「ハロージャパン」 ‘Harō Japan · Season III’ — “Canon EOS RP” พาตะลุยทริปญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว 2019 รีวิวโดย Oat en route

'ฮาโร่แจแปน — ซีซั่น 3'— "Canon EOS RP" พาตะลุยทริปญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว 2019 — หลังจากการเปิดตัวกล้องไร้กระจกแบบฟูลเฟรมตัวที่สองจากค่ายหนอน "Canon EOS RP" ได้เพียงไม่กี่วันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนำไปออกทริปญี่ปุ่นช่วงปลายหน้าหนาวโดยทันที เป็นการลองใช้งานอารมณ์ประมาณนักท่องเที่ยวทั่วไป พร้

「ハロージャパン」 ‘Harō Japan · Season III’ — “Canon EOS RP” พาตะลุยทริปญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว 2019

「ハロージャパン」 ‘Harō Japan · Season III’ — “Canon EOS RP” พาตะลุยทริปญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว 2019

 วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 11.03 น.

 วันที่เดินทาง 4 มี.ค. 2562

'ฮาโร่แจแปน — ซีซั่น 3'
— "Canon EOS RP" พาตะลุยทริปญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว 2019 —

หลังจากการเปิดตัวกล้องไร้กระจกแบบฟูลเฟรมตัวที่สองจากค่ายหนอน "Canon EOS RP" ได้เพียงไม่กี่วันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนำไปออกทริปญี่ปุ่นช่วงปลายหน้าหนาวโดยทันที เป็นการลองใช้งานอารมณ์ประมาณนักท่องเที่ยวทั่วไป พร้อมกับชุดคิท "Canon EOS RP & RF 24-105 F/4L IS USM" บวกกับ "Control Ring Mount Adaper EOS EF-EOS R" สำหรับชุดเลนส์กล้อง DSLR ที่ใช้อยู่ประจำ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาลองชมภาพบางส่วนพร้อมประสบการณ์จากกล้องตัวนี้กันได้เลยครับ


สามารถติดตามข่าวสารกันได้ตามช่องทางนี้ครับ

กด Follow : Facebook/ Instagram
Travel Blog : oatenroute.com


ทริปนี้เป็นการเดินทางไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (พร้อมลูกชายคนเล็ก 10 ขวบ) จึงต้องแบกและลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปด้วย แถมด้วยกระเป๋ากล้องชุดใหญ่ ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ "MacBook Air" อีกด้วย ปกติใช้กล้อง DSLR ของ "Canon" อยู่เแล้ว เป็นรุ่น "EOS 5D Mark IV" พร้อมเลนส์ครบช่วง — ช่วงปกติ มุมกว้าง และเทเล — บวกกับขาตั้งกล้องแบบพกพาตัวเล็ก "Manfrotto BeFree" ซึ่งพับแล้วเหลือนิดเดียว มารอบนี้ได้กล้อง "Full Frame Mirrorless" อีกตัวพร้อมเลนส์คิท จึงเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก ตอนแรกตั้งใจว่าเมื่อได้กล้อง "Canon EOS RP" มาแล้ว จะเก็บบอดี้กล้อง "DSLR" ไว้ที่บ้าน แต่เนื่องจาก ไม่เคยใช้กล้องไร้กระจกมาก่อน เกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องการใช้งาน จึงตัดใจแบกกล้องใหญ่ไปไว้เผื่อเหนียวอีกทีครับ


ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดี "Canon Image Square Chiang Mai" และ "Canon Marketing (Thailand) Co., Ltd." ที่ขาดไม่ได้ "โฟโต้บั๊ก เชียงใหม่" ร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพทุกชนิด ที่คอยให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ถ่ายภาพเรื่อยมา และสนับสนุนอุปกรณ์ในการเดินทางครั้งนี้เช่นเคยครับ

มาพูดถึงสัมผัสแรกของกล้อง "EOS RP" ตัวใหม่ซึ่งได้ก่อนวันเดินทางเพียงวันเดียว ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก กล้องมีขนาดเล็กและเบามือเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ "EOS 5D Mark IV" ที่ใช้ประจำ

