ขึ้นไปดู "Shadow of Mt.Fuji" บน "ภูเขาไฟ Fuji" (ขึ้น Gotemba/ลง Subashiri) รีวิวโดย PP TwoGether

สวัสดีชาว Read me ทุกคนนะคะ รอบนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปปีน "ภูเขาไฟฟูจิ" หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" กัน ซึ่งภูเขาไฟฟูจินั้นได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน ประเทศญี่ปุ่น มีความสูงราวๆ 3,776 เมตร โดยการปีนภูเขาไฟนั้นจะเปิดให้ปีนได้แค่ช่วงหน้าร้อนเท่านั้น คือต้นเดือน ก.ค – ต้นเดือน ก.ย.

ขึ้นไปดู "Shadow of Mt.Fuji" บน "ภูเขาไฟ Fuji" (ขึ้น Gotemba/ลง Subashiri)

ขึ้นไปดู "Shadow of Mt.Fuji" บน "ภูเขาไฟ Fuji" (ขึ้น Gotemba/ลง Subashiri)

 วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20.24 น.

 วันที่เดินทาง 9 ส.ค. 2562

สวัสดีชาว Read me ทุกคนนะคะ รอบนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปปีน "ภูเขาไฟฟูจิ" หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" กัน ซึ่งภูเขาไฟฟูจินั้นได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน ประเทศญี่ปุ่น มีความสูงราวๆ 3,776 เมตร โดยการปีนภูเขาไฟนั้นจะเปิดให้ปีนได้แค่ช่วงหน้าร้อนเท่านั้น คือต้นเดือน ก.ค – ต้นเดือน ก.ย. แค่นั้นเอง

โดยทริปนี้เริ่มต้นจากเราและสมาชิกรวม 5 คน ซึ่งเป็นเหยื่อการตลาดของบรรดาตั๋วโปรทั้งหลายซึ่งจองข้ามปีกันเลยทีเดียว ในรอบนี้เราได้ตั๋วของสายการบิน Scoot ในราคาไปกลับ 6 พันกว่าบาท เดินทางวันที่ 9 - 12 ส.ค.62 ( 3 วัน!! เพื่อฟูจิคนเดียว!! ) แถมใช้ Dreamliner บินอีกต่างหาก ถือว่าคุ้มฮะ

ขอเกริ่นสักหน่อย เส้นทางการเดินขึ้น "ฟูจิ" นั้น หลายๆคนอาจทราบแล้วว่ามีทั้งหมด 4 เส้นทาง คือ

1. Yoshida trail : ระยะทางขึ้น 7.5 กม./ลง 7.6 กม. เริ่มต้นจาก Fuji-Subaru Line 5th Station เส้นนี้ถือเป็นเส้นทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยว มีจุดพักและที่พักหลายที่ให้เลือก และตั้งแต่สถานีที่ 8 ขึ้นไปมีการใช้เส้นทางร่วมกับเส้น Subashiri trail (จากโตเกียวลง Kawaguchiko หรือ Fujisan Stations)

2. Subashiri trail : ระยะทางขึ้น 7.8 กม./ลง 6.2 กม. เริ่มต้นจาก Subashiri Trail 5th Station เส้นทางนี้จากสถานีที่ 5 จนเกือบๆสถานีที่ 7 นั้นจะปกคลุมด้วยต้นไม้ใบหญ้าซึ่งเส้น ทางอื่นไม่มีจึงมีความร่มรื่นพอให้หายร้อนได้ และตั้งแต่สถานีที่ 8 ขึ้นไปมีการใช้ เส้นทางร่วมกับเส้น Yoshida trail (จากโตเกียวลง Gotemba หรือ Shinmatsuda Station)

3. Gotemba trail : ระยะทางขึ้น 11 กม./ลง 8.5 กม. เริ่มต้นจาก Gotemba Trail New 5th Station เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ระยะไกลที่สุดเพราะสถานีที่ 5 ที่เริ่มต้นนั้นจะอยู่ต่ำสุดคือ 1,450 เมตร เท่านั้น และตลอดเส้นทางการเดินนั้นจะเป็นหินภูเขาไฟเกือบทั้งหมด และมีจุดพักเพียงแค่ 2-3 ที่ (จากโตเกียวลง Gotemba Station)

4. Fujinomiya trail : ระยะทางขึ้น 5 กม./ลง 5 กม. เริ่มต้นจาก Fujinomiya Trail 5th Station เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขึ้นลงที่ระยะสั้นที่สุด และมีจุดพักทุกสถานี (จากโตเกียวลง Mishima, Fuji, Shin-Fuji หรือ Fujinomiya Stations)

ซึ่งทุกเส้นทางนั้นจะมี Mountain bus ให้บริการจากสถานีรถไฟหลักของสถานที่นั้นๆ ไปยังสถานีที่ 5 ของแต่ละรูท สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fujisan-climb.jp/en/index.html


เอาล่ะเกริ่นมาพอสมควรแล้ว โจทย์ของเราในทริปนี้คือเราจะเดินขึ้นทาง “Gotemba Trail” และลงทาง “Subashiri Trail” จุดประสงค์คืออยากจะท้าทายตัวเองนี่แหละไม่มีอะไรมาก เพราะเส้น Gotemba คือเส้นที่เดินไกลที่สุดระยะทางยาวที่สุด ส่วนเส้น Subashiri คือเส้นที่ได้ชื่อว่าตอนลงนี่มันส์อย่าบอกใคร อีกอย่างคือเราสามารถกลับโตเกียวได้จาก Gotemba Station ได้จากทั้ง 2 เส้นทาง


"แผนที่แสดงเส้นทางต่างๆ ใครสะดวกเส้นไหนจัดไป !!"


