✦ คาบสมุทรบอลติก ✦ แบคแพคเดี่ยว 13 วัน 5 ประเทศ : Part 2 - ลัตเวีย 🇱🇻 & เอสโตเนีย 🇪🇪​ รีวิวโดย Mountain Seal

มาต่อกันที่ทริปแบคแพคในคาบสมุทรบอลติกกันในพาร์ทที่สองนะครับ ใครหลงเข้ามายังไม่ได้อ่านตอนแรก กดไปอ่านจากลิ้งด้านล่างได้เลยครับ Part 1: ภาพรวม และ Day 1-4 ประเทศลิทัวเนีย🇱🇹 โดยพาร์ทนี้จะเป็นวันที่ 5-9 ของการเดินทาง ซึ่งอยู่ในประเทศลัตเวีย🇱🇻 และเอสโตเนีย🇪🇪ครับ Day 5: 🇱🇻 Riga (Old Town)D

✦ คาบสมุทรบอลติก ✦ แบคแพคเดี่ยว 13 วัน 5 ประเทศ : Part 2 - ลัตเวีย 🇱🇻 & เอสโตเนีย 🇪🇪​

✦ คาบสมุทรบอลติก ✦ แบคแพคเดี่ยว 13 วัน 5 ประเทศ : Part 2 - ลัตเวีย 🇱🇻 & เอสโตเนีย 🇪🇪​

 วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 10.45 น.

 วันที่เดินทาง 4 พ.ย. 2562

มาต่อกันที่ทริปแบคแพคในคาบสมุทรบอลติกกันในพาร์ทที่สองนะครับ ใครหลงเข้ามายังไม่ได้อ่านตอนแรก กดไปอ่านจากลิ้งด้านล่างได้เลยครับ

Part 1: ภาพรวม และ Day 1-4 ประเทศลิทัวเนีย🇱🇹


โดยพาร์ทนี้จะเป็นวันที่ 5-9 ของการเดินทาง ซึ่งอยู่ในประเทศลัตเวีย🇱🇻 และเอสโตเนีย🇪🇪ครับ

Day 5: 🇱🇻 Riga (Old Town)
Day 6: 🇱🇻 Riga (Ķemeri National Park)
Day 7: 🇱🇻🇪🇪 Riga - Tallinn
Day 8: 🇪🇪 Tallinn (Old Town)
Day 9: 🇪🇪 Tallinn (Lahemaa National Park)




Day 5: Riga 🇱🇻


หลังเดินทางร่อนเร่มา 4 วัน ผ่านเมืองเก่า ป้อม รัฐอิสระที่มีรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแมว ทะเลทราย และเนินเขาที่เต็มไปด้วยไม้กางเขน ก็ถึงเวลาโบกมือบ้ายบายประเทศลิทัวเนียแล้วครับ

วันที่ 5 ของการเดินทาง ผมออกจากเมือง Šiauliai แต่เช้า นั่งรถข้ามชายแดนไปยังเมืองริก้าประเทศลัตเวียครับ ใกล้ๆกับชายแดนลิทัวเนีย-ลัตเวียเป็นที่ตั้งของ Rundāle Palace ครับ ถ้ามีเวลาสามารถแวะเที่ยวที่นี่ก่อนได้หรือจะซื้อ Day Tour มาจากริก้าหรือวีลนิอุสมาก็ได้ แต่ผมข้ามที่นี่ไปครับ

ลัตเวียเปรียบเสมือนน้องคนเล็กในประเทศกลุ่มบอลติก มีพี่สองคน พี่คนนึงเป็นนักกีฬาที่แข็งแรงว่องไวพร้อมจะสู้กับศัตรูจากทุกสารทิศอย่างลิทัวเนีย และพี่อีกคนที่เป็นเด็กศิลป์ มีความอาร์ต รักสงบ รักในเสียงเพลง และฮิปสเตอร์เบาๆอย่างเอสโตเนียครับ น้องคนเล็กคนนี้จึงค่อนข้างเงียบ มีความตามพี่ๆทั้งสองคน โดยลัตเวียมักจะโดนลิทัวเนียและเอสโตเนียแซวว่าเป็นประเทศที่เชื่องช้าอยู่เสมอๆ

จาก Šiauliai ไปยังริก้าเลยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผมซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าไว้ เพราะรถรอบนี้คนเยอะมากครับ ถ้ามาซื้อหน้างานมีโอกาสรถเต็มแบบที่เพื่อนไต้หวันโดนไปเมื่อวาน รถจะออกจากชานชาลาที่ 7 เป็นรถทัวร์คันใหญ่โดยจะแวะจอดที่สนามบินริก้าก่อนถึงตัวเมืองครับ

เราจะมาลงที่สถานีรถบัสซึ่งจะอยู่ติดกับ Central Market และสถานีรถไฟเลย ซึ่งจะอยู่ติดกับ Old Town ด้วยทำให้สะดวกมากๆครับ ส่วนที่พักที่ผมจองไว้อยู่ใน Old Town และห่างจากสถานีรถบัสและรถไฟแค่ 500 เมตรเท่านั้นครับ

ที่พักคืนนี้ชื่อว่า Wicked Weasel Hostel ครับ เป็น Hostel ที่ได้เรตติ้งดีเกือบที่สุดในริก้าครับ ผมจองเป็นห้องเดี่ยว แบบใช้ห้องน้ำรวมไว้ ราคาจะแพงกว่าคืนอื่นๆหน่อยนึงครับอยู่ที่คืนละ 35 ยูโร ผมซักผ้าที่นี่รอบนึงด้วยครับ โดยค่าบริการอยู่ที่ 6 ยูโรครับ รอประมาณ 4 ชม. หรือจะซักตอนดึกๆและรับตอนเช้าก็ได้ครับ ที่สำคัญคือถ้าพักกับที่นี่ จะมีเบียร์ให้ฟรีแก้วนึงครับ :D

เก็บของเสร็จแล้ว วันนี้ผมจะเก็บที่เที่ยวใน Old Town ของริก้าครับ โดยทุกที่ใน Old Town เดินเท้าไปได้หมด มันอยู่ใกล้กันมากเพราะขนาดเมืองไม่ใหญ่เลยครับ โดยที่ๆผมไปมีดังนี้ครับ

  1. Bremen Town Musicians
  2. St. Peter's Church
  3. House of the Black Heads
  4. Riga Cathedral & Dome Square
  5. Swedish Gate & Powder Tower
  6. Bastejkalna Park
  7. Freedom Monument & Laima Clock
  8. Līvu Square & Egle Park
  9. Three Brothers
  10. Galerija Centrs

ไม่ต้องเที่ยวเรียงตามนี้ก็ได้นะครับ เมืองนี้เดินเล่นลัดเลาะไปได้ทุกเส้นครับ


Bremen Town Musicians

จุดแรกสุดที่ผมไปคือรูปปั้น "เหล่านักดนตรีแห่งเมือง Bremen" ซึ่งเป็นเทพนิยายในหนังสือของพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งเมือง Bremen ในเยอรมันนับเป็นเมืองพี่น้องกับริก้าครับ รูปปั้นนี้อยู่ติดกับ St. Peter's Church เลย รอบๆรูปปั้นจะมีร้านขายของเต็มไปหมด เป็นจุดที่คึกคักมากจุดนึงในริก้าครับ


St. Peter's Church

จากรูปปั้นวนอ้อมตัวโบสถ์ไปเราก็จะพบกับทางเข้า St. Peter's Church ด้านในนั้นจะเปิดให้เข้าชมฟรีครับ แต่ถ้าอยากจะขึ้นลิฟท์ไปดูวิวบนหอคอยจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 9 ยูโรครับ (นักศึกษา 7 ยูโร) ซึ่งแนะนำให้ขึ้นนะครับ วิวด้านบนสวยมากๆ มองเห็นทุกทิศ ทุกแลนด์มาร์คของริก้าเลยครับ


House of the Black Heads

พอลงมาจากหอคอยผมเดินต่อไปยัง House of the Black Heads ซึ่งเป็นสมาคมพ่อค้าในอดีตครับ แต่ตัวตึกดั้งเดิมนั้นถูกทำลายไปแล้วในสมัยสหภาพโซเวียตครับ ตึกที่เห็นนั้นถูกสร้างขึ้นมาใหม่ช่วงปี 1996 นี่เอง

เนื่องจาก Old Town ที่นี่ไม่ค่อยใหญ่ผมจึงวนผ่านกลับมาที่ตึกนี้หลายรอบมากครับ รวมถึงออกมาถ่ายไฟตอนเย็นด้วยครับ



