลัว คนที่กลัวงูไม่ต้องตกใจเลย

เพราะว่าในทริปที่มาก็มีน้องคนนึงกลัวงูเช่นกัน แต่น้องเหมือนจะสนุกกว่าคนที่ไม่กลัวด้วยซ้ำ

อีกทั้งคุณลุงยังเล่าว่า พี่มากพระโขนงมาถ่ายทำที่นี่นะเออ ใครที่อยากตามเก็บสถานที่ถ่ายทำหนัง ต้องมาที่นี่เลยนะ



นอกจากที่นี่จะมีงูเเล้วยังมีเจ้าลิงที่ขี้อ้อน รู้งานว่าต้องโชว์ตัวตอนไหน ไม่ได้มีเพียงตัวเดียว

แต่มากันเป็นฝูง ทำมาเป็นจับกุ้งโชว์ น่าจับลงเรือเสียจริงเชียว



#ภาพลิงบนต้นไม้



สิ่งหนึ่งที่เห็นในคลองสังเน่ห์ คือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าเเละนกนานาชนิด

มีต้นจิก ต้นจาก และต้นไทรย้อย มีผลไม้ให้กิน มีหลายสิ่งที่ไม่ได้เติมแต่ง แต่อยู่ให้เราได้ไปเห็นแบบใกล้ชิดสุดๆ



คุณลุงพายไปได้สักพัก ก็หลุดจากคลอง และไปโผล่แม่น้ำตะกั่วป่า ก่อนจะพามาส่งบนฝั่ง ถือเป็นการจบทริปที่สนุกมากค่ะ

และระหว่างที่เรานั่งรอรถจากการจองไปภูตาจอ คุณลุง คุณป้าที่ดูแลคลองสังเน่ห์ ก็หาผลไม้ กล้วยบ้าง ส้มบ้าง

มาให้ชิมเหมือนกลัวว่าเราจะเป็นลมเป็นแล้ง บอกแล้วว่าทุกคนที่นี่น่ารักกันจริงๆเลย



อันนี้เป็นผลไม้อะไรเราจำชื่อไม่ได้ เเต่การกินเหมือนพวกระกำ ดูดๆเม็ดเอาเพราะเนื้อมีนิดเดียว

รสชาติออกหวานๆ เเต่กินเเล้วฝาดลิ้นเเละเหงือกมากถึงมากที่สุดเลย 555555



ตะลุยแดนใต้ ภูตาจอ @ตะกั่วป่า

อยากจะไป ก็ไปด้วยกันนะ ไปคนเดียวไม่เอาอะ ไม่ใช่อะไรหรอก เนื่องจากค่ารถที่ไปภูตาจอ ค่อนข้างสูงคือ 3,500 บาท เลยขอแนะนำว่าควรไปกันหลายๆคนดีกว่าค่ะ หลังจากที่เรานั่งรอรถให้มารับที่คลองคลองสังเน่ห์ได้สักพัก รถก็มาถึงในเวลาถัดมา รถมีลักษณะเป็นกระบะที่ค่อนข้างแข็งแรง(เรียกว่าอะไรนะ) ไว้ใช้สำหรับขึ้นเขาโดยเฉพาะ คนที่มารับ เป็นคุณลุงกับคุณป้า ซึ่งหลังจากนี้เราเรียกท่านสองคนว่า พ่อจ๋า แม่จ๋า เพราะทั้งสองคนนี้น่ารักมากๆเลยค่ะ เริ่มต้นจากการพาเราทัวร์เมืองตะกั่วป่าก่อนเลย ซึ่งเราไม่มั่นใจว่าคนอื่นได้ไปไหมถ้าอยู่ในราคา 3,500 บาท แต่พวกเราได้ไปค่ะ

ที่แรกที่ไปคือ สะพานเหล็ก ที่ไม่ได้มีแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฮร่! มันคนละที่กัน! เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ สะพานเหล็กโคกขนุน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองตะกั่วป่า มีลักษณะเป็นสะพานยาวที่เป็นเหล็ก(ตามชื่อเลยเจ้าค่ะ) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำตะกั่วป่า แถมเป็นฉากภาพยนตร์หลายๆเรื่องด้วยค่ะ วิวรอบข้างเป็นนา มีคุณควายให้ถ่ายรูปเล่น บริเวณทางเข้ามีดอกไม้ และป้ายประดับ จากความรู้สึกเราคิดว่าถ้ามีรถส่วนตัวหรือรถพาไป ก็แวะถ่ายรูปสักแปบนึงก็ได้ค่ะ วิวค่อนข้างสวยใช้ได้ แต่อาจไม่ว้าวสักเท่าไหร่

ที่สองจากการพาเที่ยวของพ่อจ๋า แม่จ๋า คือ ตะกั่วป่า...บ้านของฉัน

เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกที่นึงของพังงาที่เล่าถึงความหลังของตะกั่วป่า

แต่น่าเสียดายเราไปไม่ตรงกับวันที่มีถนนคนเดิน ร้านค้าร้านอาหารต่างๆจึงไม่เปิด และเงียบเหงาสุดๆ



อย่างไรก็ตามก็ยังมีให้เห็นถึงงานวาดเขียนบนผนังที่ชิคๆ เก๋ๆ กับตัวอาคารเก่าๆ เราจึงเก็บภาพเป็นความทรงจำว่ามาแล้วนะก่อนจะเดินทางไปต่อ

