พม่าแบบไร้แผน Pyin Oo Lwin - Hsipaw รีวิวโดย ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

ทริปพม่านี้ดองไว้ 4 ปีกว่า ด้วยความที่หลงรักเส้นทางนี้ก็เลยเก็บไว้จนเห็นหลายคนรีวิวเส้นทางนี้แล้ว พม่าครั้งที่ 3 เป็นทริปที่ไม่มีแผนการเดินทางเลย มีแค่ตั๋วไปและตั๋วกลับ แต่ก็ตั้งใจเก็บ 5 มหาบูชาสถานของพม่า ซึ่งเหลือแค่เจดีย์ชเวมอดอร์ ที่ Bago (หงสาวดี) เท่านั้น ***รูปทั้งหมดถ่ายด้วย iPhone 5s** เร

พม่าแบบไร้แผน Pyin Oo Lwin - Hsipaw

พม่าแบบไร้แผน Pyin Oo Lwin - Hsipaw

 วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 05.16 น.

 วันที่เดินทาง 10 มิ.ย. 2558

ทริปพม่านี้ดองไว้ 4 ปีกว่า ด้วยความที่หลงรักเส้นทางนี้ก็เลยเก็บไว้จนเห็นหลายคนรีวิวเส้นทางนี้แล้ว พม่าครั้งที่ 3 เป็นทริปที่ไม่มีแผนการเดินทางเลย มีแค่ตั๋วไปและตั๋วกลับ แต่ก็ตั้งใจเก็บ 5 มหาบูชาสถานของพม่า ซึ่งเหลือแค่เจดีย์ชเวมอดอร์ ที่ Bago (หงสาวดี) เท่านั้น

***รูปทั้งหมดถ่ายด้วย iPhone 5s**

เราออกเดินทางด้วยหางแดงที่สนามบินดอนเมือง ไปลงสนามบินมัณฑะเลย์


ชั่วโมงครึ่งก็ถึงสนามบินมัณฑะเลย์ ที่นี่ ตม. เร็วกว่าที่ย่างกุ้ง คนน้อยกว่า พอออกมาก็แลกเงิน เราเตรียมดอลล่าร์มา รอบนี้แลกไป 300 เหรียญ ซื้อซิม Ooredoo ทุกครั้งที่มาก็ใช้ค่ายนี้ คนพม่าแนะนำไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาพม่า เข้าเมืองจะมีรถบัสของแอร์เอเชียบริการฟรี แต่เราไม่รอนั่งแชร์แท็กซี่ให้ไปส่งคิวรถไป Pyin Oo Lwin ในราคา 4,000 Ks. ออกจากสนามบินได้เก็บภาพเดียวระหว่างอยู่บนแท็กซี่


แท็กซี่มาส่งเราทันก่อนรถสองแถวท้องถิ่นจากมัณฑะเลย์ไปพินอูลวินกำลังจะออกพอดี เราก็ปีนขึ้นรถเลย ไม่มีบันไดขึ้น จะขึ้นก็จับเชือกแล้วปีนขึ้นเลย สนุกตั้งแต่ตอนขึ้นเลย


ตลอดทางวิ่งไม่เร็วนัก มีแวะส่งคนส่งของ ระหว่างทางมีคนขึ้นลงเรื่อยๆ ทั้งหมดเป็นคนท้องถิ่น นั่งรถแบบนี้สนุกดี 2 รอบก่อนก็ชอบนั่งรถคนท้องถิ่นนั่ง ค่าโดยสาร 4,000 Ks. ตั้งไกลแต่เก็บเท่ารถออกจากสนามบินเลย พี่ๆ ป้าๆ ที่นั่งไปด้วยกันจนถึงปลายทางเป็นมิตรมาก


