คุนหมิง แชงกรีล่า และย่าติง ฉบับ 8 วัน [[kiddosmile]] รีวิวโดย เที่ยวหัวหกก้นขวิด

รีวิว สั้นๆ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักอุทยานแห่งชาติย่าติง (亚丁) เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวค่ะ ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่า ย่าติง แม้การเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน แต่ใครๆก็ขวนขวายจะไปเยือนให้ได้ ... เราก็เหมือนกันค่ะ แต่ไปผิดฤดูนิดนึงกับชาวบ้านเค้านิดนึง ใครเหมาะที่จะไปย่าติงบ้าง บุคคลที่ชอบป่า ภูเขา วิวทะเลสาบ

คุนหมิง แชงกรีล่า และย่าติง ฉบับ 8 วัน [[kiddosmile]]

คุนหมิง แชงกรีล่า และย่าติง ฉบับ 8 วัน [[kiddosmile]]

 วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 12.55 น.

 วันที่เดินทาง 10 ก.ค. 2562

รีวิว สั้นๆ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักอุทยานแห่งชาติย่าติง (亚丁) เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวค่ะ

ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่า ย่าติง แม้การเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน แต่ใครๆก็ขวนขวายจะไปเยือนให้ได้ ... เราก็เหมือนกันค่ะ

แต่ไปผิดฤดูนิดนึงกับชาวบ้านเค้านิดนึง



ใครเหมาะที่จะไปย่าติงบ้าง

บุคคลที่ชอบป่า ภูเขา วิวทะเลสาบ

คนที่ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคหัวใจ ชอบเดินป่า เดินเขา เดินเป็นระยะเวลานานๆได้

ประมาณว่าถ้าผ่านภูกระดึง ภูสอยดาว ดอยหลวงเชียงดาวอะไรมาแล้วก็คงจะสบายๆค่ะ

เพราะย่าติงเป็นเขตธิเบตเก่า มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร การเดินขึ้นก็ไม่ง่ายถ้าหัวใจไม่แข็งแรง

ถามว่า 4,000 เมตรแล้วไงต่อ ร่างกายเราจะมีการเปลี่ยนแปลงค่ะเมื่อขึ้นไปอยู่บนที่สูง อาการที่บอกชัดเจนคือโรค Altitude Sickness ค่ะ

เดี่ยวรายละเอียดจะค่อยๆ เสริมไปในรีวิวนะคะ



การเดินทาง ชิใช้เส้นทางนี้ค่ะ

ขาไป

กรุงเทพ - คุนหมิง

คุนหมิง - แชงกรีล่า

แชงกรีล่า - เต้าเฉิง

เต้าเฉิง - ย่าติง

ขากลับ

ย่าติง - เต้าเฉิง

เต้าเฉิง- แชงกรีล่า

แชงกรีล่า - คุนหมิง



การเดินทางง่ายมากๆค่ะ 8 วันก็ไปได้



ออกเดินทางกันเลยดีกว่า เราเดินทาง 2 คนค่ะ สัมภาระมีเป้ คนละ 2 ใบ สะพายหน้าหลัง ภาพไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะคะ เน้นไปกินไปเที่ยวสบายๆ

ช่วยรีวิวเท่าที่ทำได้น้า



เริ่มต้นออกเดินทางจากเชียงใหม่ เย็นวันที่ 11 เพื่อขึ้นเครื่องจากดอนเมืองไปคุนหมิง รอบ 7:50 ของวันที่ 12 โดยนั่งรถบัสไป

พวกเราทำงานกันจนลืมไปว่ายังไม่ได้จองตั๋วขาไปเชียงใหม่-กรุงเทพ จนราคาตั๋วขึ้นมาคนละ 2พันกว่า ไหนจะต้องไปเสียค่าโรงแรมนอนแถวสนามบิน และยังจะค่าแท็กซี่อีก เห็นท่าจะไม่ดี เลยนั่งรถไปให้ถึงรังสิตช่วงตี 4 แล้วต่อรถตู้ไปถึงดอนเมือง ตกคนละไม่กี่บาทค่ะ



ไปถึงดอนเมืองแบบง่วง ๆ ล้างหน้าแปรงฟันอะไรเสร็จ ก็เตรียมบอร์ดดิ้ง ใช้บริการสายการบินแอร์เอเชีย

เที่ยวนี้ซื้อได้ในราคา 1,380 บาท (ไปกลับ ดอนเมืองคุนหมิง)

โปรของปี 58 แล้ว โฮะๆ อ่อ ทุกทริปการเดินทางชิจะเน้นประหยัดนะคะ ไม่ค่อยนอนหรูเท่าไหร่ อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด ปีนึงก็จะไปเที่ยวต่างประเทศแบบนี้ 4-5 ครั้งได้ 5555

รอบนี้ก็เช่นกัน กระเป๋าไม่โหลดค่ะ คนละ 2 ใบ แบกขึ้นเครื่องไปเล้ย



รูปถ่ายช่วงแรกๆ มีไม่มากค่ะ ง่วงๆ งัวเงียมากก



บินมาถึงสนามบินคุนหมิงแล้ว ประมาณ 10 โมงเช้า แผนของเราคือวันนี้เดินเล่นถนนคนเดิน 市中心 步行街 (ซื่อจงซิน ปู้ฉิงเจ)

ไปวัดหยวนทง แล้วกลับมานอนสนามบิน 1 คืน พรุ่งนี้มีไฟล์ทบินไปแชงกรีล่าเช้าเลย



เราสคิปเส้นทาง ต้าหลี่ ลี่เจียงไปเพราะเคยไปมาแล้ว ทริปนี้ เน้นย่าติงและแชงกรีล่าเท่านั้นค่ะ

สำหรับใครที่ต้องการรีวิว คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง เราเคยทำไว้นะ นานมากแล้ว >> http://pantip.com/topic/30411555 (11 วันค่ะ) ตอนนี้ทุกอย่างก็

คงจะเปลี่ยนไปบ้างแล้วมั้ง



ลงเครื่องปุ๊บ ฝากกระเป๋าก่อนเลย คืนนี้เรากะจะนอนสนามบินกัน

สนามบินคุนหมิงมีที่รับฝากกระเป๋าด้วยนะคะ ลองเดินหาดูตามป้ายได้ค่ะ

คนรับฝาก พูดอังกฤษไม่ได้ค่ะ ให้ชี้ที่ป้ายที่เค้าวางบนเคาเตอร์เอาเลย ว่าจะฝากกี่ชั่วโมง ปิดประมาณ 4ทุ่มค่ะ



หลังจากเดินออกมานอกสนามบิน มีตู้ขายตั๋วรถบัสเข้าเมือง ตกคนละ 13 หยวน ดูว่าเราจะไปลงตรงไหน ก็ขึ้นบัสให้ถูกสาย

พวกเราจะไป 户国桥 Huguoqiao ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ถนนคนเดินที่สุด ขึ้นบัสเลข 919B1 ค่ะ



จะว่าเป็นถนนคนเดินมั้ย มันเหมือนเป็นจตุรัสใหญ่มาก ที่มีคนมาเดินเล่น ช้อปปิ้ง หาอะไรทานได้ตลอดทั้งวัน สถานีนี้เป็นป้ายที่ 3 ตอนแรกพวกเราก็คิดว่าจะนับจำนวนป้ายเพื่อลง แต่ไหงเค้าจอดรับคนทุกป้ายเลย

ไม่ได้การ เพราะฉะนั้น ให้สังเกตุดูป้ายที่เขียนชื่อนี้นะ มันจะติดตรงชายหลังคาที่ยืนรอป้ายรถเมล์ค่ะ

เดินออกสนามบินมา ที่จอดรถบัสอยู่ทางซ้ายมือค่ะ



พอถึงจตุรัสตรงนั้น พวกเราตรงไปหาข้าวกินก่อนเลย เที่ยงแล้วมั้งน่ะ หิวมาก มื้อแรกในคุนหมิงขอทานเป็นบะหมี่น้ำชามจัมโบ้ก่อนเลย 8 หยวนเอง

ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน = 5 บาท ค่ะ

อร่อยมาก วิธีสั่งก็คือชี้ๆภาพ หรือไปชี้ที่ครัวเลย แล้วถ้าคนกินหมู ก็บอกว่า จูโร่ว ไก่ก็บอกว่า จีโร่ว เนื้อ ก็ หนิวโร่ว แค่นี้ก็รอดตายไปหนึ่งมื้อ อิอิ

นี่ขนาดไม่ใช่เสาร์ อาทิตย์ คนยังเดินกันให้ควั่ก

ชื่อร้านแปลกดี ชื่อ "ฉันยุ่งมาก" เดินเข้าไปใกล้ๆ กะจะไปดูว่าขายอะไร

เห็นที่เคาเตอร์เขียนว่า ''ฉันกำลังยุ่งอยู่'' ตอกย้ำความยุ่งไปอีก ตกลงจะขายไม่ขาย !!?

คนจีนเป็นชาติที่แปลกนะ เราเจอบ่อยๆที่เชียงใหม่

ตอกย้ำความแปลก โดยการปลูกไมยราพในกระถางดอกไม้ เหมือนเป็นไม้ประดับไว้ที่คีย์ออสขายอาหาร

แล้วก็จะมีคนไปจิ้มๆ เล่น 55555555555

มีใครไม่รู้จักพืชชนิดนี้บ้าง .... แปลว่าคุณ "ในเมือง" มากค่ะ



จากนั้น พวกเราแพลนกันว่าจะไปวัด หยวนทง ชิเคยมาคุนหมิงเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ รอบนั้นไปถึงเย็นเกินไป วัดปิด รอบนี้เลยกะจะไปแวะสักหน่อย

ถามทางคนแถวนั้น บางคนก็ชี้ไปอีกทาง บางคนก็บอกว่าเดินได้ ไม่ไกล ซึ่งพวกเราก็ตัดสินใจเดินสิ ถามทางคนไปเรื่อยๆ เดินอยู่สักครึ่งชั่วโมงก็เจอ ดีใจมากๆ 555 เหนื่อย

และวัดก็ใกล้จะปิดแล้วเช่นกัน เง้ออออ

วัดนี้คนไทยชอบมากันมาก เพราะมีวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชอยู่ด้วยค่ะ แต่วิหารปิดค่ะ เลยไม่ได้เข้าไป เง้อออ

ค่าเข้าคนละ 5 หยวน



พอวัดใกล้จะปิด เราก็เลยเดินหาป้ายรถเมล์ที่สามารถกลับไปที่ถนนคนเดินที่เก่าได้ หาทานข้าว เดินถ่ายรูปชิลๆ ก่อนกลับสนามบิน

เราเดินย้อนกลับไปเรื่อยๆ เพราะหาป้ายที่เขียนว่า 户国桥 Huguoqiao ไม่เจอ ก็ลองถามคนแถวนั้น เค้าบอกนั่งสาย 4 ได้ ไปถึงถนนคนเดินเหมือนกันแต่เป็นอีกฝั่ง จ่ายคนละ 1 หยวน

กลับมาถนนคนเดินที่เดิม มีเวลาให้หาซื้อซิมการ์ด ไม่ได้หาข้อมูลมาเลยว่าซื้อยังไง ไปถามใครเค้าก็บอกว่าใช้passport ในการซื้อไม่ได้ ต้องใช้บัตรประชาชนจีนเท่านั้น อันนี้ใครพอทราบวิธีการซื้อช่วยแนะนำหน่อยค่ะ



ส่วนตัวเตรียมตัวเล่นเฟสบุคและไลน์ในจีนโดยการใช้แอพ Onavo Protect

โหลดมาเลยค่ะ ไม่งั้นช่วงชีวิตที่อยู่ประเทศจีน คุณจะไม่ได้เช็คอินfacebook จะไม่ได้เผือกอ่านข่าวนู่นนั่นนี่

หรือแชทไลน์หากิ๊กเลยหล่ะ

โหลดมาปุ๊บ เราก็กด on ไว้ โดยเข้าตรง setting > VPN เท่านี้ก็ใช้ internet ผ่าน wifi ได้ทุกที่ทั่วจีนเลยค่ะ

เดินถ่ายรูปเล่นและหาของกินไปเรื่อยๆฆ่าเวลา

กินทุกอย่างแบบ พรุ่งนี้จะไม่มีให้กิน

ร้านนี้คนต่อคิวซื้อยาวมาก มีหรือเราจะไม่ลอง เป็นไก่ทอด ที่ทำแบรนด์ออกมาเอง

ปรากฏว่า อร่อย ไก่นุ่มมาก พริกก็เป็นสไตล์ของจีนเลยค่ะ ถ้าไปลองไปซื้อทานดูน้า


หลังจากทานข้าว เดินเล่นเสร็จ ก็ถึงเวลาต้องกลับไปที่สนามบินเพราะต้องไปเอากระเป๋าก่อน สามทุ่ม (บอกเค้าไว้แบบนั้น ว่าจะเอาสามทุ่ม)

ก็เลยเดินหาจุดขึ้นรถ Airport bus มันคือบัสที่ไปแอร์พอร์ท จ่ายคนละ 25 หยวน แพงมากกกก จุดขึ้นจะมีหลายจุดค่ะ ในคุนหมิง

ชิไปขึ้นที่หน้าสถานีรถไฟ ((โบรชัวร์เดี่ยวขอค้นก่อนนะคะว่าอยู่ที่ไหน แล้วจะมาอัพโหลดลงให้อีกทีค่ะ))



ถึงสนามบินปุ๊บ มีบุคคลกลุ่มนึงเดินเข้ามาหาเรา ด้วยความที่หน้าตาเราออกจีนด้วย เค้าก็รัวใหญ่เลย

ด้วยความที่เราพอฟังภาษาจีนออก จับใจความได้ว่า หาโรงแรมอยู่รึเปล่า ห้องละ 130 หยวน เราก็คิดในใจแล้วปรึกษากับแฟน บอกว่า เห้ย นายหน้าโรงแรมมาหาคนอะ สนใจมั้ย แฟนชั่งใจอยู่นาน คิดไปหลายตลบ เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน แต่ชิมาจีนก็หลายครั้งแล้ว มักจะเจอแบบนี้ที่สถานีรถไฟ รถบัส เราก็บอกมันเป็นเรื่องปกติ เธออยากนอนโรงแรมใช่มั้ย อยากนอนก็ไป เท่านั้นแหล่ะ

สรุปคือ พวกเราก็ไปรับสัมภาระแล้วก็สอบถาม ขอดูรูปห้องนอนและห้องน้ำหน่อย และก็สอบถามต่างๆว่าห้องนอนเป็นไง ห้องน้ำชักโครก..โอเค

พอมั่นใจว่าโอเค

ก็ตามคนแปลกหน้าไป



เดินไปที่รอรถมารับ พบกับผู้ร่วมชะตากรรมอีกประมาณ 4-5 คน เป็นคนจีนทั้งหมด



พอมาถึงห้อง ห้องนอนแบบ เหม็นอับกลิ่นบุหรี่ ห้องน้ำก็เป็นส้วมซึม แตกต่างจากในภาพมากมาย เตียงจากDouble bed ก็เป็นเตียงคู่

ที่บ่นคือ ค่าห้องแพงไปสำหรับสภาพแบบนี้ 5555 เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา

พูดถึงโรงแรมที่เราไปพัก นายหน้าที่มาหาคนบอก 130 หยวน พอไปถึง เก็บ 138

แต่ราคานี้รวมรถรับ-ส่งสนามบินให้ด้วย ก็ถือว่าโอเคค่ะ ไฟล์ทเรา 7 โมงเช้า นัดเวลากับฟร้อนว่าไฟล์ทเรากี่โมง รถเค้าก็จะมารับไปส่งให้ก่อน

พีคสุดคือ ตี 4 มาเคาะห้อง แล้วแบบดังมาก

ไม่เคาะห้องเดียว เคาะทุกห้อง ที่ไฟล์ทเดียวกัน .... โอเค เข้าใจละ ว่าไฟล์ทเดียวกัน สรุป ตื่นทั้งโรงแรม

นั่งในรถตู้อัดกัน 10 คนไม่รวมคนขับ รถตู้ไม่ใช่คันใหญ่นะคะ เล็กมาก ตลกดี อัดกันเป็นปลากระป๋องเลย ก็ไม่มีใครบ่นหรือด่าเหมือนเป็นเรื่องปกติเค้า



รอบนี้ เป็นการเดินทางไปแชงกรีล่าเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกนั่งบัสจากต้าหลี่ รอบนี้บินไป เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่ในแชงกรีล่าและย่าติงให้นานที่สุด

ตั๋วเครื่องบินเหมือนได้มาในราคาโปร คือโชคดีมากๆ จองสัก เดือนสองเดือนก่อนจะมา ได้ในราคา 2,500 บาท/คน ขาเดียว ดูรอบบินอื่นๆ

จะราคา 7-8,000+ หมด ซึ่งแพงมาก



ชิเคยไปแชงกรีล่าเดือนเมษายน ครั้งแรกที่ไป ประทับใจมาก สวยงาม เริ่ดเวอร์ มีหิมะจุ๋มจิ๋ม

รอบนี้ไปก็คาดว่าจะมีประปรายตามยอดดอยให้ชม พยายามข่มตาไม่ให้หลับ กะจะถ่ายตอนแลนดิ้ง

ปรากฏว่า .....................



