A Journey of Turkey 2019 ~~ ตุรกี มัน(ส์) ดีมากก รีวิวโดย ม่อนจุก

A Journey of Turkey ~~ ตุรกี มัน(ส์) ดีมากกกก Location : โรงแรม Mithra Cave Hotel ,Cappadocia,Turkey ถ้าพูดถึงประเทศ “ ตุรกี ” ภาพในหัวของใครหลายๆคนคงเป็นบอลลูนสีสันสดใส ลอยละล่องเต็มท้องฟ้าเหนือบ้านเมืองเก่าๆที่มีความสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของโลก Location : ร้านพรม Galeri Ikman ,Gore

A Journey of Turkey 2019 ~~ ตุรกี มัน(ส์) ดีมากก

A Journey of Turkey 2019 ~~ ตุรกี มัน(ส์) ดีมากก

 วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 23.50 น.

 วันที่เดินทาง 6 เม.ย. 2562


A Journey of Turkey ~~ ตุรกี มัน(ส์) ดีมากกกก



Location : โรงแรม Mithra Cave Hotel ,Cappadocia,Turkey


ถ้าพูดถึงประเทศ “ ตุรกี ”

ภาพในหัวของใครหลายๆคนคงเป็นบอลลูนสีสันสดใส

ลอยละล่องเต็มท้องฟ้าเหนือบ้านเมืองเก่าๆที่มีความสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของโลก



Location : ร้านพรม Galeri Ikman ,Goreme,Turkey


แต่อันที่จริงแล้วตุรกียังมีอีกหลายสิ่งที่น่าค้นหา

ทั้งความสวยงามของสภาปัตยกรรม สีสันของผู้คนและสถานที่

และยังมีวิวสวยๆอีกหลายเมืองที่น่าสนใจกว่าที่คิดไว้เยอะมาก



Location : Paragliding, Fethiye,Turkey


แต่ก่อนจะพาไปเที่ยวตุรกี 10 วัน 8 คืนของเราในทริปนี้

ขอสรุปการเดินคร่าวๆของเราไว้ก่อนเลย

เพื่อเป็นแนวทางแก่เพื่อนๆที่กำลังสนใจไปเที่ยวตุรกี



Location : Pamukkale,Turkey



การเดินทางไปตุรกีนั้นง่ายมากๆ เราสามารถเข้าประเทศตุรกีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

และสามารถอยู่เที่ยวได้นานถึง 30 วันอีกด้วยนะ เราเลือกไปช่วงเดือนเมษายน

ที่เป็นช่วงติดวันหยุดยาว จะได้มีเวลาเที่ยวได้ยาวๆหลายวันโดยไม่ต้องเสียวันลาเยอะ

และช่วงเดือนเมษาเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศที่นั่นกำลังเย็นสบาย

Location : Goreme,Turkey


เราเดินทางวันที่ 6-16 เมษายน 2562 ถ้าไม่รวมวันเดินทาง ก็จะมีเวลาเที่ยว 8 วันเต็มๆ

เราเลือกบินกับ Kuwait Airways เพราะสายประหยัดแบบเราเน้นถูกสุดเท่านั้น 555

สายการบินนี้จะต้องแวะต่อเครื่องที่คูเวต อาจจะต้องรอนานสักหน่อย ( 8 ชม. )

แต่เพื่อประหยัดงบการเดินทาง เรายอมจ้า


Location : ย่าน Balat, Istanbul, Turkey


ข้อมูลการเดินทางคร่าวๆ


Day 1 - บินจากสุวรรณภูมิ (23.15 น.)

Day 2 - แวะพักที่คูเวต 8 ชม. ทางสายการบินมีโรงแรมให้พักเฉยเลย โชคดีสุดๆ

ถึงสนามบินอิสตันบูล (สนามบินใหม่ ใหญ่โตมากกกกก) เข้าเมืองไปซื้อ Sim Card

และแลกเงินนั่งรถบัสข้ามไปเมือง Izmir

Day 3 - เช่ารถขับ 3 วัน : Ephasus > Sirince > Pamukkale (Sunset)

นอนที่โรงแรม Venus Hotel

Day 4 - Pamukkale (Sunrise) > Hierapolis > Laodikya> Fethiye

(มาเพื่อเล่น Paragliding โดยเฉพาะ)

นอนที่โรงแรม Magic Tulip Beach Hotel

Day 5 - Fethiye > Kusadasi > Izmir ขับกลับไปคืนรถที่ Izmir > นั่งรถบัสข้ามคืนไปเมือง Goreme

Day 6 - เช่ารถ 2 วัน ที่ Goreme > Galeri Ikman > Ihlara Valley > Sunset View Point

นอนที่โรงแรม Local Cave Hotel

Day 7 - Panoramic View Point > Pasabag > Devrent Valley > Uchisar >

Love Valley > Rose Valley

นอนที่โรงแรม Mithra Cave Hotel

Day 8 - Goreme (ตื่นมาถ่ายบอลลูนที่โรงแรมแต่เช้าตรู่) > บินกลับอิสตันบูล >

Galata Tower (เดินเล่นย่าน Karakoy)

นอนที่โรงแรม Star Holiday Hostel

Day 9 - Hagia Sophia Museum > Dolmabache Palace > สวน Guihene >

Nurs-et Steakhouse (again) > Maiden Tower

นอนที่โรงแรม Star Holiday Hostel

Day10 - Topkapi Palace > Hippo Dome > Blue Mosque > Fener / Balat > Grand Bazaar

บินกลับไทย (22.50 น.)

Day11 - ถึงไทย (18.00 น.)



Location : Laodikya, Pamukkale,Turkey


ค่าใช้จ่ายรวมๆ ของทริปนี้ (สำหรับ 2 คน)


- ค่าเครื่องบิน Kuwait Airways (Full Services) 38,460 บาท

- ค่าเครื่องบินในประเทศ (Kayseri > Istanbul) 2,380 บาท

- ค่ารถบัสข้ามเมือง 2 เที่ยว 2,270 บาท

- ค่าเช่ารถเมือง Izmir 3 วัน (รวมค่าน้ำมัน) 6,965 บาท

- ค่าเช่ารถเมือง Goreme 2 วัน (รวมค่าน้ำมัน) 2,644 บาท

- ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ และค่าที่จอดรถ 5,233 บาท

- ค่าเล่น + ค่ารูป Paragliding เมือง Fethiye 7,913 บาท

- ค่าที่พัก (6 คืน) 12,945 บาท

- ค่าเติมบัตร Istanbulkart ไว้เดินทางใน Istanbul 1,020 บาท

- Sim 2 fly (4 GB) 899 บาท

- Sim Turk Cell (10 GB รวมโทรในประเทศ) 738 บาท

- ประกันการเดินทาง 612 บาท

รวม 82,079 บาท . หารกัน 2 คน ก็ตกคนละ 41,040 บาท (ไม่รวมค่ากิน)

** ค่าเงิน ณ วันเดินทาง 1 ยูโร = 35.68 บาท / 1 ลีรา = 5.67 บาท / 1 ดอลล่าร์ = 31.77 บาท

** ถ้าจองเครื่องบินในประเทศ และที่พักล่วงหน้านานๆ จะได้ราคาที่ถูกกว่านี้


*** ค่าอาหารนี่แล้วแต่เลยนะ จะซื้อกินข้างทาง ร้าน Local หรือจะร้านอาหารจริงจัง เลือกเอาตามที่สะดวก

- ถ้าเป็นร้านอาหาร Local ทั่วๆ ไป ก็จะประมาณคนละ 15 - 50 ลีรา

- แต่ถ้าอย่างร้านดังๆอย่าง Salt Bae ก็เปย์ไปเลยคนละ 130++ ลีรา (แล้วแต่เมนูจ้า)


Location : วิวข้างทางก่อนถึง Ihlara Valley, Goreme, Turkey


ข้อมูลน่ารู้ก่อนไป “ตุรกี”

- “อิสตันบูล” ไม่ใช่เมืองหลวงนะ เมืองหลวงของตุรกีคือ “อังการา”

- สกุลเงินที่ใช้คือ ลีร่า (Turkish Lira) แต่ตามร้านค้าส่วนใหญ่ก็รับเงินดอลล่าร์ และยูโร

- ประชากรในประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

- เวลาของประเทศตุรกีจะช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง

- แต่ละเมืองอยู่ไกลกันมาก ต้องใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร วางแผนให้ดี

