คนเดียวก็ "สบายดี" หลวงน้ำทา ลาวเหนือ รีวิวโดย GoAloneTravel

สวัสดีครับ ห่างหายไปนานพอสมควร และแล้วผมก็ได้ฤกษ์งามยามดีในการเขียน Blog "หลวงน้ำทา ประเทศลาว" เสียที พลัดผ่อนมาเป็นเดือนแล้ว 555+ เอาละ มาเริ่มกันเลยครับ "เมืองหลวงน้ำทา" เป็นเมืองหลวงของแขวงหลวงน้ำทา อยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวครับ ติดพรมแดนประเทศจีนเลยทีเดียว เป็นสถานที่ที่บรรยากาศถือว่าดีมากเลยค

คนเดียวก็ "สบายดี" หลวงน้ำทา ลาวเหนือ

คนเดียวก็ "สบายดี" หลวงน้ำทา ลาวเหนือ

 วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 00.38 น.

 วันที่เดินทาง 19 ต.ค. 2562

สวัสดีครับ ห่างหายไปนานพอสมควร และแล้วผมก็ได้ฤกษ์งามยามดีในการเขียน Blog "หลวงน้ำทา ประเทศลาว" เสียที พลัดผ่อนมาเป็นเดือนแล้ว 555+ เอาละ มาเริ่มกันเลยครับ "เมืองหลวงน้ำทา" เป็นเมืองหลวงของแขวงหลวงน้ำทา อยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวครับ ติดพรมแดนประเทศจีนเลยทีเดียว เป็นสถานที่ที่บรรยากาศถือว่าดีมากเลยครับ สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน ใช้ชีวิตแบบ Slow life ครั้งนี้ผมก็เดินทางคนเดียวเช่นเคย จองตั๋วเครื่องบินไว้ช่วงโปรโมชั่น ราคาไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงราย เพียงแค่ 274.90 บาท เท่านั้นเองครับ

แหวกรถติดจากคอนโดย่านลาดปลาเค้าไปถึงสนามบินดอนเมืองในช่วงเช้าวันศุกร์ กับบรรยากาศฝนตกพรำๆ เอาเรื่องเลยทีเดียว ไหนจะได้นั่ง Shutter bus ต่อไปยังเครื่องบินด้วย ก็แออัดกันพอสมควร

สภาพเครื่องบินที่จะโดยสารวันนี้ แอร์เอเชีย แอร์บัส A320 ลำงาม เปียกฝนนิดหน่อย

10 โมงครึ่ง ก็เดินทางมาถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ก็รีบเดินออกมาขึ้นรถ CR-Bus ต่อไปยัง บขส. เชียงราย แห่งที่ 2 เลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย

เมื่อมาถึง บขส. ก็รีบวิ่งไปจุดจำหน่ายตั๋วโดยสารของ บขส. เพื่อซื้อตั๋วไปหลวงน้ำทาเลย ราคา 500 บาท

ต้องใช้ Passport ในการซื้อตั๋วด้วยนะ ได้รถสาย เชียงใหม่-หลวงพระบาง รอบเวลา 12:30 น.

นั่งรออยู่นานพอดู ประมาณ เกือบบ่ายโมง รถก็เข้าเทียบชานชลา สภาพรถเป็นตามรูปข้างล่างครับ

ที่นั่งใหม่ สะอาด นั่งสบาย ผมขึ้นมาคนแรก โล่งเชียว 555+

ซักพักพนักงานประจำรถก็นำน้ำดื่มและของว่างมาแจก คนก็เริ่มทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ จากนั้นก็ออกเดินทางครับ

เกือบ 2 ชั่วโมง รถก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ ทำเรื่องเพื่อขอออกนอกประเทศครับ แป๊บเดียว

จากนั้นก็กลับมาขึ้นรถ ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขง ไปยังฝั่งลาวกัน