มันไม่มีสักเม็ด นี่ชั้นบินมาถูกที่อ๊ะป่าว หรือนี่บินกลับอีสานบ้านเฮา ช็อค น้ำตาไหล

ปลอบใจตัวเอง

ได้ตั๋วเครื่องบินมาถูกก็เงี้ย

เอ้ออเว้ย

สนามบิน Diqing แชงกรีล่า เห็นอย่างนี้เดินออกสนามบินมานี่ตกใจกับความหนาว

คือมันหนาวมาก สั่น แบบอยู่นิ่งไม่ได้เลย

ก่อนมา ชิได้จองที่พักชื่อ Lao Shay Youth Hostel ไว้ ซึ่งเคยมาพักเมื่อ 3 ปีก่อน ราคายังคงเดิม เป็นห้องรวม 6 คน เตียงละ 150 บาท

ความทรงจำมันยังติดตรา ตรึงใจ ภาพยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมสวยๆ ถ่ายรูปไม่เก่งยังสวย บรรยากาศที่ไม่ค่อยมีรถ คน พลุกพล่าน

มันยังชวนให้ไปพักนอกเมืองอีกครั้ง

อันนี้คือ บริเวณหน้าที่พักเดือนเมษาเมื่อ 3 ปีก่อน ลองเปรียบเทียบกันดูระหว่างปัจจุบันเดือนกันยาหน้าฝน

อันนี้หมาที่โรงแรมมารับ เย้ย จ้างคนที่โรงแรมมารับ 30 หยวน (จริงๆหาแท็กซี่แถวนั้นไป ต่อราคา 30 หยวน เค้าก็ไปนะ)



บริเวณที่พักจะกลายเป็นทุ่งหญ้าดอกไม้แดง ไม่ได้แห้งแล้งแต่อากาศก็ยังหนาวเย็นอยู่

ตอนนี้ มีเกสเฮาส์ขึ้นละแวกนี้เยอะเลยค่ะ และก็สร้างรูปแบบคล้ายๆกันเยอะเลยด้วย

แพลนของวันนี้ก็คือ ไปหาข้าวเช้าทานในเมืองเก่าและหามอไซต์หรือจักรยานสักคันปั่นเที่ยวค่ะ

มาต่ออยู่ค่ะ เรื่องนี้ต้องจบค่ะ

โรงแรมที่เราพักที่นี่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ เวลาจะไปในเมืองก็สามารถเรียกให้ไปส่งได้ โดยจ่ายคนละ 10 หยวนต่อครั้ง

ถ้าจะกลับก็โทรมาบอก ตรงนี้รถมาส่งเรียกว่า ประตูเหนือ หรือ เป่ยเหมิน เค้าบอกว่า ถ้าจะให้รับ ก็ให้มารอตรงนี้แหล่ะ

เมืองเก่า(กู่เฉิง) ยังคงเหมือนเดิม หากแต่มีบางโซนที่โดนไฟไหม้ไปเมื่อ2ปีก่อน ก็มีการบูรณะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม

ฤดูนี้เรียกว่าโลวซีซันมาก ร้านรวงปิดให้บริการกันเป็นแถบ จะมีชาวท้องถื่นและคนจีนมาเดินเที่ยวเสียส่วนใหญ่ และเห็นชาวต่างชาติประปราย

ได้อารมณ์แบบ ชิล ไม่วุ่นวาย ไม่มีเสียงจอแจ เหมือนเมืองใหญ่ๆ อากาศเย็นสบายเดินเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ

ร้านอาหารในแชงกรีล่ามีเยอะแยะมากมาย แต่จะมีไม่กี่ร้านที่ว่าอร่อยถูกปากคนไทยเรา

หาร้านทานข้าวและก็แพลนว่าจะขับมอไซต์เที่ยวกัน คราวก่อนที่มาได้ไปวัดซงจ้านหลินแล้ว รอบนี้เลยว่าจะไม่ไป

แต่ถ้าใครจะไป สามารถนั่งรถเมล์สาย 3 ไปได้ค่ะ คนละ 1 หบวน ค่าเข้าชมคนละประมาณ 125 หยวน



เอ๊ะเดี๋ยว คนไทยลืมอะไร

อะๆ ลืมทานกาแฟ ไปได้ยังไง 55555

ส่วนตัวแล้วไม่ได้ดื่มกาแฟหรอกค่ะ แต่แฟนต้องกินวันละแก้ว บางทีไม่เห็นกินก็ไม่ตาย แต่ก็ต้องขอกินให้ได้ หมั่นไส้มาก

เลยเดินหาร้านกาแฟก่อน จะไปหาร้านเช่ามอไซต์

ก็ไปเจออยู่ร้านนี้ บดกาแฟกันหน้าร้านเลยทีเดียว

ร้านเล็ก บริการอบอุ่น ขอช่วยถ่ายรูปใบนึง ได้แถมมาเป็นสิบ 555

หรือจริงๆเค้าอาจจะแอบรำคาญเราก็ได้ เลยกดชัตเตอร์รัวทีเดียว10 ภาพ จะได้ไม่ขออีก .... เง้อ

อะ คาเฟอีนเข้าเส้นเลือดเค้าพอละ เราก็ออกตามหาร้านมอไซต์กัน

เดินไม่ไกลหรอก เมืองเก่าเล็กค่ะ เดินแป๊บๆ ก็จะจำทางได้ละ ซอยไหนมีไร

ไปเจอร้านเช่ามอไซต์ คันละ 60 หยวน (300 บาท) ถ้าจักรยาน 40 หยวน แต่ว่าขี้เกียจปั่น งวดนี้เราสัญญากับตัวเองแล้วจะเป็นทริปชิล

เลยขอเช่ามอไซต์นั่งซ้อนสบายๆ เหมือนเที่ยวปายไปละกัน

วันนี้เรามีเวลาอยู่แชงกรีล่าทั้งวัน พรุ่งนี้ออกแต่เช้าเดินทางไปเต้าเฉิงก่อนที่จะไปถึงเมืองย่าติงโดยรถบัส

อ่อ การซื้อตั๋วรถบัสที่นี่ เค้าจะให้ซื้อก่อนล่วงหน้า 1 วันนะคะ ที่สถานีรถบัส ก่อนที่จะลงเมืองเก่าพวกเราก็ให้รถพาไปส่งซื้อตั๋วไป เต้าเฉิงก่อน

ถ้าซื้อไม่ทัน คุณอาจจะต้องเสียเวลาอยู่แชงกรีล่าพรุ่งนี้อีกวัน เพราะรถเหมือนจะมีรอบเช้าแค่รอบเดียว การเดินทางไปเต้าเฉิงใช้เวลา

ถึง 10 ชั่วโมงแน่ะ ได้ตั๋วรถมาในราคา 115 หยวน โชคดียังมีที่นั่งอยู่



เราขับมอไซต์ย้อนกลับไปทางเกสเฮาส์ที่เราพัก เพราะด้านหน้าเกสเฮาส์เป็นทะเลสาปนาปาห่าย ซึ่งตอนนี้มีหญ้าเปลี่ยนสีด้วยแหล่ะ

(((ในความคิดตอนจองตั๋วเมื่อปีที่แล้วคือ ชั้นจะมาดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่ดันมาเร็วไป ใบไม้ยังไม่ทันเปลี่ยนสีสักก่ะกลีบ คือ ปีนี้มานั่งคิดก็ตลกตัวเองมาก

ดูหญ้าเปลี่ยนสีไปก่อนละกัน)))

ตรงไปจะไปภูเขาหิมะฉือข่า 石卡 ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมานั่งกระเช้าขึ้นไปชมภูเขาหิมะกัน

เราก็จะขับรถไปแวะเล่นแถวๆนั้นเหมือนกัน ป่ะตามมา

อันนี้เป็นมอเตอไซต์ เอ้ย เรียกสกู๊ตเตอร์ดีกว่า ใช้ไฟฟ้าไม่ได้ใช้น้ำมันค่ะ ข้อเสียคือ ขับไปไกลไม่ได้ เครื่องเร่งขึ้นเนินมากๆ ลำบาก

คนซ้อนตัวเล็กๆอย่างดิชั้นต้องลงรถ เดินขึ้นสวยๆ แล้วไปควบอีกทีบนเนิน

เห็นทุ่งโล่งๆอย่างนี้แล้วก็โดดลงไปแชะภาพสักหน่อย แล้วม้าก็กระเจิงหายไปเลย อารมณ์แบบกินหญ้าอยู่ดีดี ตัวอะไรมาใกล้ชั้นประมาณนั้น

ถ้าเกิดว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานที่ไปเต้าเฉิง ย่าติง หรือแม้แต่กลับมาแชงอีกรอบก็ยังใส่ชุดนี้อยู่ ไม่ต้องตกใจนะคะ เราเปลี่ยนเฉพาะเสื้อด้านในและ

กางเกงน่ะ 555555 จริงๆมันหนาวนะ และไม่เพียงพอด้วย นี่ใส่ฮีทเทคทั้งเสื้อและกางเกงด้วย

ขับรถเล่นไปเรื่อย ๆ

มีคนมาถ่ายพรีเว้ดดิ้งด้วยนะ 2-3 คู่แน่ะ

และแล้วก็ขับมาถึงด้านหน้าภูเขาหิมะ ที่นี่จะมีบริการกระเช้าให้นั่งขึ้นไปบนภูเขาเป็นขยัก

ครั้งก่อนที่มาที่นี่ เจอเหมือนพายุหิมะ ลมพัดแรงมากๆ คุยกันแทบไม่รู้เรื่อง

รอบนี้มา ฟ้าสดใส ต้นไม้เขียวขจี ถามคนขายไส้กรอกด้านล่างว่า ตอนนี้ถ้าขึ้นไปบนนั้นจะไปดูอะไร

เค้าก็ตอบมาตรงๆอะเน๊อะ ''ก็ไปดูภูเขา(แบบไม่มีหิมะ)'' เราเลย เออๆ ลุง งั้นก็เอาไส้กรอกมาไม้นึงพอ



ขับรถกลับแบบหนาวๆ กลับไปเมืองเก่า ไปหาHotpot อร่อยๆทานกันค่ะ

ที่นี่น่าจะกำลังสร้างใหม่ เค้าจะมีเส้นทางให้ขี่ม้าไปเรื่อยๆ เจอทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ผ่านนั่นผ่านนี่ คิดว่าน่าจะใช้เวลาเป็นวัน เพราะไปไกลอยู่หลายโลค่ะ

เย็นแล้ว แต่ยังไม่มืด กลับถึงเมืองเก่าอย่าลืมแวะไปหมุนกงล้อสีทองที่มองเห็นได้แต่ไกลนะคะ

วัดจะอยู่ด้านหลังติดกับเมืองเก่าเลย

อ่อ วิธีเที่ยวเมืองที่พูดภาษาเค้าไม่ได้อีกวิธีนึง ชิใช้วิธีจดชื่อท้องถื่นไว้ หรือ อาจจะเซฟรูปสถานที่ที่อยากจะไป แล้วเอาไปถามคนระแวกนั้นดู

เค้าก็จะชี้บอกทางให้เราได้ค่ะ

การจะหมุนกงล้อได้ ต้องใช้แรงคนเกือบ 10 คนช่วยกันหมุนค่ะ ก็เป็นกิจกรรมอย่างนึงนอกจากจะขึ้นไปชมวิวเมืองแชงกรีล่าก็ไปช่วยๆๆเค้าหมุนน่ะค่ะ

กลับเข้าเมืองหาร้าน Hotpot ที่อร่อยๆโดยถามจากร้านกาแฟที่ไปกินเมื่อตอนเช้า เค้าก็เขียนชื่อร้านแบบหวัดๆมาให้แล้วก็บอกทางด้วย

ไอ่เราก็ขับวนไป วนมา หาร้าน เจอร้านนึงที่ตัวหนังสือป้ายคลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนที่เค้าเขียนให้ ถามป้าว่า ใช่ร้านนี้มั้ย เค้าก็บอกว่าใช่

คือ ถึงความเป็นจริงจะไม่ใช่ แล้วบอกว่าไม่ใช่ ก็คงจะเสียลูกค้าอะนะ ก็ตอบว่าใช่ๆ มาๆ มาดูเมนูก่อน



เราก็ เออๆ นั่งๆ สั่งสักที หิวล้าวว

ดูอันไหนก็แพงไปหมด เลือกหม้อเล็กละกัน เป็นหม้อไฟหมู เลือก ผักต่างๆ เห็ด มาต้มกินกัน ออกแนวเวจจี้ จริงๆแล้วแลกตังค์มาน้อย จะว่าน้อยมั้ย เรียกว่าพอดี งี้ดีกว่า คือ คำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมด หักตั๋วเครื่องบินออกไปแล้ว เราแลกเงินกันมาแค่คนละ 12,500 เองค่ะ

เดี่ยวลองอ่านไปจนถึงตอนจบแล้วลองเดาดูว่า จะขาด หรือจะเกิน 5555555



เจ้าของร้านแนะนำอีกเมนูนึง เขาบอกว่าอร่อยมาก ต้องกิน เราก็เลย เอ้า จัดมาเลย เหลาป่าน (แปลว่า boss ใช้เรียกเจ้าของกิจการต่างๆ เช่น

ตอนจะเรียกเก็บเงิน ก็ตะโกนว่า เหลาป่านๆ หม่ายตัน ! )

พอมาเสิร์ฟ พวกเราร้องเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า หูววววววว ใหญ่มาก

เผื่อใครอยากจะลองกิน มันชื่อว่า 青稞并 ชิงเค่อปิ่ง เหมือนหนมเค้ก กรอบนอก นุ่มใน อร่อยค่ะ ชอบๆๆ แต่ว่า มันก็ไปด้วยกันไม่ได้กับเมนูหมูตุ๋นอิชั้นนะ

เสิร์ฟได้สักพัก โต๊ะข้างๆ ตะโกนมาถามว่า เธอสั่งปิ่งอะไรอะ (อ่อ มันคงมีหลายปิ่ง) ยังไม่ทันตอบเพราะตอนนั้นยังไม่รู้ชื่อ คนขายก็ตะโกนบอก

ส่วนเราก็บอกกับสาวๆโต๊ะข้างๆว่า แบ่งไปทานมั้ยมันเยอะมาก ทานไม่หมด แต่เค้าก็ไม่เอานะ



นี่ถ้าทานกับโกโก้ร้อน ตอนเช้าๆ อร่อยมากๆเลยหล่ะ แต่มันน่าจะมีขายอยู่เฉพาะในร้านอาหารนะ ชิว่า

ปล. น้องหมูเหนียวมาก เหนียวชนิดที่เคี้ยวไม่เข้า ทำไง ส่วนไหนของลูกถึงได้เหนียวเคี้ยวยากเช่นนี้ เง้อออ ปวดฟัน

สรุปมื้อนี้ ยังไม่ฟิน อยากเอากระทะไปเคาะหัวคนแนะนำ จะบอกว่าไม่อร่อยเบยยย ยกเว้นชิงเค่อปิ่งอะ

ค่าเสียหายมื้อนี้ 7 ร้อยกว่าบาทไทย



ทานข้าวเสร็จ ก็เดินไปเที่ยวลานเต้นรำ ที่นี่จะมีลานกว้างๆ เหมือนเป็นจัตุรัสที่ชาวมาบ้านพบปะกันเพื่อเต้นรำแก้หนาว

ทั้งชาวบ้านท้องถื่นและนักท่องเที่ยวต่างก็เต้นรำกลมกลืนไปอย่างสนุกสนาน แตกต่างจากเมื่อตอนกลางวัน ที่แทบจะไม่ค่อยจะได้เดินสวนกับใครเลย


และวันเดียวกันนั้นเอง ชาวจีนระแวกนี้ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติด้านล่างทางขึ้นวัดกงล้อมนต์ ทำให้เรากลับกันดึก แท็กซี่โบกแล้วโบกอีก

ไม่ยอดจอดรับ ไอ่ตอนแรกๆ ที่จอดรับคิดแค่ 40 หยวน เราก็ต่อ 30

คันต่อไปเรียก 50 ท่าจะไม่ดี เราก็ต่อ 40 แต่เหมือนเค้าคิดแล้วคิดอีกแล้วสุดท้ายก็ไม่ยอมไป เราก็งง ว่า เห้ยอะไรวะ

โทรหาคนที่โรงแรมเค้าก็มาร่วมงานเหมือนกัน สี่ทุ่มแล้วทั้งดึก ทั้งหนาว อากาศที่นี่เดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวหยุดแล้วมันหนาวมากๆ

เราตัดสินใจโบกรถ แต่เป็นแบบจ่ายเงินนะคะ เพราะไม่น่าจะมีใครผ่านไปเส้นทางโฮสเทลเราแน่ๆ

มีรถตู้คันนึงจอดติดไฟแดง เรารีบเข้าไปเคาะกระจก แล้วบอกไปแบบหน้าด้านๆว่า ขอคุณไปส่งฉันทางนั้นหน่อยได้ไหมฉันจ้าง 40 หยวน

สรุปลุงก็ส่งสายตาเลิกๆลั่กๆกับแฟน ตอนแรกแฟนไม่อยากให้ไป บอกให้ไปหารถคันใหม่ เราบอกว่าชั้นเรียกรถแล้ว แต่ไม่มีใครยอมไปเลย ขอร้องเหอะนะ ดึกแล้ว ลุงถามกลับมาว่า บอกทางได้มั้ย เราก็บอกว่า จำทางได้ เมื่อตอนกลางวันก็ขับมอไซต์ไปกันมา ลุงก็บอกว่า งั้นขึ้นรถเลย



สรุปโบกรถกลับโฮสเทลในราคาที่แพงมากกกกกกกกก ถ้าเกิดว่าคนที่โรงแรมมารับ เค้าคิดแค่คนละ 10 หยวนเท่านั้น



พวกเราได้บทสรุปกันว่า ขากลับจากย่าติง เรามีเวลาที่แชงอีกวันครึ่ง เรามานอนในเมืองกันนะ เปลี่ยนบรรยากาศกันอีกรอบ

พวกเราตื่นแต่เช้า อำลารูมเมทที่เป็นคนจีน 2 คนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืน รีบมาขึ้นรถเที่ยว 8 โมงเช้าเพื่อจะไปเมืองเต้าเฉิง 稻城