มีจุดจอดครึ่งทาง พี่คนขับพักรถ เติมน้ำในหม้อน้ำ ฉีดน้ำให้เครื่องเย็น และที่นี่ก็เป็นมื้อแรกของทริปนี้ ข้าวแกงธรรมดา แต่รสชาติโอเคเลย (ไม่ได้ถ่ายรูป) เรานั่งรถแบบนี้ ลองนั่งดูสนุกมาก


ทำไมถึงอยากมา Pyin Oo Lwin จากไกด์บุ๊คเขาบอกเป็นเมืองตากอากาศสมัยอาณานิคม อากาศเย็นสบายตลอดปี เป็นเมืองในภูเขาที่สงบมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,070 เมตร เราเลยอยากมาสักครั้ง ถึง Pyin Oo Lwin เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว ไกด์บุ๊คแนะนำให้พัก Grace Hotel II แต่คนขับบอกว่าพัก Grace I เถอะกลางเมือง ใกล้ที่เที่ยว ที่กิน เราเลยตกลงพัก Grace I ในราคาคืนละ 12,000 Ks. ที่พักก็ถือว่าโอเค สะอาด แต่มีกลิ่นบุหรี่บ้าง



เก็บกระเป๋าเสร็จก็ออกเดินสำรวจเมืองพินอูลวิน เดินจากโรงแรมมานิดเดียวก็เจอหอนาฬิกาเพอร์เซลล์ (Purcell Tower) แล้ว


เดินมาอีกนิดจะเป็นมัสยิด


เดินวนมาเจอสัญลักษณ์ของพินอูลวิน "รถม้าเจ้าหญิง" เราไม่ได้นั่งนะ ชอบเดินเองมากกว่า


เดินมาอีกไม่ไกลจะเจอวัดพระศิวะ (Shiva Temple) วัดฮินดูที่อยู่กลางเมืองพินอูลวิน


เดินต่อกัอีกไม่ไกลก็จะเจอวัดพุทธ แต่เราไม่รู้ชื่อวัดนะ ไม่มีใครยอมคุยกับเราเลย มีโรงเรียนธรรมะด้วย




เดินมาสำรวจตลาดสำรวจของกินสักนิด ได้น้ำอัดลมมาลองกิน 1 ขวด



มาต่อกันอีกวัดไม่ไกลตลาดมากนัก




เดินออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ ก็มาเจอจุดนี้


เดินไปเรื่อยๆ เจอร้านขายติ่มซำก็แวะชิม อร่อยดีไม่แพงด้วย


เดินย้อนกลับเข้าเมืองมาเจอร้านเบเกอรี่ ก็แวะชิมอีก


เดินย้อนมาตลาดเย็น ตอนนี้ตื่นตาตื่นใจกับของกินมาก สั่งด้วยการหยิบแบงค์ 500 Ks. สนุกกับการชิมมากๆ


คืนแรกของทริป เราหลับเร็วมาก เช้าวันที่ 2 ของทริป เมืองพินอูลวินเงียบมาก ชอบสุดๆ ตลาดก็เริ่มคึกคักแล้ว



มาดูตึกรามบ้านช่องกันสักนิด เช้านี้มีเวลาน้อยมาก เมื่อคืนอยากนั่งรถไฟแล้วถามที่โรงแรมเขาบอกมีวันละรอบออก 8:22


กลับมากินอาหารเช้าที่โรงแรม มีไข่ดาว ขนมปัง ไส้กรอก กาแฟ และกล้วยเขียว เราไม่กินกล้วยเขียวเลยคืนเขาไป


โรงแรมตามรถแท็กซี่ให้ ตอนแรกเราจะเดินไปแต่เวลาไม่น่าทันแล้ว ค่ารถ 1,000 Ks. มาถึงสถานีรถไฟพินอูลวิน 7:50 ก่อนรถไฟมาไม่นาน


เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟพาเราเข้าไปด้านในห้องขายตั๋ว (ประตูขาวด้านซ้าย) ขายตั๋วแบบ Upper Class ให้เรากับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น (สาวญี่ปุ่นคนนี้เราเจอกันเกือบตลอดทริป) เจ้าหน้าที่ใจดีมาก บริการดี สื่อสารได้ดี ค่าโดยสาร 2,750 Ks. ลงที่สถานีรถไฟสีป้อ


ตารางเวลารถไฟ


เก็บภาพสถานีรถไฟพินอูลวินก่อนรถไฟออกสักนิด



Upper Class เป็นตู้สุดท้าย ถ่ายรูปโค้งสะพานจะได้ขบวนรถไฟตีโค้งด้วย เจ้าหน้าที่สถานีน่ารักมาก จัดให้เรากับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั่งฝั่ง A หรือฝั่งซ้ายของรถไฟ ฝั่งนี้จะได้เห็นโค้งที่ผ่านจุดไฮไลต์ของเส้นทางรถไฟนี้ด้วย ด้านหลังฝั่ง A มีทัวร์จองแต่เขาไปรอขึ้นก่อนถึงสะพาน Goteik viaduct มีคนขึ้นมาขายของเหมือนรถไฟบ้านเรา


ระหว่างทางก็สนุกไปเรื่อย อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ รถวิ่งเอื่อยๆ ไม่เร็วนัก ยิ่งเส้นทางขึ้นเขายิ่งช้าลงอีก



ถึงสถานีรถไฟที่ทัวร์มาดักรอขึ้นแล้ว ด้านหลังเราก็เต็มทุกที่นั่งแล้ว



มุมโค้งฝั่งนี้ครอบครัวคนพม่าที่นั่งอยู่เรียกเราไปถ่ายรูป ขอบคุณน้ำใจที่มอบให้นักท่องเที่ยวแบบเรา


ความสนุกตื่นเต้นมีมากขึ้น รถไฟเคลื่อนตัวช้ามากๆๆๆๆๆๆๆ สะพานรถไฟ Goteik viaduct เป็นสะพานรถไฟที่ยาวและเก่าแก่ที่สุดของพม่า แถมยังเป็นสะพานรถไฟที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก นี่แหละไฮไลต์ของเส้นทางนี้


ดูความเขียวของเส้นทางนี้สิ ชอบมากเลย


พอผ่านสะพานมา ทัวร์หมด รถไฟก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ จนมาถึงสถานีรถไฟสีป้อแล้ว ฝั่งที่เรานั่งจะเห็นวัด Standing Buddha Monastery


พอลงจากรถไฟก็จะมีทั้งรถรับจ้าง คนของโรงแรมมายืนชี้ชวนนักท่องเที่ยว เราตามคนของโรงแรมไปแบบง่ายๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะพาไปพักที่ไหน จนมาถึง Lily The Home Hotel มีลูกชายเจ้าของพูดไทยได้ น้องเล่าว่าเคยมาทำวานที่แม่ฮ่องสอนหลายปี ที่พักจะมีตึกใหม่ 8 ชั้น กับอาคารไม้ด้านหลัง 2 ชั้น น้องเสนอห้องด้านหลังในราคา 25$ แต่แม่น้องที่นั่งคุมกระเป๋าเงินบอกให้คิดเราแค่ 16$ พอ นี่แหละความใจดีของที่นี่ แถมยังให้เรายืมจักรยานใช้ฟรีอีก 2 วัน


ห้องพักเราก็ประมาณนี้ ห้องพักสะอาด กลิ่นผ้ากลิ่นเตียงหอม แอร์เย็นจนหนาว น้ำแรงสะใจดี



เก็บกระเป๋าแล้วรีบลงไปสำรวจเมืองสีป้อกัน จะ 4 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบ ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือไปวังสีป้อ วันนี้เปิดให้เข้าชมด้วย (ได้ความว่าจะไม่ได้เปิดทุกวัน) ได้แผนที่ ได้จักรยานก็ไปกันเลย


