ผู้หญิงอายุ24(เมื่อสามปีที่แล้ว)แบ็คแพ็คยุโรปคนเดียว 21วัน 11เมือง อิตาลี-ฝรั่งเศสตอนใต้-โปรตุเกส //ทยอยลงนานหน่อยนะ// รีวิวโดย Mhoo on Tour (หมูออนทัวร์)

สวัสดีค่าสาวๆหรือหนุ่มๆที่อยากลองไปแบ็คแพ็คยุโรปทุกคน วันนี้เราจะมาแบ่งปันข้อมูลการแบ็คแพ็คลุยเดี่ยวของเราสมัยเพิ่งเอ๊าะๆ แต่เปนแบบทยอยลงนะคะ จะพยายามอัพเดททุกวัน ถ้าเรานึกรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ออก เราจะแทรกให้น้า ^_^ หลังจากที่ไปแบ็คแพ็คและคิดจะทำรีวิวมาตั้งแต่ปี 2016 ก็ไม

ผู้หญิงอายุ24(เมื่อสามปีที่แล้ว)แบ็คแพ็คยุโรปคนเดียว 21วัน 11เมือง อิตาลี-ฝรั่งเศสตอนใต้-โปรตุเกส //ทยอยลงนานห

ผู้หญิงอายุ24(เมื่อสามปีที่แล้ว)แบ็คแพ็คยุโรปคนเดียว 21วัน 11เมือง อิตาลี-ฝรั่งเศสตอนใต้-โปรตุเกส //ทยอยลงนานหน่อยนะ//

 วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.58 น.

 วันที่เดินทาง 4 ก.พ. 2559

สวัสดีค่าสาวๆหรือหนุ่มๆที่อยากลองไปแบ็คแพ็คยุโรปทุกคน


วันนี้เราจะมาแบ่งปันข้อมูลการแบ็คแพ็คลุยเดี่ยวของเราสมัยเพิ่งเอ๊าะๆ แต่เปนแบบทยอยลงนะคะ จะพยายามอัพเดททุกวัน

ถ้าเรานึกรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ออก เราจะแทรกให้น้า ^_^



หลังจากที่ไปแบ็คแพ็คและคิดจะทำรีวิวมาตั้งแต่ปี 2016 ก็ไม่ได้เร่งตัวเองว่าจะต้องทำนะ จนเลยมา3ปีเนี้ยยยยย55555


จนช่วงนี้รู้สึกว่า เห้ย ตอนนี้มีคนสนใจแบ็คแพ็คคนเดียวเยอะขึ้นนะ ข้อมูลเราอาจจะเป็นประโยชน์รึเปล่า เผื่อมีคนที่ยังลังเลมาเจอกระทู้นี้อาจจะกล้าตัดสินใจมากขึ้นรึเปล่า


เส้นทางการแบ็คแพ็คของเราตามนี้เลย


โรม >> ฟลอเรนซ์ >> ซีน่า >> ลา สปีเซีย(หมู่บ้านลูกกวาดริมทะเล) >> มิลาน >> เวนิซ >> มาคเซย์ >> นีซ >> ปอร์โต >> ลิสบอน >> เซียร์ร่า

(Rome > Florence >> Siena >> La Spezia >> Milan >> Venice >> Marseille >> Nice >> Porto >> Lisbon >> Sierra)



(ภาพประกอบแบบคร่าวๆว่าติสแตกแค่ไหน กล้าบินข้ามประเทศสวยๆแบบสเปนไปเลยเนี่ย5555)


หลักๆเราจะนั่งรถไฟนะ ยกเว้นแค่บินจาก เมืองมาคเซย์ ประเทศฝรั่งเศส ไปยัง เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และบินกลับจากลิสบอน ไปยังโรม



++อันนี้สรุปค่าใช้จ่ายๆคร่าวๆให้ก่อนนะ++


ยอมรับเลยตรงๆว่าไปแบบสบายๆ ปลอดภัยแน่นอน ทั้งหมดใช้ไปประมาณ 1xx,xxxบาท และบอกกันตรงๆว่าที่บ้านช่วยออกบางส่วน


- ค่าตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-โรม บินตรง ไป-กลับ 31,000 บาท (ชอบบินตรงจ้า ไม่ชอบเปลี่ยนเครื่อง ใครโอกับการเปลี่ยนเครื่องก็ประหยัดได้อีกเป็นหมื่น)


- ค่าเดินทางระหว่างประเทศ 12,000 บาท (รถไฟและเครื่องบิน โลว์คอส)


- ค่าที่พักโรงแรม 1-3ดาว 20คืน 33,000 บาท (ไม่นอนโฮสเทลนะ กลัวของหาย)