Riga Cathedral & Dome Square

ที่ต่อมาคือ Riga Cathedral ซึ่งตอนผมไปเข้าไปข้างในไม่ได้ครับ ไม่แน่ใจว่าปกติเข้าได้มั้ย แต่จุดเด่นๆของที่นี่คือ Dome Square ที่อยู่ติดๆกันครับ เพราะลานนี้เต็มไปด้วยร้านอาหาร และเป็นจุดที่มีตึกสวยๆอยู่มากมายครับ


Swedish Gate & Powder Tower

ทั้งสองที่นี้อยู่ใกล้ๆกันตรงสุดขอบด้านเหนือของ Old Town ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นแค่แลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ของเมืองเท่านั้นเอง

Swedish Gate คือประตูเมืองเก่าที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยที่เมืองถูกปกครองโดยสวีเดนครับ โดนถนนที่นำไปยัง Swedish Gate ก็จะเต็มไปด้วยร้านอาหารเช่นกันครับ และเมื่อทะลุประตูเข้าไปแล้วก็จะเจอจุดที่เป็นป้อมทหารเก่า และมีรูปปั้นผี (The Ghost) เฝ้าอยู่ด้วยครับ


ส่วน Powder Tower นั้นคือ หอคอยที่เก็บดินปืนเก่าของเมืองครับ


Bastejkalna Park

Bastejkalna Park เป็นสวนสาธารณะใหญ่ และยาวขนานกับทางเหนือของ Old town ตรงข้ามกับแถบ Swedish Gate และ Powder Tower พอดีครับ โดยผมเดินข้ามถนนใหญ่จาก Powder Tower ไป ในสวนมีคลองเล็กๆไหลผ่าน มีบริการพาล่องเรือไปตามลำคลองด้วยครับ



Freedom Monument & Laima Clock

ถัดไปทางด้านข้างของ Bastejkalna Park จะเป็นที่ตั้งของ Freedom Monument อนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อระลึกถึงผู้เสียสละในช่วง Latvian War of Independence ในสมัยที่ประเทศถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียตครับ

ถัดจากอนุสาวรีย์มาไม่ไกลเราก็จะเจอกับ Laima Clock แลนด์มาร์คชื่อดังอีกแห่งของเมืองครับ ในอดีตนาฬิกาแห่งนี้จะเหมือนเป็นจุดนัดพบสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ และการแจ้งข่าวต่างๆก็จะมาประกาศกันที่นี่แหละครับ ซึ่งนาฬิกาอันนี้ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง Old Town กับย่านธุรกิจและการค้าของริก้าพอดีครับ


Līvu Square & Egle Park

จากนั้นผมเดินย้อนกลับเข้าสู่ใน Old Town อีกครั้งนึงครับ โดยผ่านไปยังบริเวณที่เรียกว่า Līvu Square เป็นจตุรัสที่ไว้จัดงานต่างๆของ Old Town ตรงกลางจะเป็นสวนดอกไม้เล็กๆล้อมรอบไปด้วยบรรดาร้านอาหารครับ ดึกๆแถบนี้จะคึกคักมากเพราะถนนเส้นรอบๆจตุรัสนี้เต็มไปด้วยผับบาร์ครับ

ถัดไปไม่ไกลก็จะมีจตุรัสเล็กๆอีกอันชื่อว่า Egle Park ซึ่งที่นี่จะมีของขายสลับกับร้านอาหาร บรรดาของที่ระลึกและงานคราฟต่างๆสามารถหาซื้อได้จากที่นี่ครับ


The Three Brothers

ตอนนี้ที่หลักๆผมเดินผ่านไปหมดแล้วก็เลยเริ่มเดินเล่นตามซอยต่างๆใน Old town แล้วก็มาเจอที่นี่เข้าพอดีครับ The Three Brothers คือตึกสามตึกเรียงต่อกันซึ่งแต่ละตึกถูกสร้างคนละยุคสมัยกัน ทำให้ทั้งสามตึกนี้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันครับ

โดยตึกที่เก่าที่สุดคือตึกสีขาวที่เป็นสไตล์โกธิคเหลี่ยมๆครับ รองลงมาคือตึกกลางที่เป็นสไตล์ dutch mannerism และที่ใหม่สุดคือตึกสีเขียวอ่อนที่เป็นแนวบาโรคครับ


Galerija Centrs

ที่สุดท้ายที่ผมผ่านไปในวันนี้ก็คือ Galerija Centrs ครับ ซึ่งก็คือห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวใน Old Town ที่นี่มีสินค้าแบรนด์ดังๆมากมาย รวมถึงบรรดาร้านอาหารต่างๆ และ Super Market ครับ


นอกจากที่เที่ยวหลักๆแล้ว บรรดาตรอกซอกซอบใน Old Town ของริก้านั้นก็นับเป็นไฮไลท์นึงครับ เพราะมันเต็มไปด้วยตึกราบ้านช่อง และร้านรวงที่ตกแต่งน่ารักแปลกตาเต็มไปหมดครับ ดูมีสีสันมากกว่าวีลนิอุส และก็ขนาดไม่ใหญ่และคนเยอะแบบที่ทาลินน์ครับ เรียกว่าเป็นเมืองไซส์กำลังดีเลยทีเดียว



Day 6: Ķemeri National Park 🇱🇻


วันนี้ผมวางแผนไป Ķemeri National Park ซึ่งเป็นทริปเล็กๆที่สามารถไปเองได้จากริก้า ที่นี่จะเหมาะสำหรับคนชอบเดินและชอบธรรมชาติครับ เพราะเราตั้งเดินตั้งแต่ก่อนจะถึง National Park เลยระยะทางรวมๆ 10 กิโลเมตรแต่เป็นการเดินบนพื้นราบครับ

และเนื่องจากช่วงที่ผมไปฝนตกบ่อยครับ โดยเมื่อวานก็ตกหนักช่วงบ่าย ผมเลยพยายามออกไปเที่ยวแต่เช้าเพื่อที่จะได้ไม่เสี่ยงเจอฝนกลางแจ้งครับ

การจะไปยัง Ķemeri National Park เราจะต้องนั่งรถไฟจากสถานีริก้าไปยังสถานี Ķemeri ครับ ซึ่งปลายทางคือ Tukums 1 หรือ 2 ก็ได้ เช็ครอบรถได้ที่นี่ครับ ตอนผมไปไม่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้านะครับ ขาไปซื้อที่สถานี ราคา 1.9 ยูโรครับ ขากลับซื้อบนรถเพราะสถานีไม่มีคนอยู่ราคา 2.4 ยูโรครับ ค่าซื้อบนรถไจะแพงกว่าเป็นปกติครับ

ผมออกเดินทางไปกับรถไฟรอบ 7:30 ไปถึง Ķemeri ประมาณ 8:30 โดยประมาณครับ โดยผมเตรียมข้าวเที่ยงไปทานระหว่างทางด้วยเพราะเดาไม่ถูกว่าจะใช้เวลาใน Park นานแค่ไหนครับ

พอลงรถไฟแล้วก็เดินเลาะรางรถไฟไปเรื่อยๆครับจนเจอทางข้ามรางรถไฟ (1) ให้ข้ามไปและเดินตามถนนตรงๆไป (2) จนเจอไฮเวย์ครับ ตรงนี้จะต้องระวังนิดนึงนะครับเพราะรถวิ่งเร็ว ให้เราข้ามไฮเวย์นี้ไปอีกฝั่ง และเดินไปทางขวาๆเรื่อยๆจนเจอป้ายไป ķemeru tīreļa purva laipa (3) ให้เลี้ยวตามป้ายไปครับ


จากนั้นเดินต่อไปสักพักเราจะผ่านสุสาน และจะเข้าไปในป่าสน (4) ครับ ให้ตรงต่อไปเรื่อยๆจนเจอลานกว้างและกระท่อมน้อยๆ (5) กระท่อมนี้คือที่ทำการอุทยานครับโดยมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่คนนึงแบบเหงาๆ ซึ่งเจ้แกก็จะนอนเล่นอยู่ในรถซะเป็นส่วนใหญ่ครับ ข้างในกระท่อมมีของที่ระลึกขาย แต่ไม่มีน้ำและอาหารขาย ต้องเตรียมไปเองล้วนๆ ห้องน้ำมีเป็นส้วมหลุมอยู่ทางซ้ายของกระท่อม ไม่สกปรกแต่ก็ไม่สบายเท่าไหร่ แนะนำให้ทำธุระให้เสร็จตั้งแต่ก่อนออกจากริก้าครับ

