สามวันสามจังหวัดชายแดนใต้ รีวิวโดย ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะพี่ๆ ที่รู้จักอยากลงไปสัมผัสสามจังหวัดชายแดนใต้ เราติดสอยห้อยตามไปด้วย ออกเดินทางด้วยรถไฟ รถเร็ว ขบวน 171 ออกจากสถานีกรุงเทพ 13:00 ตู้นอน ชั้น 2 เรานอนเตียงบน 782 บาท นั่งไปเรื่อยๆ จนถึงราชบุรีก็ได้เวลากินก๋วยเตี๋ยวกล่องละ 10 บาท จัดมา 5 กล่อง นั่งๆ เดินๆ จนถึงเวลาปูเ

สามวันสามจังหวัดชายแดนใต้

สามวันสามจังหวัดชายแดนใต้

 วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20.15 น.

 วันที่เดินทาง 23 ก.พ. 2562

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะพี่ๆ ที่รู้จักอยากลงไปสัมผัสสามจังหวัดชายแดนใต้ เราติดสอยห้อยตามไปด้วย ออกเดินทางด้วยรถไฟ รถเร็ว ขบวน 171 ออกจากสถานีกรุงเทพ 13:00 ตู้นอน ชั้น 2 เรานอนเตียงบน 782 บาท



นั่งไปเรื่อยๆ จนถึงราชบุรีก็ได้เวลากินก๋วยเตี๋ยวกล่องละ 10 บาท จัดมา 5 กล่อง



นั่งๆ เดินๆ จนถึงเวลาปูเตียงและนอนไปยันหาดใหญ่เลย 8:05 ก็ถึงสถานีรถไฟปัตตานี (โคกโพธิ์)



นัดน้องที่คุ้นเคยกันมารับและพาเที่ยว น้องพามาที่บ้านบางตาวา มาซื้ออาหารทะเลสดๆ ที่แกะกันจากอวนเลย ได้กั้ง 3.5 ก.ก. กุ้ง 2 ก.ก. ปู 2 ตัวใหญ่ๆ ทั้งหมด 1,240 บาท





ได้ของทะเลสดๆ แล้วก็มากินมื้อเช้าที่ร้านโกจิว



เดินข้ามมาอีกร้านมาจิบกาแฟที่ All good coffee & bakery เลือกนั่งด้านหลังติดแม่น้ำปัตตานี พายมะพร้าวอ่อนดีงามมาก หอม หวาน มะพร้าวอ่อนจริงๆ



อิ่มบรรยากาศแล้วก็ถึงเวลามารับพี่ๆ ที่สนามบินนราธิวาส มื้อเที่ยงเราได้กินซุปเนื้อร้านดังของนราธิวาสแล้ว ร้านซุปจูวี รสจัดจ้านแต่ไม่เผ็ด ดีงาม



อิ่มแล้วก็มากันที่มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ) อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นอาคาร 2 หลังติดต่อกัน สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้ไม้สลักแทนตะปู รูปทรงของอาคารเป็นแบบไทยพื้นเมืองประยุกต์เข้ากับศิลปะจีน และมลายู มารอบนี้โต๊ะอิหม่ามไม่อยู่ก็เลยไม่ได้ขึ้นไปชมด้านบน แถมวันที่ไปเป็นวันเสาร์จะมีเด็กๆ มาเรียนหนังสือด้านบนด้วย






จากนั้นก็มาต่อกันที่อุทยานแห่งชาติบูโด- สุไหงปาดี ดินแดนใบไม้สีทองหรือย่านดาโอ๊ะ น้ำตกปาโจ เรามาที่นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วก็ยังสนุกอยู่ รอบนี้ได้เดินมาชมพลับพลาที่ประทับรัชกาลที่ 7 ด้วย