- การเดินทางภายในประเทศ มีหลายทางเลือก เช่น รถบัส รถไฟ เครื่องบิน หรือเช่ารถขับ

- ตุรกีขับรถพวงมาลัยซ้ายเหมือนยุโรปและต้องทำใบขับขี่สากลด้วยนะจ้ะ

- อาหารของตุรกีออกจะจืดๆ เค็มๆ ชีสๆ ไม่ค่อยถูกปากคนไทย ใครไม่กินเนื้อหากินลำบากหน่อย

- อย่าลืม !! พกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารกระป๋องไปด้วยนะ สำคัญจริงๆ 555

- ขนมบาคลาวา และเตอร์กิชดีไลท์ อร่อย แต่หวานมากกก หวานกว่าขนมไทยเยอะ

- ถ้าใครชอบสะสม Magnet หรือของฝากประจำเมือง ให้ซื้อที่เมืองๆ นั้นเลย

- คนตุรกีส่วนใหญ่ ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี ใจดี แต่เมืองท่องเที่ยวต่างๆก็ควรระมัดระวังมิจฉาชีพเสมอ

- ตุรกีแมวเยอะมาก ตัวอวบอ้วน ใครเป็นทาสแมวรับรองคุณจะเสียเวลากับเจ้าเหมียวนานแน่ๆ



*** รูปถ่ายทั้งหมด ถ่ายด้วยกล้อง Fujifilm XT2 และกล้อง GoPro 7 Hero Black



เกริ่นมาเยอะพอสมควรแล้ว เดี๋ยวเราจะพาไปเจาะลึกทริปของเรา

อยากเที่ยวตามมาเลยจ้าาาาาาาาาาาา

.

.

เพื่อนๆ สามารถไปติดตามเราได้ที่

https://www.facebook.com/yaktieowtamma


FB : อยากเที่ยวตามมา
IG : yaktieowtamma



Location : ร้าน Panoramic View Point, Goreme, Turkey


Part 1 : Day 3 - Day 5


Road Trip : Selcuk - Sirince - Pamukkale - Fethiye - Kusadasi



เราถึงสนามบินคูเวต ประมาณตี 2 เราจะต้องรอต่อเครื่อง 8 ชม.

แต่เราโชคดีมาก พอลงเครื่อง เข้าตม.เสร็จปุ๊บ
พนักงานได้แจ้งว่ามีการจองโรงแรมไว้ให้ มีที่นอนสบายๆ ละจ้า

เพราะสนามบินคูเวตเล็กมากกก เลยได้นอนพักแปปนึง


ตอนเช้า ตื่นมาทานอาหารที่โรงแรม และพร้อมบิน จนบ่าย 2 กว่าๆ เราก็แลนด์ดิ้งที่สนามบินอิสตันบูล

สนามบินใหม่และใหญ่มากกกก เดินกันขาลากกว่าจะถึงตม. ภายในสนามบินสวยดีนะ

แต่ยังตกแต่งไม่เสร็จเรียบร้อยดี
ขั้นตอนการผ่านตม. ไวมาก มาช้าตรงรอรับกระเป๋านี่แหละ

อาจเพราะเป็นสนามบินใหม่เลยตะกุกตะกักนิดหน่อย


** มีประกาศปิดการใช้งานสนามบินอาตาตูร์ก (IST) และโอนสายการบินทั้งหมดมาที่สนามบินอิสตันบูล (ISL) ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2562



หลังจากรับกระเป๋า เราก็แลกเงินในสนามบินนิดหน่อยไว้ใช้เดินทางเข้าเมือง

จากนั้นก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อนั่งรถ Havaist
การนั่งรถ Havaist เราจะต้องซื้อบัตร Istanbulkart สามารถซื้อบัตรเองที่ตู้อัตโนมัติได้เลย
ตู้อัตโนมัติจะไม่คืนเงินนะ สมมติเราใส่เงินไป 50 ลีรา เงินจะถูกหักเป็นค่าบัตร 6 ลีรา

อีก 44 ลีราจะคงค้างอยู่ในบัตรเพื่อใช้ในการเดินทาง
ค่าเดินทางจาก สนามบินอิสตันบูล ไป Otogar คนละ 16 ลีรา



เรามา Otogar เพื่อจัดการจองตั๋วรถบัสไป Izmir ในคืนนี้

และจองตั๋วรถบัสล่วงหน้าจาก Izmir ไป Goreme ไว้เลย
ครั้งแรกเราดูของ Kamilkoc มา แต่ปรากฎว่ารถเต็ม เลยมาใช้บริการของ Metroturizm แทน
ค่าตั๋วรถบัสจาก Istanbul (Bayrampasa) - Izmir

คนละ 95 ลีรา ค่าตั๋วรถบัสจาก Izmir - Nevsehir คนละ 90 ลีรา



สามารถเข้าไปดูรอบรถได้ที่

https://www.kamilkoc.com.tr

http://www.metroturizm.com.tr



เมื่อจองตั๋วรถเรียบร้อยแล้ว ก็ฝากกระเป๋าไว้ที่ขนส่ง

จากนั้นก็ไปจัดการแลกเงิน และซื้อ Sim Card เพิ่มอีก 1 อัน
ได้ Sim Card ของ Turk Telekom มาในราคา 130 ลีรา

(เน็ต 10GB / โทรภายในประเทศได้ 750 นาที / SMS 750 ข้อความ)
ปล. เราใช้ทั้ง Sim2fly และ Turk Telekom ใส่คนละเครื่อง



จากนั้นไปเดินเล่นรอเวลา/ กินข้าวเย็นแถว Aksaray และกลับไปรอขึ้นรถที่ Otogar
รถออกจากอิสตันบูลเวลา 22.35 น. ไปถึง Izmir เวลา 05.30 น.



เราเช่ารถไว้ที่ สนามบิน Adnan Manderes

จาก Izmir Otogar เรานั่ง Taxi ไป Kamer Metro และขึ้น Metro ต่อไปที่สนามบินเพื่อรับรถ



จองรถกับ Economy Car Rentals https://www.economycarrentals.com
และเลือกรถยี่ห้อ Renault (Auto) ของ AVEC car rentals

เช่าระยะเวลา 3 วัน ค่าเช่ารถ 80 ยูโร (2,8xx บาท)


ขั้นตอนการรับรถของที่นี่ เมื่อเคลียร์เอกสาร และชำระเงินตรงเค้าน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว

เราจะต้องเดินไปเอารถเอง ไม่มีพนักงานพาไปนะจ๊ะ ดูแลตัวเอง เดินข้ามฝั่งไปอาคารจอดรถ

เค้าจะมีป้ายบอกอยู่ว่าที่รับรถเช่าอยู่ชั้นไหน ล็อคไหน หาไม่ยาก



🚙 สามวันแรกของทริปตุรกี เราจะพาไปขับรถเที่ยวกัน

เริ่มจากเมือง Izmir ♦ Ephesus ♦ Sirince ♦ Pamukkele ♦ Fethiye ♦ Kusadasi

และวนกลับมาคืนรถที่ Izmir ทั้งหมดนี้ก็ระยะทางประมาณพันกว่าโล ขับกันให้มันส์ไปเลยจ้าาา




🚙 การขับรถที่ตุรกี :


🔸ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศ ที่สำคัญต้องยังไม่หมดอายุ
🔸ทำที่ขนส่งยื่นเอกสารไม่กี่อย่าง ชำระเงิน 505 บาท ใช้เวลา 5 - 10 นาที ก็ได้ใบอนุญาตฯ มีอายุ 1 ปี
🔸บัตรเครดิตที่ใช้ในการจองจะต้องเป็นชื่อของคนขับรถ เรื่องนี้เค้าค่อนข้างซีเรียสนะ
🔸ผู้ให้เช่ารถบางเจ้ามีการกำหนดช่วงอายุของผู้ขับขี่ หากไม่ตรงกับที่เค้ากำหนดอาจจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
🔸ตุรกีขับพวงมาลัยซ้าย และใช้เลนขวา ใคาไม่เคยขับต้องตั้งสติพักนึงกว่าจะขับได้แบบไม่งง
🔸การเติมน้ำมันไม่ยาก บอกพนักงานว่าจะเติมน้ำมันอะไร เท่าไหร่ เติมเสร็จ

เค้าจะให้ใบเสร็จมา นำไปชำระเงินใน Minimart

🔸ถ้าเราจะจ่ายเป็นเงินสดก็สามารถจ่ายกับพนักงานได้เลย ตอนรับรถมาน้ำมันเต็มถัง

ตอนเอารถไปคืนอย่าลืมเติมคืนให้เต็มด้วยเน้อ
🔸ในทริปนี้เราเลือกเส้นทางที่ไม่ผ่านทางด่วน เลยไม่มีรีวิวสำหรับส่วนนี้นะ