ในแง่การใช้งาน สำหรับปุ่มและแป้นการใช้งานต่างๆ การออกแบบเพื่อการใช้งานจะไม่ค่อยแตกต่างมากนัก คงให้ความรู้สึกสไตล์ "Canon" ที่คุ้นเคยกันดี มีเพียงแป้นหมุนที่หายไป (เทียบกับ "5D Mark IV") แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหายเท่าไหร่ ผิดกับตอนที่ได้ลองทดสอบกล้องไร้กระจกตัวแรกอย่ง "EOS R" ที่ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยชินนัก ต้องปรับตัวใหม่เกือบหมด ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวสำหรับ "EOS RP" ตัวนี้

หน้าจอแสดงรูป เป็นแบบสัมผัสไม่แตกต่างจากกล้องเดิมที่ใช้อยู่ แต่ดีตรงที่จอสามารถพับและหมุนได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพ ได้มุมก้มหรือเงยสะดวกมาก


พอถึงญี่ปุ่นวันแรกก็ได้เวลามาทดลองใช้งานกันทันที บอกตามตรงว่าคู่มืออะไรก็ยังไม่มีเวลาได้อ่านสักตัว ได้ลองกดเล่นๆ ไปเล็กน้อยระหว่างที่เดินทาง เดี๋ยวค่อยออกไปดำน้ำเอาระหว่างทาง ดูแล้วคงไม่น่าจะยากเกินความสามารถเท่าไหร่ โดยจะตั้งค่าไฟล์รูปเป็นแบบ "Raw+JPG" แบบขนาดใหญ่สุดเลยละกัน ให้เต็มประสิทธิภาพการใช้งานที่กล้องให้มา

หลังจากนำกระเป๋าเดินทางไปฝากไว้ที่โรงแรม ก็ออกไปเที่ยวบริเวณโตเกียวกันก่อน โดยเอากล้องใหญ่เก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง เนื่องจากเดินทางมาไกลเริ่มปวดหลัง เป้าหมายแรกเลือกไปเดินกันที่ "วัดเซนโซจิ (Sensoji Temple, 浅草寺)" เห็นว่าแถวนี้นักท่องเที่ยวค่อนข้างพลุกพล่าน จึงเลือกเปลี่ยนเลนส์เป็นช่วง "EF 70-300mm f/4-5.6 L IS USM" เลนส์เทเลตัวเก่ง ซึ่งมีน้ำหนักถือว่าค่อนข้างเบา เหมาะสำหรับการไปเที่ยว แถมได้ช่วงระยะที่ค่อนข้างกว้างมากอีกด้วย ได้ตัว "Control Ring Mount Adaper EOS EF-EOS R" มาใช้งาน ทำให้สะดวกในการปรับค่าต่างๆ พอสมควร และสามารถใช้เลนส์เก่าที่มีอยู่กับกล้อง "ตระกูล R" อย่างไม่มีปัญหา

ลองเก็บภาพนักท่องเที่ยวที่เดินไปมา ถือว่าสามารถโฟกัสได้เร็วไม่แพ้กล้อง DSLR รู้สึกได้ว่าอารมณ์ตอนถ่ายภาพไม่ค่อยต่างจากกล้องใหญ่ ถึงแม้ว่ากดโหมด "ถ่ายภาพต่อเนื่อง (Continuous)" แบบ "Raw+JPG" ก็ถือว่าตอบสนองการใช้งานได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ "EOS M" ที่แม้จะได้ความเบาสะดวกเวลาพกพา แต่ยังไม่ตอบโจทย์ที่จะเอามาทดแทนกล้อง DSLR อย่างเต็มตัว

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/1600s · ISO 400






「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/200s · ISO 400


วันต่อมา ระหว่างเดินทางก็แวะต่อรถไฟที่ "สถานีรถไฟโอมิยะ (Ōmiya Station, 大宮駅)" ซึ่งอยู่ที่ "เมืองไซตามะ (Saitama-shi, さいたま市)" มีอะไรให้ถ่ายเล่นมากมาย ไม่ว่าตัวสถานี หรือ "รถไฟชินกังเซ็น" ปกติจะชอบถ่ายด้วยช่วงเทเล ก็จะเห็นภาพสถานีรถไฟที่จะดูยุ่งเหยิงแบบนี้