เมืองหน้าด่านก่อนจะถึงย่าติง



การเดินทางไปเต้าเฉิงจากแชงกรีล่าใช้เวลาสิริรวม 10 ชั่วโมง ทีแรกก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการเดินทางที่ทรมานสักเท่าไหร่ จนกระทั่งได้ลองปุ๊บ รู้เลยว่า

เส้นทางนี้ นั่ง10 ชั่วโมง มันนรกชัดๆ นรกระดับสิบละกัน เบาๆ

อันนี้ขอแชร์ประสบการณ์นั่งรถไฟนรกอันนึง ชิเคยนั่งรถไฟเบาะตั้ง 90องศา นอนเหยียดก็ไม่ได้เพราะคนเต็มตู้แถมคนจีนยังสูบบุหรี่กันในโบกี้ด้วย อันนี้จากกว่างโจวไปจางเจียเจี้ย 11 ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นอะไรอะไรที่ทรมานมากกกกก รู้สึกทรมานกว่าตอนนั่งรถไฟจากลำพูนไปอุบล (แวะเปลี่ยนสายที่ยุดยา) ซะอีก อันนี้ระดับนรกขุม15 ทรมานร่างมาก



เข้าเรื่องต่อ

มาถึงสถานี เราเดินไปยังชานชลาที่มีรถบัสจอดเรียงกันเยอะๆ

วิธีดูว่าจะขึ้นรถคันไหน ก็เหมือนดูป้ายหน้ารถ ว่าปลายทางไปลงที่ไหน เทียบกับตัวหนังสือจีนที่เราเซฟมา มาเที่ยวเมืองจีน อย่างน้อยก็ควรทำการบ้านมาบ้างนะคะ อย่าหาว่าไม่เตือนนะ อี เอ้อ ซาน ซื่อ 1 2 3 4 อะ พอหอมปากหอมคอ



อะ เราก็มายืนหน้ารถบัสที่ว่าน่าจะชัวร์แล้วหล่ะคันนี้แต่ยังไม่ได้เอาสัมภาระขึ้น ยังพอมีเวลากรุบกริบเล็กน้อยพอให้แฟนได้ไปใช้บริการห้องน้ำสถานีรถบัส ฮีทิ้งสัมภาระทุกอย่างไว้กับเรา ไม่นาน เราเห็นว่าคนเริ่มมากันเยอะละ สัมภาระแต่ละคนก็มากมาย เดี่ยวจะไม่มีที่วางเป้พอ เลยแบกเป้ 4 ใบ ถุงขนมอีก สตรองมาก เดินไปข้างๆ รถเหมือนรถทัวร์บ้านเรา ปรากฏว่าเต็ม ก็เลยเดินไปท้ายรถ จะเอาของใส่

มีผู้ชายคนนึงกำลังคุยกับคนขับที่ช่วยเอากระเป๋าวางท้ายรถ บอกว่า sorry I don't know ... อิชั้น มองหัวจรดเท้า เดาเลยค่ะ คนไทยแน่ๆ

เลยถามพี่เค้า "พี่คนไทยปะคะ" ผช ตอบกลับมา ใช่ครับ ...................โอ้ววววววววววว คนไทยคนแรกที่เจอในทริปนี้



ระหว่างยัดเป้ท้ายรถและรู้สึกดีใจที่เจอคนไทย หารู้ไม่ว่า แฟนได้ขึ้นไปตามหาเราบนรถบัสทุกคัน ตะโกนเรียกชื่อจนคิดในใจว่า ถ้าหาไม่เจอจะกลับโรงแรมไปนอน 555555555555555 เนื่องจากมือถือพวกเราซื้อซิมใช้ไม่ได้นะ ถ้าพลัดหลงกันคือ ต่อไวไฟได้เมื่อไหร่ก็ตอนนั้นแหล่ะค่ะ

จริงๆ กะจะทำรีวิวสั้นๆนะ แต่นี่ไหง บัดนี้ยังไม่ถึงย่าติงเลย 55555555555

อยากให้อ่านแล้วรู้สึกว่าได้เที่ยวไปด้วยเลยยอะ อิอิ อยากจะบอกว่า ย่าติงตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะคะ จากที่เคยหาข้อมูลก่อนมา ตอนที่ไปเจอ

มันเปลี่ยนอะ ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวก็เปลี่ยน และสิ่งจำเป็นที่ควรพกไปสำหรับเที่ยวย่าติงมีอะไรบ้าง จะช่วยแนะนำให้นะคะ



ก่อนอื่น เดินทางไปเต้าเฉิง稻城 กันก่อน เมืองตากอากาศที่เงียบสงบ เมืองที่ทุกคนที่ ถ้ามายาก yunnan แล้วจะไปย่าติง ยังไงก็ต้องมาพัก

ที่เมืองนี้ก่อนค่ะ พักหนึ่งคืน และเช้าอีกวัน ถึงจะเดินทางไปย่าติง

วันที่ 3 ของการเดินทาง ... มุ่งหน้าจากแชงกรีล่า ไป เต้าเฉิง

ก่อนจะขึ้นรถบัสที่เมืองจีนในระยะทางที่ต้องนั่งไปไกลๆ ทุกท่านโปรดเตรียมตัวในเรื่องการถ่ายหนัก ถ่ายเบาให้เรียบร้อยก่อนจะไป

เพราะหนทางไม่ได้ราบรื่นสวยงาม เหมือนรถทัวร์บ้านเราที่แวะปั๊มปตท. กำแพงเพชร หรือนครสวรรค์ ให้ได้ลงไปเหยียดแข้งเหยียดขา

ทำธุระส่วนตัวกันอย่างสบายอารมณ์

ทุกท่านน่าจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของห้องน้ำเมืองจีนมาไม่มากก็มาก

บ้างก็เจอล็อคเตี้ยๆ แบ่งสัดส่วนช่องให้เข้าไปนั่งได้อย่างพอดี แต่ยังสามารถมองเห็นช่วงหน้ากันได้

บ้างก็เจอแบบ ไม่มีแบริเออร์กั้น ได้ทำธุระส่วนตัวกันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา



ระหว่างทาง คุณผู้หญิงจะได้สัมผัส แบบที่ 2 ค่ะ No barrier

เตรียมทิชชู่ให้ดีนะ เอาไว้ปิดจมูกปิดหน้าก็ยังดี ถ้าไปกับคนรู้จัก

ส่วนชิ เดินเข้าไปกับอาจุมม่าทั้งหลาย เราเดินเข้าไปคนแรก งงงวยว่าจะหันหน้าเข้ากำแพง หรือ ออกกำแพง คือถ้าหันหน้าออก คนเดินเข้ามา

ก็เห็นเราเลย ก็กำลังจะหันหน้าเข้ากำแพง มีอาเจ้อีก 2 คนเดินตามเข้ามา หล่อนทั้งสองหันหน้าออกจ้า

เอ้า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม หันหน้าออกเหมื้อนกัล เอา 1-2-3 ฉี่พร้อมกัน 3 คนแบบ เอาแบบที่สบายจายยยย

รถมีแวะเข้าห้องน้ำและทานข้าวที่เดียวกัน

แวะตอนประมาณ 10 โมงกว่า

ไอ่เราก็ยังไม่หิวเท่าไหร่ เลยกินไม่เยอะ อาหารก็ใช่ว่าจะถูก กับข้าว กับละ 15 หยวนบ้าง 25 หยวนบ้าง

ข้าว ถ้วยละ 3 หยวน พวกเราสั่งมาทานด้วยกัน 3 คน

เส้นทางรถเดินทางไปเต้าเฉิงนี่ อย่าให้เซ่ด ขรุขระตลอดการเดินทาง โช้ครถก็นิ้มนิ่ม นอนหลับหัวโขกกับหน้าต่างไปตลอดทาง

เป็นแบบนี้อยู่เกือบ 10 ชั่วโมง

ทั้งรถมีคนไทย 3 คน คือ ชิ แฟนชิ แล้วก็พี่คนไทยที่พึ่งเจอกันที่สถานีรถบัส และมีฝรั่งอีก 2 เป็นชาวฝรั่งเศสที่พูดอังกฤษได้น้อยมาก และพูดจีนไม่ได้เลย

ทางจะไต่เขาขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็ลง ไต่ ลง ไต่ ลง ไรงี้

ได้แต่คิดว่า นี่เรามาช้าอีกสักเดือน น่าจะสวยกว่านี้มากเลย

เส้นทางอันตรายและหวาดเสียวมาก



ในฤดูหนาวก็คงจะมีหิมะปกคลุมปลายยอดเขาสวยงาม มองไปเพลินๆ

วิวสวยๆข้างทางก็มีให้เห็นตลอดเป็นระยะๆค่ะ

รถมีจอดที่สถานีรถบัสอีกแห่งหนึ่งค่ะ คุณผู้หญิงสามารถแวะเข้าห้องน้ำได้อีก 1 จุด

(ผู้ชายสามารถเข้าป่าได้ตลอดทาง)

ที่นี่จอดไม่นาน เราและฝรั่งยังพอมีเวลาลงไปซื้อมาม่าคัพมาทานบนรถ

แต่ด้วยเส้นทางเดินรถ อย่างที่บรรยายให้ฟัง คุณนึกสภาพที่กินมาม่าแล้วรถขับแบบลงหลุม กระเด้งกระดอน โช้ครถแข็งกระด้าง

เป็นไงหล่ะ น้ำมาม่ากระจายเต็มทั้งผมทั้งหน้า เรากับฝรั่งหันหน้ามองกันแล้วหัวเราะ



6 โมงเย็น เราก็มาถึงเมืองเต้าเฉิงค่ะ ไม่นึกว่าเมืองจะสวยงามและสะอาดสะอ้านเพียงนี้

ลบภาพห้องน้ำระหว่างทางออกไป เหมือนเราก้าวกระโดดมาดินแดนใหม่อันไกลโพ้น ไม่ใช่ละ

นี่มันคือเมืองที่เราเดินทางผ่านหุบเขา ป่าสน มาสิบชั่วโมงหรือเนี่ย

เมืองเต้าเฉิงสูงจากน้ำทะเลขึ้นไปกว่าแชงกรีล่า แชงกรีล่าน่าจะสัก 3000 กว่า อากาศที่นี่หนาวเย็นใช้ได้

พวกเราเดินออกจากสถานีรถบัสไปยังโฮสเทลที่จองไว้ในbooking.com ชื่อ Droma's guesthouse ถ้าห้องรวมเตียงเดี่ยว ราคาเตียงละ 30 หยวน

ห้องเตียงคู่แต่shared bathroom ราคาห้องละ 90 หยวน สะดวกตรงที่วางสัมภาระได้สบายไม่เกะกะทางใคร

ใช้เวลาเดินเท้าแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว



อ้อ ตอนที่เดินออกมาจากสถานีรถบัส จะมีคนกรูเข้ามาถามว่า พรุ่งนี้ ย่าติงๆ อะไรทำนองนี้

เค้าจะเสนอราคาที่คนละ 50 หยวน ซึ่งมันคือราคากลาง แต่จะมีบางคนที่เราเคยคุยและต่อรองราคาได้แล้วคือ 30 หยวน/คน

แต่ แฟนบอกว่า ทางน่าจะอันตรายและคนละสามสิบหยวนน่าจะโดนอัดปลากระป๋องทั้งรถ นั่ง4 ชั่วโมงไม่ไหวแน่ๆ เลยไม่เอาดีกว่า

และที่สถานีรถบัส ไม่มีรถไปย่าติงนะคะ ไม่ต้องไปถามเผื่อจะได้ราคาถูกกว่านี้ให้เสียเวลา เพราะไปถามแล้ว เค้าบอกไม่มีจ้า



ไปปรึกษาฟร้อนที่โฮสเทลบอกว่า 30 หยวนเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง ให้ไปกับเค้าดีกว่า เค้ามีเพื่อนที่เชื่อใจได้

ทีแรกที่เราทราบมาว่านั่งรถ 4 ชั่วโมง กว่าจะถึงย่าติง ทำให้แผนการที่วางไว้ว่าจะเที่ยวย่าติงวันครึ่ง ทำแทบไม่ได้พวกเราจึงคิดว่าจะต้องได้ไปนอนย่าติง 2 คืน ((ไม่ได้จองที่พักที่ย่าติงไว้ก่อนค่ะ กะไป walk in เพราะรุ่นพี่ที่เคยไปมาก่อนเค้าบอกว่ามีที่พักมากมาย มีตลาดด้วย))

แต่เอาเข้าจริงๆ มันนั่งแค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ เอง กับเงิน 50 หยวน เราคิดว่าแพงมากๆ และเหมือนโดนคนที่โฮสเทลหลอกเลย สงสารที่คนขับรถข้าง

นอกไม่มีงานเพราะคนที่โฮสเทลเอาลูกค้าไปเสียหมดง่ะ

ใครไม่รู้บอกว่านั่ง 4 ชั่วโมงอะ ลืมไปละ



เพราะฉะนั้นต่อให้เหลือ 30 หยวนไว้นะคะ ราคาสมเหตุสมผลมากกว่าค่ะ



โฮสเทลที่นี่มีชื่อเสียงและถูกแนะนำมากทั้งใน tripadviser และ ได้คะแนนเยอะจาก booking.com แต่หารู้ไม่ว่า แถบนั้นมีเกสเฮาส์และโรงแรมดีดีเยอะมากกกกกกกกกกกกกก ที่สร้างใหม่และอาจจะยังไม่มีในอินเตอร์เน็ต ห้องดีกว่าและราคาถูกกว่าที่นี่ด้วย ห้องน้ำในตัว มีชักโครกด้วยค่ะ

ถามว่าชิรู้ได้ไง ..ก็เพราะว่า ขากลับเรากลับมานอนเต้าเฉิงอีกคืนนึงนั่นเอง

เราลองเลือกนอนอีกที่ที่แตกต่าง ที่เรียกว่าโรงแรมเลย ปรากฏว่าเจอห้อง 80 หยวน ถือเป็นห้องที่ว่า ดีที่สุดในทริปนี้ก็ได้



ถามว่านี่โหยหาชักโครกมั้ย ส่วนตัวไม่เป็นไร แต่แฟนเป็นคนที่ตัวใหญ่มาก นั่งส้วมซึมไม่สะดวกจริงๆ เมื่อไหร่ที่เจอชักโครกนี่น้ำตาจะไหล

เวลาทุ่มนึงที่นี่ยังไม่มืดนะคะ

พวกเราเดินทาซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไปย่าติงในวันรุ่งขึ้น

ทั้งขนมนม น้ำ ช็อคโกแลต และแออกซิเจนกระป๋องที่รีบซื้อติดตัวกลัวที่อุทยานจะขายแพง ที่นี่เราได้มาในราคา 25หยวน/กระป๋อง หากใครผ่านมาจากเมืองลี่เจียง

จะบอกว่า เหยดดดดดดดดด ทำไมถึงถูกเยี่ยงนี้ โฮะๆๆๆ ลี่เจียงที่แพงบรรลัยเลย ตกเป็นเงินไทย ขวดละ 3-4 ร้อยแน่ะ



สรุปได้ของครบหมดละที่ร้านสะดวกซื้อระแวกนั้น ก็หาทานข้าวเย็นกัน

มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่ได้ทานข้าวกัน 3คน มีคนช่วยหารแล้วเย้

อ้อ พี่เค้าก็ตั้งใจจะมาพักที่เดียวกันกับเรา เห็นมั้ย โดรม่าเกสเฮาส์ดังในอินเตอร์เน็ตมาก แต่ถ้าไม่อยากนอนสภาพนี้นะ โรงแรมดีกว่า เดือนหน้าราคาอาจขึ้นมาเล็กน้อย แลกกับความสุขของลำไส้ใหญ่นะ มีชักโครกนะเออ

มื้อนี้เราทาน ผัดเต้าหู้ อันนี้ชื่อ หมาโผวโต้ว รสชาติไม่เผ็ด ขวามือ ผัดผักขม ที่นี่สีออกแดงๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันคือผักขมป่าวนะแต่ชอบเรียกว่าผักขม

5555 อันนี้ชื่อ ชิงฉ่าวเตอฮั่นช่าย

อันนี้ทุกคนโหวตให้ว่า อร่อยมาก (หรือสองอันที่ว่ามาไม่ถูกปากสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้)

อันนี้เรียกว่าวอส่วน สีเขียวๆรสชาติเหมือนฟัก ผัดกับหมู กินกับพริกแห้งอร่อยมากกก



พูดถึงพี่คนไทยที่เราเจอ ตอนแรกเราจะว่าหน้าเค้าโหดมากกก แต่นิสัยเค้ามุ้งมิ้งมากกกก เค้าจะพกตุ๊กตาไปถ่ายตามสถานที่ต่างๆ

และเป็นสายอุปกรณ์ที่พร้อมสุดๆ อุปกรณ์ที่เค้าหยิบมาโชว์เราแต่ละอย่างคือบับว่า เห้ยยยยย นี่ก็เอามาเหรอ อะไรนะ มีไอ้นี่ด้วยเหรอ

คือเป้เค้ามีตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบอะ เห็นพี่แกไปสอยรถเข็นที่เหมือนแม่ค้าประตูน้ำใช้ขนเสื้อผ้ากัน ฮีไปสอยมาจากคุนหมิง

บอกว่า ถ้าแบกไม่ไหวก็ค่อยลากเอา



พี่เค้าเค้าออกเดินทางมาคุนหมิงทางรถจากเชียงของ และไล่เที่ยวมาเรื่อยๆในงบ 30,000 บาท ด้วยตัวคนเดียว

เกร๋กู๊ดมาก พีคสุด คือพูดจีนไม่ได้และเดินทางคนเดียวนี่แหล่ะ เจ๋งฝุดๆ นี่เค้าคงดีใจมากที่เจอคนไทยคู่แรกตั้งก่ะเดินทางมา คุยกันเป็นเพื่อนกันมาจนจบทริปย่าติงกลับมาเต้าเฉิงเลยนะเออ



อะอะ ไปเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าเดินทางไปย่าติงแต่เช้าค่ะ

ในขณะที่อาศัยอยู่เมืองเต้าเฉิง อาการเราเริ่มมาแล้วค่ะ อาการที่เดินขึ้นบันไดชั้นสองแล้วหัวใจเต้นเร็ว และแรงมากๆ

ก็ปรึกษากับพี่คนนึงที่ไทย แกเป็นหมอ.. แต่แกเป็นหมอฟัน คงช่วยได้อยู่นะ

เค้าบอกว่า เราขาดออกซิเจน ก็จัดเลยค่ะที่พึ่งถอยมาใหม่ 2 กระป๋อง

และบอกให้ทานอะไรหวานๆ เค้าบอกว่า ถ้าเป็นหนักห้ามเดินต่อ ให้นั่งพักให้หายอย่างเดียว นี่ขนาดยังไม่ได้เดินเที่ยวพรุ่งนี้นะ

ส่วนคนอื่น ยังไม่มีอาการ ....