การจองที่พักบนฟูจิ

มาว่าด้วยเรื่องการจองที่พัก กว่าเราจะระลึกได้ว่าต้องจองที่พักนั้นก็เกือบจะสายไปซะแล้ว ด้วยความที่ชะล่าใจไปหน่อย เพราะวันที่เราจะเดินขึ้นนั้นคือวันเสาร์ซึ่งคนจะแน่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แถมวีคที่เราไปนั้นอยู่ในช่วงที่คนญี่ปุ่นออกมาปีนเขากันเยอะที่สุด และที่พักบน Gotemba trail route นั้น มีเพียงแค่ 2-3 ที่ซึ่งอยู่ตามชั้น 7 และ 8 ซึ่งเราก็กางลิสและไล่จองทุกที่บนเส้น Gotemba ทั้งจากเว็บ, Email และโทรทางไกลซึ่งทุกที่เต็มหมด แถมเรายังไล่ดูที่พักในเส้นทางอื่นด้วยเพราะทำใจไว้เหมือนกันว่าอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นเดินเส้นอื่นแทน สุดท้ายเราเลยได้ที่พักแห่งหนึ่งที่ตอบ Email กลับมาว่าว่างพอดีคือ "Chojo Fujikan" ซึ่งอยู่บน Station 10 นั่นคือบริเวณ "ปากปล่องฟูจิ" เลย (ค่าที่พักตกหัวละ 9,000 เยน รวม Dinner และ Breakfast/จ่ายเงินสดตอนเข้าพักเท่านั้น)


ด้วยความที่ที่พักเราอยู่ Station 10 นั่นหมายความว่าเราต้องเดินรวดเดียวจากชั้น 5 ถึงชั้น 10 แบบรวดเดียวเลย ตอนนั้นในใจคิดจะรอดมั้ย เพราะสมาชิกในกลุ่มบางคนไม่เคยผ่านการเดินเขาเดินป่าหรือ Trek ใดๆ ทั้งสิ้น และอีกความท้าทายหนึ่งคือเราต้องรีบเดินให้ไปถึงชั้น 10 ก่อน 6 โมงเย็น เพราะเค้าจะรับเช็คอินถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น และประตูโรงแรมก็จะปิดตอน 1 ทุ่ม ถ้าไปช้ากว่านี้ก็อดจ้า 5555 "แต่เราจะเล่าข้อดีของการพักชั้น 10 ให้ฟังทีหลังว่าคืออะไร แต่คิดว่าเพื่อนหลายคนคงจะพอเดาออก"


ปล. จริงๆ แล้วตามลิสโรงแรม Fujikan นั้นจะอยู่ในเส้นทาง Fujinomiya Trail แต่ก็สามารถขึ้นจากเส้น Gotemba Trail ได้เช่นกันใช้เวลาแค่นิดเดียว


"List ที่พักบนฟูจิ"

สามารถอัพเดทข้อมูลที่พักเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fujisanclimb.jp/en/hospitality/mountain_huts_and_toilets.html



การเตรียมตัว

เราแพ็คกระเป๋าไปแบบเต็มมาก เพราะแอบกังวลสภาพอากาศที่หลายคนเคยบอกว่าจะมีทั้งอากาศหนาว,ลม, ฝน หรือถึงขั้นอาจจะเจอพายุ ซึ่งจริงๆ แล้วผิดคาดมาก ช่วงที่เราไปอากาศดีสุดๆ ฝนตกลมแรงไม่มีเลยโชคดีมากๆ แต่ก็เอาน่ะเตรียมไปเผื่อไว้น่ะดีแล้วค่ะ เพราะอะไรก็คาดเดาไม่ได้ กันไว้ดีกว่าแก้เนอะ เราจะลิสของที่จำเป็นๆ ไว้ให้นะคะว่าอะไรควรเอาไปบ้าง

"รายการสิ่งที่ควรจะนำขึ้นไป"

Trip Plan

ด้วยเวลาเรามีจำกัดเพราะทริปนี้จุดประสงค์คือมาเพื่อฟูจิเท่านั้นแพลนเราเลยเป็นอย่างที่เห็น เพื่อนๆสามารถปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มวันได้ตามใจชอบเลย


Day 1 (9 ส.ค.62)

- ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเที่ยวบิน TR868 เวลา 00.45น.

- เดินทางถึงสนามบินนาริตะ ญี่ปุ่น เวลาประมาณ 09.00น.