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/1000s · ISO 800


เช้าวันรุ่งขึ้นที่ "เมืองคารุอิซาวะ (Karuizawa-machi, 軽井沢町)" เมืองตากอากาศที่เหมาะสำหรับมาเล่นหิมะตอนหน้าหนาว วันนี้จึงมีโอกาสได้ทดสอบกับสภาพอากาศหนาวเย็น (ต่ำสุดประมาณ -4 องศาเซลเซียส น่าจะได้) ระหว่างนั้นก็จะมีหิมะโปรยมาเป็นช่วงๆ กล้องก็สามารถใช้งานได้ปกติ โดยถ่านที่ใช้ถือว่ายังไม่อึดเท่ากับกล้อง DSLR เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า ถ่ายรูปตลอดทั้งวันที่อุณหภูมิประมาณนี้ ลำพังถ่านเพียงก้อนเดียวถือว่าไม่พอ แนะนำว่าควรพกไว้ให้ดีที่สุด "2-3 ก้อน" เป็นอย่างน้อยเพื่อให้สามารถถ่ายรูปทั้งวันได้แบบสบายใจ หากน้อยกว่านั้นต้องลุ้นกันเหนื่อยพอสมควร โชคดีได้ถ่านที่มาพร้อมกล้องสองก้อน รวมกับของเดิมที่ใช้กับ "Canon EOS M3" อีกหนึ่งก้อนที่มีเตรียมมาสำรองไว้ด้วยจึงรอดตัวไป จากที่ใช้งานตลอดทริป บางวันถ่ายเพลินไปนิดสองก้อนอาจไม่พอครับ

ภาพใบนี้ลองเปลี่ยนมาใช้กับ "EF 17-40 f/4L USM" เลนส์กว้างกันบ้าง เป็นเลนส์ชุดเดิมที่มีอยู่แล้ว หากใช้ร่วมกับ Adapter ก็ยังสามารถใช้ควบคู่กับกล้องใหม่ได้

「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/4.5 · 1/250s · ISO 400

ระหว่างเดินเล่นรอบห้องพัก เห็นหิมะเกาะอยู่บนยอดกิ่งไม้ ถ้าตอนนั้นมีเลนส์มาโครอยู่ด้วยคงดีมาก จึงไปเปลี่ยนเป็นเลนส์เทเล "EF 70-300mm f/4-5.6 L IS USM" มาแก้ขัดแทนไปก่อน เลือก Focal Length ที่ระยะ "300 mm"


「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/250s · ISO 640

ทริปวันนี้จะไปถ่ายลิงแช่น้ำพุร้อนกัน ใช้เลนส์เทเลเป็นส่วนมาก ถ่ายแบบโฟกัสปกติสลับกับ "Eye-Detection AF" ทำให้เก็บอารมณ์ของลิงได้ไม่แพ้กล้อง DSLR แม้ว่ายังไม่ค่อยคล่องสักเท่าไหร่นัก แต่ก็เริ่มชอบฟังก์ชั่นใช้งานอันนี้ขึ้นมาแล้ว


「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/400s · ISO 1250


เช้าอีกวันรีบตื่นมาถ่ายแสงแรกช่วงพระอาทิตย์ขึ้น จะถ่ายพวกแลนด์สเคปที่เป็นมุมกว้าง จึงเป็นภาพจาก "EF 17-40mm f/4L USM" ได้ใช้ประโยชน์จากจอพับถ่ายภาพมุมเงยที่วางก้องราบไปกับพื้น สามารถใช้นิ้วเลือกจุดสำหรับโฟกัสและวัดแสงได้อย่างต้องการ ตอนนี้เริ่มนิสัยเสียทำให้รู้สึกว่าจอพับกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี รวมไปถึงความสะดวกของจอสัมผัสด้วย ทำให้ไม่ต้องนอนราบเกลือกกลิ้งไปกับพื้นจนเลอะเทอะเพื่อให้ได้มุมกล้องแปลกๆ เหมือนเมื่อก่อน