และนี่เชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้มาตะกั่วป่า จะต้องมาตามเก็บที่นี่ก่อนเลยค่ะ เพราะขนาดไม่มีของให้ซื้อ ไม่มีผู้คน มีแต่เมื่องที่เงียบสงัด ยังดูน่ารักมากเลยๆ แนะนำให้มาสุดๆๆๆ เเต่สำหรับคนที่ไม่อยากพลาดแบบเรา ให้มาในเสาร์อาทิตย์ ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ค่ะ



และแล้วเราก็เดินทางมาถึงบ้านพักของพ่อจ๋า แม่จ๋า ทั้งสองคนบอกว่าจะพาเราขึ้นไปบนภูตาจอในช่วงเย็น และทำอาหารโดยการย่างหมู ไก่ หมึก ปลา กัน แต่ตอนนี้เป็นช่วงเที่ยงให้มาพัก อาบน้ำอาบท่า และเตรียมของก่อนไปแคมป์ปิงคูลๆบนเขากันค่ะ



เราต้องทำทุกที่ให้เหมือนบ้าน ไม่ใช่!! แต่สภาพตอนนี้ของเราคือไม่ต่างจากอยู่บ้านเลยค่ะ

พ่อจ๋า แม่จ๋า เป็นกันเองมากๆ อนุญาติให้เรานอนเกลือกกลิ้ง ชาร์จแบต ดูทีวี อาบน้ำอาบท่า เตรียมอาหารให้เรา

(อาหารเราต้องซึ้อและออกค่าอาหารกันเองนะคะ) ขอบอกว่ามีเมนูพิเศษที่ครอบครัวนี้ทำให้เราทานด้วยนะ

คือ ไก่หมักขมิ้นค่ะจะนำไก่ไปหมักขมิ้น ให้เข้าเนื้อจนเป็นสีเหลือง และมีกลิ่นหอม

เป็นเมนูที่ไว้สำหรับทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ของคนที่ภูตาจอค่ะ ซึ่งถ้าไม่อยู่ในช่วงเทศกาล จะไม่มีการทำเมนูนี้ ถือว่าพิเศษมากๆเลย

และยังมีขนมที่เราได้ทานจากคนพื้นที่คือ สังขยาขนุน อร่อยจริงๆค่ะ



นอกจากนี้ พ่อจ๋า แม่จ๋า ยังให้ลูกสาวพาเราไปเล่นน้ำน้ำบริเวณใกล้ๆที่พักด้วย

นั้นก็คือ ลำธารน้ำ หรือน้ำตก?(แงงงงจำชื่อไม่ได้) ถ้าบอกว่าใกล้ก็ใกล้ ถ้าบอกว่าไกลก็ไกล แต่ตอนนี้เหมือนไส้จะหลุดแล้วค่ะ

คิดว่าพ่อจ่าขับรถซิ่งแล้วนะ แต่ลูกจ๋าขับซิ่งกว่าอีก เรามาถึงแล้วก็ลงเล่นน้ำกันเลย น้ำใสมาก



หลังจากเล่นน้ำเสร็จลูกสาวของพ่อจ๋าก็ได้เล่าให้เราฟังว่า เเม่นำ้สายนี้ที่เราเล่นกัน

เมื่อก่อนเคยเป็นเเหล่งอาชีพของชาวบ้านเเถวๆนี้ เพราะมีเเร่ดีบุกอยู่เเละขายได้ราคาดี

ซึ่งชาวบ้านจะทำการหาเเร่โดยตักทรายเเม่น้ำใส่กระจาดเเละทำการร่อนให้ทรายออกไปเหลือเเต่เเร่

เเต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีเเร่เหลือให้หากันเเล้ว ชาวบ้านก็ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเเทน



และแล้วเวลาในการขึ้นเขาก็มาถึง พ่อจ๋า แม่จ๋า และลูกจ๋าพาพวกเรา 8 คนขึ้นรถมาอย่างคลื้นเครงและเส้นทางการขึ้นเขาไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ

ชวนอ้วกสุดๆ เจ็บก้นไปหมดแล้วค่ะ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงราคานี้ นอกจากจะไกลนั่งรถเป็นชั่วโมง เส้นทางยังชัน และขรุขะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่อีก ใครเกาะไม่ดีมีกระเด็นแน่นอน และความลับอีกอย่างคือ ถ้าอยากมันให้ตะโกนว่า “หยาบ หยาบ เลยจ๊ะพ่อจ๋า!!!!!!!!!!”

* หยาบๆ ในภาษาใต้ แบบว่า ลุยเลยจ้ะพ่อออ ลุยเลย ขับแร๊งงงง



แต่ในความลำบาก ย่อมเจอสิ่งสวยงามเสมอ ป่าดิบชื้นของภาคใต้ เป็นอะไรที่อุดมสมบูรณ์มากๆเลยค่ะ

ต้นไม้ใหญ่ แหล่งน้ำ เสียงนก มีให้เราได้เห็นจนครบ อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เสียงใบไม้ใหญ่เสียดสีกัน มันทำให้รู้สึกดีมาก

หลังจากใช้เวลาไปพอสมควร เราก็เดินทางมาถึงบนภูตาจอจนได้ เป็นช่วงเวลาเย็น ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้ม พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

เราเดินเท้าไปยังบนยอดจุดชมวิว ลมค่อนข้างแรง ฟ้าอาจไม่เปิดเท่าไหร่ เนื่องจากฝนตกก่อนหน้านี้

