ครั้งแรกบนภูเขาไฟฟูจิ รีวิวโดย Bird Thanapong

เหตุการณ์นี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อกลางปี 2557 เป็นช่วงฤดูฝนของเมืองไทย แต่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะช่วง summer จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ ตัวผมเอง! ที่ได้มีโอกาสอ่านแมกกาซีน weekend ที่แจกฟรีจากร้าน cafe amazon แถวบ้าน หน้าหลังสุดของแมกกาซีนมีคอลัมน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งเล่มนั้น (จำไม

ครั้งแรกบนภูเขาไฟฟูจิ

ครั้งแรกบนภูเขาไฟฟูจิ

 วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.07 น.

 วันที่เดินทาง 11 ก.ค. 2557

เหตุการณ์นี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อกลางปี 2557 เป็นช่วงฤดูฝนของเมืองไทย แต่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะช่วง summer จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ ตัวผมเอง! ที่ได้มีโอกาสอ่านแมกกาซีน weekend ที่แจกฟรีจากร้าน cafe amazon แถวบ้าน หน้าหลังสุดของแมกกาซีนมีคอลัมน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งเล่มนั้น (จำไม่ได้ว่าหน้าปกเป็นยังไง) ผมได้พบว่า มนุษย์สามารถขึ้นไปบนภูเขาไฟฟูจิได้ (หลายคนอาจจะรู้ แต่ผมไม่รู้จริงๆ ณ ตอนนั้น ซึ่งฟูจิสูงประมาณ 3,776 เมตร) หลังจากที่อ่านจบ ผมจึงเอ่ยปากชวนเพื่อนในกลุ่มที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน หลังจากถามไปในกลุ่มไลน์ ณ ตอนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ถามกลับมาว่า มึงจะขึ้นไปทำไมบนภูเขาไฟฟูจิ มีคนขึ้นไปด้วนร๋อหว่ะ ซึ่งผมก็บอกกลับไปว่า มันน่าจะสวย ต้องลองสักครั้งในชีวิต เดี๋ยวพวกมึงอายุเยอะขึ้น จะไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรแบบนี้แล้ว

หลังจากนั้น มีเพื่อนตอบตกลงมาแค่ 2 คน ซึ่งถ้ารวมผมด้วยก็ 3 คน เรา 2-3 คน จึงแบ่งหน้าที่กันหาข้อมูล และตกลงกันไว้ว่าเราจะไปญี่ปุ่น 7 วัน ผมรับหน้าที่หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางจากที่พักในเมืองโตเกียวไปถึงที่ทำการสำหรับขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ส่วนอีก 2 คนแบ่งกันหาข้อมูลที่พัก และเรื่องตั๋วการเดินทาง

(นัดกัน 6 คน แต่วันจริงเหลือ 3 คน)

จากนั้นเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงวันเดินทาง เรามีการนัดพบ พูดคุยกันเพียงครั้งเดียว ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า พวกเราเตรียมตัวดีมาก ซึ่งที่จริงๆแล้ว เราแถบจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรกันมาก ไม่ใช่เพราะเราเก่งนะ แต่พวกเราเป็นแนวไปตายเอาดาบหน้า 55 แต่เรื่องที่พักนี่ต้องเตรียมก่อน อย่างน้อยมีที่พักก็สบายใจแล้ว

ถึงเวลาเดินทางจริง ช่วงเวลาประมาณตี 4 เมืองไทย ด้วยสายการบิน delta airline เดินทางสู่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ถึงญี่ปุ่นเวลาประมาณ 10 โมงเช้า เรา 3 คน ก็เจอปัญหาเล็กน้อยเรื่องภาษา ถ้าหลายๆคนเคยไปญี่ปุ่นก็จะรู้ใช่ไหมครับว่า ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษตามป้ายต่างๆ จากนั้นเราต่อรถไฟจากสนามบินนาริตะ เข้าสู่ตัวเมืองโตเกียว ซึ่งไปเชคอินที่พัก ที่เราจองไว