- นั่ง NEX ไปสถานี Shinjuku (ค่ารถคนละ 3,390เยน) เพื่อต่อรถบัส Odakyu Hakone Highway Bus ที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal ลงสถานี Gotemba Station (ค่ารถคนละ 1,680 เยน)

- เข้าพักโรงแรม The Gotembakan แถว Gotemba Station (ค่า รร. 29,000 เยน/3 ห้อง)


Day 2 (10 ส.ค.62)

- นั่ง Taxi ไป Gotemba 5th Station (ค่ารถ 5,600 เยน ตามมิเตอร์)

- เดินหวานเย็นไป 10th Station

- เข้าพักที่โรงแรม Fujikan บนชั้น 10 (คนละ 9,000 เยน รวม Dinner & Breakfast)


Day 3 (11 ส.ค.62)

- ดูพระอาทิตย์ขึ้น & เดินรอบปากปล่องฟูจิ

- เดินลงเส้น Subashiri Trail ไปยัง Subashiri 5th Station

- นั่ง Mountain Bus กลับ Gotemba Station (ค่ารถคนละ 1,540 เยน)

- ต่อรถบัส Odakyu จาก Gotemba Station ไปลง Shinjuku Express Bus Terminal (ค่ารถคนละ 1,680 เยน)

- เข้าพักโรงแรม Tokyo Ueno New Izu Hotel (มีเวลาช๊อปปิ้งเหลือๆ)(ค่า รร. 27,000 เยน/2 ห้อง)


Day 4 (12 ส.ค.62)

- ขึ้น Keisei Skyline ไปสนามบินนาริตะ /เดินทางกลับกรุงเทพ TT (เครื่องออก 10.00น.)



Day 1

หลังจากถึงสนามบินนาริตะในช่วงเช้าประมาณ 09.00น. แล้ว เราต้องนั่งรถไฟไปลง Shinjuku เพื่อขึ้นรถบัส Odakyu Hakone Highway Bus ไปลง Gotemba Station ซึ่งเป็นจุดเริ่มการเดินของเรา โดยในครั้งนี้เราใช้บริการ Narita Express (NEX) เพื่อไปลงสถานี Shinjuku


จาก Shinjuku Station นั้น เราต้องเดินไปขึ้นรถบัสที่ Shinjuku Express Bus Terminal ซึ่งอยู่ติดกับตัวสถานีรถไฟเลยหาไม่ยาก ส่วนตั๋วรถบัสนั้นเราสามารถซื้อได้จาก Machine หรือกับเค้าเตอร์ขายตั๋วก็ได้ โดยบนตั๋วจะระบุเวลาออกและที่นั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

"ตั๋วรถบัส"


เราใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ครึ่ง จากสนามบินนาริตะไป Shinjuku และใช้เวลานั่งรถบัสจาก Shinjuku Express Bus Terminal ไป Gotemba Station อีกประมาณ 2 ชม. เท่ากับว่าวันแรกของเราใช้ไปกับการเดินทางอย่างเดียว

ในที่สุดประมาณบ่ายสามโมงเราก็ถึง Gotemba Station จริงๆแล้วเพื่อนๆ สามารถเดินทางมาที่ได้ได้จากรถไฟ JR เช่นกันค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบการต่อรถไฟหรือเปลี่ยนสถานีในญี่ปุ่น เลยเลือกใช้การนั่งรถบัสแบบรวดเดียวถึงดีกว่า

"ถึงแล้ววว"


"ที่จอดรถบัสจะอยู่ด้านหลังสถานี Gotemba Station"


"จากที่จอดรถบัสเดินมาทางด้านหน้าก็จะพบกับ JR Gotemba Station"


"หันหลังใน JR Gotemba Station ก็จะเจอโรงแรงที่เราจะพักในคืนนี้ Hotel Gotemba"


"สภาพภายในห้องนอน"

หลังจากเราเช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมาหาอะไรกินแถวๆ ที่พัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดตอนเย็น แล้วก็หาซื้อน้ำซื้อเสบียงเพื่อพกไปกินระหว่างทางในวันพรุ่งนี้ด้วย และรีบเข้านอนเพื่อเอาแรง


ตามแผนเราแพลนจะเริ่มเดินตอน 6 โมงเช้า เพราะเราได้คำนวนเวลาคร่าวๆ ไว้ว่าเราอาจจะใช้เวลา ถึง 10-11 ชม. ในการที่จะเดินรวดเดียวไปจนถึงชั้น 10 เพื่อที่จะให้ไปถึงที่พักและทันเช็คอินภายในเวลา 6 โมงเย็น ซึ่งรอบ Moutain Bus รอบแรกที่จะออกจาก Gotemba Station นั้นออกตอนเวลา 07.35น. กว่าจะถึง Gotemba 5th Station ก็ 8 โมงกว่าไปแล้ว ถ้าเริ่มเดินตอน 8 โมงกว่า ถึงชั้น 10 ไม่ทันแน่ๆ

ดังนั้นเราเลยเลือกที่จะใช้บริการ Taxi โดยให้ โรงแรงมโทรจอง Taxi ให้ตั้งแต่ตอนเย็น นัดให้มารับตอนตีห้า เพื่อไปยัง Gotemba 5th Station ไปๆมาๆ ค่า Taxi พอหาร 5 แล้วถูกกว่าค่ารถบัสอีก อิอิ แถมเร็วกว่าด้วย

เอาล่ะได้เวลานอนเอาแรงแล้วววว ZZZ


Day 2

ตีสี่ครึ่งฟ้าก็สว่างแล้ว เราทยอยลงมาเช็คเอ้าท์ รวมถึงฝากกระเป๋าและของที่ไม่จำเป็นในการเดินขึ้นไว้ที่โรงแรมก่อน โดยจะมารับกลับในวันที่เดินลงมาแล้ว (หากใครไม่ได้พักโรงแรมนี้หรือโรงแรมอยู่ไกล ก็สามารถฝากกระเป๋าไว้ในตู้ Locker ซึ่งอยู่บนสถานี Gotemba Station ได้เช่นกันค่ะ)