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยหายไป มันคุ้มมาก คุ้มแล้วจริงๆ ที่ได้ขึ้นมาที่นี้



ตกดึกกิจกรรมแคมป์ปิ้งก็เกิดขึ้น เราแยกย้ายกางเต๊นท์ และแบ่งหน้าที่มาจัดอาหาร ทุกคนเตรียมย่างอาหารให้เราทานกัน

เรานั่งกันเป็นวง และมีอีกสองสามกลุ่ม แยกออกไป เสียงเพลง แสงไฟ ถูกประดับไปอย่างเข้ากันได้ดี

เมื่อเวลาดึกลง ดาวก็เยอะขึ้นอาจไม่เต็มฟ้าเพราะท้องฟ้าปิด แต่มันชัดและใกล้สุดๆไปเลย



ไหนใครบอกว่าใต้ไม่หนาว ตอนนี้อากาศเย็นมากค่ะ การต้องนอนในเต๊นท์ ที่อากาศเย็นขนาดนี้กับเสื้อกันหนาวที่พกกันมาคนตัวสองตัว

ถือเป็นอะไรที่ค่อนข้างหดหู่จริงๆ แต่ไม่ต้องห่วงเราทุกคนยังคึกและพร้อมที่จะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันถัดไป



ตีห้าของวันที่สามบนภูตาจอ ไฟฉาย เสื้อกันหนาว โทรศัพท์ และกล้อง พร้อมเดินเท้าขึ้นไปบนยอดภูตาจออีกครั้ง

ความหวังของการดูพระทิตย์ค่อนข้างริบหรี่ เพราะหมอกลงหนามาก เราไม่สามารถเห็นอะไรได้เลยนอกจากสีขาวเทาที่ค่อนข้างอึมครึม



แต่แล้วเราก็ยังได้เห็นแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา วิวข้างบนนี้สวยจริงๆค่ะ ถ้าเราได้มาแบบท้องฟ้าเปิดคงจะดีมากกกกกก

เพราะแค่นี้เรายังรู้สึกดีสุดๆเลย ภูตาจอเป็นที่ที่ควรมามากจริงๆ



[ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาภูตาจอ เป็นช่วงของหน้าหนาวค่ะ เพราะเนื่องจากฟ้าจะเปิดไม่มีฝน ช่วงนั้นจะสวยมากๆเลย ]



ถึงเวลาลงจากเขากันเเล้ว ขับรถออกจากป่าต้องระวังไส้ไหลกันนะเจ้าคะ รุนแรง และสนุกสนานกว่าเดิม

ทุกคนมีพลังมาเต็ม กรี๊ดกันอย่างสุดพลัง เเต่ก็ไม่วายต้องเเวะจอดกับอุโมงค์ไม้ไผ่สวยๆไว้เป็นที่ระลึกหน่อย



และสิ่งขึ้นชื่อของภูตาจออีกอย่างนึงที่แสดงความสมบูรณ์ของธรรมชาติภาคใต้เลยก็คือ ดวกบัวผุดค่ะ

พ่อจ๋า แม่จ๋า ก็ไม่พลาดที่จะพาไปดู อู้หู้ว ใหญ่จริงๆด้วย ขนาดยังบานไม่เต็มที่นะเนี่ย



ที่จริงราคา 3500 พ่อจ๋าแม่จ๋า บอกว่าไม่เคยพาใครมานะเนี้ย ที่ได้มา เพราะเราน่ารักแน่ๆ เลย ฮาๆ

การลาจากเป็นเรื่องธรรมดา พวกเราได้อยู่กับครอบครัวพ่อจ๋า แม่จ๋ามาหนึ่งวันเต็มๆแล้ว

จนเที่ยงของวันที่สามได้ถูกมาส่งที่ศาลารอรถ เพื่อขึ้นรถเมล์ไปยังขนส่งพังงา และเดินทางต่อไป

ตะลุยแดนใต้ เกาะหมากน้อย @พังงา

เที่ยงวันทันเหตุการณ์ เรามาขึ้นรถเมล์ไปยังขนส่งพังงา ซึ่งนานมาก 60 กว่ากิโล ในราคา 50 บาท
จากนั้นต่อรถเมล์ไปลงอ่าวลึก แล้วไปต่อรถสองแถวอ่าวลึก - ท่าเรือแหลมสัก อีกคันก็เป็นอันถึงท่าเรือสู่เกาะหมากน้อย
จะบอกว่าแค่ตรงท่าเรืออ่าวลึก ก็สวยมากๆแล้ว

การลงเรือผ่านไปด้วยดี ตอนนี้เราอยู่บนเรือประมง ความโชคดีคือเรือจะแวะไปกระชังเพาะสาหร่ายที่ส่งเข้าร้านอาหารในกรุงเทพ ไม่รอช้าเราเลยขอขึ้นไปบนแพที่ทำการเพาะด้วย คุ้มมากกกก ไม่ใช่ประสบการณ์ แต่เป็นสาหร่ายที่เรากิน อุ๊ปส์ ล้อเล่นค่ะ จะบอกว่าเป็นประสบการณืที่ดีมากๆเลย เนื่องจากน้อยครั้งที่เราจะได้เห็นอะไรแบบนี้ ได้รู้ตั้งเเต่วิธีการเพาะไปจนเก็บขายกันเลยทีเดียว



การเดินทางต้องไปต่อ เกาะหมากน้อยยังอีกยาวไกล ระหว่างทางก็มีวิวธรรมชาติที่สวยงามให้ดู จะว่าไปตอนนี้เราอยู่กระบี่นะเออ แม้จะไปเกาะหมากน้อย ที่อยู่ในพังงาก็ตาม แต่เราก็ถือว่ามาจังหวัดที่สอง ในงบที่ค่อนข้างน่ารักแล้วนะคะ!!!