- ค่าอาหาร ขนม ซึ่งนับไม่ถ้วน กินเยอะมาก + ค่ารถบัส + ค่าทัวร์ชมเมือง ของเรานับไม่ถ้วนมากๆ เพราะซื้อกินขนมตลอดเวลา (สำหรับคนที่กินปกติ+ซื้อของนิดๆหน่อยๆ คิดว่า 35,000บาทน่าจะพอ แต่เราเกินไปเยอะมากจ้า)






**พาร์ทนี้ ใครเคยไปคนเดียวเองแล้วข้ามได้เลยจ้า**



อันนี้ขอเกริ่นแนะนำสำหรับคนที่ยังไมเคยไปเองเลยสักครั้ง การที่ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเราจะไปเที่ยวคนเดียวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยนะ



ข้อแรกสุดเลย เราต้องมีความคิดที่ว่าเราอยากไปลองเที่ยวคนเดียวเองดูสักครั้ง

และค่อยค้นหาข้อมูลต่อไปก็ได้ว่าอยากไปประเทศอะไร ไปยังไง อะไรแบบนี้



//ขอแอบบอกนิดนึง เราเคยไปแลกเปลี่ยนที่สวีเดนตอน 2008-2009 และ ฝึกงานที่ฝรั่งเศสในปี 2014 (เลยได้เที่ยวต่อยุโรปอีก1เดือนกับเพื่อนคนไทย รอติดตามรีวิวได้นะ เป็นทริปเบลเยี่ยม-เนเธอแลนด์-สาธารณรัฐเช็ก-สวิส-สวีเดน) เพราะฉะนั้นเราจะค่อยข้างคุ้นเคยกับยุโรปและทัศนคติที่ดีต่อประเทศในแถบนี้ //



จำไว้เลย "ไม่มีอะไรน่ากลัวถ้าเราระวังตัว ไม่ไปในที่สุ่มเสี่ยง และมีสติอยู่เสมอ"



++ขั้นตอนการจัดทริปคร่าวๆ++


1)เลือกประเทศ และให้เช็คตั๋วเครื่องบินไปกลับจากไทยในช่งวที่เราจะไปด้วยนะว่าราคานี้ เราโอเคมั้ย

คำถาม: เราควรไปประเทศอะไรบ้างดี?

คำตอบ: ประเทศที่เราอยากไปนั่นแหละ

ไปลองหาข้อมูล อ่านรีวิวของคนอื่นดูก่อน ว่าเราอยากไปแนวๆไหน

การเดินทางระหว่างประเทศในยุโรปคือง่ายมาก มีทั้งรถไฟและสายการบินโลว์คอสเยอะแยะมากมาย



มีสองแบบ

A)เลือกประเทศที่ติดๆกันจะได้เก็บทีเดียว

B)เลือกประเทศที่อยากไป แม้จะอยู่ไม่ติดกัน ก็นั่งเครื่องบิน นั่งรถไฟไปได้ (เราทำแบบนี้)



รอบนี้เราเลือกประเทศอิตาลี กับ โปรตุเกส ไว้เป็นหลัก

แต่พอมาดูการเดินทาง เลยติดฝรั่งเศสตอนใต้มานิดหน่อย


2)ดูๆการเดินทางในประเทศและระหว่างประเทศไว้เลย


3)ประมาณจำนวนวันที่จะไป

ตอนนั้นเราว่างงาน และก็พอรู้ว่าประเทศที่จะไปค่าครองชีพไม่สูงมาก เลยอยู่ยาวๆ ไม่อยากรีบ จัดไปเลย21วัน


4)วางแพลนที่แน่นอนว่าจะไปที่ไหนบ้าง อยู่กี่วัน


5)จองที่พัก

เราเป็นคนเปลี่ยนใจบ่อย บางทีก็จะจองที่พักที่ยกเลิกได้ เผื่อว่าวันไหนเปิดเว็บแล้วเจออันที่ดีกว่า ก็จะเปลี่ยน

เราจะจองทั้งแบบยกเลิกไม่ได้ กับยกเลิกได้ปนๆกัน เพื่อที่ว่าตอนขอวีซ่า ทางสถานทูตเค้าจะได้มั่นใจว่าเราไม่ได้โดดแน่นอน


6)จองตั๋วเครื่องบินไปกลับจากประเทศไทย รวมถึงรถไฟ เครื่องบิน ในการเดินทางระหว่างทริป

บางคนอาจจะไปจองหรือซื้อตั๋วที่นู่นเลยก็ได้นะ แค่บางทีจองล่วงหน้าจะถูกกว่า


7)เตรียมเอกสารขอวีซ่า เราก็เตรียมเอกสารตามที่สถานทูตเค้าขอแหละ



???ถ้าไม่มีงานทำ ไปได้มั้ย???