ทำเรื่องขอเข้าประเทศที่ด่านบ่อแก้ว เสียค่าธรรมเนียมประมาณ 50 บาท ครับ

จากนั้นก็ขึ้นรถแล้วออกเดินทางต่อยาวๆ พอข้ามมาฝั่งลาว สัญญาณมือถือเริ่มไม่ OK แล้วครับ ต้องเปลี่ยน ผมใช้ Data Roaming เลยเลือกใช้สัญญาณได้เลย ผมเลือก Unitel ไปเอาจริงๆ GSM จะแรงกว่านะครับ จากนั้นก็เล่น Net ได้ตลอดเส้นทาง ยาวๆ ไป

การสัญจรที่ประเทศจะคนละฝั่งกับบ้านเรานะครับ ช่วงแรกๆ อาจจะดูแปลกๆ ตา ไม่ค่อยชิน

ธรรมชาติ 2 ข้างทาง สวยงามมากครับ ยังคงความเป็นธรรมชาติและชนบทที่สมบูรณ์แบบ

หลัก กม. บอกเหลืออีก 144 กม. นี่ก็นั่งรถมาจะ 3 ชม. แล้วนะ 555+

แต่ก็ไม่ค่อยเบื่อครับ เพราะชมวิวข้างทางไปได้เรื่อยๆ สวยๆ ทั้งนั้น

รถขับผ่านหมู่บ้าน เด็กๆ ก็วิ่งออกมาโบกไม้โบกมือ เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกันครับ

บนรถเองก็มีสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน สาวน้อยฝรั่งกำลังถ่ายภาพวิวข้างทาง น่ารักเลยทีเดียว 555+

เวลาล่วงเลยมาทุ่มกว่าแล้ว ผมก็ยังคงอยู่บนถนนครับ ยังไม่ถึง กว่าจะถึงก็เกือบ 3 ทุ่มครับ

พอถึง บขส. หลวงน้ำทา ผมก็เหมารถตุ๊กๆ เข้าไปยังตัวเมืองที่อยู่ห่างไปเกือบ 7 กม. แล้วรีบไปเช็คอินที่พัก

ก่อนจะออกไปเดินตลาดมืด เพื่อหาข้าวเย็นกิน บรรยากาศวังเวงสุดๆ 55+

และแล้วผมก็มาจบที่ "เฝอ" ร้านนี้ครับ ราคาอยู่ที่ 15,000 กีบ หรือประมาณ 50 บาท

ไม่รู้ผมหิวรึเปล่า แต่อยากจะบอกว่า โคตรอร่อยเลยครับ ผมซดยันน้ำเลย 555+

ยังไม่จบครับ มานั่งกิน "หม่าล่า" ต่ออีก ไม่ละ 2,000 กีบ เองครับ

พออิ่มหน่ำสำราญแล้ว จากนั้นผมกลับที่พักเพื่อพักผ่อนครับ ทั้ง 3 วันที่อยู่ที่นี้ ผมพักที่ Thoulasith Guesthouse ตลอดเลยครับ สวยงามน่าอยู่ ราคาก็ไม่แพงครับ

สภาพที่พักโดยรอบก็บรรยากาศร่มรื่นสวยงามครับ

หลักจากเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน วันนี้ขอพักผ่อนเอาแรงแบบเต็มที่เลยครับ

********** จบวันที่ 1 **********

--------- วันที่ 2 --------

วันนี้วันเสาร์ ตื่นมาสายๆ ซักประมาณ 8 โมง ก็อาบน้ำแต่งตัวเดินออกไปหาเช่ารถมอเตอร์ไซต์ไว้ใช้ในการเดินทางดีกว่า เดินออกมาถึงถนนใหญ่ สภาพบ้านเมืองในช่วงตอนกลางวัน ก็แทบไม่ต่างจากบ้านเราเลยครับ

ลืมบอกไป เมื่อคืนที่มาจาก บขส. ผมใช้บริการรถแบบนี้เข้ามา ช่วงดึก คิดบริการแบบเหมาคนเดียว แอบโหด 30,000 กีบ เลยทีเดียว

จากนั้นก็เดินเลี้ยวซ้าย (จากทางเข้าที่พัก) จะเจอธนาคารและตู้ ATM เพียบเลย รถเช่ารถมอเตอร์ไซต์ จะอยู่ตรงข้ามพอดีเลยครับ

มีหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาให้เลือก ผมก็จัดคันกลางๆ ไป ตกวันละ 80,000 กีบครับ