เรามากับคุณลุงท่านหนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเป็นคนขับเรือ เมื่อคุณลุงทราบว่าเรามาเที่ยว

คุณลุงก็อยากให้เรากางเต๊นท์นอนกับบ้านของคุณลุง ซึ่งเป็นบ้านประมงริมทะเล

พวกเราอยากจะทำเช่นนั้น แต่เราได้ติดต่อบ้านพ่อเพื่อนที่เรารู้จักไว้ก่อนเเล้ว น่าเสียดายจริงๆ



เกาะหมากน้อยเป็นเกาะขนาดเล็ก ผู้คนส่วนใหญ่บนเกาะเป็นชาวมุสลิม

เกาะเเห่งนี้เคยถูกผลักดันให้เป็นเกาะท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เเต่ด้วยความที่บนเกาะไม่มีไฟฟ้าเเละน้ำประปาใช้

ทำให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากนัก จะมีก็เเต่เเวะเวียนมาบ้างบางกลุ่มเท่านั้น



เเละเเล้วเราก็เดินทางมาถึงครอบครัวที่สองของทริปนี้ ลักษณะบ้านเป็นบ้านไม้มีใต้ถุนเเละมีสวนยางพาราล้อมรอบ

ใกล้กับบ้านที่เราพัก มีชาวบ้านเลี้ยงลิงไว้ด้วย ซึ่งเลี้ยงไว้รับจ้างเก็บมะพร้าว มันเชื่องเอามากๆเลยเเหละ



พอตกเย็นเราจึงขอติดรถชาวบ้านไปยังท่าเรือ โดยการเดินทางของชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้มีสองอย่าง คือมอเตอร์ไซค์ธรรมดาเเละเเบบพ่วงข้าง
ที่ท่าเรือเย็นวันนี้มีชาวบ้านตั้งเเต่เด็กๆจนคนโตค่อนข้างเยอะ บ้างก็มาชมวิว บ้างก็มาตกปลาไปเป็นอาหาร ตามวิถีชีวิตชาวเกาะ

เดินชมวิวไป พูดคุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ ก็พบว่าชาวประมงบนเกาะเเห่งนี้บางส่วนยังคงต่อเรือใช้เองอยู่ด้วยนะ

เเต่ภาพที่ถ่ายมา ไม่ใช่การต่อเรือเเต่อย่างใด เป็นเพียงการอุดรอยรั่วของเรือด้วยน้ำยางพาราเฉยๆจ้า



เราหวังจะเดินให้ครบรอบเกาะ แต่ไม่ทันการ ฟ้ามืด และไร้ผู้คน จึงจำเป็นต้องกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่า

และตอนนี้ 2 ทุ่มแล้ว บนเกาะมีงานประจำปีวันสุดท้ายพอดี เราจึงมาเที่ยวเล่นกันซื้ออาหารทาน

ชมการแสดงของนักเรียนในโรงเรียนเกาะหมากน้อย ชมการแสดงไฟที่คุ้มค่าสุดๆเพราะว่าฟรีนั่นเอง



อ่อที่สำคัญ ผอ.ของโรงเรียนเก่งและน่ารักมากค่ะ จนเราไปขอเก็บภาพไว้

แต่ดันถูกเชิญให้มาถ่ายภาพกันบนเวทีเลย เขินกันมากๆในตอนนั้น



ความลับอีกอย่างคือ คุณจะเป็นอะไรก็ได้บนเกาะหมากน้อย ตอนเช้าเป็นคนเลี้ยงลิง ตอนเย็นเป็นคนขายพวงดอกไม้

หรือแม้แต่ตอนเช้าเป็นผอ. ตอนเย็นเป็นพิธีกรที่น่ารัก

และพวกเราแปดคนที่ตอนเช้าเป็นนักท่องเที่ยว แต่ตอนเย็นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของคนบนเกาะเลยค่ะ

เราจบวันนี้ไปด้วยการนอนหลับในบ้านพักไม้ของพ่อจ๋าอย่างมีความสุข



เมื่อเราเข้าสู่วันที่สี่ เพื่อนบางส่วนก็ไปดูวิธีการกรีดยาง เจอยุงกัดกันไปยกใหญ่ ยุงป่าหน่ะน่ากลัวจริงๆนะทุกคน



วันนี้เราได้ทำอาหารทานกันเอง โดยพ่อจ๋าบอกว่าซื้อปลามาไว้ให้ เมื่อเราเข้าครัวแล้วเปิดถุงปลาดู ก็พบกับปลาหลากหลายชนิด

กลัวสุดแรงเกิด ควรจัดการกับปลากระเบนอย่างไรดี แต่ในทริปเรามีผช. ก็สั่งได้เลยค่า สั่งไปสั่งมา ก็มาทำด้วยกัน

ทุกคนตอนนั้นบอกว่าจะกินแต่ไข่เจียว เป็นไงมาไงไม่รู้ พอพ่อย่างปลาเสร็จแล้วมีคนเปิดเท่านั้นแหละ

หลังจากนั้นปลาก็หายไปกับตา อร่อยสุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เจ้ากระแบนย่างของข้า!