Day 3

ที่แรกของทริปเราจะเริ่มที่ Ephesus ก่อน ขับรถจาก Izmir ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงแล้ว
สำหรับ Ephesus ยิ่งไปเช้าเท่าไหร่ยิ่งดีนะ ไม่งั้นทัวร์พรึ่บ แถมตอนบ่ายๆ ถ่ายรูปยังย้อนแสงด้วย



เอฟเฟซุส ~ Ephesus


⏰ เวลาเปิด - ปิด
~~ ☀ 1 เม.ย. - 31 ต.ค. 08.00 น. - 18.30 น.
~~ ❄ 1 พ.ย. - 31 มี.ค. 08.30 น. - 17.30 น.
🎟 ค่าเข้า 60 ลีรา
🚙 ค่าจอดรถ 10 ลีรา
สามารถเข้าไปดูข้อมูล Museum ต่างๆ ของตุรกีได้ที่ https://muze.gov.tr


เอฟเฟซุส ~ Ephesus หรือที่คนท้องถิ่น เรียกว่า เอฟเฟส (Efes)


เป็นเมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า ชายฝั่งไอโนเนีย

สมัยก่อนเคยเป็นเมืองหลวงของเอเชียไมเนอร์
และเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เริ่มก่อสร้างโดยชาวกรีกเมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล
แต่ตัวเมืองในปัจจุบันถูกบูรณะในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล
เอฟเฟสเจริญรุ่งเรืองที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 1-2 เป็นเมืองโรมันที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงโรม

เอฟเฟสที่เราเห็นในปัจจุบัน เป็นเพียง 15% ที่ถูกขุดขึ้นมาเท่านั้น

และกระบวนการขุดค้นนี้ยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ
ทุกวันนี้มีผู้คนมาเอฟเฟสเพื่อสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี

ทุกวันนี้มีผู้คนมาเอฟเฟสเพื่อสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี


เราไปถึงก็ 10 โมงกว่าละ ช้ากว่าที่คิดเพราะมัวปรับตัวกับการขับรถพวงมาลัยซ้ายอยู่สักพัก


มาถึงเราเข้าทางประตู Hercules เพราะอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญที่อยากไปมากกว่าอีกประตูนึง
ซื้อบัตรเสร็จเรียบร้อย ก็สแกนบัตรเข้าประตูไปด้านซ้ายจะเป็นร้านขายของที่ระลึก

ด้านขวาเป็นห้องน้ำ เราแนะนำให้เข้าให้เรียบร้อยก่อน เพราะข้างในไม่มีห้องน้ำบริการ

จากตรงนี้จะเป็นทางเดินยาวสองฝั่งเป็นอุโมงค์ต้นไม้
เข้ามาก็เจอเจ้าแมวเจ้าถิ่นเยอะแยะมากมายนอนเรียงราย


เดินไปไม่ไกลก่อนถึงทางแยก จะเจอซากปรักหักพังวางเรียงกันอยู่

จุดนี้เคยเป็น ยิมเนเซียมโรงละคร (The Theatre Gymnasium)
เป็นยิมเนเซียมที่ใหญ่ที่สุดในเอฟเฟส เมื่อเดินมาสุดถนน จะเจอกับถนนฮาเบอร์ (Harbour Street)


เป็นถนนที่มีเสาหินอ่อนสูงใหญ่เรียงรายตลอดแนว ในอดีตที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยบ้านเรือนสวยงาม

และมีร้านค้าเปิดรอบสองฝั่งถนน
ทางด้านซ้ายของถนนฮาเบอร์ จะเป็น The Great Theatre of Ephesus

โรงละครขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้ถึง 25,000 คน


(จริงๆรูปนี้มีเครนกำลังซ่อมแซมอยู่แต่เรารำคาญลูกตาเลยลบทิ้งไป)


จากนั้นเลี้ยวขวาตรงไปก็จะเป็น หอสมุดแห่งเซลซุส~Library of Celsus


หอสมุดแห่งเซลซุสถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.135 โดย จูเลียส อะควิล่า (Julius Aquila)

เพื่อถวายแก่บิดา จูเลียส เซลซุส (Julius Celsus)
โดยได้ฝังโลงศพหินของบิดาใต้หอสมุดนี้ด้วย

ทางโครงสร้างของหอสมุดประกอบไปด้วยเสาหินอ่อนขนาดใหญ่เป็นฐานค้ำยัน 8 ต้น
ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีรูปปั้นเทพียืนเรียงกัน 4 องค์
(Sophia ~ เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด

Arete ~ เทพีแห่งคุณธรรม

Ennoia ~ เทพีแห่งสติปัญญา

Episteme ~ เทพีแห่งความรู้)


หอสมุดแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกในยุคโบราณ

ยิ่งใหญ่คุ้มค่ากับที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาจริงๆใครชอบแนวนี้ เราบอกเลยต้องมา ต้องมา ต้องมา !!

มันสวยมากจริงๆ นางแบบเราแอบไปยืนลูบคลำเสาอยู่นานมาก 555 บ้าบอจริง
ใช้เวลาเดินเล่นถ่ายรูปอยู่ด้านในประมาณ 2-3 ชั่วโมง




จากนั้นเราไปต่อกันที่เมือง Sirince เมืองกลางหุบเขาที่เงียบสงบ อยู่ไม่ไกลจาก Ephesus
ที่นี่เป็นเมืองที่เคยได้รับคำทำนายไว้ว่า หากในปี 2012 โลกจะแตก

เมืองนี้จะเป็นเพียงเมืองเดียวที่รอดจากภัยนั้น
สุดยอดไปเลยเนอะ แต่ปีนี้ 2019 แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องดีที่โลกไม่แตกจริงตามคำทำนาย
เมืองนี้ไม่มีค่าเข้านะ แต่ถ้าใครขับรถมาเหมือนเรา ก็โดนค่าที่จอดไปคันละ 10 ลีรา




ถ้าใครมีเวลาแนะนำให้มาแวะเมืองนี้นะ เราชอบมาก เดินเล่นได้ไม่เบื่อ อากาศก็ดี คนก็น่ารัก
หนีห่าวใส่เรากันทั้งเมือง 555555555 ข้างทางมีร้านขายของฝาก ของกระจุกกระจิกน่ารักเต็มไปหมด
แถมเมืองนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องไวน์ด้วยนะ เสียดายเราไม่ได้ซื้อกลับมา เพราะต้องขับรถกันอีกไกล



ม่อนจุกได้ลองชิมกาแฟตุรกี แก้วเล็กตะมุตะมิ ขั้นตอนการทำก็น่าสนใจ

เค้าเอากาแฟใส่ในแก้วเล็กๆ ตามสไตล์ตุรกี
จากนั้นก็เอาแก้วไปคนในถังทรายร้อนๆ ความร้อนจะทำให้กาแฟเดือด

เค้าวนแก้วกาแฟในถังทรายอยู่ประมาณ 5 นาที เราจะเห็นกาแฟเดือดปุดๆๆ ออกมาเลย


กาแฟบ้านเค้าเข้มมาก ตาค้างขับรถไม่มีง่วงเลยทีเดียว โดนสาวๆ เรียกค่ากาแฟไป 10 ลีรา / แก้ว

ก่อนกลับเลยขอเก็บภาพกับสาวๆขายกาแฟไว้เป็นที่ระลึก



ไปต่อกันที่ Pamukkale ใช้เวลาขับรถประมาณ 3 ชั่วโมง จากเมือง Sirince เราแวะเช็คอินเข้าที่พักก่อน
จากนั้นก็บึ่งรถไปที่ Pamukkale เพื่อเก็บแสงเย็น ช่วงเดือนเมษายน พระอาทิตย์จะตกประมาณทุ่มครึ่ง
ทำให้เรามีเวลาเที่ยวนานขึ้นและช่วงเวลานี้ ก็เหมาะมากที่จะไปถ่ายรูป

ที่ Pamukkale เพราะคนจะน้อยกว่าตอนกลางวัน




Day 4


หลังจากเก็บแสงเย็นเมื่อวานได้แปปนึงเราก็กลับที่พักเพราะเหนื่อยกับการขับรถพอสมควร
เช้าวันนี้เรามาที่ Pamukkale อีกรอบนึงเพื่อเก็บแสงเช้า และเดินเที่ยวรอบๆ Hierapolis