วันที่ 4 ของการเดินทาง



เช้าตรู่ พวกเราออกจากที่พักสัก 7 โมงเช้า ฝนตกหนักมากกกกกก

คือเดาไว้เลย วันนี้เมฆ หมอก บังไปหมดทุกอณูแน่ เง้อออออ



รถมาจอดส่งที่ด้านหน้าอุทยาน เดินเท้าเข้าไปอีกไม่ไกลก็จะเจอโถงขายตั๋ว

คนขับรถบอกว่า พรุ่งนี้ถ้าจะกลับ ผมจะรอที่นี่ตอน 6 โมงเย็นนะ พวกเรากะจะนอนที่นี่ 2 คืนอยู่แล้วเลยบอกเค้าว่าไม่ได้กลับค่ะ



เดินเข้าไปในโถงเพื่อซื้อตั๋ว ตั๋วราคา 270 หยวน รวมค่ารถเข้าไปและค่าเข้าแล้ว

แต่เราใช้บัตร iytc ลดค่าเข้าได้ จ่ายเพียง 200 หยวน เหมือนจะดีนะ แต่ค่าตั๋วพี่จีนลดแล้วก็ พันนึงเลย โถ่ๆๆๆ



จะบอกว่าาาา พึ่งไปทำมาปีที่แล้วนี่เอง เพื่อทริปฉงชิ่ง เฉิงตู จิ่วจ้ายโกวโดยเฉพาะ

ใครยังไม่มีขอให้รีบไปทำด่วนเลย ค่าทำประมาณ 3-400 แต่คุณได้ส่วนลดในการเข้าอุทยานที่เมืองจีนไป เกือบ 20-30%เลยทีเดียว

บัตรมีอายุ 1 ปี นับจากที่ทำ ชิใช้มาจีน 2 ครั้ง ลดค่าเข้าอุทยานไปหลายที่แล้ว ขอบอก ไปทำกันๆ นี่เดี๋ยวตุลานี้ก็จะหมดอายุแว้ววว งือๆ

เงื่อนไขบัตรตามนี้เลยค่ะ แต่ถ้าใครมีบัตรนักเรียนนักศึกษาที่จีน จะได้ลด 50% เลยนะ

ไปนอนก่อนนะคะ พรุ่งนี้มาเขียนต่อ รับรองว่าจบค่ะ ไม่เก้อค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่ทักมาใน ib เฟสบุคนะ 55555 เดือนตุลา คนไทยคงไปเที่ยวเยอะมากๆแน่ๆ เพราะเป็นช่วง High season ของที่นั่นแล้ว

ราคาที่ชิเขียนไว้ จะมีค่าโรงแรมค่ะ ที่อัพขึ้นมา แต่พวกโฮสเทล ก็จะราคาปกติตามนี้เลย ส่วนใครมีคำถามอะไร เขียนทิ้งไว้ได้นะเดี๋ยวมาตอบให้น้า หรือจะ ib เฟสส่วนตัว คลิกดูที่หน้าโปรไฟล์ idพันทิพได้เลยค่ะ

สรุปเราได้ซื้อตั๋วในราคา 200 หยวน จาก 270 หยวน พี่ๆอีก 2 คนซื้อราคาเต็มจ้า

แล้วเราก็ลองไปถามคนจีนดูว่า ซื้อตั๋วในราคาเท่าไหร่ เค้าบอกว่า 270 หยวน ... ปัดเซาะ(คำอุทานภาษาเหนือ) แพงพอๆกะเราเลย



ซื้อตั๋วรถแล้ว ก็ไปหาห้องน้ำทำธุระให้เสร็จเรียบร้อย เดินผ่านร้านขายOxygenกระป๋อง ลองสอบถามดูว่าราคาเท่าไหร่คิดว่าคงแพงหูฉี่

ปรากฏว่า กระป๋องละ 20 หยวน เฮ้ๆ ทำไมที่นี่ถึงถูกนักหล่ะ

นี่ซื้อในสนามบิน 35 หยวน ซื้อเต้าเฉิง 25 มาซื้อที่นี่ถูกสุด 20 ชนะเลิศ



.............................

เดินผ่านประตูด้านหลังฮอลขายตั๋วไปขึ้นรถ ตอนนี้พวกเรามีสัมภาระที่แบกมาจากเต้าเฉิง หอบพะลุงพะลังกันทั้ง 3 คน

คนขับให้เอาไว้ใต้ท้องรถ แล้วก็ขึ้นไปหาที่นั่งได้



จุดแรกที่รถไปจอดแป๊บบบบนึง คือลานตรงนี้ แต่หมอกมันหนามาก เนื่องจากฝนตกหนักแต่เช้า จึงมองเห็นทัศนียภาพได้เพียงเท่านี้

ที่พักคืนนี้ไม่ได้จอง เพราะรุ่นพี่ที่เคยมาบอกว่าที่นี่มีที่พักเยอะแยะ ไม่ต้องไปจองหรอก อยู่ใกล้ตลาดด้วย พวกเราก็เลย โอเค ไม่จอง วอร์ลอินเอา

ช่วงนี้ช่วงโลว์ด้วย ราคาห้องพักไม่แพง แต่ก็ดูมานะว่าจะพักที่ Dengba guesthouse ซึ่งเค้ามีสาขาอยู่ทั้งแชงกรีล่าและลี่เจียง

ส่วนพี่คนไทยดูมาที่เดียวกัน พวกเราก็ โอเค งั้นเราไปตามหา Dengba guesthouse กัน



ให้ดูแผนที่ท่องเที่ยวกันก่อนนะคะ ว่าเราอยู่ตรงไหน และจะไปเที่ยวตรงไหน ด้านหน้าที่ขายตั๋วจะมีแผนที่เจ้านี่ให้ดูอยู่

มันออกจะดูยากสักนิด เพราะตัวหนังสือรก อันไหนก็ดูจะต้องแวะ

เอาเป็นว่า ที่หลักๆ ไฮไลท์ของทริปมันมีแค่ ทะเลสาปไข่มุก ทะเลสาปน้ำนม และทะเลห้าสี



ลองดูแผนที่อันนี้จะดูง่ายกว่า เหมือนกลับด้านแผนที่ใหม่ แต่จริงๆมันปักอยู่หน้าทางเดิน จุดจอดรถบัสจุดสุดท้ายที่ให้คนลงเที่ยว

มองภาพง่ายขึ้นไหมคะ คุณมีเวลา 2 วันใช่ไหม วันแรก คนส่วนใหญ่ออกจากเต้าเฉิงมาถึงย่าติง เอาสัมภาระเก็บที่โรงแรมเสร็จก็สายแล้ว เลยไปเก็บทางด้านขวาก่อน คือทะเลสาปไข่มุก ซึ่งมีจุดเดียวแต่เดินถ่ายรูปอะไรก็ทำให้หมดวันได้



ส่วนอีกวันนึง ให้ไปทางซ้ายตามตัวYในแผนที่ จากจุดปล่อยลงจากรถบัส คุณก็เดินขึ้นเขาไปนิดหน่อย เพื่อไปขึ้นรถกอล์ฟ

แล้วรถกอล์ฟก็จะพาไปจอด้านบน (ระยะทางที่นั่งรถกอล์ฟประมาณ 5-6 โล) แล้วเดินต่อจนถึงยอด ซึ่งมีทะเลสาปทั้ง 2 แห่งรอเราอยู่



ย้อนกลับไปดูที่แผนที่แรกอีกครั้ง ที่พักจะอยู่โซน Aden Village แต่ไปบอกว่า เอเดยวิลเลจ คนจีนจะไม่รู้จักนะคะ ต้องบอกว่า ย่าติงชุน 亚丁村 ขีดเส้นใต้ค่ะ ต้องจำนะ โซนที่พัก ขากลับตอนขึ้นรถกลับที่พักจะได้ใช้ค่ะ



อันนี้เป็นภาพรวมของการท่องเที่ยวภายในอุทยานย่าติงนะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าต่อเรื่องขึ้นรถลงรถ ยังไง เพราะบางคนอาจจะ งง ๆได้นะ

ต้องขอโทษด้วยนะคะ มีเวลาพิมพ์แค่ตอนกลางคืน ช่วงหลัง 4 ทุ่ม น่ะคะ่ มันเลยไม่ประติดประต่อ และรอนานมาก เข้าใจคนหาข้อมูลไปเที่ยวนะคะ

ว่าข้อมูลมันขาดๆ ไม่เสร็จสักที ขอโทษค่ะๆ



ต่อจากตอนที่ซื้อตั๋วขึ้นรถมาแล้ว พวกเราก็มาเป็นต่างด้าว ไม่รู้ภาษามากมาย งง นั่งรถไปเรื่อยๆ ตอนแรกรถก็จอดให้ลงที่ Aden village(ย่าติงชุน) แต่เพราะไม่รู้ว่าเป็นแหล่งที่พักเดียวในย่าติงตอนนี้เลย เลยไม่ลง คิดว่าจะไปลงสถานีที่ใหญ่กว่านี้ แต่หารู้ไม่ ว่าคิดผิดตั้งแต่แรกแล้วววววว

ย่าติงไม่รู้เมื่อก่อนเป็นไง ตอนนี้ตลาดวาย ไม่มีตลาดแล้วนะคะ เหมือนตอนนี้รัฐเข้ามาทำแทนคนท้องถิ่น ปลูกสร้างอาคาร เป็นเกสเฮาส์ในโซนย่าติงชุนเต็มไปหมดเลย ผู้ประกอบการเป็นจีนจ๋าที่ไม่ใช่ธิเบตอีกแล้ว ชื่อก็เปลี่ยนนะ มะก่อนเป็นย่าติงวิลเลจ ตอนนี้เป็นเอเดนวิลเลจ ลงให้ถูกที่นะคะ



พอเรานั่งไปเรื่อยๆ แล้วไงต่อ รถวิ่งไปจอดป้ายสุดท้าย คือทางที่เริ่มเดินไป เที่ยวทะเลสาปทั้งหมด คือ ขาตัว Y

คนลงหมดแล้ว พวกเราก็ อ้าย เห้ย คนลงหมดแล้วพี่ ทำไงดี



เราเอาชื่อโรงแรม Dengba guesthouse ให้คนขับดูแล้วบอกว่า พวกเราจะไปที่นี่ คนขับคิดอยู่สักพักแล้วบอกว่า เติงปา ? มะก่อนมีนะ

แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว พวกเราก็ ห๊าาาา อะไรนะ แล้วมันหายไปไหนอะ สงสัยโดนโยกย้ายออกไปหมดแล้วหล่ะมั้งน่ะ งั้นเอาไงดี คือ ข้อมูลที่หามาตอนนี้รวนหมดเลย พึ่งพาไรไม่ได้ละ



พวกเราสามคนก็ถามว่า มีที่พักในนี้อีกไหม เรายังไม่มีที่พัก (เค้าคงคิดว่าเราไปย่าติงชุน Aden village มาแล้ว) เค้าก็บอกว่า มีนะ แต่อาจจะแพงหน่อย พวกเราคิดในใจ เชี่ยยยยย นอนในอุทยาน เค้าบอกแพงด้วย เท่าไหร่วะเนี่ย

แล้วก็บอกให้พาไปหน่อย ขณะที่นั่งอยู่บนรถ เราก็ตั้งใจนั่งดูแผนที่หน่อยเหอะ (เอาจริงๆทริปนี้ไม่ได้เตรียมตัว หาข้อมูลอะไรมาเลย เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามาย่าติงต้องมาทะเลสาปถึง 3 ที่ และไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่ามันไม่ได้เดินสบายนะ) สรุปเราบอกคนขับว่า จะไปย่าติงชุน (เริ่มฉลาดมาบ้างละ)

เค้าบอกว่า ผมไม่ได้จะไปทางนั้น งั้นลงตรงนี้นะ แล้วเดินไปตรงนั้นจะมีรถจอดอยู่ น่าจะขึ้นรถตรงนั้นได้ พวกเราก็ลงรถและเดินไปตามที่เค้าบอก



หารู้ไม่ว่า อ้ายเขาบอกไปเรื่อยอะ เดินไปไม่เจออะไร แบบเดินขึ้นเขาลูกเล็กๆ ไปแล้วทางเดินอ้อมมาเป็นวงกลมเจอที่เดิม โอ้ยยยย เหนื่อยฟรี

เอ๊ะ แต่ยังได้รูปสวยๆจากความผิดพลาดเล็กๆมาด้วย แต่เข้าใจป้ะ ว่ามันหนัก !!

สรุปเราก็มารอรถ ตรงฝั่งตรงข้ามของถนน จากจุดที่คนขับส่งเราเมื่อกี้น่ะแหล่ะ ฝนก็ปอยๆ ทั้งวัน

สัก 10 นาที รถก็มาจอด และส่งพวกเราที่ย่าติงชุนได้สำเร็จค่ะ เย้ๆ

มาถึงย่าติงชุน แหล่งที่พักที่ปรับปรุงภาพลักษณ์โฉมใหม่ของที่นี่ เลือกเอาเลย จะนอนแบบไหน ตอนที่ไปมีราคาเริ่มตั้งแต่ 120 หยวน เป็นห้องเตียงคู่

มีโฮสเทลด้วย น่าจะประมาณ 80 หยวน/เตียง แต่ไม่แน่ใจว่าช่วงไฮ ในเดือนตุลา - พฤษจิกา จะปรับราคาขึ้นมาไหม



อันนี้เป็นภาพที่พักของเรา

แต่มองไป รอบๆ ก็จะเห็นตึกที่มีลักษณะคล้ายๆ กันอยู่เต็มไปหมด



ภายในห้องนอนก็จะมีน้ำร้อน และมีฮีทเตอร์ในห้องน้ำด้วย ไม่มีทีวีหรืออะไรเลย มีเตียงอยู่2เตียง พอดีว่าไม่ได้ถ่ายภาพมานะคะ ขอโทษด้วยค่ะ

พวกเรานอนอัด 3 คน ก็ราคาถูกไปอีก



ถามเจ้คนดูแลที่พักว่ามีไวไฟมั้ย เค้าก็บอกว่ามี จากจุดที่ล็อครหัสนั้นสัญญาณระดับปานกลาง พอเดินไปไกลๆ เกือบเข้าห้อง(ได้ห้องชั้นล่างใกล้ฟร้อนท์เลย) สัญญาณหาย มารู้อีกที มันเป็นไวไฟ โรงแรมข้างๆ ปัดโถ่วววว

คือเหมือนกำลังสร้างเมืองใหม่เลย ทุกอย่างยังไม่พร้อม ตอนเย็นมีไฟตก ดับทั้งบาง ดับจนถึงเช้า เข้าห้องน้ำทีต้องใช้ไฟฉายคาดหัว คลำๆทางไป



พวกเราออกจากเต้าเฉิงแต่เช้าโดยไม่ได้ทานอะไรกันมา กว่าจะมาถึงที่พัก เก็บสัมภาระกันได้ก็หิวมากๆ เลยจัดข้าวกล่องอุ่นร้อนไปคนละกล่อง

ซื้อใต้โรงแรมค่ะ

ข้าวกล่องตัวนี้มันจ๊าบมาก (ไม่เคยได้ยินมานานแล้วใช่ปะ คำนี้) มันอุ่นร้อนเองได้ โดยไม่ง้อไมโครเวฟ

อย่างงี้ก็ได้หรอ..