「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/4.0 · 1/4000s · ISO 125

「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/7.1 · 1/250s · ISO 125

「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/7.1 · 1/1600s · ISO 125

ช่วงสายพาลูกไปเข้าคลาสเรียนสกี เป็นถ่ายภาพบุคคลจึงเปลี่ยนกลับมาใช้เลนส์เทเล ทำให้เก็บอารมณ์และจังหวะได้แม้อยู่ค่อนข้างไกลพอสมควร การโฟกัสสามารถใช้นิ้วสัมผัสเลือกจุดบนหน้าจอได้สะดวก (แม้ในขณะมองผ่านช่อง "View Finder") ใช้งานร่วมกับ "Eye Detection AF" ในโหมด "Servo AF" ช่วยเพิ่มความสะดวกขึ้นพอสมควรทีเดียวครับ


「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/640s · ISO 400

ตอนเย็นกลับถึงโรงแรมย่าน "Ikebukuro Station (池袋駅)" เป็นการถ่ายภาพช่วงหัวค่ำ กล้องตัวเล็กทีมีจอพับช่วยตอบโจทย์เป็นอย่างมาก ภาพด้านล่างนี้ถ่ายจากหน้าต่างห้องพัก โดยไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง หากสังเกตดูจะไม่เห็นเงาสะท้อนเลย เนื่องจากไม่ได้ถ่ายผ่านกระจก แต่แง้มหน้าต่างผ่านช่องอันน้อยนิดซึ่งเพียงพอสำหรับกล้อง "EOS RP" ขนาดเล็กอย่างพอดิบพอดี การที่จอพับทำให้สามารถจัดองค์ประกอบได้ใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุด โดยห้อยกล้องไว้กับคอตลอดเวลากันหลุดมือ ปรับ ISO ให้สามารถถ่ายได้นิ่งพอด้วยมือเปล่า


「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/4.0 · 1/30s · ISO 800

ภาพกลางคืนเมื่อถ่ายโดยขาตั้งกล้อง ใช้ ISO ต่ำและตั้งเวลาถ่ายถือว่าไม่มีปัญหาเช่นกัน เสียดายลูกบ่นหิวข้าว ต้องรีบไปจองคิวร้านอาหาร ทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสเก็บแสงช่วงหัวค่ำในทริปนี้สักเท่าไหร่ ถือว่าเป็นวิถีพ่อบ้านอย่างแท้ทรู

「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/11.0 · 1/1.0s · ISO 200


อันนี้มาถึงคิวรูปจาก "RF 24-105 F/4L IS USM" ซึ่งความจริงแล้วเป็นเลนส์ติดกล้องสำหรับทริปนี้ จัดว่าเป็นเลนส์สารพัดประโยชน์ในราคาที่สมเหตุผล "ตัวเดียวเที่ยวรอบโลก" ซึ่งจัดชุดมาพร้อมกับกล้อง มีทั้งช่วงที่พอเหมาะ ได้กว้างแบบเล็กๆ ไปจนถึงเทเลหน่อยๆ สามารถเก็บภาพได้ค่อนข้างครบถ้วน แถมด้วยความคมของ "เลนส์ตระกูล RF" ที่ทำให้อยากย้ายสำมะโนครัวมาเป็นชาว "ฟูลเฟรมไร้กระจก" อย่างเต็มตัวทุกช่วงเลนส์ ขาดเพียงงบประมาณเท่านั้นครับ รูปส่วนใหญ่จากเลนส์นี้จะมีตั้งแต่ ถ่ายลูกและภรรยา อาหารระหว่างมื้อ และบรรยากาศต่างๆ ระหว่างทริป ซึ่งเดี๋ยวรอชมเพิ่มเติมในรีวิวตอนย่อยรายวันกันอีกทีครับ

ภาพด้านล่างนี่ถ่ายระหว่างเดินจากที่พักไปสถานีรถไฟ ปกติทริปแบกกล้องเที่ยวกับลูกที่ผ่านมาจะไม่ค่อยมีจังหวะถ่ายรูปแบบนี้ เนื่องจากทุกทีพกกล้องใหญ่ไว้ในกระเป๋า กว่าจะหยิบออกมาแต่ละทีก็ไม่สะดวก หรือแขวนไว้กับคอก็เกะกะและหนักมาก บางทีจึงพาลขี้เกียจถ่ายซะเลย รอบนี้กล้องตัวเล็กเบาสบายจึงห้อยคอไว้ตลอด เห็นอะไรสวยๆ ก็ยกขึ้นมาถ่ายได้ทันทีด้วยมือเดียว