ตอนนั้นเราก็ไม่มีงานทำจ้า แต่กำลังรอผลการขอทุนปริญญาโทในยุโรป (แต่สรุปคือไม่ได้ทุนนะ555)

เราเลยเขียนจดหมายแนบไปว่าเราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ โดยเราเขียนว่าเพิ่งออกจากงาน กำลังรอผลทุนอยู่ ตอนนี้อยากเที่ยวเพื่อเก็บประสบการณ์โดยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง ประมาณนี้ พร้อมแนบสเตตเม้นจากธนาคารที่มียอด90,000บาท อยู่ในนั้น



**สิ่งที่เราคิดว่าค่อนข้างสำคัญในการยื่นวีซ่า**

แผนการท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษที่บอกว่าเราจะไปไหนบ้าง แต่เราเป็นคนค่อนข้างวิตกจริต

เราเลยทำในใส่excelไปเลย เขียนว่าแต่ละวันไปไหน นอนที่ไหน แล้วถ้าจะต้องเดินทางไปเมืองอื่น ไปโดยอะไร แถมใส่Booking no.เข้าไปอีก 555

และการมีเงินในจำนวนที่สามารถซัพพอร์ทตัวเองได้ในระหว่างทริป หรืออะไรก็ได้ที่บอกว่าไปเที่ยวบ้านยูแป๊บเดียวนะ ไอไม่ได้จะหนีเข้าเมือง ไอมีหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ที่ไทย ยังไงไอก็ต้องกลับประเทศไอ อะไรแบบเนี้ย



ตัวอย่างแผนการท่องเที่ยว: ตามนี้เลย

โรงแรมที่เราพักส่วนมากคือโอเคเลยนะ ยกเว้นแค่Hotel Gordonที่โรม เพราะแถวนั้นดูไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว

ก็ส่งไปแบบเนี้ย แค่วันครึ่งเท่านั้น มีsmsเข้ามาบอกว่าวีซ่าออกแล้วจ้า อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงที่ค่อยไม่ค่อยเที่ยวด้วยแหละ เลยได้เร็วมากๆ






**มาเริ่มกันเลยสำหรับคนที่เคยไปเองมาบ้างแล้ว**



++การจัดกระเป๋า++


เนื่องจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่อากาศหนาว เลยต้องมีเสื้อโค้ท เสื้อหนาวเยอะแยะมากมาย แต่ด้วยความไม่ชอบเอาของไปเยอะ

เลยยัดของทั้งหมดลงไปใน

1) กระเป๋าเดินทางใบกลาง

2) เป้แบ็คแพ็คยาวๆ

3) กระเป๋ากล้อง (ใส่พวกกระเป๋าสตางค์ด้วย)

ส่วนเสื้อโค้ทใช้ถือขึ้นเครื่องเอา เพราะมันเปลืองที่กระเป๋ามากกก55555



++Tips++

-เรื่องการซักผ้า ถ้าไปนานๆ เราจะไปหยอดตู้ซักผ้าและตู้ปั่นแห้งที่นู่นทุกอาทิตย์ (เอาผงซักฟอกถุงเล็กไป)

-ส่วนพวกเสื้อในกางเกงชั้นใน ถ้าฝนไม่ตก ก็ซักตากในห้องพักได้ไม่มีปัญหา

-กรรไกรตัดเล็บ=สำคัญมาก ตัดได้ทุกอย่างจ้า ไม่ว่าจะเป็นถุงขนม ป้าย พลาสติก

-กระเป๋าถือที่นำไปด้วยควรเปิดหรือถูกกรีดได้"ยากๆ" ส่วนตัวใช้กระเป๋ากล้องแบบเหลี่ยมที่ทำด้วยหนังเลยจ้า มันเปิดยากจริงๆแม้จะเป็นคนใช้เองก็ยังรู้สึกเปิดยาก

-ควรมีสำเนาพาสปอร์ตพกไว้หลายๆที่นะ เผื่อจะได้เอาสำเนายื่นเรื่องในกรณีฉุกเฉิน

-วันที่ต้องเดินทางพร้อมกระเป๋าเดินทางหรือของเยอะๆ พยายามอย่าแต่งตัวสวยเว่อมาก ถ้าจะแต่งตัวสวยแต่งหน้าเต็ม ต้องเอาของไปไว้ที่โรงแรมก่อนนะ ของจะได้ไม่พะรุพะรัง และทำให้พวกมิจฉาชีพไม่เล็งมาที่เราเยอะ