ได้รถเสร็จ ก็ต้องหาปั้มเพื่อเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้ คิดว่าจะใช้หมดแน่นอน ขับลงทิศใต้ไปเรื่อยๆ เจอปั้ม บอกน้องไป เต็มถึงเจ้าววววว

เต็มถังราคาก็ไม่ถึง 50,000 กีบเลย 555+

ถนนหนทางก็เป็นถนนลาดยางอย่างดี ขับขี่สบายครับ

แต่ที่เสียใจคือขี่ตรงไปเลยปั้มที่เติมไปซักพัก ไปเจอปั้ม ปตท. เสียดายเติมไปแล้ว ไว้ครั้งหน้าแล้วกัน 555+ จากนั้นท้องเริ่มหิว ไปหาร้านอาหารกินดีกว่า ขับวนไปเรื่อยๆ ไปเจอร้านนึงน่าสนใจครับ ชื่อ "ร้านต้นกล้า" สถานที่ทั้งหมดที่ว่ามาอยู่ในแผนที่ข้างล่างครับ

เมนูก็มีหลากหลายมากครับ เลือกแทบไม่ถูกเลย ไม่เลยจัดอาหารจานเดียวไปซะเลย

มาแล้วครับ กระเพราเนื้อไข่ดาว กินกับน้ำโค๊กเย็นๆ ที่สุดเลยทีเดียวครับ ผมเชียร์ร้านนี้เลยครับ อร่อยจริงๆ

หลังกินข้าวเสร็จนั่งมองดูนาฬิกา ขณะนี้เป็นเวลา 10:00 น. เอาวะ เวลาเหลือเฟือ ไปเมืองสิงห์ดีกว่า 60 กม. เอง ว่าแล้วก็ออกเดินทาง 555+

สภาพถนนลาดยางตลอดทางครับ มีขรุขระ รื้อทำใหม่บ้างเป็นบางช่วง

ระหว่างทางชาวบ้านก็เลี้ยงสัตว์กันแบบปล่อยเลยทีเดียว ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร

วิวข้างทางก็สวย บรรยากาศดี ขับไม่เกิน 40 ไปตลอดทาง (เมื่อไหร่จะถึง 55+)

มีสิ่งปลูกสร้างที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆ ตลอดทาง

มาได้ซักพัก เจอ "เขื่อน" ก็อดที่จะเก็บภาพไม่ได้ วิชาชีพเข้าสิง 555+

และแล้วผมก็เห็นป้ายที่บอกว่า เราใกล้จะถึง "เมืองสิงห์" แล้วครับ ระบมไปหมดแล้วก้นผม 555+

หลุดจากภูเขามา ก็เป็นที่ราบขนาดใหญ่ "วิว" สวยงามมากครับ แต่่.... ทำไมเมฆมันครึ้มๆ 555+

ขับต่อไปซักหน่อย โอ้ยย ไม่ไหวแล้ว บรรยากาศสวยจริงๆ ขอเก็บอีกซักภาพ

เก็บภาพเสร็จก็กลับขึ้นถนนต่อ เปียกเอาเรื่อง ฝนพึ่งผ่านไป โชคดีผมไม่โดน 555+

และแล้วก็มาถึง ซุ้มประตูทางเข้าเมืองสิงห์ เมฆแลดูเอาเรื่องทีเดียว (จะรอดไหม 55+)

สุดท้ายแล้วผมก็ไม่โดนฝนครับ โชคดีจริงๆ ก็แว้นมอไซต์ รอบเมืองเก็บภาพจุดสำคัญต่างๆ ของเมืองสิงห์มาฝากครับ

อันนี้ เหมือนเป็นจุดใจกลางเมืองสิงห์ครับ

จุดเป็นเป็นวัดสำคัญประจำเมืองสิงห์

มีเจดีย์องค์สีทองอยู่ด้านข้าง

ไม่ไกลจากวัดก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองสิงห์ครับ เป็นอาคารไม้เก่าโบราณ ผมได้แค่ถ่ายภาพไม่ได้เข้าไป