เราจะเดินต่อไปทางซ้ายของกระท่อมนะครับ จะเห็นป้ายแนะนำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ (6) นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Trail ครับ โดยรวมระยะทางจากสถานีมาที่นี่ก็ประมาณ 3.5 กิโลเมตร ดูแผนที่ได้ที่นี่ครับ

Trail นี้เป็นการเดินเป็นวงกลมรอบภูมิประเทศที่เป็น Bog ระยะทาง 4 กิโลเมตรตามแผนที่นี้ครับ โดยที่สวยๆจะทางซีกซ้ายของเส้นทางนะครับ ลองเลือกดูว่าจะเริ่มเดินผ่านที่สวยๆก่อนหรือหลังครับ ส่วนผมนั้นไม่รู้ ก็เลยเดินวนทวนเข็มนาฬิกาไปครับ


Bog แปลตรงๆตรงๆมันคือ ป่าพรุ หรือบึงครับ แต่ Bog ของที่นี่มีความพิเศษตรงที่ว่ามันเกิดจากซากของมอส และไลเคนต่างๆที่ตายและทับถมบนทะเลสาบจนกลายเป็นพื้นดินครับ ปกติซากมอสในป่าพรุหรือบึงจะเป็นแผ่นบางๆลอยน้ำซะส่วนใหญ่ เดินลงไปไม่ได้ แต่ที่นี่เดินได้ เป็นพื้นนิ่มๆเหมือนเดินบนพรม แต่เค้าไม่อนุญาติให้เดินลงไปนะครับ เพราะมันจะทำลายธรรมชาติ และอันตรายสำหรับเด็กเล็กเพราะอาจจะเจอหลุมและตกลงไปใต้ทะเลสาบได้ครับ

และความที่มีซากมอสทับถมอยู่มากๆทำให้น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่นี้เหมือนถูกกรองโดนเครื่องกรองน้ำที่มีไส้กรองหลายชั้น มันจึงสะอาดมาก (เหมือนจะดื่มได้ด้วย) แต่สีน้ำจะเป็นสีออกน้ำตาลเพราะติดจากพวกมอสเหล่านี้ไปครับ และความที่มันกรองทุกสิ่งอย่างออกไปหมดทำให้แถบนี้ไม่มีสัตว์และแมลงเข้ามาอาศัยอยู่เลย เพราะในน้ำไม่มีอาหารให้มันกิน อาจจะเจอมากสุดคือเป็ดที่บินลงมาพักครับ

ในช่วงแรกเส้นทางจะพาเราผ่านป่าสนไปก่อนครับ แล้วก็จะเริ่มมีสะพานไม้ให้เดิน ซึ่งเราจะต้องเดินบนนี้ตลอดเส้นทางครับ ตัวสะพานทำไว้ดีมาก และสภาพดีเหมือนมีการดูแลรักษาเรื่อยๆ

สักพักสภาพภูมิประเทศจะเริ่มโล่งขึ้น ต้นไม้ใหญ่ๆค่อยๆน้อยลง พื้นจะกลายเป็นพรมสีเขียวสลับเหลืองที่เกิดจากบรรดาพืชกระกูลมอส และก็จะมีบ่อน้ำโผล่มาให้เราเห็นเป็นระยะๆครับ ซึ่งหมายความว่าเราเข้าสู่เขต Bog กันแล้ว


ตรงกลางทางเราจะเจอกับ Observation Tower ครับ หอคอยเล็กๆที่เราสามารถขึ้นไปดูวิวมุมสูงของที่นี่ และผมใช้ที่นี่เป็นที่พักกินข้าวกลางวันครับ จากนั้นก็วนจนครบรอบ และเดินกลับไปสถานีรถไฟทางเดิมครับ

ขากลับเราสามารถจะแวะที่เมือง Liepāja ได้นะครับ เป็นเมืองตากอากาศริมทะเลของลัตเวียครับ โดยรถไฟขบวนที่กลับริก้าจะผ่านเมืองนี้ครับ โดยจะมีหลายสถานีที่ลงได้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากไปส่วนไหนของเมืองครับ แต่ตอนผมไปฝนมันตกแล้วผมจึงตรงเข้าเมืองริก้าเลยครับ


Riga Central Market

ตอนเย็นๆหลังฝนหยุดผมแวะไปที่ Riga Central Market เพื่อดูว่าตลาดสดของเมืองนี้จะมีอะไรขายบ้าง และเผื่อจะเจออาหารพื้นเมืองแปลกๆให้ลองทานครับ

โดย Riga Central Market นั้นจะประกอบด้วย 4 ตึก ตอนผมไป 1 ตึกปิดอยู่เลยไม่รู้ว่าปกติมันมีอะไรขายข้างในบ้างครับ

ด้านนอกของตลาดจะขายพวกผักผลไม้ และดอกไม้ครับ มีร้านขายของที่ระลึกปนมาบ้าง

ส่วนตึกที่ 1 นั้นจะขายเนื้อสัตว์ทั้งตึกเลย เเผงเนื้อวัว หมู แพะ มีครบครับ ส่วนตึกที่ 2 มันปิดอยู่ ตึกที่ 3 ครึ่งนึงจะขายชีส และนมครับ พวก by product จากปศุสัตว์ต่างๆ ส่วนอีกครึ่งจะเป็นโซนร้านอาหาร เป็นอาหารนานาชาติ มีทั้งญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาเลี่ยน และอื่นๆครับ



ตึกที่ 4จะมีทางเชื่อมไปจากตึกที่ 3 ครับ จะมีร้านอาหารทะเลที่ดังๆอยู่ตรงทางเชื่อมด้วย แต่ร้านแถบนี้จะปิดตอนห้าโมงครับ จึงเหมาะมาทานอาหารเที่ยงมากกว่า ผมจึงอดลองชิมปลาไหลรมควันของที่นี่ครับ

ตึกนี้จะขายอาหารทะเลล้วนๆครับ มีพวกปลาสด ปลารมควัน และไข่ปลาต่างๆครับ


เนื่องจากร้านในตลาดปิดแล้ว ข้าวเย็นวันนี้ผมจึงไปร้านที่ที่พักแนะนำให้ไปชื่อว่า Lido ครับ เป็น Food Curse ที่ขายอาหารท้องถิ่นมีทั้งในลัตเวียและเอสโตเนียครับ มีหลายสาขามาก โดยจุดเด่นคือราคาถูกมากครับ เทียบกับร้านอาหารทั่วไป ร้านนี้จึงเป็นร้านอาหารหลักประจำทริปของผมครับ

พวก Main จะ Protion ละประมาณ 3.5 - 5 ยูโรครับ พวกเนื้อหมูจะถูส่วนแซลมอนจะแพงหน่อย และ Side จะประมาณ 1-2 ยูโรครับ มีช้อยให้เลือกเยอะมากทั้งของคาว ของหวาน และเครื่องดื่มครับ

วิธีซื้อก็ง่ายมากครับ แต่หยิบจาน แล้วก็เดินไปเลือกอาหารได้เลยครับ มีราคาบอกไว้ชัดเจน และพนักงานที่นี่พูดอังกฤษได้ครับ

ผมแถมรูปสาขาทาลินน์ไปด้วยนะครับ มันจะใหญ่กว่าริก้าเยอะเลย



Day 7: Riga 🇱🇻 - Tallinn 🇪🇪


สำหรับวันนี้ผมใช้บริการทัวร์ของบริษัท Traveller เพื่อเดินทางจากริก้าไปยังทาลินน์ในเอสโตเนียครับ โดยทัวร์นี้จะพาแวะเที่ยวตามรายทางด้วยซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้เยอะครับ แต่ถ้ามีเวลา แนะนำให้ค่อยๆเดินทางข้ามไปจะดีกว่าครับ เพราะระหว่างทางก็มีเมือง ป้อม และปราสาทน่าสนใจๆอยู่เยอะครับ แต่บางที่อย่าง Gauja National Park อาจจะเดินทางเข้าไปยากหน่อยครับ

โดยทัวร์เริ่มออกเดินทางตอนสิบโมงครับ มีไกด์เป็นชาวเอสโตเนียค่อยนำทางและเล่าประวัติสถานที่ๆพาไปครับ โดยนิสัยชาวเอสโตเนียจะเงียบๆขรึมๆหน่อย ไกด์จึงจะไม่ค่อยเอนเตอร์เทนเหมือนแถบอังกฤษครับ แต่ก็พร้อมจะอธิบายและตอบคำถามต่างๆนะครับ และก็เล่าเรื่องต่างๆให้เราฟังเยอะมากในระหว่างทางครับ