-ห้ามลืมยาดม จำเป็นมากกกก






โอเค ถ้าพร้อมแล้วเราจะมาอวดรูปคร่าวๆ คือเราตั้งใจถ่ายวิวมาก

มากจนลืมถ่ายรูปตัวเองไปเลย เผื่อใครอยากตามไปเจอวิวแบบนี้



//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



:: DAY 1 :: วันแรกที่โรม เจ็ทแล็คจ้า เดินเล่นถ่ายรูปนิดๆหน่อยๆ ก่อนเดินคอพับกลับไปนอนเหี่ยวที่โรงแรม



เราขึ้นไฟล์ท TG944 BKK-FCO ตอนนั้นไฟล์ทนี้ออกจากกรุงเทพ 00.01 ถึง โรมเวลา 05.55 น. เวลาท้องถิ่นอิตาลี ซึ่งช้ากว่าไทยประมาณ5ชม.

คือยังมืดมากและหนาวมาก จากนั้นนั่งรถบัสของสนามบินเข้าเมืองประมาณ1ชม.ครึ่งเพราะรถติดอะไรก็ไม่รู้ งง 5555

(ตอนนั้นเราจองรถบัสจากเว็บแล้วปริ๊นท์จากไทยไปเลยนะ ถึงแล้วก็ยื่นให้เค้าก่อนขึ้นรถ จองขาไปและกลับขากลับจะถูกกว่า)


นั่งรถอยู่นานมาก นั่งริมหน้าต่างฝั่งซ้าย แดดเริ่มร้อน อบ และแอบเหม็นเต่าตลบอบอวลไปทั้งรถ ยาดมเท่านั้นที่ช่วยคุณได้ อย่าลืมเอาไปปปปป***


โอเค เราลงรถบัสที่สถานีรถไฟหลักแล้วเดินไปโรงแรมแรก


โรงแรมตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ แต่คืออยู่บนเนิน!! ต้องกระชากลากถูกระเป๋าเดินขึ้นไปประมาณ600เมตร พื้นฟุตบาทก็เป็นปุ่มๆอ่ะพวกเธออ


ลำบากโฮกกกก ฉันในวัย24ขอสิราราบบบบแต่ตอนนี้ล้อกระเป๋าเดินทางยังใช้ได้อยู่เลยนะ


ไม่บ่นละดีกว่า เอารูปดูเลยเหอะ เดี๋ยวบ่นมากจะไม่อยากไป


**กล้องที่ใช้ คือ FUJI X-M1 (เลนส์แถมมากับกล้อง เพราะไม่มีตังซื้อเลนส์555) และ Xiao Mi Yi(นี่ก็แฟนซื้อให้อีกกก)**

แต่ก็นะ กล้องที่ดี หรือจะสู้แอปแต่งรูปที่ดี555555 แอปโปรดของเรา VSCO นั่งอยู่บนเครื่อง10ชม.ว่างๆก็นั่งฝึกเล่นไปนะ รูปเธอจะดูดี ดูแพง รับรอง!!!!


รูปแถวโรงแรม ก่อนสลบ5555

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



:: DAY 2 :: วันที่สองที่โรม นั่งรถบัสไปวาติกันเลยจ้า ถามข้อมูลฟร้อนที่โรงแรมไว้ แล้วรีบตื่นไปถ่ายรูปแต่เช้า คนจะได้ไม่เยอะ

จุดประสงค์ของดิฉันในการไปวาติกัน คือ การไปตามรอยป๋าทอม แฮงค์ จากเรื่อง Angels and Demonsจ้าาา โอ้ยยยย ฟินมากกก

ปล่าวหรอก รสบัสมันจอดแถวๆนี้แล้วบังเอิญเจอพอดี เลยมาถ่ายซะเลย555555


แต่ก่อนอื่น ขอแวะถ่ายรูปกับปราสาท Castel San't Angelo (คาสเทล ซัน ตันเจโล)ก่อนนน นี่ก็เป็นฉากหนึ่งในหนังเหมือนกัน โอ้ย คือเท่ เป็นลมมมม

ที่เห็นโค้งๆนี่คือ ถ่ายด้วยXiao Mi นะ ราคา3,000กว่าบาท คุณภาพโอเคเลย



คราวนี้เปลี่ยนมุมละ ด้วยความติ่ง อยากรู้ว่าด้านในปราสาทจะเหมือนฉากในหนังรึเปล่า ยอมควักเงินประมาณ400กว่าบาทเข้ามาดูข้างใน