「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/10.0 · 1/800s · ISO 200

อย่างรูปด้านล่างนี้ ขณะที่ต่อรถไฟที่ "สถานีรถไฟชินจูกุ (Shinjuku Station, 新宿駅)" การปรับ ISO และก็สปีดชัตเตอร์ ใช้งานร่วมกับระบบกันสั่น "IS" ที่มากับเลนส์ก็ถือว่าออกมาได้ตามที่ต้องการ ได้ฉากหลังที่นิ่งแต่เห็นคนที่เดินผ่านกำลังเคลื่อนไหวอยู่ โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องในการช่วยถ่าย


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/5.60 · 1/13s · ISO 320

หลังจากที่ติดใจเอากล้องมุดช่องกระจกแคบๆ เมื่อวันก่อนตอนถ่ายภาพช่วงหัวค่ำ เช้านี้ก่อนออกจากโรงแรม มองออกไปเห็นถนนโล่งๆ มีคนเดิน จึงเปลี่ยนเป็นเลนส์ช่วงเทเลมาส่องบ้าง กล้องน้ำหนักเบาและจอแบบปรับองศาได้ทำให้การถ่ายภาพในมุมแปลกๆ สะดวกขึ้นมากครับ


「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/1000s · ISO 400


การโฟกัสของกล้อง จากที่ลองใช้ถือว่ายังไม่รวดเร็วเท่ากับ "EOS 5D Mark IV" โดยเฉพาะในที่แสงไม่มากนัก อย่างในภาพเป็นช่วงรอเดินทางที่ "Shinagawa Station (品川駅) ซึ่งอยู่ในร่ม และเลือกถ่ายภาพแบบต่อเนื่องกับวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วอย่างรถไฟ มีปัญหาในการโฟกัสที่หลายครั้งออกอาการวืดบ้าง ขณะที่ถ่ายรัวๆ แล้วเปิดรีวิวรูป หน้าจอจะหยุดทำงานระหว่างประมวลผล ทำให้จอมืดมองไม่เห็นภาพในเฟรม กว่าจะกลับมาพร้อมใช้งานทำให้อาจพลาดจังหวะสำคัญในการถ่ายภาพ รวมไปถึง "การถ่ายภาพต่อเนื่องได้มากสุดที่ 5 ภาพต่อวินาที" อาจถือว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการถ่ายภาพแนวกีฬาเท่าไหร่นัก

「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/500s · ISO 2000


ไปเที่ยวต่อเมือง "นาระ (Nara-shi, 奈良市)" เวลาถ่ายสาวหรือกวางนี่พอไหว แต่เจอนกนี่กว่าจะโฟกัสแล้วต้องถ่ายแบบรัวๆ บางครั้งก็ยังถือว่าอาจยังเร็วไม่พอ ต้องใช้เวลารอคอยจังหวะมากขึ้น หากต้องการโฟกัสเร็วขึ้นหรือได้อัตราถ่ายจำนวนเฟรมต่อวินาทีที่สูงขึ้น อาจต้องขยับไปรุ่นใหญ่ขึ้นอย่าง "EOS R" หรือรอรุ่นใหม่ที่กำลังจะทะยอยออกมาเร็วนี้ครับ

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/400s · ISO 640

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.0 · 1/320s · ISO 500

ชอบเลนส์เทเลตัวนี้ "Canon EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM" เพราะช่วงยาว แล้วก็ได้ "กันสั่น (IS)" ติดมาด้วย ช่วงเวลาที่แสงไม่มาก ปรับเพิ่ม ISO เล็กน้อย กันสั่นของเลนส์ก็ยังเอาอยู่

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/4.5 · 1/320s · ISO 500

เป็นเลนส์เทเลที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพแนว "Candid" ที่มีช่วงซูมที่ยาวถึง "300 mm" เอาไว้ถ่ายภาพบุคคลหรือพวกงานแต่งงานก็พอไหว ถึงแม้ฉากหลังจะไม่ละลายเท่ากับ "f/2.8" ก็ตาม แต่โดยรวมถือเป็นเลนส์ที่ชอบใช้มาก

