หนาวนี้ที่ พุยโค Go Go Go รีวิวโดย สองเท้าก้าวเที่ยว

ดอยพุยโค อำเภอ สบเมย แม่ฮ่องสอน ติดตาม FB Page เราได้ที่ สองเท้าก้าวเที่ยว พุยโค ดอยที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต พูดถึงแม่ฮ่องสอน หลายคนรวมถึงผม คงนึกถึงแค่ ปาย เท่านั้น พุยโคไม่อยู่ในสาระบบ แต่เพราะเป็นคนชอบเที่ยวแบบกางเต็นท์นอน จึงเห็นคนไปเที่ยวที่ใหม่ๆอยู่ตลอด เราได้ยินชื่อดอยนี้ครั้งแรก ยังส

หนาวนี้ที่ พุยโค Go Go Go

หนาวนี้ที่ พุยโค Go Go Go

 วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 21.33 น.

 วันที่เดินทาง 5 ธ.ค. 2562

ดอยพุยโค อำเภอ สบเมย แม่ฮ่องสอน

ติดตาม FB Page เราได้ที่ สองเท้าก้าวเที่ยว

พุยโค ดอยที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต พูดถึงแม่ฮ่องสอน หลายคนรวมถึงผม คงนึกถึงแค่ ปาย เท่านั้น พุยโคไม่อยู่ในสาระบบ แต่เพราะเป็นคนชอบเที่ยวแบบกางเต็นท์นอน จึงเห็นคนไปเที่ยวที่ใหม่ๆอยู่ตลอด

เราได้ยินชื่อดอยนี้ครั้งแรก ยังสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่ ต้องเข้า google ถึงจะรู้ เราวางแพลนที่ไปเที่ยวที่นี่ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนเศษ โดยไม่แน่ใจในเส้นทาง ว่าจะเป็นเช่นไร ชายตามองวันหยุดอันแสนน้อยนิดก็พบว่าเราคงไปได้แค่ช่วงต้นเดือนธันวา

เริ่มเดินทาง กรุงเทพ -นครสวรรค์- อำเภอ สบเมย - ดอยพุยโค (ระยะทางรวมกว่า 700 กิโล)

ตัดสินใจออกเดินทางจากกรุงเทพเวลา 21.00 ของวันที่ 4 ธันวา โดยแวะค้างคืนที่นครสวรรค์ เราถึงโรงแรมที่พักตอน ตี 1 ครึ่ง รีบอาบน้ำนอนเพื่อตื่น ตี5 แล้วเดินทางต่อทันที จากนครสรรค์ให้วิ่งไปทางจังหวัดตากมุ่งหน้าไปแม่สอด เราแวะทานอาหารเช้าที่ตลาดมูเซอ จ.ตาก เวลาประมาณ 8.00 น. จอ monitor ในรถแสดง อุณหภูมิข้างนอกว่าประมาณ 13 องศา (หนาวมาก)

เราเดินทางต่อ ผ่านอุทยานตากสินมหาราช ผ่านดอยทูเล ม่อนคลุยหลวง อุทยานแห่งชาติแม่เงา ผ่านอำเภอท่าสองยาง เราพบว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายในจังหวัด ตาก และ แม่ฮ่องสอน ที่เรายังไม่เคยมา อีกทั้งเส้นทางการขับรถช่างสวยงามเหลือเกิน เชื่อเหลือเกินว่า สำหรับคนที่ชื่นชอบและหลงไหลในธรรมชาติ หากเห็นเส้นทางนี้แล้ว ย่อมต้องชอบเฉกเช่นเดียวกับเรา

แวะทานอาหารกลางวันระหว่างทางที่อำเภอ ท่าสองยาง เพิ่งมารู้จากคุณครูแถวนั้นว่า อำเภอนี้มีความยาวประมาณ 108 กิโล มิน่า ขับรถมานานยังไม่พ้นอำภอนี้เสียที ทานเสร็จตอนเที่ยง จากจุดนี้ขับต่อมาอีก 1 ชั่วโมง ถึง อุทยานแห่งชาติแม่เงา เราลงมาที่จุดชมวิวพักใหญ่ เพื่อดูแม่น้ำสองสี จากจุดนี้ขับรถต่อมาอีกไม่นานจะถึงที่ว่าการอำเภอ สบเมย พบกับเจ้าหน้าที่ ที่ติดต่อไว้ชื่อ นที (064-846-2501) ต้องติดต่อมาก่อนนะครับ เค้าจะได้อำนวยความสะดวกให้เรา ทั้งเรื่อง การจองรถ และลูกหาบ บอกเลยว่า เค้าบริการดีเยี่ยม!!!