พ่อจ๋าบอกว่าจะไปส่งเราในสถานที่ถัดไปเอง ไม่ต้องไปจ้างคนอื่น เราก็โอเคค่า

เก็บของเเละออกเดินเท้าไปที่บ้านญาติของพ่อจ๋า ซึ่งเป็นบ้านติดกันหลายๆหลังเรียบชายหาด เหมือนเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ มีเด็กน้อยอยู่เยอะเเยะเลย เเละมีเรือจอดอยู่หลายลำซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรือที่จะพาเราไปสู่อีกเกาะนึงนั้นเอง



นอกจากนี้เรายังได้เจอยายจ๋าที่น่ารักสุดๆ ยายจ๋าพูดใต้ได้แบบฟังไม่ออกจริงๆ

จนบางครั้งเราต้องฟังหลายรอบ และการที่เรามาอยู่ใต้ ทำให้เราติดสำเนียงมาด้วย ชอบมากๆ



การแยกย้ายรอบที่สองก็มาถึง แต่ก่อนที่เราจะเศร้า เราต้องเจอความตื่นเต้นก่อน

เพราะเรือที่เราจะไปนั้นเป็นเรือประมงเล็กๆ ที่ค่อนข้างน่ากลัว เป็นเรือที่พ่อจ๋าใช้ประจำ

ทั้งตื่นเต้นและท้าทายเนื่องจากไม่มีชูชีพ และนี่ว่ายน้ำไม่แข็งจ้า



พ่อจ๋าค่อยๆขับเหมือนรู้ว่าเรากลัว เพื่อพาไปสู่เกาะยาวน้อยซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายแล้ว

ผ่านไปไวจริงๆ ระยะทางค่อนข้างไกล นั่งเรือไปร้องเพลงไป แล้วตัวเราก็หายไป เพราะดำ!

กลางทะเลอันดามัน เป็นอะไรที่ร้อนสุดๆเลยค่ะ แต่สนุกมากๆ

แล้วเราก็มาถึงเกาะตรงท่าเรือด้านหลัง พ่อจ๋าส่งเราแค่ท่าเรือและขับออกไป



ตะลุยแดนใต้ เกาะยาวน้อย @พังงา

เมื่อก้าวเข้าสู่เกาะยาวน้อย เราต้องทำการเช่ามอไซต์ ซึ่งราคาที่ดูไว้คือ คันละ 250 บาท และเราก็มาถึงร้านให้เช่า เป็นร้านของคุณป้า ซึ่งเป็นแม่จ๋าในครอบครัวที่สามที่เราเจอ แม่จ๋าใจดีมากๆ ลดราคาให้เราเหลือคันละ 200 บาท เรามากันแปดคน เลยเช่าสี่คัน เมื่อทำเรื่องจ่ายเงินเรียบร้อย เราก็ไปยังบังกะโลที่พักที่เราจองไว้เลยค่า
บังกะโลชื่อว่าโคโคนัทคอนเนอร์ ราคาคืนละ 500 นอนได้หลังละสองคน ซึ่งเราเลือกมาราคาค่อนข้างถูกที่สุดบนเกาะนี้แล้วค่ะ เนื่องจากเป็นเกาะที่เหมาะแก่การมาเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นราคาจึงค่อนข้างสูง สภาพห้องถือว่าดีมากๆเลย มีห้องน้ำภายในตัว มีพัดลม ถือว่าเก๋กู้ด

หลังจากเราเก็บสัมภาระเสร็จ เราก็ขับรถเพื่อไปเที่ยวรอบเกาะ รวมถึงไปจุดแลนด์มาร์คที่สำคัญต่างๆ
ซึ่งจะมีแผนที่ที่บอกแหล่งท่องเที่ยวให้เราได้ไปเก็บกันอย่างสบายๆเลยค่ะ เริ่มจากจุดชมทะเลเเหวก ที่สามารถเดินไปยังเกาะน้อยที่อยู่กลางทะเลได้ เรามาถึงก็ช่วงเย็นของวันแล้ว เพราะฉะนั้นน้ำทะเลจึงเริ่มขึ้น เราเลยจำเป็นต้องรีบไปเก็บภาพอย่างรวดเร็ว และผลที่ได้คือ สวยสุดแร๊งงงงงง

สถานที่ต่อไปของพวกเรามีชื่อเรียกว่าหาดยาว เป็นหาดที่อยู่ทางด้านท้ายเกาะ

เส้นทางถนนคดโค้ง ชันบ้างเล็กน้อย เเละเป็นถนนลูกรังบางช่วง เเต่ก่อนจะถึงหาดยาว

พวกเราต้องจอดรถอย่างกระทันหัน เพราะว่าเจ้านกตัวใหญ่ปากเหลืองที่เราไม่เคยเห็นมันตัวเป็นๆมาก่อนได้บินผ่านหน้าเราไป