Sigulda's Bobsleigh track

สถานที่แรกที่ทัวร์พาไปคือ Bobsleigh track ในเมือง Sigulda โดย Bobsleigh เป็นกีฬาหนึ่งใน Winter Olympic ซึ่งมี Bobsleigh track ไม่กี่แห่งที่ใช้ในการแข่งครับ ซึ่งที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยโซเวียตเป็นคนสร้างรางแห่งนี้ครับ

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับ Bobsleigh นะครับ วิธีเล่นคือใช้สองคนๆนึงคอยคุมเลื่อนอยู่ด้านหน้า อีกคนจะเป็นคนดันเลื่อนให้ไถลงจากจุดสตาร์ทและคอยบาลานซ์ตัวเลื่อนครับ ที่ต้องเล่นในหน้าหนาวเพราะตัว track จะต้องเคลือบด้วยน้ำแข็งครับ ในช่วงนี้ไม่มีน้ำแข็งเราจึงลงมาเดินเล่นในรางได้ครับ


บนยอดของ Track จะมีจุดชมวิวอยู่ด้วยครับ แต่เห็นแต่ต้นไม้ซะส่วนใหญ่


Cēsis Old Town

ที่ถัดมาคือย่าน Old Town ของเมือง Cēsis ซึ่งในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของลัตเวีย และ Old Town ของที่นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในลัตเวียครับ

โดยตัวเมืองนั้นไม่ใหญ่ สามารถเดินวนรอบได้ภายในชั่วโมงนึงครับ แต่ถ้าเข้าไปชมปราสาทด้วยควรมีเวลาสักสองสามชั่วโมง ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปเพราะเวลาไม่พอ นี่ก็เป็นข้อเสียของการมากับทัวร์ครับ เพราะเราจะเสียความยืดหยุ่นด้านเวลาไป

โดยที่เที่ยวหลักๆในเมืองนี้คือ Cēsis Castle Park, Cēsis Castle และ St. John's Church โดยทุกที่เข้าฟรียกเว้น Cēsis Castle ครับ และรอบๆเมืองก็เต็มไปด้วยร้านขายของ และร้านอาหารครับ

Cēsis Castle Park


Cēsis Castle


St. John's Church


Gauja National Park (Sietiņiezis)

ต่อมาทัวร์พาเรามาแวะที่ Gauja National Park บริเวณที่เรียกว่า Sietiņiezis ซึ่งเราจะได้เดินผ่านป่าระยะสั้นๆไปชมโค้งแม่น้ำและแนวหน้าผาริมน้ำครับ ซึ่งแม่น้ำเส้นนี้มีต้นสายมาจาก Bog เช่นกัน ทำให้น้ำในแม่น้ำนี้สะอาดมาก กิจกรรมหนึ่งที่ทำได้คือการพายเรือคายักล่องตามแม่น้ำครับ ซึ่เราสามารถพายไปเที่ยวที่ต่างๆภายใน Gauja National Park และพายยาวๆกลับไปถึงเมืองริก้าได้เลยครับ



Valka-Valga

Valka-Valga เมืองที่อยู่ตรงกลางระหว่างเส้นแบางเขตแดนลัตเวียและเอสโตเนียครับ ซึ่งในอดีตอาณาเขตของสองประเทศนี้ไม่ชัดเจนจนกระทั่งทั้งสองประเทศประกาศอิสระภาพแล้ว จึงต้องมีการตกลงว่าใครจะเป็นเจ้าของเมืองนี้ก็ โดยหลังจากตกลงกันไม่ได้สักที ทางอังกฤษก็ส่งนายพันคนนึงมาช่วยไกล่เกลี่ยโดนจบลงด้วยการหั่นเมืองเป็นสองท่อนครับ ดังนั้นจึงเกิดเมืองสองเมืองขึ้นมาคือ Valka-Valga (วัลก้า-วัลกะ) ซึ่งเส้นแบ่งเขตก็ขีดขึ้นมาตรงๆเลย บางบ้านก็โดนหั่นครึ่งไปครับ



ที่เมืองนี้เรามาแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารในฝั่งเอสโตเนียครับ ซึ่งทัวร์นี้ให้เราเลือกเมนูอาหารเอง และจ่ายเองครับ แต่ไกด์จะติดต่อร้านให้เตรียมไว้ให้ก่อน ซึ่งอาหารก็ไม่แพงครับ ตกจานละ 8-9 ยูโรเท่านั้นครับ

อีกที่นึงที่เราแวะในเมืองนี้คือ Valga Militaarteemapark-Muuseum ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ทางทหารของวัลกะครับ โดยในนั้นจะเก็บประวัติช่วงสงครามโลกครั้งที่สองของเอสโตเนียไว้หมด รวมถึงบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธ และเครื่องแบบครับ ด้านนอกมีรถถังจำลองไว้ด้วย โดยจะเน้นไปที่ทหารสองกลุ่มที่เข้ามาบุกยึดประเทศนี้คือกองทัพแดงของโซเวียต และเยอรมัน-นาซีครับ

ใครที่ชอบสะสมของใช้ทางทหาร ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกที่ขายของใช้จริงๆสมัยสงครามครับ พวกเข็ม เครื่องแบบ กระเป๋า และหน้ากากกันแก๊สพิษครับ

ส่วนเกร็ดความรู้จากที่นี่ส่วนใหญ่ผมสรุปไว้ตอนแรกสุดนะครับ


Viljandi

Viljandi คือเมืองสุดท้ายที่ทัวร์นี้พาแวะก่อนจะตรงเข้าเมืองทาลินน์ครับ อย่างที่เคยเล่าไว้ตอนแรกว่าชาวเอสโตเนียรักในเสียงเพลงมาก และเมือง Viljandi ก็เป็นศูนย์กลางด้านดนตรีของเอสโตเนีย เมืองนี้จะจัดเทศกาลดนตรีอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆปีครับ และเป็นที่ตั้งของ Culture Academy โรงละครทั้งในร่มและกลางแจ้ง และบรรดาศูนย์รวมด้านศิลปะต่างๆทั้งดนตรี งานเขียน และงานละครครับ

จุดที่เรามาเยี่ยมชมในเมือง Viljandi จะเป็นป้อมเก่าซึ่งในอดีตใช้ป้องกันเมืองและถูกทำลายลงในช่วงที่ถูกบุกรุกโดยจักรวรรดิรัสเซียครับ


จากนั้นทัวร์เราก็เดินทางตรงเข้าทาลินน์ ซึ่งจะเป็นการนั่งรถยาวๆประมาณสองชั่วโมง โดยเราจะถึงทาลินน์ตอนประมาณสองทุ่มครับ โดยพาเรามาปล่อยตรง Tourist Information Center ซึ่งอยู่ภายใน Old Town ซึ่งที่นี่เป็นจุดนัดพบของบรรดาทัวร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Free Walking Tour หรือ Day Tour ครับ

จากนั้นผมก็เดินทางไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ชื่อว่า Zinc Old Town Hostel ซึ่งอยู่แชร์ตึกอยู่กับออฟฟิศอื่นๆ และ Escape Room ครับ

ที่พักนี้ทำเลดีมาก ใกล้ Town Square ร้านอาหาร และที่เที่ยวต่างๆ ข้างในมีพักมีหลายชั้น และแบ่งเป็นห้องๆเหมือนโรงแรม โดยชั้นล่างจะเป็นครัว ซึ่งค่อนข้างกว้าง แต่แขกที่มาพักก็เยอะตามครับ ห้องพักจะแชร์ตั้งแต่ 4-10 คนครับ ที่น่ากลัวคือมีเตียงเสริมเป็นโซฟาที่เห็นในรูปด้วย ใครได้เตียงนั้นก็จะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยครับ ค่าที่พักตกคืนละ 19.8 ยูโรครับ รวมๆที่นี่กลางๆครับ ไม่ดีไม่แย่ แต่ผมจองกระชั้นชิดคิดว่าถ้าเชคล่วงหน้านานๆน่าจะมีที่ๆดีกว่านี้ครับ



Day 8: Tallinn Old Town 🇪🇪


วันนี้ก็จะเป็นวันที่เราจะลุยเที่ยวย่าน Old Town ของทาลินน์กันนะครับ ซึ่งเมืองนี้ย่าน Old Town ใหญ่ที่สุดใน Baltic State และมีที่ให้เดินเยอะมากๆ แถมมีเนินเขาด้วย เดินกันขาลากเลยทีเดียว