วันแรกเราจองที่พักไว้แถว asakusa เป็นเหมือน hostel ห้องที่เราพักเป็นห้อง dorm 6 คน หลังจากเชคอินเสร็จ เราเดินไปเรื่อยๆ แถวๆ วัด asakusa ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนไทยเลยทีเดียว แต่วันนั้นที่เราไปกลับมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ประกอบกับช่วงเย็น เหมือนกับมีเทศกาลอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ มีอาหาร ของกิน เยอะมากๆ ผมก็เลยจัดการลองชิม อิ่มกันไป เราต้องกินให้อิ่ม เพราะวันพรุ่งนี้เราต้องเดินทางจากเมืองเข้าสู่ที่ทำการสำหรับเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิ


credit:https://www.jnto.or.th/activities/fuji/

เช้าวันที่ 2 เรารีบตื่นกันตั้งแต่เช้า เช็คเอาท์จากโรงแรม แล้วรีบเดินทางกันต่อเพื่อไปยังบริเวณชั้นที่ 5 ของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินขึ้นสู่ยอดเขา สำหรับการเดินทางพวกเราเริ่มจากกันนั่งรถไฟแล้วไปที่จุดเปลี่ยนเป็นรถบัส สำหรับขึ้นไปยังชั้นที่ 5 ของภูเขาไฟฟูจิ โดยปกติสามารถขับรถยนต์ขึ้นมายังชั้นที่ 5 ของภูเขาไฟได้

วิวข้างทางจากรถไฟ สามารถมองเห็นภูเขาไฟได้อย่างชัดเจน

credit:https://www.jnto.or.th/activities/fuji/

ชั้นที่ 5 จุดเริ่มต้นการเดินขึ้นภูเขาไฟ

เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงชั้นที่ 5 กิจกรรมแรกที่ทำคือ การเติมพลังงาน เรามองหาร้านอาหารที่ราคาไม่แพงมากนัก ซึ่งต้องบอกว่าข้างบนนี้ก็มีร้านอาหารไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่นัก เรามาลงเอยที่ร้านที่อยู่ใกล้ๆ สถานี ผมหิวมากเลยสั่งเมนูที่น่าจะช่วยเติมพลังงานอย่างดี แต่จำชื่อไม่ได้

หลังจากเติมพลังงานกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเตรียมซื้ออุปกรณ์เดินเขา ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นครั้งแรกสำหรับพวกเราในการเดินขึ้นเขา เลยยังไม่รู้ว่าจะต้องซื้ออะไรบ้าง แต่แอบสังเกตจากนักเดินเขาที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ มีทั้งคนญี่ปุ่น ต่างชาติ ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ เต็มไปหมด ทุกคนดูมีความพร้อมและกระตือรือร้น แต่สำหรับพวกเราไม่ค่อยได้เตรียมตัวมากันสักเท่าไหร่ เตรียมแต่ใจมาล้วนๆ พวกเราจัดการซื้ออุปกรณ์ที่คิดว่าจำเป็น คือถุงมือ ไม้ค้ำยัน รวมถึงถังออกซิเจนแบบพกพา

ขอถ่ายภาพสักหน่อย ก่อนเดินทาง

เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทาง เราเริ่มออกเดินทางจากชั้นที่ 5 เวลาโดยประมาณ 4 โมงเย็น เป้าหมายของเราคือต้องไปถึงชั้นที่ 9 ก่อนเวลาประมาณ 2 ทุ่ม เพราะทางเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องนอนพักประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วตื่นมาเดินต่อขึ้นถึงยอดเขา เพื่อต้อนรับแสงแรกของวันบนยอดเขาพอดี

ชั้นที่ 9 เป็นชั้นสุดท้ายก่อนถึงยอดเขา

ในตอนเริ่มเราเร่งฝีเท้ากันเพื่อให้ถึงชั้นที่ 9 ทันเวลาก่อนมืด ซึ่งเราได้จองที่พักข้างบนไว้ก่อนหน้าเดินทาง

บรรยากาศรอบๆ หลังจากเดินกันมาสักพัก

ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง อาการของความเหนื่อยล้าเริ่มแสดงออกมา เราตกลงกันว่าหยุดพักก่อน