"ตีห้าเป๊ะ Taxi ก็มาถึงโรงแรม"


ใช้เวลานั่ง Taxi ประมาณ 20-30 นาทีก็ถึง Gotemba 5th Station คนน้อยมากๆ บริเวณนั้นจะมีเต้นท์เล็กๆ ซึ่งเป็นจุดให้บริการและ Donate หากใคร Donate ก็จะมีเข็มกลัดเป็นที่ระลึกให้ (1,000 เยน)

"จุดเริ่มเดิน"


"เข็มกลัดที่ระลึกเมื่อบริจาค Gotemba Route สีเขียว"


ก่อนเริ่มเดินเรารีบอัดอาหารเช้าที่เตรียมไว้รองท้องก่อนเลย เพราะไม่รู้ว่าจะถึงจุดพักอีกเมื่อไหร่ พออัดเข้าท้องเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเริ่มเดิน เราเริ่มสตาร์ทตอน "ตีห้าสี่สิบห้า"


ผ่าน Gate มาปุ๊ปเราก็จะเจอวิวน้อง "ฟูจิซัง" ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเลย มันยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ในใจก็คิดนี่เราต้องไปบนนั้นจริงๆ ใช่มั้ย ป.ล. ระยะแรกจะเจอต้นไม้ใบหญ้าแค่ตรงนี้จริงๆ เท่านั้น


"สบายๆ เดินเรื่อยๆ"


ในช่วงแรกของการเดินนั้น เดินไปเพียงไม่นานก็จะพบกับจุดพักแรก คือ Oishi-chaya จุดพักแรกมาเร็วจนเราไม่ได้แวะพักเลย เพราะว่าเหงื่อยังไม่ทันได้ออกซักหยด 555 ณ จุดพักตรงนี้ก็จะมีร้านค้า ร้านขายของเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ได้กินเงินเราหรอกตรงนี้น่ะ


"อีก 100 เมตรจะถึง Oishi-chaya" มีป้ายตลอดนะจ๊ะไม่ต้องกลัวหลง


"นั่นไงเห็นหลังคาไวๆ"


"ถึงละจุดพักที่ไม่ได้พัก"


"มีที่ให้นั่งพักด้วย...แต่จุดหมายเราอีกยาวไกล..ไปดีกว่า"


เราเริ่มเดินต่อจากจุดพัก Oishi-chaya ซึ่งหลังจากจุดนี้เป็นต้นไป เราแทบจะไม่ได้พบกับความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้าอีกเลย ตลอดทั้ง 2 ข้างทางล้วนเต็มไปด้วยหินหรือดินภูเขาไฟทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดตลอดเส้นทางนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากถึงมากที่สุด รวมถึงรองเท้าที่ต้องใช้ในการเดินอาจจะต้องเป็นรองเท้าที่เหมาะแก่การปีนเขาหรือต้องอยู่ในสภาพดีจริงๆ เพราะพื้นที่เต็มไปด้วยหินภูเขาไฟนั้น เดินยากมาก บางช่วงเดิน 2 ก้าวไถลลง 1 ก้าว คิดย้อนไปแล้วเหนื่อยจริงๆ แต่ช้าก่อน...Trekking pole ช่วยคุณได้นะจ๊ะ จะใช้อันเดียวหรือ 2 อันแล้วแต่เลย


" 2 ข้างทางก็เป็นอย่างที่เห็น"


"หินภูเขาไฟนี่มันร่วนจริงๆ"


"ทฤษฎีรองเท้าปีนเขาของเราใช้ไม่ได้กับคนญี่ปุ่นคนนี้ พี่แกเล่นรองเท้าแตะหนีบ นับถือเลย"


"ตัดภาพมาที่รองเท้าเรา เป็นสีเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย จนลืมไปแล้วว่าสีจริงคือสีอะไร"


"นี่เราอยู่ที่ความสูง 2,000 เมตรแล้วหรือนี่ แต่เอ๊ะยอด Summit สูงเท่าไหร่น้าาา"


จากจุดความสูง 2,000 เมตรไปจนถึงสถานีที่ 6 ทางเดินก็เริ่มเป็นแบบซิกแซกไปเรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดจนทำเอาเราท้อมากๆ แถมสภาพพื้นหินภูเขาไฟนั้นตัดกำลังเราอย่างมาก และบางช่วงก็เป็นพื้นหินที่เป็น Step ต้องออกแรงเดิน แต่ก็โชคดีหน่อยที่สภาพอากาศยังเป็นใจ ทำให้เรายังเดินต่อได้ แค่เหนื่อยเมื่อไหร่ก็หยุดพักแค่นั้นเอง


"เหนื่อยนักก็พักก่อน"

หลังจากซิกแซกๆ มาเรื่อยเราก็ถึง "สถานีที่ 6" ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปิดไปแล้วเนื่องจากโดนหินถล่ม เราเลยได้แค่นั่งกินขนมนมเนยเพื่อเอาแรงมันข้างๆ นี่แหละ ณ จุดนี้มีเพื่อนร่วมพัก 10 กว่าคน