ปามุคคาเล ~ Pamukkale


Pamukkale แปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย (Cutton Castle)
เกิดจากการที่น้ำพุร้อนไหลทะลุผ่านขึ้นมาบนพื้นดิน และมีการเก็บกักแคลเซียมคาร์บอเนตเอาไว้มาก
ทำให้เกิดเป็นชั้นหินสีขาวหลายๆ ชั้น ขาวราวกับภูเขาหิมะ ส่วนประกอบหลักเป็นหิน ทราเวอทิน

ซึ่งเป็นหินตะกอนจากน้ำพุร้อน ในอดีตชาวกรีกโรมันเชื่อเรื่องการนำน้ำพุร้อนมาใช้ในการรักษาโรค

จึงได้มาสร้างเมือง Hierapolis ไว้


ปามุคคาเล ~ Pamukkale

⏰ เวลาเปิด - ปิด 06.30 น. - 18.30 น. (เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถ้าซื้อตั๋วเข้าไปแล้วสามารถอยู่ได้ถึงดึกๆ )
🎟 ค่าเข้า 60 ลีรา
🚙 ค่าจอดรถ 10 ลีรา
📌📌📌 การเดินลงไปชมปามุคคาเล จะต้องถอดรองเท้านะ เราแนะนำให้พกถุงไปไว้ใส่รองเท้าแล้วหิ้วไป
เพราะที่นี่ไม่มีแจก เผื่อใครอยากเดินรอบเดียว จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาเอารองเท้าอีก




ตอนเช้าตรู่นี้เป็นช่วงเวลาทองอีกช่วงนึง ที่จะถ่ายรูป Pamukkele แบบไร้ผู้คน
พอซัก 8 โมงเช้า ทัวร์ก็มากันพรึ่บพรั่บละ แปปเดียวเต็มบ่อเลย 5555
ถ้าอยากได้รูปสวยๆ แสงดีๆ แบบไม่มีคน อย่าลืมขุดตัวเองไปตั้งแต่เช้า.. เตือนแล้วนะ



เฮียราโพลิศ ~ Hierapolis


เมืองโบราณสไตล์เกร็คโค่ - โรมัน และไบเซนไทน์
ครอบครองโดยอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ 133 ปีก่อนคริสตกาล
ตั้งอยู่บนยอดของ ปามุคคาเล มีพื้นที่ยาว 2,700 เมตร กว้าง 600 เมตร สูง 160 เมตร
ตัวเมืองถูกแผ่นดินไหวทำลายในปี ค.ศ.60 แต่กลับมารุ่งเรืองสุดๆ ระหว่างปี ค.ศ.196-215
จนเริ่มเสื่อมความนิยมลงในศตวรรษที่ 6 และได้ถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปามุคคาเลในที่สุด

เมืองโบราณแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองตากอากาศของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในสมัยโรมัน
จึงเป็นเมืองที่มีหลุมศพมากที่สุดในพื้นที่อนาโตเลีย เท่าที่ขุดค้นพบแล้วมีกว่า 1,200 หลุมศพด้วยกัน

เนโครโพลิศ ~ Necropolis
สิ่งก่อสร้างตรงนี้เป็นเหล่าหลุมศพของผู้ทรงอิทธิพลในยุคโบราณ

บางหลุมถูกสร้างมาเกือบ 2 พันปีแล้ว เก่าแก่มากจริงๆ

สระว่ายน้ำโบราณ ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวลงไปเล่นน้ำ แช่น้ำเล่นได้ น้ำใสมากกก

Hierapolis เป็นอีกที่ที่สวยมาก Theatre ที่นี่ค่อนข้างสมบูรณ์ ยิ่งช่วงเดือนเมษายน
ดอก Poppy จะพร้อมใจกันบานทั่วทั้งทุ่ง เตรียมชุด เตรียมพร๊อพไปให้พร้อม แล้วเริงร่าถ่ายรูปกันเลยจ้า


Laodikya


อยู่ไม่ไกลจาก Pamukkale ขับรถไปประมาณ 20 นาที

เมืองโบราณอีกเมืองนึง ที่เราสามารถเดินเที่ยวได้สบายๆมีโลเคชั่นอยู่บนยอดเขา

ที่เราสามารถมองเห็น Pamukkale ได้
แลนด์มาร์คที่นี่ก็คือเสาหินที่ตั้งเรียงกันอย่างสวยงาม จุดนี้ถ่ายรูปสวยมากๆ

Laodikya
⏰ เวลาเปิด - ปิด
~~ ☀ 1 เม.ย. - 1 ต.ค. 08.00 น. - 19.00 น.
~~ ❄ 1 พ.ย. - 31 มี.ค. 08.00 น. - 17.00 น.
🎟 ค่าเข้า 15 ลีรา
🚙 ค่าจอดรถ - ฟรี





เฟทิเย่ ~ Fethiye

ออกเดินทางต่อกันเลย คืนนี้เราจะไปนอนริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกัน

เมืองที่เรายอมขับรถออกนอกเส้นทางไปไกล เพราะต้องการไปเล่น Paragliding
และเอาตัวไปจุ่มน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จาก Laodikya ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็มาถึง
เราเช็คอินเข้าที่พัก Magic Tulip beach Hotel โรงแรมนี้อยู่ที่หาดโอลูเดนิซ (Oludeniz Beach)
เดินไม่ถึง 2 นาทีก็เจอทะเลแล้ว ฟินมากกกก แต่ช่วงนี้อากาศยังหนาวอยู่นะ ไม่มีใครเล่นน้ำเลยจ้า
ที่คิดว่าจะได้แช่น้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก็ต้องล้มเลิกไป แค่เอาเท้าไปจุ่มๆ แตะๆ ก็เย็นเยือกแล้ว


ด้วยความที่เราไปถึงก็ 4 โมงกว่าเข้าไปละ อากาศก็ดูขมุกขมัว เหมือนฝนจะมา

ลุ้นหนักมากว่าจะได้เล่น Paragliding ไหม
โชคดีที่ฝั่งตรงข้ามโรงแรมมีเจ้านึง เราเลยเข้าไปติดต่อ

ดีลได้มาที่ราคา 95 ยูโรต่อคน (Paragliding + รูป/วิดีโอ)
จากที่นี่เราต้องนั่งรถขึ้นไปบนเขา Babaday ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 6,550 ฟุต
เสียวกว่าเล่น Paragliding ก็ตอนนั่งรถขึ้นไปนี่แหละ ทางแคบ ชัน และเหวลึกมากก

คุณลุงขับเหมือนรถไม่มีเบรก รถสวนมาลุงพุ่งใส่ มายก๊อดดด

มือเปียกตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดปล่อยตัว รอบที่เราเล่นมีผู้ร่วมชะตากรรม 3 คน
เราสองคนและสาวจีนโชว์เดี่ยว ทุกคนจะมีไพล็อทส่วนตัว พอรถจอดที่ยอดเขา ทุกคนรีบมาก วิ่งวุ่นสุดๆ
ไพล็อทเอาเสื้อมาใส่ให้ ใส่แขน ใส่ขา รัดโน่นนี่ ปิดท้ายด้วยหมวกที่เหมือนจะหลุดตั้งแต่ยังไม่ได้บิน
จุดสตาร์ทจะเป็นทางลาดบนยอดเขา แค่มองลงไปก็หวิวละ ไม่เกิน 5 นาที

ไพล็อทจะพาเราวิ่งๆๆๆ แล้วก็ลอยละล่อง


วิวข้างบนมองลงมามันสวยมากกก ดีมากจริงๆ และที่สำคัญโคตรหนาวเลยยย

หนาวแบบน้ำมูกไหลไม่รู้ตัว ระหว่างที่อยู่ข้างบนไพล็อทก็จะไม่อยู่นิ่ง

ควักกล้องโน้น คว้ากล้องนี้มาถ่ายรูป วิดีโอตลอดเวลา
เราจะลอยอยู่ประมาณ 1 ชม. จากนั้นก็แลนด์ดิ้งอย่างสวยงาม

จุดพีคมันอยู่ตรงนี้ หลังจากลงแล้ว ก็เดินมึนๆ งงๆ
จากอาการเจ็ทแล็ค 555 ไปที่ร้านเพื่อเอารูป แต่เราโดนค่ารูปเพิ่มคนละ 140 ลีราจ้า