นักท่องเที่ยวก็เยอะมากเช่นกันเพราะเฟอรี่จะขนคนจากฝั่งฟินแลนด์มา Day trip ที่นี่ เยอะจนไกด์บอกว่าเสาร์อาทิตย์ชาวเอสโตเนียจะหนีออกจาก Old Town หมดเลยไเพราะไม่อยากเบียดคน คนที่นี่จะแนว Introvert เยอะ เวลาเลือกที่นั่งในร้านอาหารคนเอสโตเนียจะเลือกมุมที่มืดที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่ต้องยุ่งกับใครครับ

และเคราะห์กรรมในวันนี้คืออากาศแปรปรวนทั้งวันครับ มีทั้งตกปรอยๆ มาเป็นพายุ สลับกับแดดเป็นพักๆ ทำให้การเดินเที่ยวในเมืองยากไปอีก

แผนในวันนี้ผมจะเดินเป็นวงกลม (ที่ไม่ค่อยกลม) โดยเริ่มจากที่พักที่อยู่ใกล้ๆกับ Town Hall Square หลายๆที่ผมแค่แวะชมแค่ภายนอกนะครับ เพราะที่เที่ยวเยอะมากแต่ผมมีเวลาวันเดียว จึงอยากเก็บไว้เข้าแต่ที่ๆน่าสนใจจริงๆครับ

โดยผมจะแบ่งพื้นที่ใน Old Town เป็นส่วนของป้อมและปราสาทเก่าของทาลินนท์เรียกว่า Toompea hill และส่วนที่เป็น Old Town ปกติ โดยที่เที่ยวจะเรียงตามลำดับที่ผมเข้าไปชมดังนี้ครับ

Old Town #1

  • Viru Gate
  • St. Catherine's Passage
  • Masters' Courtyard
  • St. Nicholas' Church and Museum
  • Freedom Square

Toompea hill #1

  • Komandandi Garden
  • Alexander Nevsky Cathedral & The Parliament Of Estonia
  • Kiek in de Kök Fortifications museum
  • Patkuli viewing platform
  • Kohtuotsa viewing platform
  • Nunna torn, Sauna torn & Kuldjala Torn

Old Town #2

  • St Olaf's church
  • Fat Margaret (Paks Margareeta)
  • The Three Sisters
  • House of the Blackheads
  • Town Hall Square

Toompea hill #2 (Sunset)

  • Patkuli viewing platform
  • Kohtuotsa viewing platform


และอย่างที่กล่าวตอนแรกว่าวันนี้ฝนตกเป็นระยะๆ จึงจะมีช่วงที่ผมนั่งหลบฝน และในช่วงเย็นๆ ประมาณสี่โมงเป็นต้นไป ผมวนไปวนมาอยู่แถว Patkuli viewing platform และ Kohtuotsa viewing platform เพราะช่วงนั้นแดดออกครับ (ตอนแรกไปฟ้าปิด) และผมก็อยู่จนพระอาทิตย์ตกเลยครับ ถ้าไม่เน้นถ่ายรูปเท่าไหร่ก็จะมีเวลาไปเก็บที่อื่นได้อีกครับ

ป.ล.เพราะว่าผมวนไปมาใน Old Town หลายรอบ รูปสถานที่บางรูปถ่ายคนละเวลากัน เพราะฉะนั้นบางรูปก็จะครึ้ม บางรูปก็จะแดดออกนะครับ


Viru Gate

เริ่มมาตอนเช้ากับฝนปรอยๆครับ ผมเดินออกจากที่พักไปยัง Viru Gate ซึ่งถือเป็นทางเข้าหลักของ Old Town ครับ สาเหตุหลักๆที่เลือกมาที่นี่ก่อนเพราะเป็นทางผ่านไปยัง St. Catherine's Passage ซึ่งเป้นตรอกที่สวย และโด่งดังมากของเมืองนี้ ซึ่งปกติคนจะเยอะมากๆครับ เลยกะว่าไปเช้าๆจะได้คนน้อยๆ


St. Catherine's Passage

เดินต่อมาอีกไม่ไกลเราก็มาถึง St. Catherine's Passage (Katariina käik) ซึ่งในอดีตตรอกนี้เป็นที่อยู่ของเหล่าศิลปิน และบรรดา craftsmans

จุดเด่นของตรอกนี้คงไม่พ้นบรรดาซุ้มหลังคาที่พาดไปพาดมาในตรอกเส้นตรงครับ กำแพงข้างๆจะมีบรรดาโบราณวัตถุจัดแสดงไว้ด้วย



Masters' Courtyard

ถัดมาไม่ไกลคือตรอกเล็กๆที่ถูกเรียกว่า Masters' Courtyard เป็น Terrace เล็กๆ ที่เปิดเป็นร้านขายของทำมือ และมีเวิร์คชอปสอนทำงานคราฟรูปแบบต่างๆครับ แต่ผมไปเช้าไป ร้านยังไม่เปิด จึงได้แค่ชมบรรยากาศไปก่อนครับ


St. Nicholas' Church and Museum

ผมเดินต่อมาตรงแถวๆ Information Center ที่ทัวร์พามาปล่อยไว้เมื่อวาน ลานตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ St. Nicholas' Church and Museum ครับ โดยเราจะเห็นตัวโบสถ์อยู่กลางสวนครับ


Freedom Square

ถัดมาคือ Freedom Square ซึ่งบริเวณจตุรัสนี้เราจะเห็น St. John's Church และ The War of Independence Victory Column อยู่ตรงข้ามกันครับ

จากจตุรัสนี้เราจะเดินขึ้นบันไดไปเพื่อเข้าสู่เขต Toompea hill ครับ


Komandandi Garden

เมื่อเดินขึ้นมาแล้ว แรกสุดเราจะเจอกับ Komandandi Garden เป็นสวนเล็กๆที่ยาวขนานไปกับแนวกำแพงเมืองเก่า จากสวนนี้เราจะมองเห็นหอคอย Maiden Tower และ Kiek in de Kök ซึ่งเป็นสองหอคอยดังของแถบนี้ได้อย่างชัดเจนครับ

ภายในสวนจะไม่มีอะไรมาก เป็นดอกไม้ต้นไม้เป็นหลักครับ แต่เวลาเราเดินเที่ยวถ้าอยากดูวิวเมืองให้เดินทะลุกำแพงเมืองออกไปซึ่งจะเป็นระเบียงที่เห็นวิวเมือง แต่ถ้าอยากเห็นหอคอยต่างๆให้เดินตามแนวสวนนี้ครับ



Alexander Nevsky Cathedral & The Parliament Of Estonia

ถ้าเดินมาอีกฝั่งของสวน เราจะเจอกับโบสถ์สไตล์ออโธด๊อกประจำเมือง Alexander Nevsky Cathedral และ The Parliament Of Estonia (Riigikogu) ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันครับ Alexander Nevsky Cathedral เราสามารถเข้าชมภายในได้ฟรีแต่ถ่ายรูปไม่ได้นะครับ แต่ไฮไลท์อยู่ที่ตัวโบสถ์ด้านนอกมากกว่า


ส่วนตัว Parliament จะสร้างอยู่หน้า Toompea Castle ซึ่งก็คือปราสาทเก่าของเมืองนี่นั่นเอง ถือว่าเป็นส่วนหัวใจของ Toompea hill โดยด้านในจะมีหอคอย Tall Herman หอคอยที่สูงที่สุดในทาลินน์ครับ ซึ่งก่อนผมจะเริ่มทริปก็ไม่ทราบว่ามีหอคอยนี้อยู่ เพราะในรีวิวที่อ่านมาไม่มีใครพูดถึงครับ แต่ที่รู้จักเพราะเห็นภาพวิวจากหอยคอยนี้ในร้ายขายของที่ระลึกซึ่งมันสวยมากครับ เลยพยายามหาทางเข้าไปถ่าย แต่ว่าที่นี่จะเปิดให้เข้าชมเป็นเวลาซึ่งผมไม่ได้เชคไปก่อนเลยเข้าไม่ได้ อดไปครับ เชคเวลาทัวร์ในเวปไซต์นี้ครับ https://www.riigikogu.ee/en/

เนื่องจากผมเข้าไปไม่ได้ ผมจึงเดินย้อนกลับไปทางกำแพงเมืองครับ



Kiek in de Kök Fortifications museum

เดินผ่านกำแพงเมืองเข้ามาแล้วเลี้ยวขวาเราจะเจอกับ Kiek in de Kök Fortifications museum ซึ่งมีทางเข้าอยู่ใน Maiden Tower (Neitsitorn) โดยหลักๆแล้ว ที่นี่คือหอคอยที่ถูกรีโนเวตเป็นพิพิธภัณฑ์ครับ ซึ่ง Maiden Tower จะมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกับหอคอยข้างๆ เรียกว่า Town Hall Walkway โดยซีกนึงจะมี Kiek in de Kök ที่เราผ่านมาในตอนแรก และอีกด้านจะมี Stable Tower (Tallitorn), และ the Gate Tower (Väravatorn) ครับ