ออกจากเทือกเขาบูโดก็ตรงไปยังอำเภอสุคิรินเลย คืนนี้เราจะพักกันที่นั่น ระหว่างทางก็ยังคงแวะไปเรื่อยๆ มาถึงบ้านภูเขาทอง อำเภอสุคิรินก็ 4 โมงกว่าแล้ว แวะถามทางก่อนเข้าหมู่บ้าน รอบนี้นอนอีกจุด รอนก่อนนอนโฮมสเตย์กลางชุมชน แต่รอบนี้ไม่ว่าง



มาถึงแล้วที่พักที่นี่ บ้านครูนิด บ้านหลังใหญ่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องดูทีวี (นอนตรงนี้ก็ได้) ลานหน้าห้องชั้น 2 และด้านล่างเป็นครัว ที่นั่งกินข้าว มีครบทั้งเครื่องนอน เครื่องครัว จานชามแก้วน้ำ นอนกันได้เป็นสิบ หลังนี้ 1,000 บาท/คืน





มื้อเย็นก็ทำอาหารทะเลที่ซื้อมาจากบางตาวา และกับข้าวถุงจากสุไหงโกลก 4 คนแต่มีกับข้าวเหมือนเลี้ยงทั้งหมู่บ้าน เราทำอาหารไม่เป็นมีหน้าที่เดียวที่พอทำได้ "ปิ้งย่างหน้าเตา" มื้อนี้ฟินมาก กั้งสดมาก หวาน



วันแรกนอนเร็วทุกคน เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง มื้อเย็นยังไม่ทันย่อยก็หลับกันหมดแล้ว

เข้ารุ่งขึ้น ออกจากบ้าน 5:00 ไปดูทะเลหมอกและอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวภูเขาทอง รอบนี้หมอกน้อยไปเยอะเลย ได้ความมาว่าฝนทิ้งช่วงนานกว่าปกติเลยหมอกน้อย แต่อากาศเย็นสบายมาก





ออกจากจุดชมวิวภูเขาทองก็มาต่อที่ต้นกะพงยักษ์ แต่ก่อนเข้าไปก็มีนกเงือกมาบินโฉบเฉียดหัวให้ตื่นตาตื่นใจไปด้วย กลุ่มเรา 4 คนเดินเงียบๆ อยู่เงียบๆ และก็ได้เห็นความงดงามตามธรรมชาติ ฟินมาก ครั้งนี้แค่เหมือนมาเปลี่ยนที่กินที่นอน แต่ได้เห็น ได้สัมผัสอะไรมากมาย ภาพไม่ชัดนัก (ภาพทั้งหมดจากมือถือตกรุ่นมาหลายปี)



เดินต่อมาที่ต้นกะพงยักษ์ รอบนี้มาบริเวณรอบๆ ต้นกะพงไม่รกแล้ว มีป้ายบอกถึงความสำคัญของต้นนี้ด้วย




วันอาทิตย์มีตลาดนัดตอนเช้าใกล้ๆ กับฟาร์มตัวอย่างบ้านไอปาโจ ก็ออกมากินมื้อเช้าง่ายๆ กันที่นี่



กลับที่พัก อาบน้ำ เก็บกระเป๋า คืนบ้านพักและมาที่หลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย บ้านภูเขาทอง ก่อนมาทริปนี้เราปวดข้อเท้าขวา แต่ก็ยังกระโดดที่จุดนี้




แผนของคืนนี้จะไปนอนรอดูทะเลหมอกและอาทิตย์ขึ้นที่ฆูนุงซีลีปัต รอบนี้น้องที่พาเที่ยวพาเราผ่านเส้นทางกลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ระหว่างทางก็แวะไปเรื่อย จุดชมสัตว์ ไปตอนเที่ยงแล้วไม่มีอะไรให้ชม




มาดูกล้วยไม้ดิน และต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ใกล้ๆ จุดลับที่เราเคยไปแช่น้ำกลางป่าของต้นน้ำตกสิรินธร




มุมลับที่เราไปนั่งแช่น้ำฟังเสียงธรรมชาติเมื่อรอบก่อน



เข้ามาที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา มาเดินหาดอกดาหลาขาว แต่ไม่มีสักดอกเลย ดูความเขียวแทนแล้วกัน