ร้านบอกเป็นรูปจากกล้อง 360 องศา บลาๆๆ ซึ่งความจริงรูปมันก็โออ่ะ

เราก็เลยตกลงรับหมด ไม่อยากเสียเวลาด้วย เลยจ่ายไป 200 ลีราต่อ 2 คน
ก็ให้เพื่อนระวังด้วยละกันเนอะ อาจเพราะเจ้านี้ไม่ใช่เจ้าดังด้วยแหละ

แต่รูปที่ได้ก็สวยโอเค ถือว่าเอาเงินแก้ปัญหากันไป


หลังจากเล่นเสร็จเราก็ไปเดินเล่นริมทะเลกัน คลื่นแรงมาก

และอากาศก็หนาวมาก เลยกลับที่พักไปนอนดีกว่า



Day 5

วันสุดท้ายของการเช่ารถที่นี่ ฝนตกแต่เช้าเลยจ้า กะจะไปถ่ายรูปที่ Lycian Rock Tombs
ไปถึงหน้าประตูละนะ แต่ฝนดันตก เลยไม่อยากเดินฝ่าฝน ปีนบันไดขึ้นไปอีก

ก็เลยโบกมือบ๊ายบายกันที่หน้าประตู
จากนั้นก็เลยมุ่งหน้ากลับ Izmir ระหว่างทางฝนตกเบาบ้าง หนักบ้างสลับกันไป เลยไม่ได้แวะไหนซักที่

ขับมาจนจะถึงทางแยกไปเมือง Kusadasi ฟ้าใสเฉยเลย เราเลยเลี้ยวเข้าเมืองแบบไม่ต้องลังเล
เมืองคูซาดาซี ~ Kusadasi เมืองท่องเที่ยวริมทะเล ที่อยู่ไม่ไกลเมืองอิซเมียร์

ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เยอะมาก ชายหาดเมืองนี้ไม่สวยเท่าเมืองเฟทิเย่นะ

แต่ด้วยความที่ใกล้จุดท่องเที่ยวสำคัญ เลยทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปนิยมมาที่นี่มาก


หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปที่ Kusadasi กันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาไปคืนรถแล้ว
เราจัดการนำรถไปคืน แต่ก่อนคืนอย่าลืมเติมน้ำมันให้เต็มนะ (เกือบตกรถบัสเพราะวนหาปั๊มนี่แหละ)
ตอนนี้เครียดสุดในทริปละ ลนลานมาก ของก็เยอะพะรุงพะรัง คืนรถเสร็จ วิ่งๆๆๆ วิ่งยิ่งกว่าพี่ตูน
เรียก Taxi ที่สนามบินไป Otogar บอกคุณลุง ซิ่งสุดชีวิตไปเลยจ้า เพราะมีเวลาอีกแค่ครึ่งชม.
ตอนอยู่บนรถก็วุ่นวายดู Map ตลอดเวลา จนคุณลุงคงทนไม่ไหว ลุงบอกเอาตั๋วรถมาซิ เดี๋ยวโทรไปคุยให้
แล้วลุงก็ซิ่งไป โทรคุยกับ บ.รถทัวร์ กราบขอบคุณคุณลุงมากจริงๆ

ในที่สุดเราก็มาทันเวลาพอดีเป๊ะ
กระหืดกระหอบขึ้นรถบัสไปอย่างเหน็ดเหนื่อย นั่งรถไปอีก 10 กว่าชม.

มุ่งหน้าไป Goreme พักผ่อนกันไปยาวๆ จ้า


Part 2 : Day 6 - Day 8


Road Trip : Around Goreme


Day 6

รถบัสมาถึง Nevsehir ประมาณ ตี 5
ตรงนี้ค่อนข้างงงๆ ตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วละ เราซื้อตั๋วไป Goreme แต่หน้าตั๋วระบุ Nevsehir
เราก็ถามกับพนักงานขาย เค้าบอกว่าไม่มีปัญหา เราก็โอเคๆ จู่ๆ พนักงานก็ปลุกเราให้ตื่น
บอกต้องต่อรถไป Goreme เราเลยถามว่าบัสไม่ถึงหรอ ทำไมต้องต่อรถ เค้าบอกบัสไม่ได้เข้า Goreme
เข้ามาด้านในขนส่ง เค้าก็พาไปนั่งในบ.อะไรซักอย่าง ถามโน่นนี่ ขายนี่โน่น แต่บังเอิญเราจองทุกอย่างไว้แล้ว
ทั้งรถเช่า บอลลูน ที่พัก เลยถามเค้าเรื่องรถ เค้าบอกจะมีรถมารับไป Goreme ตอน 7 โมงเช้า (ฟรี)
บ้ารึ !! จะให้รอที่นี่ไปอีก 2 ชม. แต่ถ้าอยากไปเลยต้องเหมารถไปเอง (เสียตังค์) เราเลยคิดๆๆ จะเอาไงดี
ตัดสินใจโทรหา บ.รถที่เราเช่า เพราะเรานัดรับรถ 7 โมง

ปรากฎเค้าอยู่แถวนี้พอดี เลยให้เค้ามารับเราที่ Nevsehir เลย
อย่าคิดว่าเรื่องวุ่นๆ ที่ Cappadocia มันจะจบแค่นี้ นี่แค่เริ่มต้น หึหึหึ


ชื่อคัปปาโดเกีย เค้าใช้พูดแทนพื้นที่ตอนกลางของประเทศตุรกีนะ
เมืองที่จะไปจริงๆ ชื่อว่า กูเรเม่ (Göreme) เราใช้เวลาเที่ยวเมืองนี้ 2 วัน 2 คืน


เราเช่ารถขับโดยจองกับ Economy Car Rentals เหมือนเดิม https://www.economycarrentals.com
และเลือกรถยี่ห้อ Renault (Auto) ของ Nissa car rentals เช่า 3 วัน ค่าเช่ารถ 80 ยูโร (2,1xx บาท)
ค่าน้ำมัน 80 ลีรา (450 บาท)

สำหรับเราถ้าอยากเที่ยวสบายๆ ไม่เร่งรีบ ได้เที่ยวทุกจุดสำคัญ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในเมือง
4 วัน 3 คืนอ่ะกำลังดี แต่ด้วยเวลาของเรามีน้อย และความโลภที่อยากไปหลายเมือง เลยอยู่ได้แค่นี้



หลังจัดแจงรับรถเสร็จ เรายังเช็คอินไม่ได้ เพราะที่พักให้เช็คอินได้ ตอนบ่าย 3
แต่ทางโรงแรมใจดีมากๆ เราขออนุญาตเปลี่ยนชุด ล้างหน้าล้างตา แล้วไปเที่ยวก่อน
หลังจากแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ เราก็ตะลอนเที่ยวกันโดยเริ่มจาก ร้านพรมยอดฮิต


Galeri Ikman ร้านพรมสุดฮิตใน Cappadocia

🎟ค่าเข้าถ่ายรูปคนละ 50 ลีรา


มีบริการถ่ายรูปด้วย Drone ด้วยนะ ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆ และกระเป๋าหนักพอนะ
แต่ขอบอกว่าแพงมากกกกก จริงๆร้านนี้จะมีมุมบันไดที่เดินขึ้นไปถ่ายได้ ประหยัดไปเยอะ
ไปแต่เช้ายิ่งดี จะได้มีเวลาถ่ายรูปเยอะๆ เพราะบางคนบอกว่าเจ้าของร้านให้ถ่ายแค่ 15-20 นาที
แต่เราอยู่เป็นชั่วโมง เค้าก็ไม่ว่าอะไร แถมมาช่วยถ่ายรูปให้ด้วย น่ารักมาก


หลังจากถ่ายรูปที่ร้านพรมจนหนำใจ ก็หาอะไรกินรองท้องมีเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าจะเช็คอิน
เราเลยเลือกไปที่ Ihlara Valley ซึ่งคำนวนแล้วขับรถไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมงเดินเล่นชั่วโมงนึง
แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วใช้เวลาเกินไปเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะวิวข้างทางนี่แหละ

ระหว่างทางกว่าจะไปถึง Ihlara Valley มันสวยมากจริงๆ แถมรถก็น้อย เราจอดรถถ่ายรูปกันเยอะมาก