ปั่นมาเจอวัดระหว่างทางไปวังสีป้อ เณรไม่ยอมพูดกับเราก็เลยไม่รู้ชื่อวัด


ปั่นต่อมาที่วังสีป้อ ได้ข่าวมาว่าปิดเพื่อบูรณะแบบไม่รู้กำหนดเสร็จ ปั่นมาเจอประตูรั้วปิดแบบนี้ไม่ต้องตกใจดันเปิดได้เลย เวลาเปิดเยี่ยมชมวัง 9:00-12:00 และ 15:00-18:00


ปั่นเข้าในรั้ววังสีป้อแล้ว เขียวสดชื่นดี


เห็นตัววังแล้ว ก็ทรุดโทรมตามกาลเวลา



ด้านในจะเจอนักท่องเที่ยวฝรั่ง 2 คน และคนเฝ้าวัง ได้ความว่าเป็นญาติกับเจ้าจาแสง คุณเฟิร์นพูดอังกฤษดีมาก เรียนหนังสือที่ต่างประเทศ (ไม่มั่นใจว่าอังกฤษหรืออเมริกา)


มีรูปถ่ายเก่าๆ และข้าวของเครื่องใช้ที่ยังคงเก็บไว้ให้ชมด้วย


คุณเฟิร์นเล่าให้ฟังหลายเรื่องมาก บางเรื่องในหนังสือ "สิ้นแสงฉาน" ก็ไม่ได้ระบุไว้ คุณเฟิร์นน่ารักมากจริงๆ เป็นผู้ใหญ่ใจดีมาก พูดคุยกันเกือบชั่วโมง เดินชมระหว่างรอฝรั่งคุยเสร็จอีกเกือบชั่วโมง มีกล่องรับบริจาคเพื่อบูรณะวังสีป้ออยู่ด้วย เราก็หยอดไป 20$


ออกจากสังสีป้อมาไม่นานฝนก็ตกกระหน่ำเลย ฝนหนักมากจริงๆ โชคดีที่เราเจอร้านอาหารท้องถิ่น เลยแวะชิม 1 ชามพร้อมน้ำเปล่า 1 ขวด ราคา 1,000 Ks.


พอฝนหยุดเราก็ปั่นมา Mahar Myat Muni Pagoda เราปั่นมาที่นี่ 2 วันเลย วันแรกฝนตก อีกวันฟ้าใสหน่อย




ปั่นจักรยานย้อนกลับเข้ามาในโซนเมืองมาเจอวัดที่มีธงชาติไทยอยู่ แต่พระก็ไม่คุยกับเราอีก



มื้อเย็นก็เดินไปกินที่ตลาดเย็น ที่นี่สนุก บางคนพูดไทยได้ หลายคนพูดไทใหญ่เราก็พอเข้าใจบ้าง มื้อเย็นเลยจัดได้หลายอย่าง


ทั้งอิ่ม ทั้งสนุก เดินกลับที่พักน้องบอกพรุ่งนี้อาหารเช้าอยู่ชั้น 8 เปิด 7:00 เราก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเลยรีบเข้านอนก่อน วันที่ 3 ของทริปนี้เราตื่นเช้าปั่นจักรยานมาสำรวจตลาดสักนิด



ที่สีป้อส่วนใหญ่จะเป็นไทใหญ่ก็จะเห็นวิถีพุทธชัดเจน


เดินมาสูดอากาศริมแม่น้ำ Doat Hta Waddy

เดินมาเจอร้านอาหารเช้า เราเข้ามาชิมสักนิด ปาท่องโก๋ตัวใหญ่มาก ชานมก็หอมมาก โรตีจิ้มซอสถั่วก็อร่อย


เดินกลับมาที่พัก ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 8 ห้องอาหารเช้าของโรงแรม ขึ้นมาก็ชื่นชมวิวเมืองสีป้อจากมุมสูงก่อน



อาหารเช้าเป็นแบบ a la carte เราเลือกสั่ง Shan noodle กาแฟ น้ำผลไม้ ขนมปัง ผลไม้บริการตัวเอง