บ่ายแล้วต้องรีบไปจุดนัดพบที่กม.24 เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถ 4x4 ขึ้นฆูนุงซีลีปัต แต่แล้วกว่าเราจะมาถึงจุดนัดหมายก็ 18:30 แล้ว พี่ๆ ที่ไปด้วยไม่กล้าเดินป่าตอนฟ้ามืดพวกเราเลยตัดสินใจจ่ายค่าดำเนินการที่จองไว้ 50% แล้วไปนอนที่ตัวเบตงกัน มารีบนี้เราก็พักที่เดิม Modern Thai Hotel



เก็บกระเป๋าแล้วก็มาร้านต้าเหยิน กินไก่เบตง ผักน้ำ ผัดหมี่เบตง สามชั้นตุ๋น เต้าหู้ทอด กบทอดกระเทียม





3 ทุ่มก็อิ่ม ส่งพี่ๆ ขึ้นห้อง ส่วนเราก็เดินสำรวจเมืองสักรอบก่อน เบตงยามค่ำมืดเราว่าปลอดภัยกว่ากรุงเทพฯอีกนะ เราชอบ เริ่มที่หอนาฬิกาเบตง กับตู้ไปรษณีย์ยักษ์เบตง


เดินมาที่อีกตู้ที่สูงและใหญ่กว่าเดิม 3.5 เท่า



เดินย้อนกลับมาที่อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์



ปิดท้ายด้วยวัดกวนอิม



รุ่งเช้าวันสุดท้ายของทริปนี้ ก็อยากขึ้นไปเก็บภาพด้านบนสนามกีฬากลางเบตง ลงมาเจออากาศเย็นสบาย หอนาฬิกาเบตง อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ยามเช้า



ทะลุมาอีกฝั่งจะเจอไก่เบตง และอาคารวัฒนธรรมสัมพันธ์เบตง



เดินขึ้นมาถึงสนามกีฬากลางเบตงก็สายมากแล้ว คนมาออกกำลังกายที่สนามกีฬากลางเบตงเยอะมาก เดินเก็บภาพรอบๆ




เดินมาฝั่งพิพิธภัณฑ์เมืองเบตง



ลงมากินมื้อเช้าที่ร้านใกล้ปากอุโมงค์



เดินชม street art กันสักนิด รอบก่อนที่มายังไม่มี




ปิดท้ายด้วยกาแฟโบราณ ชงใส่กระป๋อง ซื้อกลับจะใส่ถุงผูกเชือกให้




รอบนี้มาได้กินวุ้นดำ กม.4 แล้ว โชคดีมากเหลือโลสุดท้าย ชุ่มปากชุ่มคอ ใครอยากกินแบบไม่ต้องลุ้นก็โทรไปจองได้นะ



ออกจากเบตงไปสนามบินนราธิวาสส่งพี่ๆ กลับกรุงเทพฯ ส่วนเรามาปิดท้ายที่ร้านส้มตำลัดดา ที่ปัตตานี ร้านนี้ไม่ขายเมนูหมู เนื้อย่างดีงามมาก กล้วยทับน้ำราดหอมหวานดี



น้องมาส่งที่สถานีรถไฟปัตตานี ที่นี่มีปลั๊ก มี free wifi ด้วย สถานีสะอาดดี ขากลับได้รถด่วนพิเศษ ขบวน 38 ออกจากปัตตานี 16:40



เป็นอีกทริปที่ดีในปีนี้เลย ทั้งนกเงือก ทั้งอาหารทะเล ทั้งเฉาก๊วยเบตง และขอบคุณมิตรภาพดีๆ ที่ยังมีให้กันเสมอจากน้องดวง สาวแกร่งที่ปัตตานี ที่พาเราเที่ยวหลายทริปแล้ว


ติดตามทริปเดินทางอื่นๆ ได้ที่ :

เพจ : ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

IG : prapat / ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว



ความคิดเห็น