จากนั้นก็ตระเวนไปแทบจะทั่วเมือง หนทางสะดวกสบาย และชักเริ่มหิว

แวะตลาดเสียเลย คนอย่างเยอะครับ ของขายเยอะมาก

ก็ได้เฝอเช่นเดิม แต่ไม่ได้ถ่ายมานะครับ ก็อร่อยดี สภาพตลาดก็คล้ายๆ บ้านเรา

จากนั้นผมก็ตั้งใจว่าจะกลับหลวงน้ำทาแล้ว เดี๋ยวขับขี่ขึ้นเขาตอนกลางคืนจะอันตราย ก่อนกลับระหว่างทางก็แวะอีก 1 วัด อาคารสวย แปลกตาดี

มีเจดีย์อยู่ข้างๆ เช่นเดียวกับวัดก่อนหน้า

จากนั้นผมก็ขี่มอเตอร์ไซต์กลับหลวงน้ำทาครับ กว่าจะถึงก็เกือบ 4 โมงเย็น เริ่มหิวอีกแล้ว ขอกินหรูซักมื้อดีกว่า จัดร้านสเต็กหน้าที่พักนี่แหล่ะ ลุ้ยยย

บรรยากาศชิวๆ ดีครับ มีกาแฟ หรือเครื่องดื่มต่างๆ ให้บริการด้วย (ช่วงเช้าร้านนี้ฝรั่งจะเยอะมาก)

ระหว่างรออาหารที่สั่งไว้ มีชาวเขาเผ่าม้งเอาของมาเร่ขาย สงสารเลยจัดมา 20,000 กีบ อะไรก็ไม่รู้ครับ 555+ (เห็นว่าเป็นสายรัดข้อมือ)

และแล้วสเต็กเนื้อของผมก็มา น่ากินดีมากครับ

และแล้วก็จริงดังที่หวัง อร่อยมากครับ เนื้อแบบ medium rare ฉ่ำๆ สุดๆ โคตรฟินนนเลย

หลังจากท้องอิ่ม ก็เริ่มเช็คเงินในกระเป๋า เหลือติดตัวอยู่ประมาณ 4.5 แสนกีบ (ประมาณ 1,500 บาท) น่าจะไหว

เวลายังเหลืออีกโขก่อนจะค่ำ ไปสถานที่น่าสนใจอื่นๆ ต่อดีกว่า ตามแผนที่ข้างล่างนี้เลยครับ

จุดแรกเป็นพระธาตุหลวงน้ำทา เป็นพระธาตุใหม่ที่ชาวหลวงน้ำทาทุกเผ่าร่วมใจกันสร้างขึ้น ขี่มาถึงปากทางขึ้น เดี๋ยวสิไม่เดินนา มีถนนขึ้นถึง 555+

หลังจากขึ้นมาถึงก็จอดรถไว้ เดินไม่ถึง 50 เมตรก็ถึงตัวพระธาตุครับ

จากจุดจอดรถไปยังตัวพระธาตุจะมีทางเดินไปจดถึงหอระฆังก่อนเข้าประตูพระธาตุ จะสังเกตุเห็นรูปปั้นชาวเขาเผ่าต่างๆ ยืนรอต้อนรับท่านๆ อยู่ด้วย

บ่งบอกถึงความสามัคคีของเผ่าต่างๆ ที่ร่วมกันสร้างพระธาตุนี้ขึ้นมา

ตัวพระธาตุสีทองอร่ามงดงามทีเดียวครับ

มีป้ายเล่าถึงความเป็นมาด้วย

ฝั่งตรงข้ามพระธาตุเป็นวิวมุมสูงเมืองหลวงน้ำทาครับ

จากนั้นผมก็ขี่มอเตอร์ไซต์ไปจุดถัดไป นั้นคือสะพานไม้ข้ามแม่น้ำทาครับ Classic ทีเดียว

ใช้สัญจรได้แค่คนเดินข้าม จักรยานและรถมอเตอร์ไซต์เท่านั้นนะครับ

จากนั้นก็แวะมาต่อตลาดมืด (ที่ผมได้แวะมาตั้งแต่วันแรกที่ดูวังเวงๆ ) แต่ตอนนี้เป็นช่วงเย็นแม่ค้าเริ่มตั้งของ