ภายใต้ Kiek in de Kök ก็จะมี Bastion Tunnels หรือก็คือทางเดินลับใต้ดินที่ในอดีตเป็นทางหนีออกจากตัวปราสาท ซึ่งต่อมาได้เป็นหลุมหลบภัยในสมัยสงครามโลก และช่วงหลังสงครามชาวเอสโตเนียหลายยุคหลายสมัยใช้เป็นที่ชุมนุมลับกันครับ

การจะขึ้นรอหอคอยไปเดินบน Town Hall Walkway ระเบียงทางเดิน และลงไปใน Bastion Tunnels เราจะต้องเสียค่าเข้าชม 14 ยูโรครับ (นักเรียน 8 ยูโร) แต่ถ้าอยากเข้าแค่บางส่วนก็ซื้อแยกได้ โดยค่าขึ้นหอคอยและ Town Hall Walkway จะอยู่ที่ 10 ยูโรครับ (นักเรียน 6 ยูโร) และ Bastion Tunnels ราคา 8ยูโรครับ (นักเรียน 5 ยูโร) ซึ่งถาเราซื้อตั๋วแค่เข้า Bastion Tunnels ที่เดียว เราจะต้องไปใช้ทางเข้าที่ Kiek in de Kök Tower ครับ

ในสวนตรงหน้าพิพิธภัณฑ์จะมีวิวเมืองสวยๆให้ดู และมีรูปปั้นนักบวชให้ไปถ่ายรูปเล่นด้วยครับ




Maiden Tower & Town Hall Walkway
Maiden Tower จะเป็นจุดที่เรามาซื้อตั๋ว โดยเริ่มแรกจะมีชั้นใต้ดินชั้นนึง จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ชั้นสองจะเป็นชั้นทางเชื่อมไปยัง Kiek in de Kök Tower ซึ่งเป็นส่วนหลักของพิพิธภัณฑ์ ส่วนชั้น 3 จะเป็นที่ตั้งของ Maiden Tower Cafe และ Walkway เชื่อมไปยังหอคอยที่เหลือซึ่งจะเป็นหอคอยเก่าที่ให้เราขึ้นไปดูวิวครับ





Kiek in de Kök

ในส่วนของหอคอย Kiek in de Kök นั้นจะมีชั้นใต้ดิน 1 ชั้นที่จะเป็นนิทรรศการเวียน และชั้นบนดินอีก 5 ชั้นที่จะแสดงทั้งประวัติของป้อม อาวุธยุทธปกรณ์ในสมัยนั้น และมีพระจันทร์(?) อยู่ชั้นบนสุดครับ





Bastion Tunnels

ชั้นใต้ดินของ Kiek in de Kök จะเชื่อมกับทางเข้า Bastion Tunnels โดยเราต้องลงบันไดต่อไปยังชั้นใต้ดินครับ

Bastion Tunnels จะเป็นทางตรงยาวๆ ผ่านห้องเล็กๆไปเรื่อยๆ เนื่องจากมันอยู่ใต้ดินจึงจะค่อนข้างเย็นและชื้น (7-10 องศา) แต่อากาศระบายได้ดี ไม่อึดอัดเท่าไหร่ครับ ในอุโมงจะจัดแสดงเรื่องราวในอดีตโดยยิ่งเดินลึกเข้าไป ยุคสมัยก็จะเก่าตามไปด้วย อุโมงจะเข้าออกทางเดียวกันนะครับ พอเดินไปลึกสุดก็ต้องเดินย้อนออกมา

ในช่วงแรกๆของอุโมงจะเป็นสมัยหลังสงครามที่อุโมงเป็นที่อยู่อาศัยของคนจรจัด และบรรดาลัทธิต่างๆ ต่อมาก็จะเจอสมัยสงครามโลกที่เป็นอุโมงถูกใช้เป็นหลุมหลบภัย ค่อนข้างหดหู่เลยทีเดียว มีประวัติ หุ่นจำลอง และคลิปแสดงเหตุการณ์ในช่วงนั้นให้ชมด้วย ส่วนลึกสุดจะเป็น Craft Stone Museum ซึ่งเป็นที่เก็บหินแกะสลักเช่น เสา ประตู รูปปั้นต่างๆครับ

ป.ล.ไปคนเดียวก็จะแอบน่ากลัวนิดนึง กลัวหุ่นโชว์มันจะเดินตามเรามา



Patkuli viewing platform

ผมออกจากอุโมงและลงมาทานข้าวเที่ยงในบริเวณถนนที่ชื่อว่า Pikk ซึ่งจะมีร้านอาหารอยู่หลายร้านครับ ทางลงไปยังถนนเส้นนี้จะอยู่ใกล้ๆกับ Maiden Tower

จากนั้นผมก็เดินเรียบ Toompea hill ตามแนวถนนด้านล่าง เพื่อขึ้นบันไดไปยัง Patkuli viewing platform ซึ่งเป็นจุดชมวิวด้านตะวันตกของเมืองครับ ซึ่งในมุมนี้เราจะมองเห็นแลนด์มาร์คดังๆอย่างหอคอยสามพี่น้อง Nunna torn, Sauna torn และ Kuldjala Torn รวมถึง St Olaf's church และยาวไปถึงริมทะเลที่มีท่าเรือเฟอรี่อยู่ครับ

ผมมาที่จุดนี้ 3 ครั้ง ตอนบ่ายรอบนึง ตอนเย็นรอบนึง และวันรุ่งขึ้นตอนพระอาทิตย์ขึ้นครับ



Kohtuotsa viewing platform

ที่นี่เป็นอีกจุดที่สามารถชมวิวเมืองจากมุมสูงได้ครับ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Patkuli viewing platform ซึ่งจากจุดนี้เรา Old Town ของทาลินน์ทั้งเมืองครับพระอาทิตย์ขึ้นมุมนี้สวยมาก แนะนำถ้าฟ้าเปิดให้ตื่นเช้าเดินขึ้นมาชมนะครับ



Nunna torn, Sauna torn & Kuldjala Torn

จากจุดชมวิวผมเดินกลับลงมาจากบริเวณ Toompea hill ไปยังสามหอคอยที่เรามองเห็นจากจุดชมวิวครับ นั่นคือ Nunna torn, Sauna torn และ Kuldjala Torn ซึ่งเราสามารถขึ้นไปชมวิวจากทั้งสามหอคอยได้ในราคา 2 ยูโรเท่านั้นครับ (นักเรียน 1.5 ยูโร)

แต่ที่นี่จะมีแค่ระเบียงกับหน้าต่างให้ชมวิวครับ ไม่ได้จัดแสดงอะไรแบบที่ Kiek in de Kök และทางขึ้นก็จะแคบ ชัน และอับกว่าครับ บางจุดต้องระวังขี้ค้างคาวด้วย ถ้ามีเวลาไม่เยอะข้ามสามหอคอยนี้ไปก็ได้ครับ มองจากด้านสวนก็สวยแล้วครับ

นอกจากสามหอคอยนี้ ถ้าเราเดินเรียบแนวกำแพงไปเรื่อยๆก็จะเจออีกหลายหอคอยครับ เพราะมันล้อมรอบ Old Town ทั้งหมดไว้เริ่มตั้งแต่ Viru Gate ซึ่งรวมๆแล้วมีมากกว่า 30 หอคอยเลยครับ



ผ่านสามหอคอยนี้ไป ผมเดินตามแนวกำแพงเมืองไปเรื่อยๆ จะผ่านตรอกเล็กตรอกน้อยของ Old Town ซึ่งไม่พลุกพล่านแบบตรอกแถว Town Hall Squre และไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ซึ่งผมชอบมากกว่าครับ

ซึ่งบริเวณนี้คืออยู่ระหว่างทางจากหอคอยไปยัง St Olaf's church ครับ



St Olaf's church

เป็นโบสถ์ที่เด่นที่สุดในเมืองครับ ไม่แน่ใจว่าสูงที่สุดด้วยรึเปล่า แต่เราจะเห็นหอระฆังของโบสถ์นี้บ่อยๆ เวลาที่เดินใน Old Town ครับ น่าเสียดายที่ตัวโบถส์นั้นปิดปรับปรุงอยู่ทำให้เราเข้าไปไม่ได้ รวมถึงด้านนอกโบสถ์ก็เต็มไปด้วยผ้าคลุม และนั่งร้านครับ