Ihlara Valley

🎟 ค่าเข้า 60 ลีรา
🚙 ค่าจอดรถ 10 ลีรา



เราคำนวนเวลาแล้วถ้าลงไปเดินที่ Ihlara Valley แกรนด์แคนยอนใหญ่เป็นอันดับ2ของโลก
ที่มีคนอาศัยอยู่ ระยะทางหลายกิโลเมตรมากๆ เวลาเราไม่พอแน่นอน เลยเข้าไปถ่ายรูปนิดเดียว
จากนั้นกลับไปเช็คอินที่โรงแรมเกือบๆ 5 โมงเย็นเลยทีเดียว รีบเก็บข้าวเก็บของ
เพื่อมารอแสงเย็นแรกที่เมือง Cappadocia เราเลือกไปดูกันที่ Rose Valley



Rose Valley

ชื่อนี้ได้มาจากที่สีของหินในแถบนี้มีสีคล้ายดอกกุหลาบ เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกยอดนิยม
ตอนเย็นๆ จะมีคนมาขับ ATV และขี่ม้าชมวิวเยอะมาก พอเรามาถึงก็ตามคาด คนเยอะสุดๆ
เลยรีบๆถ่ายรูปและไปหาจุดใหม่ เพื่อชมวิว ถ่ายรูป รอแสงเย็นพระอาทิตย์ตก



Sunset View Point

จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ที่สวยมากจุดนึงของ Goreme สามารถเดินขึ้นมาได้นะ
แต่ทางจะชันหน่อย ถ้ามีรถแนะนำให้ขับขึ้นมาจอดข้างบนเลยจะดีกว่า
จุดนี้จะสามารถมองเห็นเมือง Goreme ยามค่ำคืนได้ทั้งเมือง ซึ่งต้องบอกว่าโคตรสวย
แต่พอถ่ายรูปไปได้สักแปปนึง ฝนก็เทลงมาจ้า เราเลยต้องรีบกลับห้องก่อนดีกว่า
เพราะพอตกเย็นแล้วอากาศช่วงนี้เลขตัวเดียวแถมลมแรงมากๆ หนาวโคตรๆ
อีกอย่างพรุ่งนี้เราเตรียมตัวที่จะขึ้นบอลลูนที่เราจองไว้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
เพราะเราเช็คสภาพอากาศแล้วมีโอกาสที่จะได้ตื่นมาขึ้นบอลลูนสมใจหวัง



Day 7


เราสองคนตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง เพราะเรานัดกับทางทัวร์บอลลูนไว้ว่าจะมารับตี 5.30 น.
เรารอคอยด้วยความหวัง รอแล้วรออีก เพราะวันนี้อากาศดีมาก ไม่มีฝน ฟ้าใสๆ เลยแหละ


แต่... ลมแรง ลมแรงจริงๆ เราจึงประสานงานกับทัวร์เรื่อยๆเพื่อเช็คสภาพอากาศ และหวังว่า
อาจจะมีโอกาสขึ้นได้ แต่รอจน เกือบๆ 7 โมง สุดท้ายก็อดขึ้นบอลลูน ตามระเบียบ เศร้าไปตามๆกัน

แต่เอาจริงๆเเล้วเรายังอยู่ที่นี่อีกคืน และในเช้าวันรุ่งขึ้นยังมีโอกาส แต่เราคุยกันว่า ไม่เป็นไร
เพราะเราเช็คเวลาแล้วไม่น่าจะทัน เพราะเราต้องบินกลับไฟลท์ 10 โมงกว่าๆ
และจะต้องนั่ง shuttle bus จากโรงแรมตั้งแต่ 7.45 น. ทำให้ทริปนี้เราล้มเหลวในการขึ้นบอลลูนในที่สุด
ทีนี้ก็มาลุ้นกันว่าพรุ่งนี้ เราจะได้เห็นบอลลูนลอยเหนือน่านฟ้าเมือง Goreme กันหรือเปล่า

หลังจากตัดใจจากการขึ้นบอลลูนได้ เราก็เดินหน้าเที่ยวต่อรอบๆเมือง Goreme
แต่ก่อนจะออกขับรถก็ขอถ่ายรูปเล่นที่โรงแรม Local Cave Hotel ที่เราพักกันก่อน
เพราะที่นี่ก็ถือเป็นโรงแรมยอดนิยมที่คนไทยชอบมาพักกันมากๆ เจ้าของน่ารักมากๆ





Paranomic View Point Cafe

🎟 ค่าเข้า 4 ลีรา


จุดแรกของวันนี้เราขับรถวนรอบเมือง Goreme กันชิลๆไม่เร่งรีบ
ที่นี่เป็นร้านคาเฟ่ ขายกาแฟเเละ เครื่องดื่ม เกร๋ๆ ราคากาแฟแก้วละ 10 ลีรา
แต่คุณดูวิวสิ วิวอลังการมาก วิวหลักล้านของจริง แต่น่าเสียดายที่มุมนี้เป็นมุมพระอาทิตย์ตก
ลองนึกภาพแสงเย็นสวยๆที่วิวแบบนี้ดูสิ คงโรแมนติกไม่น้อย และคนก็คงไม่น้อยเช่นกัน ฮ่าๆ




The three beauties of Ürgüp

ออกจากจุดนี้เราไปกันต่อที่ The three beauties of Ürgüp
เป็นจุดชมวิวระหว่างทางที่มีคนมาแวะเวียนถ่ายรูปกันเยอะมาก
โดยจุดเด่นของมุมนี้จะมีเจ้าหินรูปเห็ด 3 อันเรียงกัน แปลกตามากๆ


และใกล้ๆกันจะมีรูปหินที่ถ้าเรามองด้านข้างจะมองเห็นเป็นเจ้าลิงตัวใหญ่อยู่



Devrent Valley หรือ Imagination Valley

ขับต่อไปอีกนิดก็จะเจอกับ Devrent Valley หรือ Imagination Valley
เจ้าหินรูปร่างประหลาด ใครจะมองเป็นอะไรก็แล้วแต่จินตนาการเลยนะ
แต่เรามองเป็นน้องไก่ เพราะน้องโดนล้อมคอกเหมือนอยู่ในเล้าเลย 😅




Pasabag / Monks Valley

จุดนี้ขับต่อมาอีกไม่ไกล จะพบกับความเวิ้งว้างที่สวยงาม
เจ้าหินประหลาด (Fairy chimneys) หรือปล่องไฟนางฟ้า
เกิดจากลาวาที่ปล่อยมาจากภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีก่อนและถูกกัดกร่อน
พิกัด : 38.677373, 34.853024




หมดไปครึ่งวันแล้วสำหรับ รอบเมือง Goreme เราแวะเข้ามาหาอาหารรองท้อง
และรอดตายจากอาหารตุรกีซะทีเพราะเจอร้านอาหารเกาหลีช่วยชีวิตเราไว้
กินอิ่มมีแรง เราไม่รอช้าไปเที่ยวกันต่อเลย เพราะเวลาไม่รอคอยเราอีกต่อไป
ข้อดีอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวช่วงเดือนนี้ก็คือกลางวันจะมืดช้ามากๆ
ฟ้าจะเริ่มมืดตอนเกือบๆ 2 ทุ่มแน่ะ ทำให้เรารู้สึกว่าได้เที่ยวแบบเต็มๆวันจริงๆ


Tepik Turkevi, Uchisar

ร้านชาใกล้ๆ Uchisar Castle คุณลุงคุณป้าเจ้าของบ้านน่ารักมากๆ
ที่นี่เป็นบ้านที่คุณลุงคุณฟ้าอาศัยอยู่จริงๆ เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก
มีชา กาแฟไว้บริการด้วยนิดหน่อย ทำให้เรามีเวลานั่งจิบชาคุยกับลุงสักพัก
คุณลุงบอกว่าที่นี่อากาศจะเย็นสบายทั้งปี เพราะอยู่ในถ้ำ อากาศร้อนสุดก็ 15 องศา
คนไทยมาที่นี่เยอะมากกกก แต่ร้านคุณลุงจะหายากนิดนึง แต่รับรองวิวดีสุดในย่านนี้ละ

พิกัด : 38.630416, 34.805526




Uchisar Castle

สามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้นะ แต่เราไม่ได้ขึ้น ได้แต่มองเธออยู่ไกลๆ



Love Valley

จุดนี้ไม่ได้แวะนานอีกเช่นกัน เพราะเราจะรีบกลับไปจุดเดิมเมื่อวานที่ฝนตก





Sunset View Point

จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ที่เมื่อวานเราต้องรีบกลับเพราะฝนตก
รอบนี้เราขับรถขึ้นไปบนยอดเลย ข้างบนมีที่จอดรถเพียบ ไม่ต้องเดินให้เมื่อย
แต่ต้องขับระวังนิดนึงเพราะทางแคบและมีคนเดินขึ้นลงตลอดเวลา