ไม่นานผู้คนก็เริ่มออกมาเดินซื้อของกัน มีของน่าสนใจเยอะเหมือนกันครับ เดินดู เดินกินไปเรื่อยๆ 55+

ร้านที่ผมนั่งกินเฝอเมื่อวาน วันนี้โต๊ะเต็มแล้วครับ 555+ แต่ไม่เป็นไร ผมยังอิ่มสเต็กเนื้อจานนั้นอยู่ >_<

วันนี้เดินทางไกล เพลียสุดๆ กลับถึงห้องอาบน้ำนอน ก็หลับเป็นตายเลยครับ

*******จบวันที่ 2 ******

---------- วันที่ 3 ---------

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้าเลยครับ ผมก็รอจนฝนหยุดตก ค่อยออกมาหาอะไรกิน เดินมาแถวที่พักนั้นแหล่ะ

และแล้วก็มาจบที่ร้านเฝอตรงข้ามร้านเช่ารถมอเตอร์ไซต์ ได้เยอะแถมอร่อยอีกต่างหาก 555+

จากนั้นก็ขี่มอเตอร์ไซต์ลงไปทางใต้ (ทางไปสนามบินและ บขส.) เพื่อไปแวะปั้มน้ำมัน ปตท.

ขอจัดกาแฟรสชาติที่คุ้นเคยสักแก้ว Amazon cafe นั้นเอง

ได้มาแล้วครับ รสชาติเหมือนบ้านเราจริงๆ ด้วย ฟินนนนนน

นั่งแช่อยู่นาน ก็ค่อยขี่มอเตอร์ไซต์ลงใต้ต่อไป เจอจุดสำคัญของที่นี้อีกแห่ง เป็นวัดโบราณของเมือง แต่ฝนตก คือเข้ายากแท้ 555+

ก็พยายามขี่เข้าไปจนได้ 555+

จากวัดโบราณ ผมก็ขี่ต่อไปยังร้านอาหารสำหรับอาหารเที่ยงวันนี้ ชื่อร้านครัวไท ครับ ตามแผนที่ด้านล่างเลยครับ

ตลอดเส้นทาง ถนนหนทาง และบรรยากาศดีมากครับ

และแล้วผมก็มาถึงครับ เป็นร้านอาหารไทยครับ มีอาหารคุ้นเคยเพียบ แต่ฝนตก ทางเข้าเลยแฉะนิดหน่อย 55+

หลังจากสั่งอาหารเสร็จก็เดินไปชมวิวหลังร้าน บรรยากาศดีทีเดียว

และแล้วอาหารที่สั่งก็มาครับ ผัดพริกหมูราดข้าว และต้มยำปลาคัง อร่อยทีเดียว

จากนั้นก็ขี่รถไปยังจุดไฮไลท์ของเมืองหลวงน้ำทาครับ "ทุ่งนากลางหุบเขา" ตามแผนที่เลยครับ

พอมาถึงตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งนา เขียวชะอุ่มเลยครับ

ตัดกับกระท่อมในทุ่งนา ให้ความรู้สึกและบรรยากาศที่ดีมากๆ เลยครับ

มันสวยจริงๆ นะครับ แต่ผมถ่ายรูปมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ อยากให้มาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ

จากนั้นผมก็กลับที่พัก เพื่อนอนเอาแรง เดี๋ยวคืนนี้จะลองออกไปเที่ยวกลางคืนที่นี้ดูเสียหน่อย เห็นว่ามีหลายร้านเหมือนกัน แต่....ดันหลับยาว ตื่นมาแล้วเลยขี้เกียจครับ ไม่ออกดีกว่า 555++ สุดท้ายได้เอาหนังสือมานั่งอ่านถึง 4-5 ทุ่ม ก็นอน เดี๋ยวต้องตื่นเช้า เอารถไฟคืน แล้วต้องรีบไป บขส. แต่เช้า