เอาตรงๆเลยนะ เฉยๆมาก สำหรับคนไม่ชอบประวัติศาสตร์บ้านเมือง เราไม่อินเลยยยยย 5555555555555

แต่ได้มุมถ่ายรูปสวยๆเยอะ ก็ยังพอไหว แต่สรุปคือไม่เหมือนจ้า เสียใจหนักมากกก T^T



โปรดอย่าถามความเป็นมาของปราสาท จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้!!! เรามันสายเดินถ่ายรูป55555

อ่ะ ไปดูรูปปปปป



มาแต่เช้า แต่ยังไม่ถึงวิหารเซ็นต์ปีเตอร์อันโด่งดังแห่งวาติกันซักที สายๆหน่อยเราก็เดินมาที่วิหาร คือแม่เจ้าาาา คนเยอะมากกกกก

ไม่รู้เค้ามาทำอะไรกันนะ แต่เหมือนเห็นคนใส่ชุดคล้ายๆโป๊บหรือตำแหน่งสูงๆ ขี่จักรยานไฟฟ้าออกมาทักทายประชาชน



หลังจากเจอะเจอฝูงชนมากมาย จนท้อใจกับการถ่ายรูปกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เราจะมาใหม่ในวันถัดไป

แต่บ่ายวันนั้น เราก็ไปเช็คอินที่แลนด์มาร์คที่สำคัญๆก่อนก็ได้


เราลงรถบัสแถวPiazza Navona (จัตุรัส นาโวนา) - ตอนไปก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรนะ รู้แค่มีคนมานั่งเล่นเยอะมากๆ เลยไปนั่งบ้าง555 นั่งตามเค้าแหละ ถ่ายรูปไปพลางๆ เพิ่งรู้จากกูเกิ้ลว่ามันเคยเป็นสนามกีฬาในสมัยโบราณด้วยนะ(เสิชเมื่อกี้)



เราเป็นคนไม่เคยจำชื่อหรือประวัติของอะไรได้เลย เพราะตั้งใจไปเพื่อดูเมืองเค้า ดูวิถีชีวิตผู้คน กินอาหารท้องถิ่น และถ่ายรูปเป็นการเก็บบรรยากาศแค่นั้น55

และแน่นอนว่าพยายามใช้ Xiao mi ถ่ายตัวเองแบบเห็นน้ำพุชัดๆ...ก็ตามที่เห็นอ่ะ ยอดน้ำพุหายไปจ้า 555



จากนั้นเราก็เดินเล่นไปเรื่อย แถวๆจัตุรัสนี้มีแลนด์มาร์คอีกเยอะแยะมากมาย คล้ายเป็นย่านเมืองเก่าอ่ะ

เดินถึงกันหมด ชิวมาก เอาเป็นว่าไปดูรูปเลยดีกว่า มีวิหารPantheon(แพนธีอัน) และโบสถ์หลายโบสถ์เลย555555



**สาวๆหนุ่มๆคนไหนปวดห้องน้ำตอนอยู่แถวนี้ บางโบสถ์จะมีห้องน้ำให้เข้าแบบเก็บตังค์นะ ก็หลายสิบบาทอยู่ แต่อย่าอั้นเลย ต้องกลับมารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกหลายพัน ไม่คุ้มน้า



ปกติเราไม่อินกับศิลปะหรือพวกสถาปัตยกรรมเท่าไหร่นะ(เป็นสายธรรมชาติ) แต่ถ้าถึงขั้นที่เราหยุดยืนดูแล้วถ่ายรูปมานี่คือต้องสุดจริงๆ

และที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ ก่อนไปช้อปปิ้งที่ถนนShopping streetแถวๆนั้นก็คือออออ

น้ำพุTrevi (เทรวี่) ที่เค้าไปโยนเหรียญขอพร(ความรัก)กัน



อ่ะ ไปเสิชกูเกิ้ลมาให้

ถ้าโยน1เหรียญ จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

ถ้าโยน2เหรียญ จะได้พบรักกับหนุ่มสาวชาวโรม

ถ้าโยนสามเหรีญ เตรียมแต่งงานได้เลยจ้าา

(แต่ไม่รู้ว่าเหรียญไรนะ สวยๆรวยๆก็โยนเหรียญ2ยูโรไปก็ได้ 5555)

แต่เราไม่ได้โยนนะ ถ้าโยนนี่คือต้องขว้างเหรียญไกลมากอ่ะ คนเยอะสุด อย่าว่าแต่โยนเลย ถ่ายรูปมาก็ติดคนประมาณ50อย่างต่ำ



ส่วนใครชอบช้อปปิ้งนะ ต้นเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ของร้านแบรนด์ที่นู่น (เห็นป้าย70%ที่ประตูร้านในรูปมั้ยยย) ปกติเราไม่ช้อปปิ้งนะ แต่เราเดินผ่านH&M เครื่องหนาวถูกบ้าบอมาก ถุงมือไหมพรม50บาทเงี้ย บางทีเดินสำเพ็งยังไม่ได้ราคานี้เลยจ้าแม่ ซื้อสิซื้อ!!! สรุปได้หมดทั้งถุงมือ ผ้าพันคอ เสื้อโค้ท กระเป๋าเดินทางจะแตกกกก!!!