"ว่างตรงไหน นั่งตรงนั้น"


"ตรงนี้น่าจะเคยเป็นห้องน้ำ (มั้ง)"



หลังจากพักเอาแรงเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มออกเดินกันต่อ หลังจากสถานีที่ 6 เป็นต้นไปนั้น ทางจะเริ่มชันขึ้น ทางจะเป็นหินก้อนที่เป็น Step ซะส่วนใหญ่ แถมยังคง Concept แบบซิกแซกไปเรื่อยๆ เห้อออ... ทำไม่ไม่ทำทางตรงตัดขึ้นไปเลยน้าาาา


จากตรงนี้ไปอากาศเริ่มดี ไม่ค่อยมีแดดมากนัก แถมยังมีหมอกพัดมาเป็นระยะๆ แต่นั่นแหละมันก็ไม่ได้พัดเอาความเหนื่อยของพวกเราไปเลย เรายังคงเดินไปพักไปอย่างต่อเนื่อง


เมื่อเริ่มขึ้นที่สูงสภาพอากาศก็จะเริ่มเบาบาง น้องในกลุ่มบางคนเริ่มร้องไห้งอแงอยากกลับบ้าน และบางคนเริ่มเผชิญอาการปวดหัวหรือ Altitude Sickness ซึ่งการเดินเขาในครั้งนี้เราไม่ได้เตรียมกินยา Diamox มาเลยเพราะคิดว่าน่าจะเอาอยู่ แต่สุดท้ายก็เจอโรคนี้จนได้ จึงแนะนำเพื่อนๆ ให้เตรียมกินยาไปก่อนจะดีกว่า เพราะร่างกายแข็งแรงใช่ว่าจะไม่เจอ


"สูง 3,000 เมตรแล้ววว"


"เหมือนเห็นสถานีที่ 7 อยู่ไวๆ"


"สถานีที่ 7 ปิดอีกตามเคย ...จุดพักดีดีอยู่ที่ไหนกัน"


"บางกลุ่มพกแก๊สกระป๋องมานั่งดริปกาแฟ ชิลไปอีก"


ตรงสถานที่ 7 เราไม่ได้หยุดแวะพัก เราเริ่มเดินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้นานแค่ไหนก็ถึง Waraji-kan ซึ่งเป็น Mountain hut แห่งแรกที่เราเจอ ซึ่งเป็นทั้งที่พัก (ที่เคยจองแล้วเต็ม) และขายอาหาร ตั้งอยู่ประมาณสถานีที่ 7.5 เราเลยได้แวะเพื่อพักและสั่งมาม่ามากินคนละคัพ ไม่อยากจะบอกเลยว่าราคามาม่านั้นสูงตามระดับน้ำทะเลยจริงๆ แต่เอาน่าเพื่อความอยู่รอดของเรา อ้อ...ลืมบอกไปน้ำเราพกขึ้นไปคนละ 2 ลิตร นะคะ แต่ก็หมดตอนเดินขึ้นถึง Summit พอดี ตอนลงก็ต้องซื้อจากด้านบนกลับลงไป

ปล. หากใครจะเข้าห้องน้ำก็สามารถเข้าได้จากที่นี่เช่นกันในราคาเพียงแค่ 300 เยนเท่านั้นเอง!!!


"ใครมีไม้พลองก็สามารถประทับตราได้ที่นี่ ราคาไม่ทราบแฮะว่าเท่าไหร่"


"ที่นั่งเก๋มากๆ"



"แค่นี้ก็ฟินแล้ว"


เราใช้เวลาตรง Waraji-kan พักใหญ่ๆ เพราะต้องการพักให้เต็มที่ก่อนเดินต่อ ซึ่งในตอนนั้นต่างคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหนื่อยมากๆ 555


หลังจากที่เราคิดว่าพักพอแล้วก็เริ่มออกเดินต่อ ทางก็ยังคงเป็นแบบเดิม แต่ที่เหนื่อยกว่าเดิมคือสภาพร่างกายบางคนเริ่มไม่ไหว ทำให้ในช่วงหลังเราใช้สปีดในการเดินแบบช้ามากๆ แต่ยังถือว่าอยู่ในเวลาที่เราได้วางแผนไว้


เดินมาได้แบบพักใหญ่ๆ เราก็เจอ "Akaiwahachigo-kan" ที่สถานี 7.9 ซึ่งเป็นทั้งที่พักและขายอาหารเช่นเคย เราแวะพักตรงนี้ซักพักนึง ในใจคิดอีกแค่นิดเดียวเอง สถานีที่ 10 อยู่แค่เอื้อม


"มีปั๊มตราเช่นเคย"


"พักเสร็จก็เดินต่อ"

จากสถานีที่ 7.9 เราเดินไปพักไปเรื่อยๆ ก็ถึงสถานีที่ 8 จากสถานีที่ 8 ในที่สุดเราก็เห็นแสงรำไร ว่าเราเข้าใกล้ความจริงขึ้นทุกที เราไม่รอช้าที่จะรีบจ้ำไปให้เห็นกับตาว่าใช่จริงๆ หรือป่าว สุดท้ายความฝันเราก็เป็นจริงเราถึงปลายทางของเส้น Gotemba Trail แล้ว ซึ่งวิวเบื้องหน้าที่เราเห็นนั้นจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟพอดี แต่มันยังไม่ใช่จุดสูงสุดซะทีเดียว ยังมีต่ออีกนิด