เนื่องจากมีนั่งร้านคลุมแบบนี้ผมจึงไม่ได้เก็บภาพมาสักเท่าไหร่ และมุมจากบน Toompea hill สวยกว่าครับ


Fat Margaret (Paks Margareeta)

ถัดจาก St Olaf's church ไปทางเหนือสุดของกำแพงเมืองเราจะเจอกับหอคอยที่ใหญ่ที่สุดและเตี้ยที่สุดเมืองชื่อว่า Fat Margaret แทบไม่ต้องสงสัยที่มาของชื่อเลย โดยภายในก็เป็นพิพิธเหมือนกันครับ แต่ผมไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะพายุเข้าพอดีครับ ได้แค่กดถ่ายคอหอนมารูปนึงแล้วก็วิ่งหลบฝนครับ


The Three Sisters

หลังจากที่ไปหลบฝนตามร้านขายของที่ระลึกผมก็เริ่มเดินต่อครับ โดยที่ต่อไปนั่นคือตึกแฝดสาม Three Sisters ที่ริก้ามี Three Brothers ที่นี่ก็มี Three Sisters ล้อกัน โดยตึกสามตึกนี้เป็นโรงแรมครับ


House of the Blackheads

เดินตรงต่อมาเราก็จะเจอกับ House of the Blackheads ของทาลินน์ครับ ซึ่งเป็นตึกของสมาคมพ่อค้ากลุ่มเดียวกับที่ริก้า แต่ตัวตึกไม่ได้อลังการเท่าที่ริก้า เป็นแค่ตึกแถวตึกนึงเท่านั้นเองครับ

ซึ่งตอนผมมาถึงก็ฝนตกหนักอีกแล้ว เงยหน้าไปถ่ายตึกไม่ได้ เอาแค่ประตูไปแทนก่อนแล้วกันครับ


Town Hall Square

และแล้วก็วนกลับมาที่จุดเริ่มต้นครับ Town Hall Square เป็นจตุรัสกว้างกลาง Old Town ด้านนึงของจตุรัสจะเป็น Tallinn Town Hall ซึ่งด้านล่างเป็นร้านอาหารตกแต่งแบบ Medieval age ชื่อดังของเมือง Three Dargon (III Draakon) ซึ่งขายอาหารพื้นเมืองของทาลินน์ เช่น ซุปเนื้อกวางเอลฟ์ครับ แต่ร้านนี้คนจะเยอะมากเพราะตัวร้านไม่ใหญ่ แจ่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวครับ

เราสามารถขึ้นไปชมหอระฆังของ Tallinn Town Hall ได้ด้วยนะครับ แต่ผมไปไม่ทันมันปิดไปก่อนครับ (ปิดสี่โมง) ดูจากรูปแล้ววิวสวยพอๆกับบน Toompea hill เลยครับ

นอกจากนี้ที่แต่ละด้านของจตุรัสจะเป็นร้านอาหารที่มี Outdoor Terrace ให้ลูกค้านั่งชมวิวจตุรัส โดยพนักงานเสิร์ฟที่นี่จะแต่งตัวแนว Medieval age เช่นกัน คอยเชิญลูกค้าเข้าร้านครับ

ในตรอกรอบๆจตุรัสก็จะมีพวก บาร์ ร้านกาแฟ ขายของที่ระลึกต่างๆ รวมถึง Super Maerket ด้วยครับ เรียกว่าเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างของแถบนี้ครับ



และอย่างที่กล่าวได้ตอนแรกครับ ตอนเย็นผมกลับไปแถบ Toompea hill เพื่อเก็บแสงเย็นครับ จากนั้นก็เดินเล่นแถบ Town Hall Sqaure และซื้ออาหารเช้า จากนั้นจึงกลับเข้าที่พักครับ


Day 9: Lahemaa National Park 🇪🇪


ยังที่เล่าไปก่อนหน้า เช้าวันนี้ผมขึ้นไปบน Toompea hill อีกครั้งเพื่อเก็บเเสงเช้า จากนั้นก็กลับไปทำอาหารเช้าที่ที่พักก่อนจะออกไปเที่ยวนอกเมืองครับ

วันนี้ผมใช้บริการของ Traveller Tour อีกครั้งเพื่อเดินทางไปเที่ยวทางตอนเหนือของทาลินน์ โดยที่หลักคือ Lahemaa National Park ซึ่งเป็น Bog Walk เหมือนที่ Ķemeri National Park ครับ

ที่นี่ไม่สามารถเดินทางไปได้ด้วยรถสาธารณะครับ ต้องเช่ารถไม่ก็ซื้อทัวร์ครับ

โดยทัวร์นัดผมไปเจอที่ Tourist Information Center ตอนเช้า วันนี้ลูกทัวร์มีแค่ 4 คนรวมผมด้วย โดยสามคนเป็นชาวไต้หวันครับ เป็นคุณป้ามาคุณแม่ที่พูดอังกฤษไม่ได้มาเที่ยว วันนี้จึงจะมีเสียงพากย์ภาษาใต้หวันลอยตามเสียงไกด์มาเรื่อยๆครับ

ทัวร์วันนี้ก็เป็นแนวเดียวกับทัวร์ Raga-Tallinn ครับ รถหน้าตาเหมือนกัน ไกด์ก็เป็นชาวเอสโตเนียที่พูดไม่เยอะ แต่พร้อมให้ความรู้และตอบคำถามเราตลอดทางครับ


Jägala Waterfall (Jägala juga)

ที่แรกที่ทัวร์พาเราไปคือ Jägala Waterfall น้ำตกที่ใหญ่และสูงที่สุดในเอสโตเนียครับ โดยน้ำตกนั้นสูงถึง 8 เมตรครับ!! พิมพ์ไม่ผิดครับ 8 เมตร เพราะว่าประเทศแถบบอลติกราบมากครับ ไม่แทบไม่มีเนินเขาสูงๆเลย น้ำตกก็เลยน้อยตามไปด้วย โดยน้ำตกแห่งนี้ก็เกิดจากชั้นหินใต้ดินที่โดนน้ำเซาะจนถล่มลงไปครับ

และช่วงเวลาที่น้ำตกแห่งนี้จะมีน้ำเยอะจนเต็มแม่น้ำนั้นก็สั้นมากครับ ในหน้าหนาวที่นี่จะแข็งเป็นน้ำแข็ง ขณะที่หน้าร้อนน้ำก็จะน้อยจนเป็นเส้นๆเล็กๆเท่านั้น ตอนผมไปก็มีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นครับ


Lahemaa National Park - Viru bog

ต่อมาเราก็เข้ามาใน Lahemaa National Park โดยจุดที่ทัวร์พาเราไปชมคือ Viru bog ซึ่งเป็นเส้นทางเดินชม bog ที่โด่งดังของ Lahemaa National Park โดยในช่วงแรกเราจะผ่านป่าสนที่เต็มไปด้วยเห็ดและผลบลูเบอรี่ครับ ซึ่งช่วงที่ผมไปบลูเบอรี่เริ่มน้อยแล้ว ชาวเอสโตเนียจะนิยมมาเก็บเห็ดกันครับ โดยป่าแถบนี้สามารถเก็บได้ไม่จำเป็นต้องขออนุญาติอุทยานแต่อย่างใด เพราะของป่าที่นี่เทียบกับจำนวนประชากรเรียกได้ว่าเก็บยังไงก็ไม่หมดครับ


ต่อมาก็จะเริ่มเข้าเขต Bog ครับ ซึ่งขนาดใหญ่มาก เส้นทางเดินตัดกลาง Bog ยาวประมาณสามกิโลเมตรครับ ซึ่งเราจะตรงออกไปยังป่าสนอีกด้านนึง ไกด์จะแยกกับเรากลางทางตรง Observation Tower แล้วเค้าจะขับรถวนไปรับเราอีกด้านครับ ถ้ามาเองก็จะต้องเดินกลับทางเดิม

ตัว Observation Tower ที่นี่ก็สูงและใหญ่ว่าที่ริก้ามากครับ ตัว Bog เองก็กินพื้นที่กว้างเช่นกัน แต่เนื่องจากเพราะมันใหญ่มากทำให้พื้นจะไม่แน่นเท่าที่ Ķemeri National Park (เพราะข้างใต้มันเป็นทะเลสาบ ยิ่งใหญ่พื้นยิ่งหนาแน่นน้อย) ทำให้เวลาลงข้างทางเพื่อหลบคนจะเสียวๆนิดนึงเพราะพื้นมันจะยุบลงครับ แต่ถ้าไม่ยืนใกล้ตรงที่เป็นแอ่งน้ำก็ไม่ร่วงลงไปหรอกครับ