รอบนี้ผมก็ได้ถ่ายรูปสมใจอยาก เพราะอากาศดีและไม่มีฝนแน่นอน
อีกอย่างเราเตรียมไฟมาจากเมืองไทยเพื่อมาถ่ายมุมนี้โดยเฉพาะ



แต่ด้วยอากาศที่หนาวและลมที่แรงมากๆ ถ่ายได้ไม่นานเราก็รีบกลับลงไปพักผ่อน
ตอนที่ถ่ายไฟนี่กว่าจะถ่ายเสร็จ เพราะถ่ายๆอยู่ก็จะมีฝรั่งมายืนมองและยืมไฟไปถ่ายมั่ง
ทำให้กว่าจะได้ภาพที่เราชอบก็น้ำมูกไหลไปตามๆกัน ครั้งหน้ามาจะซื้อไฟจากไทยมาขายบนนี้ละนะ 555

ก่อนนอนเราจัดแจงคืนรถเช่าในคืนนี้เลย เพราะตอนเช้าจะได้ไม่ต้องมากังวล
แต่ก็มีเรื่องให้เซ็งๆนิดหน่อยในทริปนี้ เพราะตอนคืนรถ เช็คไปเช็คมากลายเป็นว่ารถมีรอยเฉยเลย
เราไม่ละเอียดเองที่ไม่ได้อัดวิดีโอหรือถ่ายรูปไว้ให้ชัดเจน (ไม่คิดว่าจะโดนโกงแบบนี้)
คือเราเช่ารถก็มีประกันนั่นแหละ แต่ที่ตุรกีถ้ารถเป็นรอย เราต้องแจ้งตำรวจทุกครั้ง
ไม่ว่าจะไปขูดกับอะไรก็แล้วแต่และต้องมี Accident Report จากตำรวจมายืนยันด้วย
ถึงจะเคลมประกันได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายอะไร แต่เราไม่มีและไม่อยากเสียเวลานาน
ทางคนให้เช่าเรียกมาที่ 50 ยูโร เราเลยต่อไปต่อมา จบที่ 35 ยูโร เพื่อให้จบๆไป
จากที่ไม่เสียค่าขึ้นบอลลูนได้เงินคืนมา ดันต้องมาจ่ายเงินกับอะไรแบบนี้อีก เซ็งนิดหน่อย

เรารีบกลับไปนอนพักผ่อนและหลับอย่างมีความหวัง พลางเช็คสภาพอากาศตลอดเวลา
เพื่อลุ้นว่าพรุ่งนี้โอกาสสุดท้ายของเรา จะได้เห็นบอลลูนหรือไม่ เพราะนี่คือความตั้งใจที่สุด
ของทริปนี้ที่จะได้มาเห็นบอลลูนที่นี่กับตาตัวเองสักครั้งในชีวิต



Day 8

Mithra Cave Hotel

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาในความมืดของท้องฟ้า ตั้งแต่ตี 5 รีบอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพร๊อบให้พร้อม
เพราะวันนี้เราต้องรีบอย่างสุดๆ มีเวลาถ่ายรูปถึงแค่ 7.30 น.ก็ต้องรีบขึ้นรถไปสนามบิน
และก็ยังไม่รู้ว่าบอลลูนจะขึ้นหรือเปล่า กะว่าจะไปรอดาดฟ้าโรงแรม Mithra Cave Hotel
ที่เรานอนเมื่อคืนนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ก็ต้องมาเหนื่อยแต่เช้าเพราะนางแบบของผม ดันลืม รีเทนเนอร์
เอาไปลืมทิ้งไว้ในห้องน้ำที่โรงแรมเมื่อวาน ยังโชคดีที่โรงแรมไม่ไกลกันมาก เราเลยรีบเดินไปรับคืนมา
และระหว่างเดินกลับมา ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเรามองหันหลังกลับไป .....

หัวใจเราก็พองโต ยิ้มแก้มบานแทบฉีก

ภาพที่เห็นข้างหลัง บอลลูนกำลังลอยขึ้นฟ้าอย่างช้าๆอยู่เบื้องหน้า
พระอาทิตย์ที่กำลังจะพ้นภูเขาและสาดแสงมาเป็นภาพที่ลืมไม่ลงจริงๆ




พอเห็นบอลลูนเท่านั้นแหละ เราสองคนก็รีบวิ่งขึ้นไปดาดฟ้าโรงแรมทันที
ซึ่งแน่นอน คนแน่นมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย คนจีน ที่มารอถ่ายมุมฮิตของทางโรงแรม



มุมนี้ต้องต่อคิวกันนิดนึงนะครับ เพราะเป็นมุมที่สวยมากๆ ทางโรงแรมจะจัดพร๊อบไว้ให้ถ่ายรูปสวยๆ
เค้าจะสงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าโรงแรมเท่านั้นนะครับ เพราะตอนเราเข้าไปบนดาดฟ้า
จะมีเจ้าหน้าที่ยืนคอยเช็คว่าเราพักห้องไหน และมากี่คน เลยต้องรอคิวกันหน่อย
พอถึงคิวเราก็รีบๆถ่ายรัวๆแล้วมาเลือกภาพทีหลังเพราะมีคนต่อคิวอีกเพียบเลย
ขอบคุณพี่ๆคนไทยที่ต่อคิวอยู่และช่วยถ่ายรูปให้นะ



จบจากมุมนี้ก็มีมุมอื่นๆบนดาดฟ้าให้ถ่ายอีกหลายมุมเลย



หลังจากเต็มอิ่มกับเจ้าบอลลูนกว่า 2 ชั่วโมง เป็นอันว่าเราฟินมากๆ ถึงเเม้จะไม่ได้ขึ้นบอลลูน

แต่แค่เห็นแบบนี้ก็สุดจะบรรยายแลัวล่ะ แต่เราไม่มีเวลามากนัก รีบกลับไปขนของและไปขึ้นรถ



จากโรงแรมเราเดินไปยังสนามบิน Kayseri Airport เพื่อบินไปลง Istanbul อยู่เที่ยวต่ออีก 2 คืน
ซึ่งอยากจะบอกว่าเสียดายมากๆที่เวลาน้อย เพราะวิวระหว่างทางไปสนามบินมันโคตรดีมากกกกก




บ๊าย บายยยยยยยย Cappadocia ไว้จะกลับมาหาใหม่นะ



Day 9 - Day 10

Around Istanbul



อิสตันบูล เมืองสุดท้ายในทริปตุรกีของเรา เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ทั้งบ้านเมือง ทั้งผู้คน
เราอยู่เที่ยวเมืองนี้ 2 วัน 2 คืน (น้อยมากกกก) สำหรับการเดินทางในเมืองนี้ เราใช้รถบัสและรถรางเป็นหลัก

การจ่ายค่าโดยสาร เราซื้อบัตร Istanbulkart
* ซื้อบัตรเองที่ตู้อัตโนมัติได้เลย (ตู้อัตโนมัติจะไม่คืนเงินนะ ถ้าเราใส่เงินไป 50 ลีรา

เงินจะถูกหักเป็นค่าบัตร 6 ลีรา
อีก 44 ลีราจะคงค้างอยู่ในบัตรเพื่อใช้ในการเดินทาง)
🚌 เราเติมเงินในบัตร 180 ลีรา (ใช้สองคนรวมบัสไปกลับสนามบินแล้ว)
ตรวจสอบรอบรถได้ที่ 🔹http://www.hava.ist/en/



เกี่ยวกับ Istanbulkart

🚊บัตรนี้สามารถใช้ร่วมกันได้หลายคน
🚊บัตรนี้ใช้ได้ทั้งรถบัส รถราง และเรือ
🚊ตู้อัตโนมัติที่ใช้ในการเติมเงิน ไม่สามารถทอนเงินได้
🚊ใช้บัตรประหยัดกว่าซื้อตั๋วเดินทางเป็นเที่ยว

Metro Istanbul

🚈เวลาทำการ 06:00 น. - 00.00 น.
🚈ค่าโดยสาร : 2.60 ลีราต่อเที่ยว แต่ถ้าเราใช้ Istanbulkart ค่าโดยสารจะลดลงเรื่อยๆ

ที่ท่องเที่ยวที่เราไปในทริปนี้ :