////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



:: DAY 3 :: มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งนครรัฐวาติกัน และ โซนซากปรักหักพังของโรมมมม!


นครรัฐวาติกันเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ และจัดเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก มีประชากรเพียง900คนเท่านั้น ปกครองโดยโป๊บ

วาติกันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกรุงโรม แต่คือมันประเทศที่เล็กที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ในกรุงโรม เจ๋งสุด!!


จำได้ว่าวันนั้นตื่นเช้ามากเพื่อมาแต่งหน้า (มั่นใจว่าแต่งแล้ว555) และรีบนั่งรถบัสไปSaint peter's basilica (มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์) เพื่อถ่ายรูปแบบไร้โฟโต้บอมบ์ ซึ่งก็ยาก55

แล้วก็สมใจอย่างที่หวัง คือได้รูปที่เราโอเคและวิวโอเค แต่พอสายหน่อยคนก็เริ่มเยอะขึ้นมากจนเป็นแบบที่เห็น


(พยายามเซลฟี่สุดๆเลยค่ะ ไปคนเดียวก็จะต้องพึ่งพาอาศัยสกิลเซลฟี่นิดนึง ใครคิดจะไป เริ่มฝึกเลยนะ555)



(รูปนี้เราปรับแสงนิดเดียวนะ อยากให้เห็นสีจริงว่าสวยขนาดไหน)



อันนี้จะเป็นด้านนอกมหาวิหาร ก็จะมีอะไรให้ถ่ายเยอะเหมือนกัน แต่ถ่ายมาแค่นี้555

มาดูข้างในกันบ้าง คือดีมากกกกกก วิจิตรมากกกกก!!!!



หลังจากเข้ามาด้านในของมหาวิหา เราเห็นคนยืนเข้าแถวรอดูอะไรกันไม่รู้อ่ะ ก็เลยไปต่อคิวบ้าง อยากรู้ไง555

สรุปคือเป็นศพของใครบางคน ชาวคาทอลิกเค้ามาทำความเคารพและถ่ายรูปกันใหญ่เลย แต่เราก็ไม่ได้ถามเค้านะว่าเป็นศพใคร ไม่รู้ว่ามันเหมาะรึเปล่าเลยเก็บความสงสัยไว้เงีบยๆคนเดียวจนถึงทุกวันนี้...



แต่ที่พีคคือ ยืนต่อคิวไปทั้งหมดชั่วโมงนึง!! คือออกมาไม่ด้ายยยยยยย ต้องวนออกตามทางอย่างเดียว ติดทั้งหน้าและหลังเลย สงสารตัวเองแล้วก็ขำในเวลาเดียวกันว่า เอ๊ะ สรุปตกลงนี่เรามาทำไรนะ5555



กว่าจะออกมาได้ ปาดเหงื่อเลยจ้าาาาา


จะบอกว่านอกจากตัวมหาวิหารแล้วนั้น!! ในวาติกันยังมีอีกหลายที่ให้เที่ยวเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หอสมุด ที่ทำการไปรษณีย์ และอื่นๆ ซึ่ง..เราไม่ได้ไปเลยซักที่ 5555555 คือตอนนั้นเรายังไม่ค่อยอินพวกประวัติศาสตร์อ่ะนะ แค่อยากเดินดูวิหารเซนต์ปีเตอร์เฉยๆ อันอื่นเก็บไว้รอบหน้า555



จากนั้นประมาณ10โมงก็นั่งรถประจำทางกลับโรงแรม(เพราะยังคิดไม่ออกว่าไปไหนดี แถวโรงแรมมีสถานีรถไฟ เผื่อนั่งไปไหนได้55) ระหว่างทางกลับโรงแรมเจอวิวสวยจ้า ลงเลยยยยย


ไปถ่ายรูปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ แผนเปลี่ยนได้เสมอ! (จริงๆก็ไม่มีแผนหรอก แค่อยากมาดูเมืองเค้า)


ไอ้การลงมั่วๆนี่แหละทำให้เรามาเจอโซนซากปรักหักพังที่ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจว่า นี่ตกลงเราอยู่อยุธยาป่ะนะ 555