พออิ่มเราก็ออกมาปั่นจักรยานอีกวัน เช้านี้ตั้งใจปั่นไป Little Bagan เก่าแบะดูขลังมาก เดินคนเดียวก็จะหวิวๆ นิดหน่อย



ใกล้ๆ กันจะเป็น Maha Nanda Kantha วัดนี้มีพระพุทธรูปไม้ไผ่สร้างตั้งแต่ ค.ศ.1848 วัดนี้สวยและสงบมากๆ




ปั่นจักรยานกันต่อ มาเจออีกวัด (เราไม่รู้ชื่อ)


ปั่นจักรยานทะลุวัดมาก็เจอ Big tamarind tree มีต้นมะขามทะลุเจดีย์เก่าออกมาจนต้นใหญ่มาก


ปั่นจักรยานท้าแดดจ้าๆ ไปเจออีกวัดแล้ว ก็เหมือนเดิมไม่รู้ชื่อวัด




ปั่นมาอีกวัดมาทันเณรต่อแถวรอฉันเพลอยู่พอดี


วัดนี้ก็มีพระไม้ไผ่สานด้วย รอบวัดก็มีหลายจุดให้ดู




แวะกินมื้อเที่ยงข้างๆ วัดนี่แหละ กินง่ายๆ จะได้มีเวลาเที่ยวต่อ


ปั่นจักรยานข้ามสะพานสีป้อเพื่อไป sunset hill แต่เรามาบ่ายโมงแดดเปรี้ยงๆ เลย


ปั่นมาถึงทางขึ้น sunset hill ปั่นได้นิดเดียวสุดท้ายต้องเข็นจักรยานขึ้นเขา เหนื่อยหนักกว่าเดินขึ้นเองอีก พอขึ้นมาถึงด้านบนเราเลือกมาด้านซ้ายก่อน


มีจุดชมวิวด้วยนะ วิวเมืองสีป้อ


ตรงกลางของ sunset hill


เดินต่อไปด้านขวาของ sunset hill



จุดชมวิวของฝั่งนี้ก็สวยดี


ขาลงก็ต้องเข็นจักรยานลงเพราะไม่มั่นใจว่าจะบังคับจักรยานลงเขาชันๆ ได้ ปั่นมาจากหอนาฬิกากลางเมืองสีป้อ


ปั่นต่อมาที่วัด Mahar Myat Muni Pagoda อีกครั้ง




มากันต่อที่ Black house cafe ที่นี่เป็นร้านกาแฟโฮมเมด ขนมทำเอง รสชาติโอเคเลย ด้านหลังติดแม่น้ำ Doat Hta Waddy




เย็นนี้เราเดินทางต่อไปอินเล น้องที่โรงแรมจัดการตั๋วรถให้ น้องแนะนำที่เที่ยวได้ดี จากสีป้อไปได้หลายจุด


ก่อนเดินทางก็เลยจัดมื้อเย็นไปเลย


กลับมาโรงแรมอาบน้ำ น้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งที่ท่ารถ เพื่อนร่วมทางที่นั่งรถไฟมาอย่างสาวญี่ปุ่นก็ไปเมืองเดียวกับเรา ขึ้นรถคันเดียวกัน รถมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย รถแอร์เย็นดี สภาพรถโอเคเลย


เส้นทางจากสีป้อไปอินเลถนนลงเขาพับไปพับมาเหมือนผ้าหลายๆชั้น สาวญี่ปุ่นอ้วกตลอดทาง เราก็หลับตลอดทาง ตื่นมาก็ได้ยินเสียงอ้วกตลอดทาง ทริปนี้รูปเยอะมาก ถ่ายจนมือถือเต็ม


ติดตามทริปเดินทางอื่นๆ ได้ที่:

เพจ : ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

IG : prapat / ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว



ความคิดเห็น