ใช่แล้วค่ะ ภายในกล่อง จะทำภาชนะให้เป็น 2 ชั้นชั้นบนจะวางข้าวสวยที่ฟรีซมาแข็งมาก ชั้นล่างจะมีถุงแกงสำเร็จ 1 ห่อ ถุงน้ำเปล่า1ถุงและถุงสารเคมีอีก1ถุงห่อเหมือนถุงกันชื้น

เมื่อผสมน้ำกับสารเคมีนั้นเข้าด้วยกัน มันจะเกิดปฏิกริยาที่ทำให้น้ำร้อนขึ้นและก็ถ่ายเทความร้อนให้กับข้าวที่อยู่ชั้นบนจนเป็นไอลอยขึ้นมาอย่างนี้

และเราก็จะเอาถุงแกงวางไว้ใต้ข้าวกล่องเพื่ออุ่นให้แกงนั้นร้อนไปด้วย

ใครไปเมืองจีน ต้องไปลองดูนะคะ มีหลายรสให้เลือกทาน ซึ่ง ลองมา 3 รสแล้ว ยังหาความอร่อยไม่ได้เลยค่ะ

เทียบข้าวกล่องเซเว่นบ้านเราแทบไม่ได้เลย

ที่นี่ขนม นม น้ำ มีจำหน่ายพร้อม ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ระแวกใกล้ๆ ก็มีร้านค้าใต้โรงแรมเพรียบ

มีไม้เทรคให้เช่า อันละ 20-25 หยวน ด้วยเผื่อใครขี้เกียจเอาไปจากเมืองไทยก็มาเช่าที่นี่ได้ แต่อาจจะมีไม่เพียงพอนะคะ

แต่ๆๆๆๆๆ ไม่ใช้ก็ได้ค่ะ



ตอนนี้เรายืนอยู่ด้านหน้าโรงแรมค่ะ



ตอนจะไปเที่ยวนะคะ ขึ้นรถให้ถูกฝั่งนะคะ ถ้าขึ้นผิดฝั่งมีไปออกประตูหน้าเลยค่ะ จะเสียเวลาไป2 ชั่วโมงเลย ทั้งไปและกลับ



อากาศตอนนี้หนาวมากๆ ค่ะ อย่าคิดนะว่าเดินไปเรื่อยๆแล้วจะร้อน จึงใส่เสื้อผ้าข้างในบางๆ

ถถถถถถ อย่าคิดแบบนั้นเชียวค่ะ มันหนาวมากจนแม้แต่คุณเดินเหนื่อยแค่ไหนก็เหมือนไม่รู้สึกว่าเหงื่อออก เพราะไม่ร้อน

รถบัสจะเวียนมารับเรื่อยๆนะคะ คันนี้ผ่านไป ถ้าเต็ม ขึ้นไม่ทันก็รอค่ะ เดี๋ยวก็มาอีกเรื่อยๆ

พอขึ้นรถบัสได้ พวกเรายังเกาะกลุ่มกัน 3 คนอยู่นะคะ 55555555 น่าจะเป็นแก๊งคนไทยกรุปเดียวที่มาเที่ยวย่าติงในช่วงเวลานั้น อิอิ

รถมาจอตรงขาตัว Y ค่ะ นึกไม่ออกให้เปิดแผนที่ค่ะ

ทุกคนที่มาเที่ยวย่าติงจะผ่านเส้นนี้นะคะ ทั้ง 2 วัน สองข้างทางเป็นชาวบ้านขายลูกประคำ กำไลหิน จะแวะอุดหนุนเป็นของฝากกลับไทยสักหน่อยก็ได้นะคะ ตอนแรกก็ว่าจะแวะแล้ว แต่แฟนบอกว่า ที่ไทยเห็นเส้นละ 100 ก็เลยเดินกลับเลย แต่เอาจริงๆจะซื้อก็ได้แหล่ะ เอาไว้ดูว่า ที่มาย่าติงนะ ได้ลูกประคำ แต่ดีมานมันไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ ก็เลยไม่ได้ซื้ออ่าค่ะ (( นี่จะโดนแม่ค้าตบไหม ))



ทางเดินขึ้นนะคะ สเตปแรกก็ชันแล้วค่ะ เหนื่อยและเมื่อยมาก เพราะร่างกายกำลังปรับกับที่สูง ((ได้ข่าวว่ามาอยู่ที่สูงตั้งก่ะเต้าเฉิงแล้ว ยังปรับไม่ได้อีกเหรอ )) แต่ย่าติง ที่นี่สูงที่ 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลนะ และจุดสูงสุดที่จะไปให้ถึงกันพรุ่งนี้อยู่ที่ 4,700 เมตร เชียวหล่ะ อุปกรณ์พร้อม ร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่มีใครช่วยใครได้



ชุดวันนี้ นี่ไม่พร้อมอย่างรุนแรง คือเข้าใจปะ ว่าเรานึกว่ามาเดินเล่นสวยๆ จริงๆ 5 โลก็5 โลเหอะ(ได้ยินมาว่า 5 โล) แต่ไม่ได้คำนวนความสูงไว้

และบวกกับฝนตกเข้าไปมันจึงหนาวมากๆ เสื้อโค้ทกันน้ำแบบนี้เอาไม่อยู่ค่ะ แม้ว่าข้างในจะใส่ฮีทเทคและลองจอนซ้อนทับกัน ก็เอาไม่อยู่

อยากให้เพื่อนๆ ที่ขี้หนาวเหมือนเรา เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อมนะคะ ถุงมือที่เตรียมมา ก็ซื้อที่โบรโม่ ไม่ได้คิดว่าจะได้ใช้ด้วยซ้ำ

คือจริงๆ เรามีอุปกรณ์พร้อมหมดนะ แต่อยู่ที่เมืองไทย 5555555555555

สองเดือนก่อนไปเดิน Rinjani ยังพร้อมกว่านี้เลย เสื้อนอธเฟส ไม้เทรค ถุงมือและหมวกอย่างหนาเลย ไฟฉายคาดหัว 5555555555



สรุปอุปกรณ์เครื่องแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับเดินทางท่องเที่ยวย่าติงนะคะ ตั้งแต่หัวจรดเท้า

หมวกอุ่น ผ้าพันคอ

เสื้อกันหนาวต่างๆ ทั้งกันลม ฟลีซ ฮีทเทค ขนมาให้หมดค่ะ มันหนาวม้ากก

ถุงเท้า รองเท้า อ่อ รองเท้าผ้าใบหรือให้ดีคือรองเท้าเดินป่านะคะ ลายดอกพื้นรองเท้าออกแบบให้ทำงานดีกว่ารองเท้าวิ่งหรือรองเท้าเทรล สำหรับเดินพื้นแบบนี้ วันแรกที่เดินทางไปชมทะเลสาปไข่มุขนั้น เป็นทางเดินง่ายๆ สบายๆ

ส่วนวันพรุ่งนี้ เป็นการเดิน trekking ขึ้นเขาเลย เดินเท้าใช้เวลา 4ชั่วโมง ไปกลับสิริรวม 8 ชั่วโมงนะเออ รวมถ่ายรูป กินข้าว นั่งสูดOxygen บลาๆ แต่บางคนฟิตกว่านี้ก็อาจจะ 6-7 ชั่วโมง ยังไงไปเดินกันมาแล้ว มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กันฟังบ้างนะคะ จะได้หาค่าเฉลี่ยว่าปกติแล้ว เดินขึ้นยอดย่าติงใช้เวลานานเท่าไหร่ อยากรู่ว่าร่างกายเราอ่อนแอระดับไหน เง้อออออออออออ ช่วงนี้ยิ่งไม่ได้ซ้อมวิ่งเลย


ถุงมือ ควรมีค่ะ

ผ้าบลัฟ กันลมกันหนาว ยิ่งสูงจมูกยิ่งเย็น หนาวมั่กๆ พอตอนไม่เอาไปล่ะ คิดถึง อยากจะใช้มากก

ใครไปช่วงฤดูฝน อย่าลืมเสื้อกันฝนอย่างดีหน่อยนะคะ แบบผ่าอกจะสะดวกกว่า ไม่ควรใช้ร่ม เพราะจะไม่สะดวกอย่างมากในการเดินเท้า

และเกะกะมากๆ

ขนม ช็อคโกแลต ข้าวกลางวัน ใส่เป้ไปให้พอดี ไม่ควรแบกอะไรไปเยอะ

และที่สำคัญ น้ำ ขาดไม่ได้ ด้านบนไม่มีน้ำค่ะ และยิ่งสูง ออกซิเจนยิ่งน้อย เลือดจะข้น ทำให้รู้สึกปวดหัว หายใจลำบาก

เหมือนอาการ heat stroke แค่ไม่ใช่เป็นลมเพราะแดด แต่จะเพราะขาดน้ำเนี่ยหล่ะค่ะ



ตลอดทางเดิน ก่อนจะไปถึงขาของตัว Y

การเดินไปทะเลสาปไข่มุก ไม่ยากเย็นอะไร ทางเดินเดินสะดวกสะบาย เค้าพึ่งจะทำทางเดินเหล็กใหม่น่ะค่ะ สียังไม่แห้งดีเลยนะ ในช่วงที่ไป

เอาภาพมาให้ดูเลยละกัน ของจริงมันอยู่ที่อีกวันหนึ่ง ซึ่งวันนี้เราก็ไม่รู้ชะตากรรมหรอกว่าทางเดินไปทะเลสาปอีก2ที่ที่เหลือจะเป็นยังไงบ้าง มโนว่ามันเหมือนแบบนี้ คิดแค่ว่าเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ลำบาก เดี๋ยวคอยดูกันต่อไปนะคะ



นี่เหมือนกำลังทำแพทวอร์คใหม่ ต้อนรับหน้าไฮซีซัน ที่ดูไม่ชัดนึกว่าเอาผ้าขาวม้ามาพันคอตัวเองตั้งแต่มะไหร่

นี่แอบดีใจ จนน้ำตาไหลนะ เหมือนเป็นตัวแทนประเทศไทยมาสำรวจย่าติงใหม่ให้พี่ๆน้องๆชาวไทยแลนด์

ก่อนมานี่มโนว่า มันจะเหลือง แดง เขียว ส้วยยยยยย

ปรากฏว่าตั้งแต่มา เจอเท่านี้

ได้แค่นี้จริงๆ

ยินดีกับผู้ที่ไปในเดือนตุลา พฤศจิกาด้วยนะคะ ที่คุณจะได้เห็นย่าติงที่สวยที่สุดในแบบที่คนไทยชอบ

เนื่องจากทางเดินมันเป็นวงกลมใหญ่มาก ล้อมรอบทะเลสาปและพื้นที่ที่เป็นดินด้วย มันก็จะมีที่แวะถ่ายรูปข้างทางเยอะมาก

แต่พวกเรากลับเดินไป คุยไป ตามประสาคนไทยพึ่งทำความรู้จักกัน เล่าเรื่องราวการเดินทางของใครของมันแลกเปลี่ยนให้กันฟัง

มันก็สนุก และ เป็นความทรงจำไปอีกแบบ

คนซ้ายมือ เป็นทั้งโอตาคุ และนักท่องเที่ยวสายอุปกรณ์ ฮีมักจะหยิบไอ้นู่นไอ้นี่ออกมาให้ดู ให้ยืมตลอด ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เอิ่ม ทำไมข้าพเจ้า

ท่องเที่ยวไปก็หลายประเทศ ยังไม่มีไอ้นี่เลย เห้ย อันนี้อยากได้ๆๆ กลับไทยจะไปหาซื้อ 55555555555555

สนุกดีค่ะ กระเป๋าพี่เค้าเหมือนโดราเอม่อน

สุดท้ายก็จะมาเจอลานถ่ายรูปตรงนี้ ที่เป็นจุดที่มองไปเห็นภูเขาหิมะเซียนหน่ายรื่อได้อย่างสวยงาม ถ้าไม่มีหมอกมาบัง เง้อออออ

ถ้าหิมะตกแทนฝน เยอะกว่านี้น่าจะดี

เอ้า ไงก็ได้ภาพของทะเลสาปไข่มุกกับภูเขาหิมะมาในแบบสเน่ห์ของฤดูฝนละกัน

คงจะไม่ค่อยมีใครจะมีภาพแบบเรามากนักหรอก อิอิ

อ้อ ข้าพเจ้าไม่อยากลงรูปคู่เพราะเดี๋ยวกลัวจะเอียนกันทั้งบาง 55555555



เดี๋ยวไงพรุ่งนี้มาต่อ ที่ตัว Y อีกขานะคะ ทะเลสาปห้าสี และทะเลสาปน้ำนม

บางคนมาถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจ เลือกยากมากว่าจะเดินขึ้นไปดูอันไหนก่อน เพราะถึงจุดนั้นแล้วเชื่อว่าทุกคนมีอาการค่ะ

และทั้งสอง มีตัวแปรอยู่ที่ ความสูงชัน และระยะทางไกล พรุ่งนี้จะมาแนะนำต่อนะคะ

พอมีเวลานั่งชมบรรยากาศ สักพัก อากาศเย็นๆ มองวิวทิวทัศน์รอบๆ ของจริงมันสวยสุดบรรยาย

ภูเขาหิมะตรงหน้า มันใหญ่มากมายจนหลุดเฟรม

สองคนนี้ดูจะเพลียไปนะคะ

เชื่องมากๆ วิธีให้อาหารกระรอกนะคะสำหรับคนที่ไม่รู้เหมือนเรา นึกว่าให้อาหารหมา

ให้เป็นชิ้นใหญ่ไปเลยค่ะ อย่างคิดว่า ชีจะเอาเข้าปากไม่ได้ คือ กระรอกจะหยิบขนมแล้วเอาไปจับด้วยสองมือแล้วแทะอย่างเมามัน

สงสัยคนคงให้อาหารมันมาก มันเลยเชื่อง เราเดินถือขนมมา มันรู้เลยว่า สบายแล้วมื้อนี้ 5555555555

มาสองคนก็โรแมนติกดี แต่ก็จะไม่มีคนถ่ายรูปให้นะ ต้องรบกวนคนระแวกนั้นอยู่บ่อยๆ



สาระสำคัญตอนขากลับ เราต้องไปรอรถบัสที่จุดจอดรถ เดินลงไปก็จะเห็นเอง

แต่ต้องเข้าไปให้ถูกล็อค ซึ่งรถจะจอดรอให้ตรงกับป้ายตรงปลายทางออกค่ะ ตอนนี้เราจะกลับย่าติงชุนค่ะ 亚丁村

กลับถึงย่าติงชุน หาร้านทานข้าวอร่อยๆ ที่สำคัญคือ หาราคาถูกด้วย 55555555

มื้อเย็นวันนี้ พี่ๆรีเควสอยากทานไข่เจียวใส่พริกค่ะ

ก็เลยสั่งไปว่า เจียนจีตั้น เค้าก็จะถามกลับมาเป็นแบบผัด หรือ เป็นวงกลมอันเดียว ต้องทำมือเป็นวงกลมแล้วบอกว่า ปิ่ง 5555555555

ภาษาเราก็ง่อยเน๊าะ พูดๆพยายามไป บอกว่าใส่พริกด้วย บ้านเราใส่พริกขี้หนู ที่นี่ใส่พริกชี้ฟ้าอย่างใหญ่เลย แต่อร่อยค่ะ

ใส่พริกด้วย บอกว่า ฟ่าง ล่าเจียว



ขอเมนูที่มีหมูสักจาน เป็นเหมือนผัดพริกสดหมู

อันนี้ง่ายมาก เดินไปที่ตู้แช่ผัก ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่จะมีตู้แช่ผักโชว์ผักให้เราดูเลย ว่าสดมากมายขนาดไหน

ไปถึงก็ชี้ๆ แล้วบอกว่า ฉ่าว แปลว่าผัด ใส่หมูบอกว่า จูโร่วๆ จบข่าว หน้าตาออกมาเป็นไง ตอนนั้นไม่ทราบได้ค่ะ ก็แค่บอกไปว่าอยากกินแบบนี้ 5555555555555

มีกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาด้วย แต่ที่นี่เหมือนผัดจิ๊กโฉ่ว เปรี้ยวมาเชียว แต่อร่อยอยู่

เห็นขวดแม็กกี้ไหมคะ สายอุปกรณ์ต้องมี 55555555

พี่คนไทยเตรียมมา แฟนเป็นสายเค็ม แฮปปี้มาก ณ จุดๆนี้



เค้าพกมายังไงหรอคะ เอาใส่กล่องแว่นตามาค่ะ น้ำจะได้ไม่กระเด็นไปหกกับอุปกรณ์ตัวอื่นของแก เจ๋งปะ

การไปเที่ยวสัก 3-4 คนนี่กำลังดีนะ ได้แชร์ค่าอาหาร ได้เลือกสั่งหลายๆอย่าง

เมื่อก่อนชิก็เที่ยวคนเดียว แต่ในไทยนะ เราเป็นสายชิมอะ อยากกินอะไรหลายๆอย่าง พอสั่งเยอะก็จะเกินงบ และทานไม่หมด

ค่ารถก็ต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด แต่ก็ใช้วิธีโบกแทน



แต่เอาเป็นว่า จะเที่ยวกี่คน มันก็มีข้อดีข้อเสียกันไปอ่าเน๊อะ



อันนี้ไปเดินเล่นโฮสเทลอื่น

คือถ้าใครไม่มายด์เรื่องราคา เลือกพักที่ที่วิวสวยๆ ดีดี ห้องดีดีก็ได้ค่ะ

แต่ชิกับพี่โต่งมีงบจำกัด แล้วไม่ได้แลกดอลล่าห์มาด้วย เพราะเคยเจอปัญหาว่าแลกยากมาก

ต้องแลกที่แบงค์เท่านั้น มองหา exchange แทบไม่มี เลยแลกเงินไทยมากัน 25,000 บาทเอง สำหรับ 2 คน น้อยมั้ย 5555555 (ตกคนละ 12,500บาท)

อย่างที่บอก เราเที่ยวกันทั้งปีค่ะ เที่ยวนอกอย่างเดียวปีนี้ 4 ครั้ง (ฮ่องกง-มาเก๊าไหว้พระเก้าวัด อินโดปีนเขา 2 รอบไปLombokและ Sumatra และครั้งนี้มาย่าติง) ตีไปรอบละประมาณ 20,000/คน ก็เกือบแสน/คนแล้ว และเราต้องเดินทางไปพัทยาทุกเดือนอีกเรื่องธุรกิจ เราอยู่เชียงใหม่กันค่ะ เป็นเหตุผลส่วนตัวว่าทำไม อยากเที่ยวก็อยาก ประหยัดก็ยังต้องประหยัดอีก 555555 เผื่อบางคนจะแอบคิดว่า เที่ยวนอกทั้งที ไปครั้งเดียวประหยัดทำไม


วกเข้ามาที่พัก

เห็นเจ้ที่เฝ้าโฮสเทลใช้อยู่ คือมันดีงามมม

พัดลมร้อน เป่าร้อน จุดๆนี้ นั่งพิมพ์ไปเห็นแล้วยิ่งร้อน



สรุปคืนนี้ รีบนอน และเตรียมตัวผจญภัยอีกวันหนึ่ง ที่เรากับแฟนไม่ได้รู้ชะตากรรมตัวเองล่วงหน้าเลย

วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่อยู่ที่ย่าติง

ตื่นเช้ามาด้วยความหนาวมาก หนาวทั้งคืน โชคดีว่าพกถุงนอนไป ด้วยความที่เราเป็นคนที่ขี้หนาวมาก ก็มักจะพกถุงนอนไปเกือบทุกครั้งที่เดินทาง บางทีก็เผื่อที่นอนไม่สะอาดด้วย มันก็พกพาง่ายนะคะ ของเราเป็นรุ่นที่สูงเท่าขวดโออิชิ(เค้าโฆษณาไว้ว่าแบบนั้น แต่ก็สูงเท่ากันจริงๆ)



พวกเราเดินออกมารอรถหน้าที่พักตอนเก้าโมงกว่า จริงๆมีรถบัสผ่านตั้งแต่ 7 โมงแล้ว คนจีนตื่นเช้า เที่ยวกันเช้ามากๆ ชิและพี่ๆก็ยังเดินไปหาร้านอาหารเช้าทานกันอยู่ ปรากฏว่าอะไรก็หมด เหลือแต่ข้าวต้มพุ้ย ไข่ต้ม และผักดอง เอ้อออออ วันนี้ยิ่งใช้พลังงานมากกว่าปกติด้วย จะไหวมั้ยเนี่ย



รถขับพาไปส่งจุดจอดที่ขาตัว Y เหมือนเมื่อวาน คราวนี้ เราจะแยกไปทางขาตัว Y ทางซ้าย เพื่อเดินไปพิชิตทะเลสาปน้ำนมและ ทะเลสาป 5สี

เดินไปนิดหน่อยจะถึงจุดซื้อตั๋วขึ้นรถกอล์ฟ นี่ต้องจ่ายค่านั่งรถกอล์ฟอีก คนละ 80 หยวน แพงไปอีก เพื่อนั่งผ่านเข้าไปเริ่มเดินให้ใกล้ตีนเข้าให้มากที่สุด ระยะทางนั่งรถประมาณ 5-6 กิโล จริงๆบรรยากาศแบบนี้ก็เดินได้ทั้งวันนะ หนาวๆ มีฝนตกปอยๆ แบบน่ารำคาญเป็นช่วงๆ แต่คุณจะหมดลม เอ้ย หมดแรง ก็จะถึงทะเลสาปน่ะสิ เก็บแรงไปเดินขึ้นดีกว่านะ แล้วขากลับคุณจะรู้ว่าอันนี้ไม่ควรจิประหยัดเลย 55555 อ่อ ราคานี้ไปกลับค่ะ



แต่จุดนี้จะใช้บัตร IYTC ลดไม่ได้นะคะ จ่ายเต็มค่า

พอรถมาจอดปุ๊บ ตรงนี้แหล่ะ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางวันนี้

ช่วงแรกเป็นทางราบค่ะ เดินไปให้สุดทางคือตรงแอ่งน้ำทางซ้ายมือบนนะคะ หลังจากนั้นทางก็จะเริ่มชันขึ้นค่ะ



ทางสบายๆ หลังจากลงรถแล้ว ใครใคร่เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ทำเลยนะคะ ข้างหน้าไม่มีแล้ว เข้าป่าได้อย่างเดียว

กว่าจะมาถึงใกล้ๆกับแอ่งน้ำที่บอก ใช้เวลาไม่น้อยเลย การเดินเท้าขึ้นไปควรกะเวลาให้ดีดีนะคะ พวกเราเริ่มเดิน 10 โมงค่ะ

แรกๆ ก็เอนจอยกับวิวค่ะ สนุกสนาน เก็บภาพไป

ภาพภูเขาหิมะข้างหน้า มันสวยเกินบรรยายจริงๆค่ะ เหมือนจะอยู่ใกล้ๆนะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ก็จะยิ่งไกลออกไป เอ๊ เพลงอะไร 555555

คือ เดินไม่ถึงสักทีเอาง่ายๆ



ระหว่างทางก็จะเจอคนมาเรียงหินไว้แบบนี้อยู่ข้างทางหลายกองเลยแหล่ะ

สงสัยคนจะนั่งพักบ่อย แล้วว่างจัดจึงหยิบหินมานั่งเรียงเป็นธรรมเนียมป่าว 555555

นี่แค่ช่วงแรกนะ และมันก็มีครั้งต่อๆไป



อย่างที่เคยบอกค่ะ ปรึกษาหมอ(ฟัน) เค้าบอกว่า หัวใจเต้นเร็ว ให้หยุดเดิน ทานของหวานๆ หรือสูดOxygen ด้วยก็ดี

เราก็วนอยู่ลูปนี้ค่ะ เดินไปสูดไปกินไป

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร คนอื่นคงจะเป็นเหมือนกัน แต่พอได้ไปเห็นคนกลุ่มนี้

หรือจะเป็นลุงคนนี้

ก็ทำให้เรารู้สึกว่า อายุนอกจากจะเป็นแค่ตัวเลข และการเป็นนักวิ่งระดับ super half trail ไม่ได้ช่วยอะไรเลย



อ้อ ลุงคนมะกี๊ที่ถือร่มสีรุ้ง อายุ 63-64 ค่ะ แกมากับผู้หญิงอีกคนนึง เหมือนเป็นรุ่นลูกมั้ง เดินถึงยอดด้วยนะ ขากลับสวนกันอยู่



เดี๋ยวก็ตก เดี๋ยวก็หยุด หยุดๆ ตกๆ อยากแนะนำคำให้เอาเสื้อกันลมกันฝนมาซะตัวเดียวเลยนะคะ จะได้สะดวกในการสวมเข้าสวมออกค่ะ

พอเราหยุดเดินหลายๆที ดื่มน้ำบ้าง เก็บเสื้อกันฝนบ้าง ก็รู้สึกว่าชักช้า เสียเวลาพี่ขวัญ(คนไทยที่เจอ) เพราะเค้ามีภารกิจไปแขวน

ธงมนต์ด้านบน ให้ได้ เราก็เลยปล่อยแกไป และนัดกันว่า บ่าย 3 เจอกันที่รถกอล์ฟนะ ถ้าไม่เจอก็ตะโกนเรียกละกัน



เราแวะทานข้าวกันประมาณบ่ายสองกว่า แปลว่าเราเดินกันมาถึง 4 ชั่วโมงละ ที่ว่าบ่ายสามนัดเจอกันที่รถกอล์ฟคงเป็นไปไม่ได้

คืนนี้พวกเราไม่ได้นอนย่าติงแล้ว เราต้องหารถกลับเต้าเฉิงให้ทันภายใน 6 โมง จำได้ไหมคะ ที่คนขับรถบอกว่า จะมาจอดรับ 6 โมงเย็น ถ้าจะกลับให้รอหน้าประตูทางเข้าอุทยาน เราก็คิดว่าจะไปกับเค้าน่ะหล่ะค่ะ

ภาพบรรยากาศการเดินขึ้นมีไม่เยอะนะคะ ทั้งเหนื่อยด้วย ฝนด้วย เลนส์ 2 ตัวแบกมา ก็ไม่ได้ช่วยให้ถ่ายรูปสวยขึ้นเลยค่ะ



ทานข้าวเพลินๆ เพลินจนลืมไปว่า ยังต้องเดินไปต่ออีกไม่รู้ว่านานแค่ไหนจะถึง



ทานข้าวทานปลาเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทาง



ระหว่างทางเราจะเห็นคนขี่ม้า ขึ้นลง สวนทางตลอดเวลา ซึ่ง ด้านล่างก็มีให้เหมาเช่นกัน

มีราคาหลักสองพันอัพ แต่ไม่ได้จะเป็นแบบรอบเดียวถึงยอดนะคะ จะมีเป็นขะหยัก กินกันไปอะไรๆก็คิดเป็นธุรกิจได้หมด



อย่างตรงนี้ที่เห็นมายืนรอลูกค้าค่ะ เราคิดในใจ นี่ถ้าขี่ม้าน่าจะช่วยทุ่นแรงได้มากโขเลย เดินมา 4 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่ถึงยอดสักที

แถมความสูงก็ไต่ระดับไปเรื่อยๆ เผลอๆ ไปถึงทะเลสาปแต่กลับลงมามืดซะก่อน ซึ่งทางมันเริ่มอันตรายขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ก็ถามเค้าว่า ขี่ม้าเท่าไหร่ เค้าบอก คนละ 1,000 เราก็ถามไปอีกว่า นั่งได้นานเท่าไหร่ เค้าก็ คิดๆอยู่ คำนวนๆ แล้วบอกว่า 25 นาที

เราก็ถามต่อว่า 25 นาทีนี่ถึงไหน เค้าก็บอกว่า ถึงด้านบนน่ะ แล้วเดินต่ออีกหน่อย 15 นาทีก็ถึงทะเลสาปแล้ว



พวกเราชั่งใจอยู่นาน คนละ 1,000 เลยนะ แล้วยังต้องเดินอีก 15 นาที จริงรึเปล่าก็ไม่รู้

แต่จะลองก็ได้ ไม่เสียหาย และพวกเราก็กลัวรถกลับเต้าเฉิงหมดด้วยอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจขี่ม้าในที่สุด



ทั้งชีวิตเคยขี่ม้า 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนเด็กๆ ที่หัวหิน และที่ปาย ก็ขี่สบายๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร

คนขี่ม้าให้เราสะพายกระเป๋าแฟนด้วยและของเราด้วย ซ้อนกัน 2ใบ แล้วคือมันเหมือนจะหลุด เค้าให้เหตุผลว่า

เพราะพี่โต่งตัวใหญ่ ..... ฮีก็ตัวใหญ่จริง น้ำหนักตั้ง 95 ตูหล่ะสงสารม้า

แถมตอนจับบังเหียนก็ใส่ถุงมือด้วย จึงรู้สึกว่าลื่นมาก

เราถอดทันแค่ข้างเดียว เหมือนคนจูงม้ารีบทำรอบ เร่งๆพวกเราให้ปีนขึ้น

นั่งไปไม่ถึงนาที จากตอนแรกดีใจ แฮปปี้ เย้วๆ หน้าเริ่มถอดสีละ

คือเราอยู่ที่สูงแล้ว ทางก็ชัน นึกภาพขี่ม้าแล้วกำลังเดินขึ้นบันไดค่ะ ตัวเราก็เอนไปข้างหลังกระเป๋าสองใบที่มีทั้งกล้อง ขวดน้ำ กระป๋องOxygen 3 ขวด ก็ถ่วงหลังเราให้เอนหงายไปตลอด



ตลอดทางที่นั่งม้า ถ้าจำไม่ผิด คนจูงน่าจะพยายามพูดว่า "หว่างเฉียนๆๆๆๆ" แปลว่า เดินหน้า (เดาเอานะ )

เหมือนดึงสติม้า และเหมือนสะกดม้าให้ม้าเดินไปข้างหน้า เราก็ ชิ_หายละ นี่ถ้าเกิดมันได้ยินคำอื่น หรือมันเกิดเปลี่ยนใจ ไม่เดินตาม

ชั้นจะตกเหวลงไปมั้ย

นี่ชีวิตชั้นขึ้นอยู่กับวลีนี้วลีเดียวเลยใช่มั้ย ตัดสินใจตะคอกใส่ม้า พูดตะโกนตลอดทาง "หว่างเฉียน หว่างเฉียน หว่างเฉียน"

ทางเดินแคบลงๆ คนเดินลงก็มี คนเดินขึ้นก็มาก นี่ถ้าคนไม่หลบ ม้ามันก็จะแหวกๆ ทางเดินมันตามคนไป ถ้าเกิดมันเหยียบพลาดนี่จะเป็นไง

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กลัวตายมากๆ ปกติชิเป็นผู้หญิงที่แอดเวนเจอร์มาก โดดหอ หรือ เล่นเครื่องเล่นแนวโหนสลิงคล้ายๆบันจี้จั้ม หรือเครื่องเล่นต่างๆ พวกนี้ไม่เคยกลัวเลย น่าจะเป็นเพราะเรามั่นใจในความปลอดภัยของมัน

แต่นี่ ... ม้า .. ไม่รู้ใจ ไม่รู้ว่ามันคิดอะไร มันจะดีด ขาหลังมันจะเหยียบพลาดไปตอนไหน ไม่มีทางรู้ได้ อกๆๆๆ อกสั่นขวัญแขวนมาก

จุดๆนี้



และมันก็ดื้อจริงๆด้วย เมื่อมีช่วงนึงที่คนจูงม้าดึงเชือกแล้วแล้วม้าไม่ยอมเดินตาม ม้าหันหน้าไปทางเหวด้านซ้าย ไอ่เราก็ เชี่ยยยยย

ทำไรไม่ได้เลย สักพักมันก็เดินตามคนจูงไป



มีอยู่ช่วงนึง โค้งหักศอก โค้งวัดใจ โค้งไรไม่รู้ คนจูงม้าไล่แฟนลง บอกว่า เค้าตัวใหญ่ ม้าพาขึ้นไม่ไหว

อ้าว ป้า ทำไมทำงี้ เค้าก็บอกว่า จริงๆ บอกแฟนเธอลงเดินนะ ม้าขึ้นไมไ่ด้ .... เห้ยยย



สรุป แฟนได้ลงม้า แล้วเดินตามม้าค้าาาาา หันหลังกลับไปมอง ช่างน่าสงสารสุดๆ หายใจก็ลำบาก เห็นละว่าเหนื่อยมากๆเลยโค้งนั้น



ผ่านโค้งนั้นมาได้สักพัก ป้าหยุดพักหายใจ แล้วบอกว่า ไปต่อไม่ได้ละ ม้าเหนื่อย ตอนนั้นปรี๊ดขั้นสุด

โหหห อีป้า ม้าวิ่งเป็นร้อยๆโล บอกม้าเหนื่อย เราก็ของขึ้นสิคะ มันก็ไม่ยอมเดิน แล้วให้เราลง เสร็จแล้วเราก็ไม่ยอมจ่ายตัง เป็นคนไม่ยอมคนนะ

บอก งั้นเอาไปสองคนอะ 1,000 นึง จะเอาไม่เอา เค้าก็อ้อนวอน พูดๆอะไรไม่รู้สำเนียงท้องถื่น ฟังไม่รู้เรื่อง ชั้นก็ทำเป็นไม่ฟัง

สรุปตอนสุดท้ายเค้าลดให้เหลือ 2 คน 1,500 บาท ก็ยังรู้สึกว่าโดนฟันอยู่ดี

ทราบมั้ยคะ ที่เล่าๆๆเหตุการณ์ขี่ม้ามานี่ ทั้งหมดระยะเวลาขี่ม้าสิริรวมไม่ถึง 5 นาที คุณพระ!



แต่ก็ดีใจนะ ขึ้นมาถึงระดับ 4,500 เมตร แล้ว (จุดสูงสุด 4,700 ค่าาา)

ตามวิดิโอ ก็จะเห็นว่ามีอยู่ 2 จุด ที่เราจะต้องไปพิชิตให้ได้ แต่มองรอบๆก็ไม่เห็นป้ายบอกนะ ว่าอันไหนเป็นทะเลสาปอะไร

ด้านบนยอดตรงนี้เป็นทะเลสาปห้าสีค่ะ

ส่วนด้านหน้าเป็นทะเลสาปน้ำนม

ตอนนี้ต้องเลือกแล้ว ว่าจะเดินขึ้นทางชันๆ ก่อนแล้วไปทางราบ หรือจะราบแล้วไปชัน

สรุป เลือกไปชมทางราบก่อน แล้วค่อยเดินลงทางชัน



จุดๆนี้ตอนที่ขึ้นมาถึงรู้สึกว่า เหนื่อยมาก ฝนก็ตก นี่จะมองเห็นอะไร อารมณ์แบบเหนื่อย เดินมาได้สัก 5-6 ชั่วโมงแล้ว

นี่ถ้าไปภูสอยดาวคือ กางเต้นท์บนลานเตรียมทำอาหารกินกันแล้วอะ

ฝนก็ยังตกปอยๆไม่หยุด ฟ้าครึ้มมาเป็นระยะๆ



แต่พอมาถึงก็ต้องพูดว่า อู้หุวววว เนี่ยเหรอทะเลสาปน้ำนม

นึกไม่ออกเลย ถ้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาถึงจะสวยขนาดไหน



อ่ะ เดี๋ยวเปลี่ยนใช้เลนส์ไวด์แปป

ด้วยความที่ว่าเราเหนื่อยมาก ถอดเสื้อกันฝนกันเป็นว่าเล่น ก็เลยถ่ายรูปกันแบบเลยตามเลย

ใครที่ขึ้นมาถึงเร็วจะไปเก็บภาพฝั่งตรงข้ามได้นะคะ จะได้ภาพมุมสูงอยู่ แต่เรา ไม่ไหวละค่ะ

แล้วฝนก็ลงมาอีกระรอก ถ่ายรูปกันจนพอ ก็ได้เวลามูฟไปทะเลสาปห้าสี

กำลังเดินขึ้นไต่ระดับความชันแบบสโลฟนิดๆ ไปเจอใครรู้มั้ยคะ

เจออีป้าจูงม้าค่ะ หันหน้ามามอง แอบยิ้มเล็กๆ ไม่วาย ตะโกนถามอีกว่า ขี้ม้าขึ้นทะเลห้าสีมั้ย

ชั้นก็ตะโกนกลับไปว่า ให้ขี่ฟรีก็เอาสิ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่สนใจป้า

อันนี้วิวตอนหันหลังกลับไปมองที่มุมสูง



จากที่เดินกันตามคนจีนมา ทั้งอาจุมม่า อาป้า อากง เด็กแดงทั้งหลาย เค้ามีความเดินอึดนะคะ

ไม่เหมือนคนบ้านนอกมาจากที่ราบแบบเรา ไอ่เด็กวัยป.ตรี เดินแซงกันไปก็แซงกันมา คุยเล่นกันสนุกสนาน

แต่ทำไมดิชั้นถึงรู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไรอย่างนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีโรคประจำตัวนะคะ เป็นแค่ธารัสซีเมียแฝง เท่านั้นเอง