ดูอาการจากภาพเอาเองนะครับ

วิวจากชั้นที่ 5

ระหว่างทางผมมองไปรอบๆ เห็นวิวแบบนี้แล้วชื่นใจ มีกำลังใจเดินต่อครับ หลังจากผ่านช่วงแรกไปได้ ในชั้นต่อๆ ไป จะเป็นลักษณะเหมือนเส้นทางเดินที่สลับซ้าย ขวา ที่เจ้าหน้าที่ได้ทำไว้ให้สำหรับนักเดินเขา

สังเกตนักเดินเขาคนอื่นๆ อุปกรณ์จะพร้อมมาก

ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง อากาศเริ่มเย็นลง ยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยหมอกก้อนใหญ่ สวยงามมาก ระหว่างทางที่เราเดิน ก็จะมีนักท่องเที่ยวเดินตามๆ กันมา พอมาถึงชั้นที่ 7 ก็จะเจอกับที่พัก ซึ่งไม่ใช่ที่ๆเราจองไว้ แต่ขอนั่งพักเอาแรงสักหน่อย เพราะหายใจไม่สะดวก (ในที่สูงจะมีแรงดันอากาศและความเข้มข้นของออกซิเจนน้อยกว่าระดับน้ำทะเล และยิ่งสูงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ เช่น ที่ความสูง 3,000 เมตร (ประมาณ 9,800 ฟุต) จะมีแรงดันของออกซิเจนในอากาศแค่ 70% ของที่ระดับน้ำทะเล เป็นต้น เป็นผลทำให้ร่างกายมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลงด้วย ก่อให้เกิดการตอบสนองของระบบต่างๆ ของร่างกายซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมาได้) ขอแทรกสาระสักหน่อย


แต่เราจะพักกันบ่อยๆ ไม่ได้ เพราะเวลายิ่งมืดค่ำ จะทำให้มองเส้นทางไม่เห็น แล้วก็ยิ่งหนาวมากด้วย เราเร่งฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง อาการทุกคนตอนนี้เหนื่อยล้ามาก จนในที่สุดเราก็มาถึงชั้นที่ 9 ที่พักของเรา ผมรีบเข้าไปข้างในเพื่อเช็คอิน เพราะหมดเรี่ยวแรง อยากจะพักเต็มที จากนั้นก็จัดการนำบะหมี่สำเร็จรูปมาใส่น้ำร้อนที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าอาหารและน้ำดื่มเราต้องเตรียมมาเอง ข้างบนราคาจะเพิ่มขึ้นตามความสูงเลย แพงจริงๆ

จุดชมวิวจากบริเวณที่พัก ซึ่งสูงเหนือเมฆจริงๆ

เราเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเวลาประมาณ 3 ทุ่มจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้คนกำลังเตรียมสิ่งของสัมภาระ ผมลืมตาดูนาฬิกาประมาณตี 2 ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางกันต่ออีกประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อขึ้นไปดูแสงแรกบนยอดภูเขาไฟที่สวยงามลูกหนึ่งของโลกเลยทีเดียว สภาพอากาศตอนนี้ตี 2 มองออกไปมืดมิดสนิทตา เราไม่ได้เตรียมไฟฉายมาเลย มีเพียงแสงไฟจากมือถือของเราที่เป็นคอยนำทางเราขึ้นไป

เราเดินทางด้วยความยากลำบาก ก้าวไปเรื่อยๆ ในใจก็มีความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมา "นี่เรามาลำบากทำไมหว่ะ, นอนอยู่บ้านสบายๆ ฯ คำถามต่างๆนานา เต็มไปหมด เดินไปเรื่อยๆ

จนเกือบถึงยอดเขา มองดูนาฬิกาก็ใกล้ที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว เราน่าจะถึงยอดเขาไม่ทันดวงอาทิตย์ขึ้น

มองออกไปที่ขอบฟ้า เรื่งเห็นแสงสีส้มๆ นั่นคือสัญญาณของแสงแรกที่กำลังจะส่องมาให้ความอบอุ่นกับเรา แม้ว่าเราจะถึงบนยอดเขาไม่ทันดวงอาทิตย์ขึ้น แต่บรรยากาศ ณ ตอนนั้นมันงดงาม สวยงามอย่างบอกไม่ถูก นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ต่างหยิบกล้อง บ้างมือถือ ขึ้นมาบันทึกภาพที่สวยงามนี้