สรุปก็คือ เรากำลังอยู่ที่ Roman Forum หรือ จัตุรัสโรมัน นั่นเอง (แถม ภาษาอิตาลีคือ "ฟอรูงโรมานูง" เผื่อหาไม่เจอแล้วไปถามคนท้องถิ่นนะ)



เปิดกูเกิ้ลแมปดู ก็ทำให้รู้ว่าไม่ไกลจากโรงแรมจ้าาา เดินกลับได้สบายๆ ประมาณ20นาที

พอรู้ว่าใกล้โรงแรม ก็เลยชิวๆ เดินเล่นถ่ายรูปสบายๆไม่กดดัน อ่านป้ายข้อมูลบ้างถ้าไม่ขี้เกียจเกินไป


เดินไปเดินมาก็เกือบเย็นอ่ะ


อันนี้เป็นวิวมุมสูง ก็สวยดีเหมือนกันนะ


มีที่ให้นั่งเล่นด้วยนะ มีหรอที่เราจะพลาด 5555 นั่งยาวๆไปจ้า อากาศก็หนาว หน้าก็ชา

วันไหนเมฆเยอะคือจะหนาวจริงๆ


เวลาเที่ยวเราชอบนั่งดูคนท้องถิ่นนะ สงสัยว่าในชีวิตประจำวันของเค้าจริงๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง เค้าเข้าร้านอะไร กินอะไร เพราะเรารู้สึกว่ามาเที่ยวทั้งที เราควรมีโอกาสได้สัมผัสความเป็นท้องถิ่นบ้าง


จริงๆเรามีเดินไปแถวๆโคลอสเซียมมาแล้วนะ อยู่ใกล้ๆกัน แต่เห็นคนต่อแถวเยอะมากๆๆๆๆ ไม่สู้จริงๆ ไว้รอบหน้า (ทุกอย่างรอบหน้า555)

วันนี้เที่ยวแค่นี้แหละ พอก่อน รู้สึกเพลียๆเพราะเพิ่งหนีจากอากาศประเทศไทยร้อนตับแลบมาเจออากาศหนาวเข้ากระดูก ร่างกายผู้หญิงบอบบางอย่างเราก็สมควรได้รับการพักผ่อน555


เราแนะนำว่า ใครที่มาเที่ยวทริปยาว แล้วมีอาการเหมือนจะไม่สบายแบบเรา อย่าหักโหมจะดีกว่าน้า ยังมีที่สวยๆรอเราอยู่อีกเยอะ ถ้ามาป่วยระหว่างทริป เที่ยวไม่สนุกทั้งทริปเสียดายตายเลย


////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


:: DAY 4 & 5 :: ฟลอเร๊นนนนนซ์ เมืองแห่งรูปปั้นเดวิด และจุ๊ดจุ๋วของนาง


//ขออนุญาตเปลี่ยนโทนสีรูปนิดนึง ฟลอเรนซ์ต้องสีสดๆถึงสวย 55//

ขออนุญาตใช้รูปตอนลงรูปในรีวิวในเพจ ก็เลยจะมีหลายลายน้ำนิดนึง (ตูนคือชื่อฉันเองเด้อ 5555)


เช้าวันที่4เรานั่งรถไฟขึ้นเหนือจากโรม มายังฟลอเรนซ์ ใช้เวลาประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง ใครอยากจองออนไลน์แล้วปริ๊นใบคอนเฟิร์มมาก่อนก็ได้ หรือจะมาซื้อตั๋วที่ตู้ขายตั๋วที่สถานีก็ได้จ้า ราคาพอกัน


ทริคสำหรับสาวสวยที่เดินทางคนเดียว วันที่เดินทางของพะรุงพะรัง ไม่ต้องแต่งตัวสวยเว่อวังมากเด้อ เอาให้ไม่เป็นที่สะดุดตามาก แล้วเราจะปลอดภัย

เช็คอินโรงแรม เอาของไปเก็บแล้วค่อยแต่งหน้าโลด5555 (เราเอาของเก็บที่โรงแรมปุ๊บ รีบเขียนคิ้วกรีดตาแล้วออกมาเลย555555)

เสื้อโค้ทตัวนี้เราจะใส่วันที่ต้องเดินทาง เพราะมันดูตุ่นๆกลมกลืนกับชาวบ้านดี 555


วันที่เราเดินทางเราจะค่อนข้างชิว คือถ้ามีเวลาพอ (ไม่หลงทางนาน) ก็จะออกเที่ยวเลย ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ


มาฟลอเรนซ์ต้องไม่พลาด Florence Cathedral (ภาษาอิตาลี : Basilica di Santa Maria del Fiore หรือ Duomo di Firenze)

เดินออกจาสถานีรถไฟมาไม่เกิน5นาทีจะเห็นหลังคาวิหารเลย ไม่หลงแน่นอน สวยมากๆๆ ข้างในก็สวย แต่กล้องเราถ่ายไม่สวย เลยเอามให้ดูแค่นี้ก่อน

อันนี้เป็นเพดานของวิหาร สวยมาก จะเป็นลมมมม จริงๆเค้ามีให้ขึ้นไปชมวิวเมืองบนดาดฟ้าด้วยนะ แต่เราคิดว่า เรามาคนเดียว ขึ้นไปก็เปลี่ยวในหัวใจ ไว้รอพาแฟนมารอบหน้าดีกว่า 5555


โปสการ์ดสวยมากกก แล้วก็จะมีโปสการ์ดรูปจุ๋วเดวิดขายเยอะมากๆๆๆ ไม่ต้องตกใจนะ เพราะเราตกใจไปแล้ว555


เดินเล่นไปก็จะเจออารมณ์แบบนี้

ใครไปช่วงเดือนกุมภา ก็จะเจอฝนบางวันแบบเรา เฉอะแฉะนิดนึง แต่คือหนาวมากกก

วันนั้นเราก็เดินไปเรื่อยๆโดยขอแผนที่จากในโรงแรมมา แต่ไม่ดู 5555555

เก่งเหลือเกินเรื่องเดินมั่วววว55 ตอนค่ำก็หาอะไรกินแถวนั้นแล้วก็เข้าโรงแรมนอน



DAY 5

วันต่อมา รู้มาว่ามีจุดชมวิวเมืองอยู่บนเขาอีกฝั่งของคลอง ก็ไปแม้จะไม่รู้ทางใดๆ เห็นใครทำท่าเหมือนจะเดินขึ้นเขาก็ตามเค้าไป

ที่เห็นเป็นสะพานข้ามคลองคือ ปอนเตเวคิโอ Ponte Vecchio หรือสะพายที่มีร้านค้าหลายๆร้านอยู่บนสะพานอ่ะ และแน่นอนว่าคนเยอะ เราไม่ไป5555 ดูไกลๆก็พอเนอะ

ระหว่างทางขึ้นเขาจ้า วิวสวย เขียวมากๆ ถ่ายรูปนิดนึง

ขึ้นมาถึงแล้ววววว สวยมากกกกกกกกกกก สวยจนแบบ นั่งดูวิวอยู่เกือบครึ่งวันอ่ะถึงจะยอมลง มันสวยและสงบดี

แล้วนี่ก็คือสภาพการเดินขึ้นเขาและหลังลงมาจากเขา จะเป็นลมอ่ะ เหนื่อยยยย

รถบัสมีก็ไม่ขึ้นนะ 5555555


พอพักเหนื่อยหาข้าวกินนิดหน่อย ก็เดินเที่ยวต่อ ตอนแรกจะไปดูรูปปั้นเดวิดในพิพิธภัณฑ์ พอเห็นแถวยาวมากกกกคือไม่ไหวอ่ะ ยาวไปปปปปป ไปเดินดูร้านค้าเผื่อช้อปปิ้งดีกว่า


ส่วนตัวเราชอบเครื่องสำอางค์แบรนด์อิตาลีชื่อ KIKO โอ้ยรักเลยแหละ สีสวยราคาย่อมเยาว์ เมืองนี้มีนะ เข้าไปนี่เสียตังค์เลยจ้า


วันนั้นก็เดินวนๆอยู่แถวจัตุรัส เปียซซาเดลซิญญอเรีย (Piazza della Signoria) ตามรูปข้างล่างนี่แหละ มีรูปปั้นให้ถ่ายรูปเยอะเลย

เป็นอันว่าจบไปอีกวันสำหรับการเที่ยวแบบชิวๆ โปรแกรมเบาบางของเรา555




วันที่6 เราจะไปเที่ยวทัสคานีและเมืองซีน่า ซื้อทัวร์ One Day trip ราคา 2,200บาทกับทางโรงแรมเอาไว้

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามอ่านรีวิวของเราน้าาา ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรต้องขอโทษด้วยน้า


ว่างๆระหว่างรออัพรีวิวของวันต่อไป เข้าไปอ่านรีวิวเที่ยวไทยไปพลางๆ หรือเข้ามาคุยกันได้ที่

www.facebook.com/mhoo.ontour หรือ

Faceook page : Mhoo on Tour ได้เลยน้าาา : )


ความคิดเห็น