พอเดินมาเจอทะเลสาปห้าสี

เห้ย ใหญ่กว่าอีก

ภาพจากล้องไอ6 จะมืดๆทึมๆหน่อยนะคะ



จุดจุดนี้ต้องเริ่มลงแล้วค่ะ จะว่าทำภารกิจเสร็จก็ไม่เชิง แต่อชิรญาณ์ปวดหนักค่ะ คือแบบไม่ไหวแล้ว เอาจริงๆปวดตั้งแต่ตอนก่อนขึ้นม้าแล้ว

เนื่องจากเมื่อวานท้องเสีย เป็นโจ้กเลย ก็คุยกับแฟน เธอๆ หาพุ่มไม้ให้หน่อย ตรงไหนก็ได้ที่คนเดินมาแล้วจะไม่เห็น

แต่คุณลองดูภูมิทัศน์แถวบนยอดสิ มันมีพุ่มก็จริง แต่ขี้เมื่อไหร่ คนเห็นแน่ๆ ก็เลย โอเคๆ อดทนๆ

ทางเดินลงคือแบบอย่างชัน ถึงขั้นคลานเข่าขึ้น

หลุดลงมาได้ ก็เจอทางเดินลงเดิม แต่ฟ้าที่เห็นใสๆ ไม่น่าไว้ใจนัก

สักพัก ทั้งฝน ทั้งลูกเห็บ เมฆดำ มาจากไหนไม่รู้ ไม่อาจตั้งตัวได้ ประกอบกับพี่โต่งเริ่มมีอาการปวดหัวมาก ขั้นสุด

ตอนแรกเดากันว่าน่าจะเป็นโรคแพ้ความสูง เพราะเค้าเคยไปเดินKota kinabalu มา ตรงนั้นระดับ 3,800 เมตร ก็ปวดหัวหนักแบบนี้จนขึ้นยอดไม่ได้

แต่ ตอนนี้มันขาลงแล้วนะ ตอนถึง 4,700 ที่ทะเลสาป แกไม่เป็นไร มาเป็นตอนขาลง 4,500 เราเลยอนุมานไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร

แต่กลับลงมาเล่าให้พี่ขวัญฟัง เฮียแกบอกว่าอาจจะเป็นคล้ายๆ Heat Stroke คล้ายๆภาวะขาดน้ำน่ะค่ะ

มาย้อนกลับมาคิด ก็จริงนะ ไปเดินป่าในไทย พกน้ำกินตลอดทางเป็นลิตรๆ

มาที่นี่ พวกเราพกกันมาแค่ เหมือนขวดเนสเล่ 2 ขวดเล็กเท่านั้นเอง จึงอยากจะย้ำให้เอาน้ำไปทานกันเยอะๆนะคะ เลือดจะได้ไม่ข้นค่ะ



มีวิดิโอลูกเห็บและฝนตกมาฝากค่ะ

ตกจนไปต่อไม่ได้



แต่ตกมาสักพักนึง เห็นว่ามันก็เย็นแล้ว และไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ พวกเราก็เลยตัดสินใจเดินกันต่อ ลืมเรื่องปวดขรี้ไปชั่วขณะ

พอสบโอกาสมันก็มาเป็นพักๆ


ขาลงมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น พวกเราก็ต้องทำเวลาหน่อย ตอนนี้ก็เดากันไม่ถูกว่าพี่ขวัญจะยังรอเราที่สถานีจอดรถกอล์ฟอยู่ไหม

ขาเดินลง ท้องฟ้าเริ่มสดใส ทำให้อะไรๆมันชัดเจนยิ่งขึ้น

คนเริ่มนั่งพัก กินลมชมวิว รอแสงสุดท้ายกันบ้างแล้ว

แต่ดิชั้นรีบมาก ต้องสปีดเท้าไปหาส้วม คือ นึกภาพออกมั้ยว่า ตอนเดินลงมา ตั้งใจมองหาหลุมหาโพรง ตรงไหนชั้นก็อยากจะปล่อยจริงๆ

แต่ก็ต้องอดทน คำนวนระยะทางบวกลบคูณหารกับหูรูดแล้ว ทัน !!

เดินลงไปถึงลานจอดรถกอล์ฟ รีบตะโกนถามคนรอบข้างว่า "ห้องน้ำ" เป็นภาษาจีน พลเมืองดีก็ใช้ไปทางด้านหลังตึกไกลนิดนึง

เราก็รีบวิ่งไป บอกพี่โต่งให้รออยู่นี่นะ อย่าไปไหน

ทำธุระอะไรเสร็จเรียบร้อยก็ นั่งรถกอล์ฟกลับไป สู่เส้นทางเดิม ขึ้นบัสแล้วกลับไปเอาเป้ที่ฝากที่โรงแรมไว้ค่ะ

(เจ้สุดมึนที่โรงแรม)

เจอพี่ขวัญที่โรงแรมด้วย เค้าบอกว่า มาถึงได้สักพักแล้ว ก็คิดว่าพวกเราสองคนจะมาถึงก่อนอีก

และพวกเราก็นั่งรถลงไปที่ประตูอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากที่พักลงไปอุทยาน



ลงรถปุ๊บ ไม่ต้องไปหาแท็กซี่ที่ไหน ก็มีคนกรูเข้ามาถามว่า เต้าเฉิงๆ เราก็คิดว่า ดีเลย

ลองถามราคา คนอื่นก็บอก 50 หยวน เราก็คิดในใจแล้วว่า เท่าขามาเลย แต่มันควรต่ำกว่านี้ เลยบอกไปว่า 30 หยวน

ลุงไม่ยอม บอก 40 แล้วกัน พวกเราไม่อยากให้เสียเวลา ก็เลยตกลง



ในรถมีคนนั่งรออยู่แล้วอีก 2 คน ปรากฏว่าเป็นลุงคนที่ถือร่มสีรุ้งและป้าที่มากับลุง

ก็เลยได้นั่งคุยกัน ยาวๆไป ลุงชอบเที่ยวมาก ชอบถามว่า เราไปที่นั่น ที่นี่ของจีนรึยัง ลุงก็บอกว่าฉันอยู่ปักกิ่ง เธอควรไปเที่ยวนะอะไรเทือกนี้

และก็สอบถามว่า ไปเต้าเฉิงไปนอนที่ไหนกัน เค้าบอกว่า ชื่อโรงแรม 88 แล้วตามด้วยชื่อจีนอะไรสักอย่าง เค้าบอกห้อง 80 หยวน เตียงคู่ ไวไฟแรง ห้องดีมาก พวกเราก็เลยไปลองนอนที่ใหม่ดู



มาถึงเต้าเฉิง พบว่า โรงแรมหาง่ายมาก และชิก็อยากจะแนะนำโรงแรมนี้ด้วยค่ะ เทียบกับ Droma's guesthouse ที่นี่ดีกว่าเยอะ

ตรงนั้นเนื่องจากมันเป็นกลิ่นอายของโฮสเทล ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอีกแบบ แต่โดรม่า 90 หยวน ไม่มีห้องน้ำในตัวด้วย



ภาพห้องพักที่ใหม่ถ่ายจากมือถืออาจจะไม่ค่อยชัดนะคะ

แต่ห้องดีมากๆ มีชักโครกด้วย ใครพาผู้ใหญ่มา หรืออยากนอนสบายแนะนำมากๆเลยค่ะ ห้องกว้างขวาง มีทีวี เร้าเตอร์ไวไฟมีให้ในห้องด้วย

เป็นที่พักที่แรกนะเนี่ยที่เราเจอชักโครก 555555555

เจอนามบัตรแล้วเย้ๆๆๆๆ

.............................................................

หากใครอยากจะตามไปนอน ต้องขอโทษด้วยที่ทำนามบัตรหาย แต่มีภาพหน้าโรงแรมเก็บไว้

มันมืดมากเลยนะคะ เพราะถ่ายไว้ตอน ตี5 กว่าๆ

โลเคชั่นคือ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถบัสเลย แต่จะเยื้องๆไปหน่อย ถามคนแถวนั้นว่า ปาปาจิ่วเตี้ยน เค้าก็น่าจะรู้จักกันค่ะ

เรามาถึงก็ประมาณ 2-3 ทุ่ม ที่ขายตั๋วปิดแล้ว

แผนต่อไปของเราคือ ต้องเดินทางกลับ Shangri-La ส่วน พี่ขวัญก็จะแยกกับพวกเราไป Kangding ที่ขายตั๋วเปิด 8 โมง พวกเราว่าจะแวะไปช่วงเวลานั้น จากนั้นก็แวะทานข้าวร้านเดิม ข้าวคนละ 3 หยวนเติมได้ไม่อั้น แล้วก็กลับเข้าพักที่โรงแรม นอนเหมือนเดิม อัดกัน 3 คน



พอกลับมาที่ล้อบบี้ ได้คุยกับรีเซฟชั่น ว่าพรุ่งนี้จะไปแชงกรีล่า เค้าบอกว่า ตั๋วไม่น่าจะมี เพราะรถออกตั้งแต่ 6 โมงแล้ว (เดินทาง 10 ชั่วโมง)

มีทางนึงคือ ไปรอตอนตี 5 ไปดูว่ารถเต็มไหม ถ้ารถไม่เต็มก็ซื้อแล้วขึ้นตอนนั้น แต่ถ้ารถเต็ม คุณก็ต้องไปอีกวัน


ให้รออีก 1 วันนี่ผิดแผนเลย เท่ากับเราจะเสียแผนการเที่ยวแชงกรีล่า 1 วัน เป็นเที่ยวเต้าเฉิงแทน

เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ไปลุ้นว่า จะมีตั๋วไหม 2 ที่นั่ง



วันที่ 6 ของการเดินทาง

พวกเราตื่นตี 5 แต่กว่าจะเก็บสัมภาระอะไรก็เกือบ 6 โมง แต่ด้วยความที่สถานีรถบัสไม่ไกลจากโรงแรม เดิน 2นาทีก็ถึงแล้ว

ไปถึงสถานี คือตอนนั้น มีรถเตรียมออกอยู่ 4 คัน มีไปแชง คังติ้ง เฉิงตู และน่าจะเป็นชื่อเฉิงอีกอัน



เราไปที่ตู้ขายตั๋ว ที่ซึ่งเค้าเขียนไปแบบ Official ว่า เปิดขายช่วง 8 โมง ถึง เที่ยงมั้ง แต่ตอนนี้มีเจ๊คนนึงนั่งเช็คตั๋วจากคนขับรถทุกคันอยู่

กระบวนการของเค้าคือ คนขับรถจะไปเก็บตั๋วจากผดส.ทั้งหมด แล้วเอามาให้เจ๊คนนี้ตรวจดูว่า คนมาครบหรือไม่อย่างไร



เราก็บอกว่า พวกเราต้องเดินทางไปแชงกรีล่ารอบนี้ ขอช่วยหาที่นั่งให้หน่อยสองที่

คำตอบเจ้คือ เหลือที่เดียว



เหมือนฝันร้าย คือ เสียใจมาก เราก็เลยคะยั้นคะยอเจ้ บอกว่า มีเก้าอี้เล็กมั้ย เรานั่งได้ ((อันนี้พูดไม่คิดอีกละ ตบมากตัวเอง3 ที 10 ชั่วโมงใน

ความเป็นจริงน่าจะทำไมไ่ด้ ดีแล้วที่วันนั้นเค้าไม่อนุญาตให้นั่งเก้าอี้เล็ก))

เจ้ก็บอกว่า ไม่ได้ลูกเดียว ถามว่า มีใครไม่มาบ้างไหม แอปเซ่นอะ แอปเซ่น เค้าก็บอกว่า มากันหมดทุกคน



เห้อออออออออออออออออออ

สรุปเดินคอตกกันออกมา ตัดสินใจว่าจะเหมารถกันไป ได้ยินว่า ราวๆ 1,000-1,500 บาท โหยย ค่าทริปนี้จะเท่าไหร่เนี่ย

ก็เดินบ่นในใจไป

กำลังเลี้ยวโค้งออกมาจากถานีรถบัส เจอพระธิเบต 2รูป น่าจะกำลังต่อราคารถเหมา ท่านก็ตะโกนถามชิว่า

"หนี่จะไปแชงกรีล่าเหรอ อาตมาก็กำลังจะไป"



แน่นอน พระหาคนหารด้วยแน่ๆ



เราแอบคิดในใจ เออดีวุ้ย ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมออออออ (เพลงมา)



ต่อราคา ยังไงก็ได้ 1,300 หยวน ตอนนี้ แต่ถ้าเป็นรถเก๋ง 1,100 เราก็เซย์กู๊ดบายไป เพราะ พระสองรูป ชิสองคน คนขับอีก

นั่งไม่สบายแน่นอน คือพระธิเบตก็ตัวใหญ่พอๆก่ะพี่โต่ง นั่งแบบนี้สิบชั่วโมงไม่ไหวๆ แต่คือ พระอยากไปค่ะ เพราะถูกดี เราสองคนขัดขืนค่ะ

โยมนั่งไม่ได้ง่ะ



แล้วก็มีคนขับมากหน้าหลายตาเข้ามาล้อมเราไว้ ณ เวลา 6 โมงกว่า ที่ฟ้ายังไม่สาง

ตอนสุดท้าย ชิกับพี่โต่งคุยกันว่า เอางี้มั้ย ให้พระจ่าย 2 คน 500

ส่วนเราสองคน 800 หยวน ถือว่าทำบุญด้วย เพราะพระคงมีแรงจ่ายพอที่ราคาไม่เกิน300 หยวนแน่ๆ

เราก็โอเค เดินไปคุยกับพระ พระได้ยินว่าพระจ่ายคนละ 250 พอ พระเซย์เยสทันที

สรุปมาได้รถเหมาไปแชงกรีล่าที่ราคา 1,300 หยวน หรือประมาณ 6,500 บาท ไทย แพงน้ำตาหลายยยยยยยยยยยยย



ให้พี่โต่งตรวจเช็คสถาพล้อ สภาพรถ โอเคแล้วก็ออกเดินทาง

คนจีนเห็นเราเอาไฟฉายไปส่องที่ล้อรถก็ขำใหญ่เลย เราก็อธิบายให้พระฟังว่า เราสองคนเคยเกิดอุบัติเหตุรถชน

แขน ขา หัว ช้ำ เพราะมาจากความประมาท ไม่คาดเข็มขัด เพราะฉะนั้น ทุกการเดินทางในต่างประเทศที่มีคนอื่นขับรถให้ ไม่ใช่เราขับเอง

เราจะไว้วางใจไม่ได้มาก พูดจบปุ๊บ พระรีบหยิบเข็มขัดมาคาดทันที 555555555555 พระบอก อาตมาก็กลัวตายเหมือนกับโยมน่ะแหล่ะ

คิคิ

ระหว่างทางก็มีแวะทานบะหมี่ร้านข้างทาง

รสชาติถือว่าอร่อยมาก และก็แอบแพง ดูเหมือนค่าครองชีพแถบๆนี้จะแพงเหมือนกันหมดแม้แต่ชนบท



เราสั่งบะหมีและเกี๊ยวโมโม่มา พอโมโม่มาเสิร์ฟเราก็เห็นว่ามันเยอะมากๆ จึงต้องการจะถวายพระก่อน (แบ่งให้ท่านช่วยฉันไง)

เจ้ก็ตะโกนพูดอะไรมาไม่รู้เป็นภาษาท้องถิ่นเหมือนพระกินไม่ได้ เราก็งง พระก็เลยช่วยตอบเป็นภาษาจีนกลางว่า อาตมาไม่ฉันเนื้อสัตว์จ้า

.... กา กา กา เกือบบาปแล้วตู



แล้วพวกเราก็เดินทางต่อ



ขับไปขึ้นเขา ลงห้วย ไกลมาก หลับไม่รู้จะกี่งีบแล้ว อากาศเริ่มร้อน

สักพักพระบอกให้หยุดรถ บอกขอไปทำธุระหน่อย วิวสวยดี

ไอ่เราก็ หืมมมมมม สงสัยไปฉี่มั้ง



5 นาทีผ่านไป ยังไม่กลับมา เราสองคนจึงเดินไปถามคนรถว่าพระไปทำอะไร

เค้าบอกว่า พระไปฉันน้ำ ....