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/250s · ISO 640

「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/160s · ISO 640


นอกจากถ่าย Landscape หรือ Portrait แล้ว บ่อยครั้งมักจะเอามาใช้ถ่ายพวกดอกไม้หรือถ่ายเจาะๆ การที่มีระบบกันสั่นทำให้การใช้งานค่อนข้างยืดหยุ่นทีเดียว แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มไม่ค่อยมีแสง การมีกันสั่นในเลนส์ก็ช่วยให้สามารถเก็บภาพเมื่อมีข้อจำกัดของ "ISO และ Shutter Speed" โดยภาพนี้ถ่ายดอกซากุระช่วงเย็นระหว่างรอชมการชมงานประดับไฟสุดอลัง "Nabana no Sato (なばなの里)"


「EF 70-300mm f/4-5.6L IS USM」 — f/5.6 · 1/250s · ISO 1600

ช่วงกลางคืนของงาน "Nabana no Sato Winter Illumination" เทศกาลประดับไฟอันโด่งดังของญี่ปุ่น กลับมาที่เลนส์ "EOS RF 24-105 F/4L IS USM" ที่สามารถซื้อเป็นชุด Kits พร้อมกับบอดี้ ความคมและสีสันถือว่าถูกใจเช่นกัน ภาพทั้งหมดใช้มือเปล่า เนื่องจากตอนค้นหาข้อมูลพบว่าทางงานไม่อนุญาตให้กางขาตั้งกล้อง (แต่ก็เห็นนักท่องเที่ยวบางคนนำเข้าไป) ถือว่าสามารถถ่ายออกมาอย่างที่เห็นโดยไม่มีขาตั้งกล้อง โดยการปรับ ISO ตามสภาพแสงในแต่ละจุด ถือว่ากันสั่นสามารถพึ่งได้ประมาณหนึ่ง โดยภาพด้านล่างใช้ความไวชัตเตอร์เพียง "1/15 วินาที"


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/5.6 · 1/15s · ISO 3200

รูปด้านล่างเป็นช่วงไฮไลท์การแสดงแสงสีประกอบเสียงของงาน เสียดายฝนเทลงมาจึงไม่ทันได้เปลี่ยนเป็นเลนส์ที่กว้างขึ้น จะได้เก็บรายละเอียดของบรรยากาศได้เต็มอิ่มกว่านี้

「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/125s · ISO 3200

ด้วยความที่กล้องมีขนาดเล็ก จึงสะดวกที่จะพกพาออกไปเดินเล่นกลางคืนโดยไม่สะดุดตาหรือเกะกะ ตอนเดินจากโรงแรมย่าน "สถานีรถไฟนาโงยะ (Nagoya Station, 名古屋駅)" ไปยังร้านสะดวกซื้อบริเวณฝั่งตรงข้าม ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจออกมาถ่ายรูป ก็ห้อยคอออกมาด้วยแล้วก็ใส่เสื้อหนาวคลุม จึงเป็นข้อได้เปรียบกว่ากล้องใหญ่ สามารถยกขึ้นมาถ่ายได้เมื่อต้องการ แล้วก็คุณภาพก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจครับ ด้วย "ISO 3200" หากดูภาพจาก Raw File พวกสายขุดไฟล์ก็จะเห็นนอยส์บ้าง เวลาปรับไฟล์จึงต้องใช้โปรแกรมช่วยลบนอยส์ตาม แต่เมื่อกล้องแปลงเป็น JPG กล้องก็จะมีช่วยจัดการเรื่องนอยส์ให้เรียบร้อยได้ประมาณหนึ่งแลกกับความคมชัดบางส่วน โดยส่วนตัวอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ครับ


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/30s · ISO 3200


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/200s · ISO 3200


วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ แวะไปชม "Flight of Dreams" นิทรรศการเพียงแห่งเดียวของเครื่องบิน "Boeing 787" อยู่บริเวณ "สนามบินชูบุเซ็นแทรร์ (Chubu Centrair International Airport, 中部国際空港)" ภายในตัวงานจะมีแสงค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะช่วงการแสดงแสงสีตระการตาโดย "teamLab" จนบางครั้งต้องปรับใช้ความไวแสงถึง "ISO 5000" ตามที่เห็นในภาพด้านล่าง