****** จบวันที่ 3 ******

--------- วันสุดท้าย ---------

วันนี้ต้องรีบตื่นครับ เอารถไปคืนก่อน 8 โมงเช้า แล้วก็เรียกรถกระเปาะไปส่งที่ บขส. ที่อยู่นอกเมืองครับ วันนี้วันจันทร์ ระหว่างทาง เด็กๆ กำลังปั่นจักรยานไปโรงเรียนกัน

และแล้ว ผมก็มาถึง บขส. แล้วครับ คิวรถไปบ่อแก้วจอดอยู่นู้นนนนนนน

ตรงนี้ครับ (รถกระเปาะก็ไปจอดเสียตั้งไกล 55+)

รถคนเริ่มเยอะแล้ว ต้องรีบวิ่งไปซื้อตั๋ว เดี๋ยวเต็มก่อน เข้าไปซื้อด้านในตัวอาคารครับ

ได้มาเรียบร้อยแล้วครับ ในราคา 60,000 กีบ

ถึงเวลาก็ออกตรงเวลาครับ ไม่ถึงกับปลากระป๋องแต่ก็แน่นทีเดียว

อาจจะดูหวานเย็น แต่พี่แกซิ่งนะครับ 555+

ระหว่างทางฝนก็ตก อากาศเลยไม่ร้อน

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางมาถึง บขส.เมืองบ่อแก้ว แขวงบ่อแก้ว (เมืองตรงข้ามเชียงของ) ก็ต้องรีบไป บขส. ระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่คนละที่กัน ห่างกันเกือบ 2 กม. จากนั้นรีบไปซื้อตั๋วไว้ ตรงช่องนี้

สภาพ บขส. สายต่างประเทศครับ รถคันข้างๆ คือรถที่ผมจะต้องนั่งกลับเชียงราย 555+

ได้ตั๋วมาเรียบร้อยครับ ราคา 220 บาท กว่ารถจะออกก็ สี่โมงครึ่ง มีร้านนวดใกล้ๆ ไปแวะนวดรอก่อนได้ครับ

เวลา 16:30 น. รถก็ออกตรงเวลา ไปเสียเวลาตรงด่านนานหน่อยครับ คนต่างชาติเข้าไทย จะโดนตรวจนานหน่อย

ออกจากด่าน มุ่งหน้าสู่เชียงราย นั่งจนเบื่อไปเลยครับ จนค่ำ ทั้งคันมี 3 คน 555+

รถทัวร์สาย 11 มาจอดที่ บขส.2 ตรงเวลา ไม่เกิน 2 ทุ่ม ยังมีรถ CR-BUS เหลือให้บริการอยู่ โชคดีจริงๆ

ขึ้นไปก็นั่งคนเดียวอีกเช่นเคย เหงาๆ ไป 555+

มาถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ทันกำหนด นั่งรอขึ้นเครื่อง แบบเพลียๆ ไป ถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นเครื่อง

กลับถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

*****จบการเดินทาง*****

สรุปค่าใช้จ่าย

1. ค่าตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ) ช่วงโปรโมชั่น 275 บาท

2. ค่ารถทัวร์ (ไป-กลับ) รวมประมาณ 1,000 บาท

3. ค่ารถเหมาในหลวงน้ำทา ประมาณ 50,000 กีบ หรือ 180 บาท

4. ค่าที่พัก จองกับ Agoda คืนละ 100,000 กีบ 3 คืน รวม 300,000 กีบ หรือ 1,050 บาท

5. ค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ วันละ 80,000 บาท 2 วัน รวม 160,000 กีบ หรือ 550 บาท

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดทริป ประมาณ 2,500 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประมาณ 5,500 บาท


ผมว่าเป็นอีกทริปที่เหนื่อยเอาเรื่องทีเดียวครับ แต่ก็สนุกดี ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ ปล่อยให้เวลาไหลไปช้าๆ เป็นเมืองที่น่าสนใจดีนะครับ ผมอยากแนะนำให้ลองไปสัมผัสดู บางทีอาจจะชอบเหมือนอย่างผมก้ได้ครับ แล้ว พบกันใหม่ทริปหน้าครับ


ติดตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ที่

Blog : https://goalonetravel.blogspot.com/

FB Page : https://www.facebook.com/คนเดียวก็ไปเที่ยวได้-1238634139627858/



ความคิดเห็น