อีกอย่างที่ไกด์เตือนคือแถบนี้มีต้นไม้ที่ส่งกลิ่นและละอองออกมา ถ้าดมมากๆคนที่แพ้อาจจะเวียนหัวได้ครับ ซึ่งต้นพวกนี้จะขึ้นข้างทางในช่วงแรกที่เราเริ่มเข้าเขต Bog แต่เราจะไม่เป็นอะไรถ้าไม่ก้มไปดมมันตรงๆครับ ถึงจะดมถ้าไม่แพ้ก็จะไม่เป็นอะไรเท่าไหร่





พอผ่าน Observation Tower เส้นทางจะพาเราผ่านบ่อน้ำเล็กๆอีกหลายบ่อ สภาพแวดล้อมก็เหมือนที่ริก้า ที่จะแทบไม่มีสัตว์ใดๆเลย นอกจากนกและเป็ดครับ

นอกจากนี้บ่อน้ำที่ใหญ่จะมีแลพตฟอร์มไม้เพื่อให้นักท่องเที่ยวลงไปว่ายน้ำได้สะดวกครับ ซึ่งตอนผมไปแม้กว่าอากาศจะยังไม่อุ่นก็มีคนมาว่ายน้ำเล่นแล้ว สาเหตุนึงที่คนนิยมว่าในน้ำใน Bog มากกว่าไปทะเลเป็นเพราะว่าน้ำในบริเวณนี้สะอาดมากเทียบกับทะเลบอลติกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลที่มีมลพิษอันดับต้นๆของโลกจากสภาพของตัวทะเลเองที่คอยดูดตะกอนเข้า บวกกับในอดีตกับประเทศโดยรอบคอยปล่อยสิ่งปฎิกูลลงทะเลอย่างไม่ควบคุม (สมัยโซเวียตอีกนั่นแหละ) ทำให้เกิดน้ำเสีย ระดับออกซิเจนต่ำ และสาหร่ายพิษครับ




และสุดท้ายเราก็จะทะลุออกมาทางป่าสนอีกด้านนึง ซึ่งบริเวณนี้ก็เป็นป่าสนจริงจังเลยครับ มีแต่ต้นสนล้วนๆ



Viitna Kõrts

จากนั้นเราไปแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารที่รีโนเวตจากบ้านยุคเก่าชื่อว่า Viitna Kõrts ซึ่งบ้านของชาวเอสโตเนียสมัยก่อนนั้นจะรวมโรงเลี้ยงสัตว์เข้าไปด้วยเพราะว่าหน้าหนาวนั้นหนาวมาก ทำให้ชาวบ้านต้องนำบรรดาสัตว์เลี้ยง หญ้า และฟืนเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยเพื่อความอบอุ่นครับ

ร้านอาหารก็ยังคงสภาพบ้านไว้เหมือนเดิม แต่ยัดโต๊ะกินข้าวกับบาร์เข้ามาแทนเฟอนิเจอร์ครับ

อาหารที่นี่ก็เป็นอาหารพื้นเมืองเอสโตเนียสุดๆ ซึ่งผมสั่งหูหมู กับปลาแฮริ่งสดมาทานให้ได้บรรยากาศครับ (เราจ่ายค่าอาหารเองนะครับ)


Sagadi Manor

Sagadi Manor คือคฤหาสน์ของชาวเยอรมันที่เคยปกครองและใช้แรงงานชาวเอสโตเนีย (Baltic-German nobility ที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่ Norhern Crusade และจักรวรรดิรัสเซียมอบยศถาบรรดาศักดิ์ให้มีอำนาจในเอสโตเนีย) เมื่อประเทศประกาศอิสรภาพชาวเยอรมันเหล่านี้ก็ถูกขับไล่ออกจากประเทศ ที่เหลือไว้คือบรรดาคฤหาสน์ขนาดใหญ่แบบนี้หลายร้อยแห่งครับ

ซึ่งทางรัฐบาลเอสโตเนียไม่อยากทำลายคฤหาสน์ทิ้งเพราะมันเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ หลังจากชาวเยอรมันอพยพออกไป คฤหาสน์ใช้ทั้งเป็น Town Hall, ที่แลกเปลี่ยนสินค้า และงานรัฐอื่นๆ ตัวคฤหาสน์เองก็นำเอาศิลปะรูปแบบๆต่างๆจากยุโรปมาประดับตกแต่งจึงสมควรที่จะสงวนไว้ ทำให้ปัจจุบันแมนชั่นเหล่านี้ถูกตั้งขายในราคาที่ถูกมากครับ หลังละไม่ถึงสิบล้านบาทซึ่งรวมทั้งตัวคฤหาสน์ ตึกรอบๆแ และสวนครับ

แต่สาเหตุที่ชาวเอสโตเนียไม่มากว้านซื้อไปเพราะว่าพอซื้อไปแล้วเราจะถูกบังคับให้ทำการฟื้นฟูตัวคฤหาสน์ให้เหมือนเดิม ซึ่งงบประมาณส่วนนี้จะบานมากๆครับ อาจจะพุ่งไปถึงร้อยล้าน เพราะฉะนั้นคนที่ซื้อไปส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐีที่ชื่นชอบงานศิลปะ และนักธุรกิจที่จะเปลี่ยนคฤหาสน์เหล่านี้เป็นรีสอร์ทแอนสบาครับ

อย่าง Sagadi Mõis ตัวคฤหาสน์เป็นพิพิธภัณฑ์ และตึกอื่นๆในพื้นที่เป็นโรงแรม และสปาครับ


นอกจากนี้รอบๆคฤหาสน์ยังมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการด้วยครับ ตอนผมไปเป็นงานเห็ด เพราะเป็นช่วงเก็บเห็ดครับ จะมีเห็ดทุกชนิดที่ขึ้นในแทบนี้มาจัดแสดงพร้อมบอกด้วยว่าอันไหนกินได้ไม่ได้



Altja fishing village

Altja fishing village ตั้งอยู่ทางเหนือของเขต Lahemaa National Park ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่บ้านเก่าๆถูกเก็บรักษาไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมวิธีชีวิตสมัยก่อนครับ และเพราะว่าหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นออกไปในทะเล ที่นี่จึงเหมาะสำหรับเดินชมชายฝั่งทะเลบอลติกของเอสโตเนียครับ

ซึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจของที่นี่คือในหน้าหนาว ธารน้ำแข็งจากทะเลจะขนหินก้อนใหญ่(ใหญ่กว่าตัวคน) มาเกยตื้นที่ชายฝั่งครับ ซึ่งบางทีเข้าไถลเข้ามาลึกหลายกิโลเมตร ซึ่งที่ตลกคือก้อนหินเหล่านี้ถล่มลงมากับธารน้ำแข็งจากฝั่งฟินแลนด์ ขณะที่คนฟั่งนี้ต้องเสียเงินขึ้นเฟอรี่ข้ามทะเล บรรดาก้อนหินใหญ่ๆเหล่านี้กลับข้ามมาได้ฟรีๆเลยครับ

และถึงจะอยู่ริมทะเล เห็ดก็ยังเยอะมากครับ





Kolga manor

ที่สุดท้ายของวันนี้นะครับ เป็นคฤหาสน์อีกหลังนึงที่ยังอยู่ระหว่างการรีโนเวตครับ ที่นี่ชื่อว่า Kolga manor ซึ่งจะเห็นว่าหน้าตาคนละเรื่องกับ Sagadi Manor เลย สาเหตุเป็นเพราะชาวเยอรมันยุคนั้นร่รวยมาก เวลาเดินทางไปเที่ยวประเทศไหนแล้วชอบสถาปัตยกรรม ก็จะมาสร้างคฤหาสน์เลียนแบบครับ Kolga manor จึงมีด้านหน้าเป็นแนวกรีกครับ



พอเที่ยวที่คฤหาสน์แห่งนี้เสร็จทัวร์ก็พาเรากลับมาส่งที่ Old Town ที่เดิมครับ โดยในตอนเย็นผมไม่ได้ทำอะไรมากเพราะต้องเก็บของเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ซึ่งเรือเฟอรี่ข้ามไปเฮลซิงกิจะออกแต่เช้ามืดครับ


ดังนั้นขอจบ Part 2 แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ตอนนี้เราเที่ยวครบประเทศ Baltic State แล้ว ใน Part 3ไปผมจะข้ามไปฝั่งประเทศ Nordic กันบ้าง นั่นคือฟินแลนด์ และสวีเดนครับ



ความคิดเห็น