「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/4.0 · 1/13s · ISO 5000


「EF 17-40mm f/4L USM」 — f/4.5 · 1/25s · ISO 3200

ถ่ายพระอาทิตย์ตกบริเวณจุดชมเครื่องบิน ที่ "Focal Length" ระยะ 105 mm ก็จะได้ช่วงซุมเทเลแบบพอดี เหมาะสำหรับเลนส์เที่ยวตัวเดียวจบ ที่พอทดแทนเลนส์ระยะเทเลได้ประมาณหนึ่ง


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/4000s · ISO 400

สำหรับมุมกว้าง ช่วงระยะ "Focal Length" ที่ 24 mm ของเลนส์ก็ไม่ถือว่าแคบ ถ่ายออกมาก็เห็นมุมกว้างได้พอสมควร อันนี้บริเวณภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย


「RF 24-105 F/4L IS USM」 — f/4.0 · 1/30s · ISO 2000


บทสรุปสำหรับกล้องตัวนี้ หลังจากได้ลองใช้ประมาณสิบกว่าวันช่วงทริปที่ญี่ปุ่น โดยรวมถือว่าตอบโจทย์สำหรับการเดินทางไปเที่ยวเป็นอย่างมาก ตั้งแต่น้ำหนักที่เบาและฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ที่มีให้อย่างครบครัน จนทำให้ทริปนี้กล้องใหญ่ "EOS 5D Mark IV" ที่พกมาด้วยต้องนอนพักผ่อนอยู่ที่ตู้นิรภัยในห้องพักทุกวันไม่ได้หยิบออกมาถ่ายแม้แต่ใบเดียว ภาพทุกรูปที่ได้จากกล้องตัวจิ๋วไร้กระจกที่มาแบบฟูลเฟรม "EOS RP" นี้สามารถถ่ายได้ตามที่หวังไว้ในทุกสภาวะตามที่เห็นข้างบน จัดได้ว่าเป็น "ของมันต้องมี" ซะแล้ว ทริปนี้เลยเหมือนป้ายยาตัวเองกันเลยทีเดียวครับ

ด้วยน้ำหนักกล้องที่เบาบวกกับอายุที่มากขึ้น ทำให้รู้สึกปวดหลังเมื่อต้องแบกกล้องนานๆ ดังนั้นพอได้กล้องตัวเล็กนี้มาใช้จึงรู้สึกเหมือนฟ้าประทาน ทำให้บรรเทาปัญหาตรงนี้เป็นอย่างมาก สามารถห้อยคอไปได้ตลอดเวลาโดยไม่ถือว่าเกะกะมากนัก สามารถจับถือกล้องด้วยมือเดียวทำให้เพิ่มโอกาสในการถ่าย โดยเฉพาะในการเดินทางที่บางครั้งต้องลากกระเป๋าเดินทางไปด้วย หรือบางทีต้องจูงมือลูกพร้อมกัน หากใครมีแฟนก็ยังมีมือว่างพอที่จะจับมือแฟนไประหว่างที่กำลังยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพอีกด้วย "ง่อวววว...ว์"

ว่าแล้วจึงขอจบประสบการณ์การใช้งานกล้อง "EOS RP" แบบคร่าวๆ ไว้ตรงนี้ อีกไม่นานจะรีบทะยอยเล่าบันทึกการเดินทางในแต่ละวันจากทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ต่อแบบเจาะลึกละเอียด หวังว่าจะถูกใจกัน โดยเฉพาะคนที่กำลังวางแผนเที่ยวสำหรับลูกและครอบครัวครับ


อ่านจบแล้ว ยังไงรบกวนฝากติดตามกัน — Facebook/ Instagram — ผ่านช่องทางนี้ได้ครับ เดี๋ยวจะรีบเขียนบันทึกการเดินทางแบบแยกแต่ละวัน แล้วนำมาเล่าสู่กันฟังจะได้แวะผ่านมาเที่ยวด้วยกันอีก ตอนนี้ถือเป็นการอุ่นเครื่อง พร้อมเล่าประสบการณ์จากกล้องตัวใหม่นี้ไปเป็นออร์เดิร์ฟกันก่อน "ขอบคุณครับ"


Movie Poster



ความคิดเห็น