"เหยยย เค้ามุงอะไรกันอ่ะ อ๋อ...ปากปล่องภูเขาไฟน่ะเธอ"


"อ๋อ...มันเป็นแบบนี้นี่เอง"

จากจุดปากปล่องแรกนี้เราต้องเดินขึ้นไปทางซ้าย เพื่อที่จะไปเจอกับปลายทางของเส้น Fujinomiya เพราะว่าโรงแรมเราอยู่ตรงนั้น ซึ่งเดินแค่นิดเดียวก็ถึง


ที่พักของเราคือ "Chojo Fujikan" ซึ่งอยู่บริเวณชั้น 10 ของภูเขไฟฟูจิ ด้านข้างจะเป็นไปรษณีย์ที่นักท่องเที่ยวสามารถส่งโปสการ์ดจากที่นี่ได้


เราถึงที่พักกันตอน 17.15น. รวมใช้เวลาเดินจากชั้น 5 ถึงชั้น 10 ก็เกือบๆ 12 ชม. หรือ ครึ่งวัน!!! ยาวนานมากๆ แต่อย่างน้องก็ยังทันเวลาเช็คอิน ภูมิใจ๊ภูมิใจ ยิ่งตอนเห็นที่พักเหมือนกับว่าเห็นแสงสว่าง ที่ปลายอุโมงค์เลยที่เดียว ไม่ได้ล้อเล่นน้าาา


"นี่ไงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์"

ด้านซ้ายคือที่พัก ด้านขวาคือไปรษณีย์ ส่วนรูตรงกลางคือทางเดินรอบปากปล่องภูเขาไข ซึ่งเราจะเริ่มเดินในวันพรุ่งนี้ วันนี้จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น!!


"ไปเช็คอินกันเถอะ"


"บริเวณโรงอาหารหน้าล๊อบบี้ คนแน่นเลย"


หลังจากเช็คอินและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็จะพามาชี้จุดเกิดเหตุที่เราต้องนอนกันในคืนนี้ ซึ่งที่นอนก็จะมีแค่ฟูก ผ้าห่มและหมอนให้ นอนเรียงกันเหมือนเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งแบ่งเป็นห้องๆ ประมาณซัก 6-7 ห้อง นอนได้ห้องละ 30 คน จุดนนี้ใครคิดว่านอนยาก Earplug ช่วยท่านได้ เพราะท่านอาจจะได้ยินเสียงกรนจนนอนไม่ไหลับก็เป็นได้


ส่วนเรื่องห้องน้ำต้องทำใจ มันคือห้องส้วมอย่างเดียวจริงๆ กลิ่นนี่แบบสุดๆ หอม เอ้ยเหม็นอย่าบอกใคร ใครที่ sensitive เรื่องกลิ่นก็อาจจะอ้วกแตกได้ เรื่องน้ำท่าที่ใช้ทำความสะอาดหรืออาบน้ำนั้นไม่มี!! ต้องซักแห้งอย่างเดียว ณ จุดนี้ทิชชู่เปียกมีประโยชน์ที่สุด ใครจะแปรงฟันก็เอาน้ำที่พอมาหรือซื้อเอานั่นแหละแปรงเอา


และสำหรับใครที่ต้องการจะชาร์ตแบตให้เตรียมแบตสำรองมาเผื่อดีกว่า เพราะจริงๆแล้วที่นี่ก็มีที่ชาร์ตแบตนั่นแหละ แต่จะอยู่ในห้องน้ำ ซึ่งก็ไม่รับประกันว่าถ้าเราเอาไปชาร์ตแล้วมันจะหายหรือป่าว เพราะเราเจอกับตัวมาแล้ว กว่าจะหาเจอแทบแย่


"สภาพโถงนอน"



หลังจากเอาของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมารับ Dinner ที่ล๊อบบี้ ซึ่งอาหารเย็นของเรานั่นคือ "ข้าวแกงกะหรี่พร้อมน้ำซุป" สำหรับเราผู้ซึ่งไม่ชอบแกงกะหรี่ทุกชนิดถึงกับร้องจ๊าก เพราะนี่ถือว่าเป็นการกินแกงกะหรี่ครั้งแรกในชีวิต แต่...ก็ต้องจำใจกินเพื่อความอยู่รอด เห้อออ..รสชาดก็พอได้นะ


"แกงกะหรี่มื้อแรกในชีวิต"


เราใช้เวลากินไม่นานเท่าไหร่ ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบ 1 ทุ่มพอดี พนักงานก็เริ่มเดินไปปิดประตูโรงแรม เพื่อไม่ให้ใครเข้ามา ตรงเวลาเป๊ะ พร้อมประกาศว่า Wake up time และ Breakfast จะเริ่มเวลา ตี 4 โอเค รับทราบ!!