กรี๊ดดดด “ เจ้านกเงือก เเห่งเกาะยาวน้อย “



หยุดชมเเละถ่ายรูปเสร็จเราก็เดินทางต่อไปที่หาดยาว ซึ่งหาดยาวเป็นหาดที่สงบมาก หินไม่เยอะ เหมาะกับการเล่นน้ำ หาดนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพราะเข้ามาลึกพอสมควร เเละก็ไม่มีคนอยู่อาศัยด้วยเพราะว่าเป็นเขตอุทยาน เเต่เเนะนำว่าไม่ควรมาหาดนี้คนเดียวหรือกลับหลังอาทิตย์ตกดิน เพราะค่อนข้างเปลี่ยวเลยทีเดียว



การวางแผนถัดไปคือไปชมพระอาทิตย์ตกดินของอีกฝากฝั่งบนเกาะ แต่ต้องจบลงเนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับการขับมอไซต์ โดยสมาชิกในกลุ่มสองคนรถล้ม จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนไปยังโรงพยาบาลบนเกาะแทน

ความเครียดเกิดขึ้นทันทีที่รู้ว่าสมาชิกในกลุ่มบาดเจ็บ สภาพรถเสียหายค่อนข้างรุนแรง แต่โชคดีที่คนไม่เป็นอะไรมาก เราก็เลยโล่งใจขึ้นมาค่ะ และเราจำเป็นต้องแจ้งให้แม่จ๋าทราบเรื่องมอไซต์ เมื่อเรามาถึงที่เช่ารถ คำถามแรกหลังจากเราเล่าเสร็จคือ เพื่อนเป็นอะไรมากไหม ไปโรงพยาบาลหรือยัง และเราทานข้าวหรือยัง ขอย้ำอีกรอบเลย ทุกคนที่เราพบเจอในทริปนี้ใจดีมากจริงๆค่ะ ตื้นตันสุดๆไปเลย



เราต้องไปยกมอไซต์กับแม่จ๋าเนื่องจากดึกและไม่มีคนสามารถยกได้แล้ว ทำให้เราทราบว่า แม่จ๋าเป็นครอบครัวที่บุกเบิกการสร้างบังกะโลเพื่อเป็นที่ท่องเที่ยวหลังแรกบนเกาะเลยค่ะ ประวัติความเป็นมา การใช้ชีวิตถูกเล่าให้ฟังระหว่างขับรถกลับมาจากที่เกิดเหตุ น่าแปลกที่เราสบายใจ และรู้สึกดีขึ้นมากๆเลย



เมื่อทำแผลและหาอาหารทานเรียบร้อย เราจึงกลับที่พักกัน แต่ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่ม จึงตัดสินใจพากันออกมาร้านคาเฟ่แถวๆที่พัก เป็นร้านที่มีเครื่องดื่ม อาหารให้เลือกทาน มีสนุ๊กให้ลองเล่น และเราก็จบวันนี้ไปด้วยการเล่นสนุ๊กที่ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ เพราะคนเล่นเป็นมีแค่สองสามคนเท่านั้น 555555555

เช้าวันใหม่ ในวันที่ห้าของทริปนี้ เริ่มด้วยเวลา 06.00 น.
พร้อมกับแสงพระอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำทะเล สวย สวยมากจริงๆ
เราได้นั่งเรียบชายหาดตรงจุดที่มองไปแล้วเห็นวิวเกาะต่างๆกลางอันดามัน
เข้าใจคำว่า “ถ้าใจมันเซ ทะเลคือจุดหมาย” เลยค่ะ เชื่อแล้วว่าทะเลคือที่พักใจจริงๆ

เนื่องจากมีสมาชิกในกลุ่มบางคนต้องกลับก่อนในตอนเที่ยง ภารกิจหลักของวันนี้คือ พาเพื่อนว่ายน้ำก่อนเที่ยงให้ได้!

และตอนนี้แปดโมงแล้ว ต้องทานข้าวกันก่อนเป็นอันดับแรก ร้านก๊ะเหมีย อาหารพื้นบ้าน ละกันเนอะ

นอกจากอาหารจะถูกปากแล้ว คุณป้าเจ้าของร้านยังใจดีให้เราลองทำโรตีกันเองด้วยค่ะ อะๆ สนุกสนานกันใหญ่

คนทานไม่ใช่ใคร คือฉันเองงงงงงง (แอบกระซิบ คุณป้าร้านนี้เป็นเพื่อนกับแม่จ๋าที่ให้เช่ามอไซต์ด้วยแหละ เพราะเมื่อเราเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกเลยคือ เพื่อนอาการเป็นอย่างไรบ้าง ตอนแรกพวกเรานี่งงเลยว่าคุณป้ารู้ได้อย่างไรเจ้าคะ)



หลังจากทานข้าวคุณป้าร้านข้าว ใจดีพาไปดูบ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงปู เลี้ยงกุ้งด้วยค่ะ บนเกาะนี้หน่ะ มีแทบทุกอย่างเลย

ไม่ว่าจะเป็น ประมง ทำนา ทำสวน ทำไร่ กรีดยาง อุดมสมบูรณ์มากจริงๆค่ะ คุณป้ายังแอบกระซิบว่า ถ้ามาช่วงหน้าหนาวจะบรรยากาศดีกว่านี้อีก

จะมีข้าวสีทอง กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วเกาะ ฮือออ แค่คิดก็อยากจะมาอีกรอบแล้วค่ะ



เราออกเดินทางไปดูความเเปลกของสถานที่แห่งหนึ่งบนเกาะนี้กัน สถานที่เเห่งนี้ชาวบ้านบนเกาะตั้งชื่อว่า " บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ "

เป็นบ่อน้ำจืดเล็กๆเล็กมากๆที่มีน้ำผุดออกมาจากใต้ดิน เเละอยู่ติดทะเลขนาดที่ว่าถ้าน้ำทะเลขึ้นจะไม่สามารถมองเห็นบ่อนี้ได้

ซึ่งมีความเชื่อดั่งเดิมของคนพื้นที่ว่า หากใครมาดื่มเเล้วขอพรก็จะได้สมดั่งที่หวังไว้นั่นเองค่ะ

ถ้ามีเวลาเหลือก็ลองเเวะมาดูได้เลย เเต่สำหรับพวกเราไม่ค่อยว้าวเท่าไรค่ะ



และแล้วเราก็ทำภารกิจสำเร็จ พาเพื่อนมาว่ายน้ำทัน นอกเหนือจากความสวยของทะเล คงเป็นท่าโพสและการเล่นน้ำของเพื่อนนี่แหละค่ะ คงจะติดตาไปอีกนานเลย หลังจากเล่นน้ำเสร็จ เราจำเป็นต้องเช็คเอ้าท์ออกเนื่องจากจองไว้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น และเราจะส่งเพื่อนกลับกรุงเทพในเวลาถัดมา



ตกเย็นหลังจากที่ส่งเพื่อนเสร็จ เราก็มาท่านอาหารที่ ลานริมเล บรรยากาศร้านน่ารักติดป่าชายเลน

อาหารค่อนข้างแพงนิดนึง รสชาติทั่วไปค่ะ แต่ที่ชอบคือการนำเสนอ เป็นการนั่งทานแบบขันโตก จัดจานน่ารัก

เมื่อการทานสนุก อาหารก็จะเพิ่มความอร่อยไปอัตโนมัตินั่นเอง จุดขายเลยนะเนี่ย



คุณคือคนที่ได้ไปต่อ ! เพราะฉะนั้น หาที่พักใหม่กันเถอะค่ะ เนื่องจากฟ้าจะมืดแล้ว และราคาคือหนึ่งปัจจัย

เพราะเราต้องการความ Low cost และแล้วเราก็หาได้ ฮอลิเดย์ รีสอร์ท เป็นที่พักที่สามารถมองเห็นทะเลได้จากในที่พักเลย

ราคาต่อรองได้เหลือเเค่ 1500 บาท ห้าคน หนึ่งคืน สภาพที่พักก็ดีอีกแล้วค่ะ น่าประทับใจกับเกาะยาวน้อยจริงๆ

นอกจากที่พักดี คนพื้นที่ดี นักท่องเที่ยวก็ดีมากๆเลยค่ะ แนะนำให้มาสุดๆ อิอิ

หากเธอเหงาใจ ให้ลองเอาเท้าจุ่มน้ำ ปล่อยความทุกข์ลอย ไปกับทะเลและฟ้าสีคราม
ต้อนรับวันที่หก ของเช้าที่สดใสวันสุดท้ายในการผจญภัยแดนใต้ กิจกรรมที่ตั้งใจสุดๆคือ เรือคายัค ฮุลเล เฮฮ่า!
อยากพายต้องได้พาย ไม่รอช้าไปเช่ามา สองลำ พายไปเลยค่า ไม่กลัวแดดกันเลยตอนนั้น คิดแค่สนุกอย่างเดียว
พายไปยังหาดอีกหาด อยากจะลองทำเอ็มวี เเละนี่ก็คือภาพที่ได้มา

พายเสร็จก็เหนื่อย พอเหนื่อยท้องก็ร้อง แต่ก่อนจะทานข้าวต้องอาบน้ำ และเช็คเอ้าท์กลับค่ะ

หลังจากเคลียร์ทุกอย่างเสร็จ เราก็มาทานอาหารที่ kantary เป็นที่ที่เล็งไว้ตั้งแต่วันแรกตอนมาเกาะนี้เลยค่ะ และแล้วเราก็ได้มาทานกันสักที!!!

เป็นอาหารสไตล์อิตาเลี่ยน มีเมนูหลากหลาย ที่เราสั่งคือ พิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล อื้อหือ รสชาติอร่อยมากค่ะ

ยังมีเค้ก และขนมหวานอื่นๆให้เลือกมากมาย นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว บรรยากาศก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเลือกที่นี่

การตกแต่งร้าน แสงสีช่างน่ารักและประทับใจมากๆค่ะ ถ้าใครมาต้องมาเช็คอินที่นี่ก่อนเลยนะคะ แนะนำๆ เพราะราคาก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย



เอาละ นี่ก็เป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับแล้ว เราเริ่มออกจากเกาะยาวน้อยในเวลา 14.00น.