ณ จุดนี้เราอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3000 กว่ากิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าเมฆซะอีก

อีกประมาณ 200 เมตรเราก็จะถึงยอดเขาที่ตั้งใจไว้ แต่ด้วยพละกำลังตอนนี้ แค่ยกเท้าก้าวยังไม่ไหว เราจึงใช้วิธีเดินสามก้าวหยุด เดินสามก้าวหยุด แบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งความรู้สึกตอนนี้มันบอกไม่ถูก ไม่สามารถบรรยายได้ มันเหนื่อย มันล้า มันท้อ คำถามมากมายเกกิดขึ้นบนหัวของผม แต่ในที่สุด พวกเราก็สามารถฟันฝ่าความรู้สึก สภาพร่างกายที่ไร้กำลัง ฝืนพาตัวเองขึ้นมาถึงยอดภูเขาไฟฟูจิได้

อากาศข้างบนหยาวเย็น ลดพัดแรงมาก ผมหมดแรงสลบอย่างรวดเร็ว เราไม่สามารถอยู่บนยอดเขาได้นาน ผมจึงขอเดินไปบริเวณปากป่องภูเขาไฟสักหน่อย แต่ไม่กล้าเดินไปใกล้มากเพราะลดแรง มันสามารถพัดตัวผมตกลงไปได้เลย และที่สำคัญไม่มีที่กั้นใดๆ ทั้งสิ้น


ถ้าเดินลงไปอีก คงไม่ได้กลับมาแน่ๆ หลังจากใช้เวลาข้างบนได้ไม่นาน พวกเราก็ต้องเดินลงเขา ซึ่งเส้นทางลงเขา มันเป็นอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งจะชันกว่า แต่เร็วกว่าขาขึ้นมาก

เส้นทางที่มีลูกศรลง

ขาลงเราทำเวลาดีมากใช้เวลาไปประมาณ 5-6 ชั่วโมง จากยอดเขาจนถึงชั้นที่ 5

สรุป

- ระยะเวลาขาขึ้น ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงชั้น 9 ที่พัก ประมาณ 2-3 ทุ่ม พักผ่อน 6 ชั่วโมง เดินขึ้นต่ออีก 4 ชั่วโมง ขาลงประมาณ 5-6 ชั่วโมง

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ผมบอกได้เลยว่ามันคุ้มค่ามาก มันเป็นการต่อสู้กับตัวเอง กับตัวเองโดยแท้จริง มันเข้มข้นกว่าวิ่งมาราธอน เมื่อตอนเริ่มต้นเดิน ทุกคนจะมองไปที่เป้าหมายเหมือนกันคือ ยอดเขา เราต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจ เต็มที่แต่เมื่อก้าวเดินไปแล้วเราได้เจอ ได้พบอุปสรรคมากมาย อาจเกิดอาการท้อแท้ หมดหวัง หมดแรง ถ้าใครไม่ไหวก็ต้องเดินกลับ คนที่ไหวก็ต้องเดินต่อ เราทุกคนต้องการที่จะไปถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุด ซึ่งคิดว่าถ้าถึงเป้าหมายหรือยอดเขาแล้ว เราจะรู้สึกสุดยอด แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันไม่มีอะไรเลย ความรู้สึกมันว่างเปล่า มันหนาว มองลงมาแทบจะไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดใดเลย เราตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับภูเขา อยู่บนจุดสูงสุดได้ไม่นานก็ต้องกลับลงมา ผมจึงกลับมาคิดทบทวนว่าจริงๆแล้ว ความสวยงามมันไม่ได้มีแค่ธรรมชาติรอบๆตัวเรา มันยังมีความสวยงามที่ซ่อนอยู่ บางคนอาจมองเห็น บางคนอาจมองไม่เห็น แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ ความสวยงามระหว่างทาง เราพบเจอมิตรภาพดีๆ เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อน เราผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน เราท้อ เราสิ้นหวัง เราหมดแรงเหมือนไม่มีชีวิต แต่เราผ่านมันไปด้วยกันได้ เหมือนกับคำพูดปิดท้ายของ"รายการหนังพาไป"

"จุดหมายปลายทาง อาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม"






ความคิดเห็น