การขึ้นดอยและค่าใช้จ่าย

จะขึ้นไปดอยพุยโค ควรต้องเหมารถของชาวบ้านไปครั้งล่ะ 1,500 บาท บวกกับค่าลูกหาบอีกคนล่ะ 400 บาท น้ำหนักไม่เกิน 20กิโล (อันนี้ให้เขาไปเถอะครับ เราไปเที่ยวอย่าแบกของเลย) ถ้าไม่ใช่รถกะบะ หรือ 4WD แนะนำให้จอดรถไว้ด้านหลังอำเภอดีที่สุด อย่าเอารถเก๋งขึ้นเลย รถพังแน่นอน อันนี้ย้ำนะครับ

นั่งรถขึ้นดอย - เดินเท้าสู่ยอดพุยโค

นั่งรถจากที่ว่าการอำเภอสบเมย ขึ้นดอยด้วยระยะทางประมาณ 14 กิโลใช้เวลาอีกเกือบ 1 ชั่วโมง จะถึงจุดเดินเท้า ที่ต้องเดินต่ออีกประมาณ 40นาที ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้นานมากสำหรับการเดินขึ้นดอย อย่าลืมเตรียมอาหารและน้ำดื่มไปด้วย เพราะข้างบนไม่มีอะไรขาย บนดอยมีลักษณะคล้ายสันเขา จึงมีลมค่อนข้างแรงทำให้ต้นไม้ใหญ่น้อย ส่วนมากจะเป็นทุ่งหญ้าเสียมากกว่า ทุ่งหญ้าในฤดูหนาวจะออกเป็นสีเหลืองทอง เวลากระทบแดดทั้งช่วงเช้าและเย็น ถือว่าสวยงามมาก

ความเป็นมา ดอยพุยโค

ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ดอยพุยโค เป็นที่รู้จักได้อย่างไร เค้าเล่าว่า ครูโรงเรียนอุมดาเหนือ ที่อยู่ที่ตีนดอย เป็นคนลำปาง พอมีความรู้และมี computer ส่วนตัว เนื่องจากโรงเรียนอยู่ใกล้ คุณครูจึงขึ้นมาเที่ยวด้านบน (คือ ดอยพุยโค) และประทับใจความสวยงามของพื้นที่และวิวแบบ พานอรามา คุณครูท่านนี้จึงถ่ายภาพ และ แชร์ออกไปในวงกว้างทำให้มีคนรู้จักที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เพิ่งก็เกิดมาเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เองนะครับ นี่มันพลังของ Social Media ชัดๆ

จุดน่าสนใจ

ต้นเดียวดาย -ด้านบนมีต้นไม้ที่ครูโรงเรียนอุมดาเหนือ ตั้งไว้ ชื่อว่า ต้นเดียวดาย ใครมาก็ต้องถ่ายมุมนี้ครับ ถือว่าเป็น Highlight ว่าที่นี่คือ ดอยพุยโค

Panorama view -นอกจากนี้จะเห็นทิวเขาเป็น ชั้นสวยงาม มีฉากหน้าเป็นหญ้าสีทอง อย่าลืมถ่ายแสงและงา ช่วงพระอาทิตย์ตกด้วย

บันไดไม้มุ่งสู่ยอดดอย- จุดนี้ถือเป็นจุดถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นก็ว่าได้ เราจะได้ภาพทุ่งหญ้าสีทองตรงบริเวณนี้เลย

ศาลาพักครึ่งทาง

เรียกได้ว่าเป็นจุดพักครึ่งทางพอดิบพอดี เหมาะกับการพักเหนื่อยชั่วครู่

ถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น/ตก

ปกติแล้วเวลาถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ระหว่าง 6.30-7.00 ส่วนพระอาติย์ตกน่าจะอยู่ราวๆ 17.30-18.00 บอกก่อนเลยว่า คนจะค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะพื้นที่บนดอยค่อนข้างน้อยครับ แถมลมค่อนข้างแรงอีกต่างหาก แต่ก็ทำให้เราสามารถใส่เสื้อผ้าแบบจัดเต็มได้ เพราะความหนาวและลมที่แรง

เวลาค้างแรม

ใช้เวลา 2วัน 1คืน ก็เพียงพอแล้ว กิจกรรมหลักเลย ถือถ่ายรูปและทำอาหาร camping ครับแนะนำให้ขึ้นดอยไม่เกินเที่ยงจะดีที่สุด แล้วเวลากางเต็นท์ อย่ากางตรงสันเขา เพราะลมแรงมาก อาจจะนอนไม่ได้เลย ข้างบนมีห้องน้ำแต่ไม่มีอาหารใดๆขายนะครับ ห้องน้ำสะอาดดี ไม่ต้องกังวล

ค่าใช้จ่าย

รวมค่ารถค่าลูกหาบ 2 คน รวมแล้วประมาณ 2,300 อาหารเตรียมไปเอง

บทสรุปและข้อแนะนำ

ที่นี่สวยมากแต่การจัดการยังถือว่าใหม่ มีเจ้าหน้าที่ดูแลแค่ 2คน ใครอยากสนก็ถามได้ อย่าลืมเอาขยะกลับลงมาด้วยนะครับ อยากให้ที่นี่สวยนานๆ ก็ต้องช่วยกัน

เราได้แนะนำเจ้าหน้าที่ให้มีการเก็บค่ามัดจำขยะ กลุ่มล่ะ 500 -1,000 บาท ขากลับจากพุยโค ให้นำขยะไปแลกเป็นเงิน แบบนี้จะช่วยให้การท่องเที่ยวที่นี่ยั่งยืน นอกจากนี้แล้ว ไม่ควรให้ก่อไฟด้วยฟืน เพราะจะทำให้เกิดอันตราย เช่น ไฟไหม้เต็นท์ ต้นไม้ หรือ ทุ่งหญ้าเป็นบริเวณกว้าง ได้ ควรจำกัดเฉพาะเตาย่าง BBQ ให้นักท่องเที่ยวเช่า เป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้

ติดตามเรื่องราวของเราเพิ่มเติมได้ที่


ความคิดเห็น