โดยการนั่งเรือโดยสารจากเกาะยาวน้อย ไปยังภูเก็ต ราคาคนละ 120 บาท แต่ก่อนจะขึ้นเรือเราไปลาแม่จ๋าที่ให้เช่ามอไซต์ก่อน

ซึ่งเมื่อแม่จ๋าเห็นเราปุ๊บก็รีบไล่ให้ไปขึ้นเรือทันทีเนื่องจากกลัวจะไม่ทันรอบเรือ โดยเราสามารถทิ้งมอไซต์ไว้ที่ท่าเรือได้เลยค่ะ

อยากจะบอกว่าตั้งแต่มาที่เกาะหมากน้อย และเกาะยาวน้อย มอไซต์ทุกคันสามารถเสียบกุญแจทิ้งไว้ และไม่หายแน่นอนค่ะ

(จะหายยังไงอะเนอะ อยู่บนเกาะนี่หน่า 555555555)



เราได้นั่งเรือจากเกาะยาวน้อยมาจนถึง ท่าเรือภูเก็ต ความจริงคือเราอยากเที่ยวภูเก็ตต่อ

แต่ด้วยความกลัวของพี่ในกลุ่มว่าเราจะไม่มีรถกลับ จึงเผลอจองรถทัวร์ไปแล้ว ฮืออออ เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย แต่ไม่เป็นไรค่ะ

การมาเที่ยวครั้งนี้ถือว่าคุ้มมากแล้ว รถทัวร์ที่จองไว้จะออกเวลา 18.00 น.

และตอนนี้เราเดินทางจากท่าเรือมาถึงสถานีขนส่งภูเก็ต โดยรถตู้แถวๆนั้นที่เราเหมามา

เป็นการตกลงราคาที่ค่อนข้างรวดเร็วและงงสุดๆ ตกคนละ 50 บาท ถึงระยะไม่ไกล

แต่จะบอกว่าราคาถือว่าถูกมาเลยนะคะ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในเมืองภูเก็ต



และแล้วเวลาของการขึ้นรถกลับก็มาถึง เราได้รถทัวร์ใหม่ค่ะ สภาพคือดีมาก มีที่ปรับเบาะ อัตโนมัติ

มีปุ่มเปิดไฟสำหรับอ่านหนังสือด้วยค่ะ แต่อยากบอกว่าชอบแบบเก่ามากกว่า แบบนี้ค่อนข้างแคบและปวดตัวจริงๆ



นี่เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างสั้น แต่รวมหลายความประทับใจ

เพื่อแชร์ให้ทุกคนได้อ่านเป็นทริปที่เกิดจากการวางแผนไว้เพียงคร่าวๆเท่านั้น เพราะพวกเราอยากไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ

ที่ทำให้เราได้แก้ไข และเรียนรู้เรื่องราวไปกับคนที่นั่น การได้เจอผู้คนที่เราไม่ได้ตั้งใจ

บทสนทนาหลากหลายเรื่องราวที่ถูกแลกเปลี่ยนให้ฟัง ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต อาชีพ และธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบของภาคใต้

ช่างเป็นสิ่งที่สวยงาม และสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงความคิดใหม่ๆให้พวกเรามากๆเลยค่ะ



กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่เราตั้งใจอยากให้หลายๆคนได้มาเห็นความสวย ความสนุก และความน่ารักของคนใต้

พวกเราประทับใจมากๆ และหวังว่าคนที่เข้ามาชมกระทู้นี้ จะอยากไปเห็นและได้ลองสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ หวังว่าจะชอบกันนะคะ



สุดท้ายเเล้วพวกเราก็ขอขอบคุณวิชา GEN 441 : Culture and Excursion แห่ง KMUTT

ที่ช่วยรวมตัวพวกเราให้สามารถออกไปพบกับบทเรียนนอกห้องเรียนเเละประสบการณ์ที่ดีๆเเบบนี้



รักคนอ่าน



สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริปโดยประมาณ ( 8 คน)
ค่ารถทัวร์ กรุงเทพ ไป ตะกั่วป่า 562 บาท
ค่าเรือคลองสังเน่ห์ลำละ 500 บาท ( 250 บาทต่อคน)
ค่ารถเหมาขึ้นภูตาจอ (ให้มารับที่ตะกั่วป่า) 3500 บาท ( 440 บาทต่อคน)
ค่าอาหารเตรียมขึ้นภูตาจอ 800 (100 บาทต่อคน)
ค่ารถเมล์จากภูตาจอไปจนถึงท่าเรืออ่าวลึกสามต่อ 150 บาทต่อคน
ค่าเรือโดยสารจากท่าเรือแหลมสักไปเกาะหมากน้อย 50 บาทต่อคน
ค่าเรือจากเกาะหมากน้อยไปเกาะยาวน้อย 1500 บาท ( 190 บาทต่อคน)
ค่าที่พักโคโคนัทรีสอร์ท 500 บาท (250 บาทต่อคน)
ค่าเช่ารถเเละเติมน้ำมันวันเเรกคันละ 300 บาท ( 150 บาทต่อคน)
ค่าเรือจากเกาะยาวน้อยไปกระบี่ 200 บาทต่อคน
ค่ารถจากท่าเรือไปขนส่งกระบี่ 50 บาทต่อคน
ค่ารถทัวร์ กระบี่ ไป กรุงเทพ 650 บาทต่อคน

กองกลางตกคนละประมาณ 3042 บาท

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของคนที่ต่ออีกหนึ่งวัน ( 5 คน)
ค่าเช่ารถเเละเติมน้ำมัน 2 คัน 500 บาท ( 100 บาทต่อคน)
ค่าอาหารกองกลาง 2000 บาท ( 400 บาทต่อคน)

กองกลางเพิ่มเติมคนที่อยู่ต่อตกคนละประมาณ 500 บาท

* ค่าอาหารมื้อธรรมดาเเละค่าใช้จ่ายอื่นๆส่วนตัว ไม่รวมกับยอดกองกลาง
ค่าใช้จ่ายของคนในทริปอยู่ในช่วง 3700 - 4500 บาท


ความคิดเห็น