"นี่คือข้อดีของการพักชั้น 10 อย่างที่บอกคือเราไม่ต้องตื่นเร็ว เพื่อออกจากที่พักแถวสถานี 7 หรือ 8 เพื่อเดินขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบนชั้น 10 เพราะเราได้เหนื่อยรวดเดียวในวันนี้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็เหลือแค่ตื่นตี 4 เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น และเดินรอบปากปล่องภูเขาไฟ แล้วก็เดินลงได้เลย"


เมื่อได้เวลานักท่องเที่ยวก็เริ่มทยอยเข้าที่นอนของตัวเอง ซักพักไฟในโรงแรมก็ถูกดับลง หลังจากนั้นเราก็ได้ยินเสียงต่างๆ นานา เช่น เสียงกรน ,เสียงคนนั่งอัด Oxygen กระป๋องเข้าปอด ส่วนเรานั้นนอนไม่หลับ เพราะอาการปวดหัวอยากจะร้องไห้ TT


Day 3

หลังจากนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนนั้น ก็ได้เวลาตื่น ไฟในห้องพักก็ถูกเปิด เราก็เริ่มเก็บข้าวของให้เรียบร้อยและลุกออกจากที่นอนเพื่อไปรับ Breakfast ทันที


อาหารเช้าในวันนี้ก็คือข้าวกับปลากระป๋อง(ที่อยู่ในถุง) พร้อมน้ำซุป ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่อยากกินอะไรเลย เพราะปวดหัวสุดๆ กินได้แค่น้ำซุป จนต้องเอาข้าวไปคืนโรงแรม


นักท่องเที่ยวกลุ่มไหนหากพร้อมแล้ว ก็ทยอยออกจากที่พักเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ด้านนอก ณ เวลานั้นอากาศถือว่าเย็น แต่ไม่ถึงกับเย็นมากนัก สำหรับเราใส่แค่ถุงมือกับเสื้อคลุมตัวเดียวก็เอาอยู่


พอเราออกมาด้านนอกโรงแรมก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวอยู่ด้านบนแล้วเยอะมาก เพื่อมารอชมพระอาทิตย์บนเนินที่อยู่บริเวณหน้าโรงแรมพอดี ซึ่งเค้าว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางฝั่ง Gotemba ตรงนี้คนเลยแน่นเป็นพิเศษ ส่วนเรานั้นไม่ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ตรงนั้น เราเดินออกมาเพื่อไปที่ "Kengamine Peak" ที่เป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเขาไฟฟูจิ อยู่ที่ระดับความสูง 3,776 เมตร และจะเดินรอบปากปล่องภูเขาไฟแบบตามเข็มนาฬิกา (จริงๆ ก็ไม่รอบซะทีเดียว) เพื่อไปยังเส้นทางลงของ "Subashiri Trail" ที่เป็นเส้นปะสีแดงในรูป


ในตอนนั้นสมาชิกบางคนก็เลือกที่จะเดินแบบทวนเข็มนาฬิกา เพื่อที่จะไปเจอกันที่ทางลงเส้น Subashiri ซึ่งน้องที่เดินไปทางนั้นก็แอบบ่นว่าเดินเหนื่อยเหมือนกัน ส่วนทางขึ้นไปบน Kengamine Peak นั้นถือว่าเอาเรื่องอยู่ ด้วยความที่ทางชันและลื่น สำหรับเรานั้นเดินยากมากๆ แต่ก็เดินถึงจนได้ เราได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นตรงระหว่างทางก่อนขึ้น Kengamine Peak พอดี


"เจอพระอาทิตย์ขึ้นมาทักทายแล้ว"


" ทางขึ้นไป Kengamine Peak"


"ปากปล่องแบบชัดๆ"


เมื่อเราถึง Kengamine Peak แล้วเราใช้เวลาไม่นานเพราะด้านบนคนเยอะมาก เราเลยเดินลง Peak อีกฝั่งนึงทันที เพื่อวนรอบปากปล่องภูเขาไฟ



ระหว่างทางที่เดินรอบปากปล่องนั้น เป็นเพียงเส้นทางแคบๆ ที่ต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง แต่ก็สามารถเดินสวนได้ แต่ก็ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการเดิน เพราะบางช่วงก็เป็น Slope มีเพียง แค่เชือกกั้นเท่านั้น


"มองย้อนกลับไปที่ Kengamine Peak"

เมื่อเราเดินเรื่อยๆ จาก Kengamine Peak นั้น เราก็พบนางเอกของทริปนี้ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์เลยก็ว่าได้ ตัวเราเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเจออะไรแบบนี้ นั้นก็คือ "Shadow of Mt.Fuji" ภาพที่เราเห็นคือเงาของภูเขาไฟฟูจิที่เราคุ้นตาตามที่ต่างๆ หรือไม่ว่าจะเป็นบนขวดชาเขียว กลับทอดยาวลงสู่ท้องฟ้าด้านล่าง เป็นสามเหลี่ยมแบบภูเขาอย่างพอดิบพอดี จนแทบเราไม่อยากจะเดินหนีไปไหนเลย ความรู้สุกแบบมันมหัศจรรย์และดูยิ่งใหญ่มากๆ คุ้มมากจริงๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยที่ขึ้นมาถึงบนนี้ได้


"Shadow of Mt.Fuji"


จาก Shadow of Mt.Fuji ที่เราเสพภาพจนหนำใจแล้ว เราก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ จนใกล้ถึงทางลงเส้น Subashiri คนเริ่มหนาแน่น มีร้านค้าขายของที่ระลึกและร้านอาหาร ซึ่งคนเต็มทุกร้าน


เราใช้เวลาเดินจาก Kengamine Peak มาจนถึงจุดทางลงเส้น Subashiri ประมาณ 40 นาที หากใครต้องการเดินครบรอบแบบพอดิบพอดีอาจจะต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง


"ร้านขายของที่ระลึก"


เราไม่ได้ใช้เวลาตามร้านของที่ระลึกเลยด้วยความที่คนค่อนข้างเยอะ อีกอย่างเราต้องการทำเวลาเพื่อลงเขา เพื่อที่จะได้มีเวลากลับไปช็อปปิ้งที่โตเกียวต่อ


เอาล่ะได้เวลาลงแล้ว ในช่วงแรกๆนั้น ทางลงเส้น Yoshida และ Subashiri จะใช้ร่วมกันคนเลยมีเพื่อนลงเยอะแยะไปหมด ช่างต่างจากเส้นที่เราเดินขึ้นมาจริงๆ


"มนุยษ์ มนุษย์"


เมื่อเดินไปสักระยะหนึ่งก็จะเจอทางแยกเพื่อเข้าเส้นทางที่ตัวเองต้องการลงรับรองไม่มีหลงแน่นอนมีบอกระยะทางชัดเจน ส่วนเส้น Subashiri นั้น 4.3 กม. หมูๆ




"ใครมาผิดทางก็ย้อนกลับนะจ๊ะ"


หลังจากที่เราแยกเพื่อเข้าเส้น Subashiri นั้นคนเริ่มบางตาลง ความสนุกของเราก็เริ่มขึ้น เพราะตลอดเส้นทางนั้นเป็นหินภูเขาไฟทั้งหมด บางช่วงนั้นเราทั้งวิ่งทั้งสไลด์ลงกันอย่างสนุกสนาน ทำเวลาในการลงได้ดีมากๆ ณ จุดนี้สิ่งที่จำเป็นคือ Gaiter หรือถุงกันกรวด เพราะแค่เดินเฉยๆ หินก็เข้ารองเท้าได้ การลงเส้นทางนี้ถือว่ามันส์มากๆ ใครต้องการทำเวลาในการลงแนะนำเลยเส้นนี้


"เริ่มออก Step"


"ทางลงอันแสนเวิ้งว้าง"



"ฝุ่น ฝุ่น"


"วิ่งสู้ฟัด"


"หน้ากากกันฝุ่นจำเป็นนะ"


"รีวิวการลงที่ถูกต้อง"


"เริ่มเห็นความเขียว"

เมื่อเริ่มถึงตีนเขาก็เริ่มเห็นความร่มรื่นของต้นไม้ในเส้นนี้ ใจเริ่มชื้นว่าใกล้ถึงแล้ว


"วิวฟูจิซังจากเส้น Subashiri


"ทางขึ้นเลี้ยวซ้าย ทางลงเลี้ยวขวา" เราเลี้ยวขวาสิจ๊ะรออะไร

"ถึงแล้วววว"


ในที่สุดเราก็มาถึง Subashiri 5th Station โดยใช้เวลาลงจากชั้น 10 ประมาณ 3 ชม.!!! ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ 3 ชม. จริงๆ เริ่มลงตอน 6 โมงเช้า ถึงตอน 9 โมงเช้า สำหรับเรามันคือเร็วมากๆ เมื่อเทียบกับตอนขึ้น TT ยังคงแนะนำเส้นนี้ตอนลงเหมือนเดิม นั่งยันนอนยัน มีครบทุกรสชาด

จาก Subashiri 5th Station เราต้องนั่ง Mountain Bus ไปลง Gotemba Station (ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.) เพื่อเอาของที่โรงแรมและนั่ง Odakyu Hakone Bus กลับโตเกียว โดยตรงป้ายรถเมล์จะมีตารางเวลาอยู่ ค่ารถสามารถจ่ายได้ที่คนขับตอนลงได้เลย


"ตารางเวลา"

เราเดินทางถึงโตเกียวและเข้าพักที่โรงแรมแถว Ueno ประมาณบ่ายสามโมง มีเวลา Shopping ละลายทรัพย์ได้อีกเยอะเลย ก่อนที่จะกลับกรุงเทพในวันรุ่งขึ้น โดยเรานั่ง Keisei Skyline รอบแรกเพื่อไปสนามบินนาริตะ

สุดท้ายแล้วการเดินขึ้นฟูจิในครั้งนี้ของเรานั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า และคุ้มค่ามากๆ เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าภาพภูเขาไฟที่มีหิมะปกคลุมอยู่ตรงยอดที่เราเคยเห็นตั้งแต่เด็กๆ จนชินตานั้น ในวันนึงเราจะได้มีโอกาสขึ้นไปอยู่บนนั้นจริงๆ

และถึงแม้ว่าการที่จะไปสู่ยอดเขาได้นั้น มีให้เลือกหลากหลายเส้นทาง แต่ทุกเส้นทางมันก็มีจุดหมายปลายทางเดียวกันซึ่งก็คือ "Fuji Summit" อยู่ที่ตัวเราเองตากหากจะเลือกใช้เส้นทางไหน ซึ่งแต่ละเส้นทางนั้นก็มีความสุขที่แตกต่างกัน

กระทู้นี้ยาวหน่อยนะคะ เพราะไม่อยากให้ทุกคนพลาดทุกช่วงนาทีจริงๆ ขอบคุณสำหรับคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ "จนกว่าจะพบกันใหม่ค่ะ"


ความคิดเห็น