🇹🇷Hagia Sophia Museum
🇹🇷Dolmabahce Palace
🇹🇷สวน Gülhane
🇹🇷Maiden’s Tower
🇹🇷Galata Tower
🇹🇷Topkapi Palace
🇹🇷Hippodrome
🇹🇷Blue Mosque / Sultan Ahmet Mosque
🇹🇷Sultan Ahmet Square
🇹🇷ย่าน Balat / Fener
🇹🇷Grand Bazaar


ที่พัก
🛏Star Holiday Hotel Istanbul 4,7xx บาท (2 คืน)





Day 9

Hagia Sophia ~ อายาโซเฟีย


⏰ เวลาเปิด - ปิด
~~ ☀ 1 เม.ย. - 31 ต.ค. 09.00 น. - 19.00 น.
~~ ❄ 1 พ.ย. - 31 มี.ค. 09.00 น. - 17.00 น.
🎟 ค่าเข้า 60 ลีรา

🚊 การเดินทาง ลงรถรางสถานี SultanAhmet
*** แนะนำให้มาแต่เช้าๆ ขนาดเรามาเช้าๆยังเจอทัวร์เพียบเลย


Hagia Sophia มาจากภาษากรีก แปลว่า สติปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์
เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ มีอายุเกือบ 1,500 ปี
โครงสร้างที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นมรดกจากรุ่นที่ 3 สร้างขึ้นในปี ค.ศ.532 - 537
หลังจากโบสถ์เดิมถูกไฟไหม้เสียหายในปี ค.ศ.532

ภาพโมเสค ~ วันพิพากษา
เป็นภาพเขียนในศตวรรษที่ 12 พระเยซูอยู่ตรงกลาง ระหว่างพระแม่มารี และ เซนต์จอห์น
(ภาพเขียนเริ่มเสียหายไปเยอะแล้ว รีบๆ ไปดูก่อนจะหายหมดนะ)






Blue Mosque ~ มัสยิดสีน้ำเงิน


⏰ เวลาเปิด - ปิด 08.30 น. - 19.00 น.
🎟 ไม่เสียค่าเข้า


ข้อควรรู้ก่อนเข้ามัสยิด

🕌แต่งกายสุภาพ มิดชิด
🕌ผู้หญิงต้องสวมผ้าคลุมผม
🕌ถอดรองเท้าก่อนเข้ามัสยิด ส่วนใหญ่เค้าจะมีถุงใส่รองเท้าไว้ให้
🕌หลีกเลี่ยงช่วงเวลาการทำละหมาด *มีละหมาดวันละ 5 ครั้ง

สาวๆวัยรุ่นคลั่งไคล้สาวเอเชียมากๆ มาขอถ่ายรูปกันเพียบเลย





มัสยิดสีน้ำเงิน ถูกสร้างขึ้นโดยสุลต่านอาเหม็ดที่ 1 ในปี ค.ศ.1609 - 1616
เป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่งของโลก
เป็นสุเหร่าที่มีจำนวนหอคอยมากถึง 6 หอคอยด้วยกัน



ไม่ห่างจาก Blue Mosque นัก เราจะเจอกับ ฮิปโปโดรม ~ Hippodrome



สิ่งก่อสร้างในสมัยกรีก ถูกใช้เป็นสนามแข่งม้า และการแข่งขันขับรถศึก
ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.203-330 ในปัจจุบันเหลือเพียงเสา 3 ต้น


🎯 อยู่ตรง SultanAhmet Square
⏰เปิด 24 ชั่วโมง


สวน Gülhane

🎯 อยู่ตรงสถานี Gülhane เดินจากสถานีไม่ไกล
เราไปช่วงต้นเดือนเมษายน ทิวลิปกำลังบานสวยพอดี





Dolmabahce Palace ~ พระราชวังโดลมาบาเช่


⏰ เวลาเปิด - ปิด
~~ ☀ 1 เม.ย. - 31 ต.ค. 09.00 น. - 18.45 น.
~~ ❄ 1 พ.ย. - 31 มี.ค. 09.00 น. - 17.00 น.
❌ปิดทุกวันจันทร์, พฤหัสบดี
🎟 ค่าเข้า 60 ลีรา
🚊การเดินทาง ลงรถรางสถานี Kabatas แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที
❌ภายในพระราชวังห้ามถ่ายรูปนะ แต่ข้างในสวยมากจริงๆ คุ้มค่าที่ได้เข้าไปดู



พระราชวังโดลมาบาเช่ เป็นพระราชวังสไตล์บาร็อค สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19
พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของสุลต่าน 6 พระองค์



ประตูราชวัง ~ Imperial Gate
จุดที่ใครๆ มาก็ต้องถ่ายรูป ปัจจุบันประตูนี้ได้ปิดไว้ไม่ให้ใครเข้าออก


น้ำพุหงษ์ ~ Swan Fountain


Dolmabahce Palace ถ่ายจากบนเรือข้ามอ่าว



Maiden’s Tower ~ หอคอยไมเด็น


สร้างขึ้นในยุคไบเซนไทน์ ในปี ค.ศ.1110 ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ด้านใต้ของอ่าวบอสฟอรัส
เป็นอีกจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก ตอนเย็นๆ จะมีนักท่องเที่ยวไปนั่งจิบชา ชมวิวกันเยอะมาก

🚊นั่งเรือไปลงที่ท่า Kadikoy (ใช้ Istanbulkart ได้) และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที




Tram หนึ่งในการเดินทางหลักของเมืองนี้


ในอิสตันบูลเดินไปทางไหนก็เจอแมวตัวอ้วนมากมาย



Galata Tower ~ หอคอยกะละตะ


⏰ เปิด - ปิด 09.00 น. - 20.30 น.
🎟 ค่าขึ้นหอคอย ลีรา
🚊การเดินทาง ลงรถรางสถานี Karakoy



หอคอยนี้มีความสูงถึง 66.90 เมตร มี 9 ชั้น สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1348
หอคอยกะละตะเป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยสะดุดตาแห่งหนึ่งในอิสตันบูล


Day 10

Topkapi Palace ~ พระราชวังทอปกาปึ


⏰ เวลาเปิด - ปิด
~~ ☀ 1 เม.ย. - 2 ต.ค. 09.00 น. - 19.00 น.
~~ ❄ 2 ต.ค. - 1 เม.ย. 09.00 น. - 16.45 น.
❌ปิดทุกวันอังคาร


🎟 ค่าเข้า Palace 60 ลีรา
🎟 ค่าเข้า Harem 35 ลีรา
🚊อยู่ด้านหลังอายาโซเฟีย สามารถเดินต่อกันได้เลย
https://topkapisarayi.gov.tr/en/visit-information



พระราชวังทอปกาปึ ถูกสร้างในช่วงปี ค.ศ.1459 - 1465
ใช้เป็นที่พำนักของสุลต่านแห่งออตโตมันมาเป็นเวลา 400 ปี

เคยมีคนอาศัยอยู่ในพระราชวังมากถึง 4,000 คน
ก่อนจะเสื่อมความนิยมลง เนื่องจากมีการสร้างพระราชวังใหม่คือ Dolmabahce Palace




Hagia Irene เป็นโบสถ์กรีกออร์โธดอกซ์กรีกที่ตั้งอยู่ในลานด้านนอกของพระราชวัง Topkapı
เป็นหนึ่งในโบสถ์ไม่กี่แห่งในอิสตันบูลที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นมัสยิด ปัจจุบัน Hagia Irene
เป็นพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงคอนเสิร์ต



ก่อนจากลาเมือง Istanbul เราจะพาไปเดินเล่นในย่านชิคๆของ Istanbul กัน
สายถ่ายรูปต้องชอบย่านนี้มากแน่ๆ เพราะไม่ค่อยมีคนไทยมา ส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ
ซึ่งแนะนำให้หาเวลามาที่นี่อย่างน้อยครึ่งวันนะ เพราะเดินถ่ายรูปเพลินแน่ๆ
แถมยังมีร้านคาเฟ่ เกร๋ๆ น่ารักๆ อีกมากมายเลยด้วย ถูกใจวัยรุ่นสุดๆ


ย่าน Fener



Sancaktar Yokusu


ย่าน Balat



Merdivenli Yokus







หากเพื่อนๆ ชื่นชอบสามารถไปติดตามพวกเราได้ที่ facebook page นะครับ
เเละหากมีข้อมูลตรงไหนที่อยากสอบถามสามารถหลังไมค์มาได้เลย

สุดท้ายแล้วเราขอฝากคลิปตุรกี 10 วัน 8 คืนของเราไว้ใน วิดีโอความยาว 3 นาทีนี้






ความคิดเห็น