อื้อหือออ อย่างนี้ก็ได้เหรอ



เราก็เอามั่ง อยากลอง และก็ได้รู้ว่า น้ำเย็นสดชื่นมากๆๆๆๆๆ

มันทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ต้องใช้ให้มันยากมากมายขนาดนั้นก็ได้

ใครจะเหมารถกลับนะคะ อย่าลืมผ้าปิดจมูกหล่ะ คนขับไม่เปิดแอร์นะคะ ไม่น่าจะมี และฝุ่นจะเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

เป้ที่ใส่ท้ายรถคือคลุกฝุ่นมาทั้งวัน

ก่อนขึ้นรถ เราก็ขอเก็บภาพพระธิเบตทั้งสองท่านเก็บเป็นที่ระลึกด้วย

ครั้งนึงเคยเหมารถมากับพระ 555555555555

มาถึงแชงกรีล่า ใช้เวลา 8 ชั่วโมง ซึ่งประหยัดเวลาไปกว่านั่งบัส 2 ชั่วโมงค่ะ จริงๆจะขอเค้าจอดรถถ่ายรูปบ้างก็ได้ แต่ตอนแรกก็คิดว่า จะมาถึงค่ำ เลยไม่ได้บอกให้จอด แถมทางก็เป็นแค่ 2 เลนส์สวนกัน จอดได้ยากค่ะ



มาถึงแชงกรีล่า พระรูปซ้ายมือสุด ชื่อท่านเทนชิน ท่านบอกว่า ขอเลี้ยงอาหารธิเบตเรา จะบอกว่าเป็นการตอบแทนก็คงจะไม่ใช่เพราะเราไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากจะให้พระออกค่ารถน้อยกว่าเท่านั้น ท่านก็บอกว่า ป่ะๆ จะพาไป ตอนนั้นเป็นเวลาสัก บ่าย 3 โมงกว่า พวกเราก็ไม่ได้ว่าอะไรและเดินตามท่านไปอย่างคนใจง่าย โฮะๆ



มาถึงร้านอาหารร้านนึง ที่เสิร์ฟเมนูธิเบตโดยเฉพาะ ((((ร้านนี้ชิขอแนะนำด้วย ขนาดพระชาวธิเบตยังบอกว่าอร่อยมากเลย)))

อยากบอกว่า อร่อยทุกอย่างเลยยยยยยย ขอแนะนำไปทีละเมนูละกัน

ชุดนี้เป็น Butter Tea ค่ะ แปลตรงตัวคือชาเนย อร่อย มันๆ ดีค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกเลื่อนๆแหยๆ

เค้าจะผสมผงชนิดนึงชื่อว่า Tsamba ซึ่งแบบเฉพาะของธิเบตลงไปค่ะ

พี่โต่งบอกว่า อร่อยกว่าที่เล ลาดักห์

เมนูนี้ชื่อว่า "ซ่าปาเลบ"

เสริฟเหมือนพาย กรอปนอก ข้างในมีเนื้อจามรี น่าจะผัดกับผักและพริกนิดหน่อย รสชาติคล้ายผัดกระเพราบ้านเรา

อร่อยมากกก เป็นอีกเมนูที่ต้องลอง

ตัวนี้ชื่อ เทนทุก Thentuk

เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ตัดเส้นเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส อันนี้ก็อร่อยมากก



อันนี้ซี่โครงทอด คล้ายๆอาหารทั่วไปค่ะ อร่อย ไม่มัน



เมนูปิดท้ายต้อง Curd หรือ โยเกิร์ตนั่นเอง

เวลาทานใส่น้ำตาลนิดหน่อย เหมือนบัลเกเรียบ้านเราเลย เสิร์ฟเย็น อร่อยมากกก

ทีแรกก็ไม่รู้จะทำตัวยังไง นั่งเสมอพระอีก พระก็บอกว่า ไม่เป็นไรๆๆๆๆ

พวกเราก็นั่งสนทนากัน ใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน เพราะบอกว่าพึ่งไปทำพิธีที่วัดที่ย่าติงมา และจะมาอยู่แชงกรีล่า 2-3 เดือนแล้วถึงไปปักกิ่ง

แล้วก็แลกวีแชทกับเรา



เมื่อทานข้าวอะไรเสร็จ พวกเราก็แยกกันกับพระเทนชิน บอกลาพร้อมขอบคุณในน้ำใจที่เลี้ยงข้าว

จากนั้น ก็ได้เวลาเดินหาโฮสเทล คืนสุดท้ายของแชงกรีล่า

รอบนี้ พวกเราตั้งใจจะนอนกันในเมืองเก่า

ก็เดินหาไปเรื่อยๆ จนมาเจอที่นี่



ด้านนอกดูซอมซ่อ ไม่เหมือนโฮสเทลเลย แต่พอเข้าไปข้างในนั้น กลับเป็นเหมือนอีกโลกนึงที่น่าอยู่มาก



ที่นี่ชื่อ Dragon Cloud Guest House ราคาห้องพักชั้นบน 120 หยวน (king size bed)

ชั้นล่าง 100 หยวน (twin bed)

เกสเฮาส์ที่นี่ไม่เหมาะกับการมาแบบเพื่อนเท่าไหร่นะ เพราะถ้าเกิดปวดหนัก ตดปู้ดป้าด เสียงจะมาพร้อมกลิ่นเลยหล่ะค่ะ 555555555

ไม่เข้าใจ จะทำที่กั้นชักโครกกับห้องนอนหน่อยก็ไม่ได้

แต่ภาพรวม ก็โอเคนะ ชอบมากๆเลยค่ะ มีชักโครกด้วยอิอิ



มีที่พักที่อยากแนะนำอีกนะ ถ้าเกิดไม่ได้มาในช่วงไฮ จะมีห้องพักคล้ายๆกับที่ 88 Hotel ในเมืองเต้าเฉิง

จะอยู่ใกล้ๆกับ ประตูเหนือ (เป่ยเหมิน) ค่ะ คือไม่ได้อยู่ในเขตเมืองเก่า แต่อยู่ในแนวเส้นขอบ ของบริเวณเมืองเก่าค่ะ ราคาก็จะถูกกว่าข้างใน

อ่าเน๊อะ

ลองไปถามราคาดูช่วงไฮได้นะ ราคาอาจจะขยับขึ้นไม่มากค่ะ วันนั้นไปถาม เค้าบอกราคา 80 หยวนเองง่ะ เง้อออ



มื้อเย็นวันนี้พวกเราก็ไม่ได้ทานอะไรเพิ่มเข้าไปอีกมากมาย อาศัยฝากท้องที่ห้องอาหารของเกสเฮาส์ ซึ่งเปิดเป็นคล้ายๆ cafe & restaurant

เปิดเพลงเบาๆ มีเบียร์ เค้ก อาหารแนวฟาสฟูด เสิร์ฟค่ะ ราคาไม่ได้แพงเอาเรื่องอย่างร้านขายของข้างนอกด้วย แถมมีน้องหมา

ชื่อ เยี่ยวเปียว กับ เฉี่ยวเปี้ยน มาเดินป้วนเปี้ยนให้เล่นกันอีกด้วยค่ะ

มาต่อค่ะ พอดีว่าไปเที่ยวบ้านป่าปงเปียงแล้วดันลืมคอมพิวเตอร์ไปกับรถรุ่นพี่ที่แยกไปแม่ฮ่องสอน พึ่งจะได้คืนมาวันนี้โดยรถตู้เปรมประชา

555555



เช้าก่อนวันสุดท้ายในแชงกรีล่า รีบตื่นนอนเพื่อจะไปสถานีรถบัสอีกรอบ

เมื่อวานตอนกลับมาจากเต้าเฉิง พวกเราก็แพลนว่าจะไปเก็บ Bai Shui Tai ป๋ายสุ่ยถาย ที่อยู่นอกเมืองกันค่ะ

(วันนั้นจะเอารถสกู๊ดเตอร์ไป แต่ไปไม่ถึงก็วกกลับมาก่อน เพราะไกลมาก)



ป๋ายสุ่ยถายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของแชงกรีล่า ที่มีน้ำตกลงมาเป็นขั้นบันไดสีขาว

พอจะนึกภาพออกกันไหมคะ



งั้นออกเดินทางกันเลยดีกว่า



พวกเรารีบไปที่สถานีรถบัสเพื่อจะไปสอบถามว่ายังมีตั๋วอยู่ไหม อย่างที่เคยเล่าให้ฟังนะคะ การซื้อตั๋วรถในเมืองจีนต้องซื้ออย่างน้อย 1 วันก่อนออกเดินทาง ไม่งั้นอาจพลาดรถเที่ยวสำคัญได้

แต่เมื่อวาน พวกเรามาถึงแชงกรีล่าก็เย็นกันแล้ว จึงไม่ได้ไปซื้อตั๋วไปก่อน

วันนี้ วัดดวงอีกครั้ง ถ้าไม่มีตั๋วรถไป เราก็จะไปเดินเล่น กินกาแฟชิลๆ ในเมืองเก่าแทน



โบกแท็กซี่ด่วนเพื่อไปสถานีรถบัส ราคา 10 หยวน ลงรถปุ๊บรีบไปที่เคาเตอร์ขายตั่วก่อนเลย

บอกเค้าเตอร์ขายตั๋วไปว่า ป๋ายสุ่ยถาย 2 คน ...เค้าบอกว่า ตรงนี้ปิดแล้วให้ไปซื้อข้างใน ที่รอรถ



เรารีบวิ่งเข้าไปจะมีตู้ขายตั๋วอีก 2ตู้ ที่สามารถปรินท์ตั๋วอย่างเร่งด่วนให้เราได้ เราก็บอกเลย 2คนค่ะ

ได้ตั๋วมาในราคา 24 หยวน/คน ออกเดินทางตอน 9 โมง (((รถมีแค่ 2 รอบต่อวัน คือ 9 โมง และบ่าย 2 ค่ะ )))

จ่ายเงิน ได้ตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็มองหารถที่จะไป โดยเขียนว่าปลายทางว่า 白水台 ป๋ายสุ่ยถาย



ระยะเวลาเดินทาง ไป 3 ชม. กลับ 3 ชม.

ทางดีตลอดเส้น ไม่เหมือนทางไปเต้าเฉิงค่ะ อากาศเย็นสบาย มีแวะจอดให้ฉี่ (สำหรับผู้ชาย) อยู่จุดนึง คือ จอดข้างทางแล้วให้เดินเข้าป่าไปกันเอง



เมื่อมาถึง รถจะจอดตรงนี้เลย ที่หน้าอาคารขายตั๋ว

ราคาบัตรเข้าคนละ 30 หยวน เมื่อเรามีบัตร iytc ก็จงใช้ค่ะ จะได้ลดเหลือ 15 หยวน สบายๆ



มาถึงก็หาร้านข้าวก่อนเลย คำนวนเวลากันดีดีนะคะ รถจะมารับตอนบ่าย 2 เวลาเดียวเท่านั้น

ถ้าพลาด แปลว่า คุณจะได้นอนที่นี่ แน่นอนค่ะ



ทานข้าวเสร็จฝนก็เริ่มปอยแล้วววว

พวกเรารีบเดินขึ้นไปฝั่งตรงข้ามจุดขายตั๋วเพื่อเดินไปดูน้ำตกขาวกัน

เดินขึ้นมานิดนึงก็เจอคนชวนให้ขี่ม้า(อีกแล้ว) รอบนี้เราไม่สนใจ และคิดว่ามันไม่ไกล

ด้วยประสบการณ์การขึ้นม้าครั้งก่อนที่ย่าติงได้สอนเราแล้วว่า การขึ้นม้าที่จีน เป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวโดนหลอกฟันเอาง่ายๆมาก

ม้าก็ใช่ว่าจะทำให้เดินเร็วขึ้น เพราะยังไงคนจูงม้าก็เดินเร็วกว่า เอาสิ ใช่ไม่ใช่

ที่ได้มาคือแค่สะดวกสบาย แต่แค่พาไปไม่ถึงที่หมายเท่านั้นเอง ...

พวกเราจึง ไม่คิดจะขี่ม้าแล้ว และก็เดินกันไป



มีคู่ชายหญิงคนจีนคู่หนึ่งที่เดินขึ้นพร้อมเรา พวกเค้าขี่ม้า พวกเราเดินค่ะ

ตอนแรกก็เดินไปพร้อมกัน ทั้งกลุ่มเราและกลุ่มม้า

กลุ่มม้าแยกไปทางดิน เราเดินทางที่เค้าทำไปแบบนี้ ก็แยกจากกันไป

เค้ากำลังทำทางใหม่ (อีกแล้ว) ตอนนี้จงเตี้ยนกำลังปรับเมืองใหม่ ให้ยอดการท่องเที่ยวพุ่งขี้นแน่ๆ



มาถึงจุดๆนี้ คนเดินถึงก่อนม้า

คนจูงม้าบอกให้ชายหญิงคู่นั้นลงม้า บอกว่า ไปต่อไม่ได้แล้ว

แล้วไล่พวกเค้ามาเดินเส้นเดียวกับเรา

ผู้ชายโวยวาย เสียงดังใหญ่เรา ไอ่เราก็สงสาร ก็ไม่คิดว่าจะเหมือนย่าติงซะทีเดียว

แต่มันใช่เลยอะ



ต้องเดินทางนี้จริงๆค่ะ เนื่องจากทางที่ยังทำไม่เสร็จ

ป๋ายสุ่ยถายก็เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของแชงกรีล่านะคะ

มาไกลนิดนึง คือถ้าคิดจะมาที่นี่ ก็คือสละเวลาไปวันนึงเลยค่ะ

วันนี้ก็คุมโทนอีกแล้ว มีแต่ชุดสีดำ ใส่ซ้ำไปซ้ำมา 55555555555



ด้วยสารแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีมากในน้ำที่นี่ เวลาน้ำไหล สารนี้ก็จะเกาะและไหลลงไปยังที่ต่ำ

พอมีมากขึ้นๆ ก็จะเกาะกันพูนขึ้นจนเป็นแอ่ง เป็นขอบกระไดแบบนี้ค่ะ



อ่อ ในโลกนี้ยังมีใครชมอีกแห่งหนึ่ง ชื่อ ปามุคคาเล (Pamukkale) ที่ตุรกีค่ะ

เชียงใหม่ก็มีคล้ายๆแบบนี้นะ ชื่อ น้ำตกบัวตอง น้ำพุเจ็ดสีค่ะ

แบบเดินไต่ขึ้นลงๆ สนุกมากๆ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

วิว 360 องศา



พวกเราอยู่บนนั้น เดินถ่ายรูปกันได้สักพัก ฝนก็เทลงมา แต่แป๊บๆก็หยุดค่ะ

บ่าย 2 เราก็มารอรถที่เดิมที่รถมาส่ง แล้วก็นั่งอีก 3 ชั่วโมง รถไปส่งถึงสถานีรถบัสเดิม จากนั้นคนขับก็จะเรียกเก็บเงินก่อนจะลง

ขากลับเสียไป คนละ 25 หยวน

พวกเราเดินออกมาจากสถานีรถบัส

เดินไปเรื่อยๆกับอากาศเย็นยิ่งทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อย

มื้อสุดท้ายที่แชงกรีล่า พวกเราเลือกทานฟาสฟู้ดแล้วค่ะ

เหมือนไก่ทอด KFC แต่อร่อยในฉบับของพี่จีนเลย

แถมราคาก็ไม่แพงด้วย

ประหยัดไปอีกมื้อ



เมืองจงเตี้ยน(แชงกรีล่า) ในอีกมุมที่ใครๆอาจจะไม่ได้เห็น

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะอยู่แต่ในเมืองเก่าค่ะ ไม่คิดว่าแชงจะมีโมเม้นแบบนี้บ้างใช่ไหมคะ 5555



เมืองสะอาดสะอ้าน อากาศหนาวเย็นสบาย เดินไม่เบื่อเลย

ใครเบื่อฮ่องกง ก็มาเที่ยวแชงบ้างนะ

เหมือนเวลาเดินช้าลง



KFC ของจริง



นอกจากแชงกรีล่าจะเป็นที่หมายของชาวต่างชาติแล้ว ชาวจีนด้วยกันก็มาเที่ยวด้วย

คือเดินสวนกันก็รู้ค่ะเวลาเค้าคุยกัน คนที่นี่ก็จะพูดธิเบต และภาษาจีนสำเนียงที่ไม่ใช่จีนกลาง



พวกเรารีบเดินกลับไปเอาเป้ที่ฝากที่พักไว้ เพราะมีไฟล์ทไปคุนหมิงคืนนี้ คืนนี้ไปนอนคุนหมิงค่ะ

ตั๋วขากลับ พวกเราพึ่งจะซื้อตอนกลับมาจากเต้าเฉิงเอง ซื้อก่อนบินไม่กี่วัน ทีแรกราคา 7 พันกว่า

และลดมา 3 พันกว่า พวกเราก็ยังไม่ซื้อ จนล่าสุด 2500 เท่าขามา โชคดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ก็เลยสอยมาเลย 5555555

เพราะว่า ทีแรกจะนั่งรถกลับลี่เจียง แล้วไม่เที่ยวคุนหมิงแล้ว แต่ชิคำนวนเวลาผิดไป 1 วันค่ะ ถ้าเที่ยวลี่เจียง จะตกเครื่องเลย 555555

เลยต้องบิน แหะๆ โดนบ่นเลย



ลงเครื่องปุ๊บ พวกเรารออยู่ค่ะ ว่าจะต้องมีนายหน้ามาเสนอขายห้องพัก ตอนนั้นเวลาประมาณ สามสี่ทุ่มละ

มีจริงๆค่ะ เค้าก็เอารูปมาให้ดูเหมือนเดิน เราก็ทำทีเป็นพยายามสอบถามมากๆ แต่จริงๆก็ทราบแล้วว่าสภาพห้องพักในรูปคงต้องหาร 10

และก็จริง

ในห้องกว้างดี

มีคอมพิวเตอร์ให้ แต่คงลืมให้คีบอร์ดก็เลยเล่นไม่ได้ ไม่มีประโยชน์จริงๆ

แต่ห้องกลิ่นบุหรี่คุกรุ่นมาก เห้ออออออออ

ถ้าไม่ใช่โรงแรมที่ราคาแพงๆ เซอวิสดีดี คุณจะเจอห้องน้ำแบบนี้อยู่ในความทรงจำของคุณไปตลอดการเดินทางท่องเที่ยวเมืองจีนค่ะ



สรุป งบที่ใช้ไปทั้งหมด รวมตั๋วเครื่องบิน ทั้งกรุงเทพ - คุนหมิง - กรุงเทพ

คุนหมิง-แชงกรีล่า-คุนหมิง รวมทั้งหมด 4 เที่ยวบิน

และทานข้าว ท่องเที่ยว ซื้ออะไรก็ตามตามในรีวิว ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ ขนม ของกิน และหนักค่ารถจากเต้าเฉิงมาแชงที่เราสองคนจ่ายไปคนละ 2,000 บาท



เบ็ดเสร็จ 17,000 บาทจ้า ไม่ถูก และก็ไม่แพงใช่มั้ยคะ



ขอบคุณสำหรับเพื่อนๆที่ติดตามอ่านมาจนจบนะ มีความอดทน และ พยายามรอมาก ขอบคุณมากๆนะค้าาา

ไว้จะมารีวิวทริปต่อไปอีกนะค้าา

บ๊ายบายยย




ความคิดเห็น