3 วัน 2 คืนที่ภูกระดึง รีวิวโดย ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

ภูกระดึงครั้งที่ 6 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์ของเจ้าหนึ่งที่ไม่ค่อยประทับใจนัก ไม่ขอพูดถึงแล้วกัน รถออกจากหมอชิต 20:30 น. มาถึงผานกเค้า 3:30 น. เป็นครั้งแรกที่เห็นร้านเจ๊กิมยังไม่เปิด ปกติมาถึงร้านเปิดแล้วตลอด นั่งท้าลมหนาวได้ครู่ใหย๋ๆ ร้านเจ๊กิมเปิดเราก็เข้าไปทำธุระส่วนตัวก่อนมากินมื้อเช้า

3 วัน 2 คืนที่ภูกระดึง

3 วัน 2 คืนที่ภูกระดึง

 วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 05.51 น.

 วันที่เดินทาง 11 ธ.ค. 2562

ภูกระดึงครั้งที่ 6 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์ของเจ้าหนึ่งที่ไม่ค่อยประทับใจนัก ไม่ขอพูดถึงแล้วกัน รถออกจากหมอชิต 20:30 น. มาถึงผานกเค้า 3:30 น. เป็นครั้งแรกที่เห็นร้านเจ๊กิมยังไม่เปิด ปกติมาถึงร้านเปิดแล้วตลอด

นั่งท้าลมหนาวได้ครู่ใหย๋ๆ ร้านเจ๊กิมเปิดเราก็เข้าไปทำธุระส่วนตัวก่อนมากินมื้อเช้าง่ายๆ

พออิ่มก็มีคนตะโกนชวนจอยสองแถวไปด้วยกัน สรุป 8 คน 40 บาท มาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมืดอยู่เลย และหนาวจนต้องมาขอเจ้าหน้าที่ผิงไฟ

พอแสงเริ่มมาก็เริ่มออกมาเก็บภาพที่หลักกิโลเมตรที่ 0 ของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

เจ้าหน้าที่เปิดช่องสำหรับจ่ายค่าเต็นท์แล้ว จากนั้นมาซื้อประกันสำหรับคนไทยที่เที่ยวอุทยานแห่งชาติ ระยะประกัน 7 วัน 10 บาท เจ้าหน้าที่แจ้งให้ถ่ายรูปบัตรที่จ่ายค่าธรรมเนียมกับบัตรประกันไว้เป็นหลักฐาน

จากนั้นเดินมาถ่ายรูปกับซุ้มทางขึ้นภูกระดึงก่อน คนน้อยตั้งมือถือถ่ายได้ง่าย

เดินย้อนมาฝากกระเป๋ากับลูกหาบ ค่าจ้างแบกสัมภาระกิโลกรัมละ 30 บาท และซื้อแท็กติดกระเป๋าใบละ 5 บาทต่อกระเป๋า 1 ใบ ด้านล่างจะจ่ายเพียงบัตรติดกระเป๋า 5 บาทเท่านั้น ส่วนค่าจ้างแบกนั้นไปจ่ายด้านบนตอนกระเป๋าไปถึงแล้ว เดินมาที่ป้อมทางขึ้นลงชื่อพร้อมเวลา 7:25 ถึงเวลาเริ่มเดินเท้าขึ้นภูกระดึงกันแล้ว ใครต้องการผู้ช่วยผู้พิชิต (ไม่ไผ่) จะมีวางไว้ด้านข้าง สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย ส่วนเราไม่ถนัด

เดินได้ไม่ไกลนักจะเจอป่าไผ่ ตอนนี้เป็นสีทองอร่ามสวยไปอีกแบบ ตอนเขียวๆ ก็สวย

เส้นทางวัดใจก็อยู่ที่ช่วงแรกนี่แหละ สำหรับคนที่มาพิชิตภูกระดึงครั้งแรกอย่าเพิ่งถอดใจกัน พอเดินขึ้นมาถึงป้าย "ซำแฮก" เราก็แฮกๆๆๆๆๆ ไปเยอะแล้ว

แวะพักพร้อมเก็บภาพที่ซำแฮกก่อนเดินต่อ

ก่อนออกเดินต่อเราแวะอุดหนุนแตงโม ก็ซื้อทั้งแดงและเหลือง อุดหนุนแบบกระจายรายได้ จนแม่ค้าแซวแล้วว่าจะไม่มีมีถือแล้ว

ระหว่างทางที่เดินขึ้นก็จะเจอลูกหาบ เจอคนสวนลง เจอวิวข้างทาง เจอร้านค้า ให้เพลินตลอดทาง

เดินมาถึงหลังแปแล้ว ใช้เวลาไป 130 นาที เอ๊ะ...ทำไมเร็ว 5555+ มาถึงก็ต้องเก็บภาพกับป้ายผู้พิชิตสักหน่อย

เมเปิ้ลที่หลังแปเริ่มแดงแล้ว ก็ต้องมาเก็บภาพสักนิด

มาคนเดียวก็ตั้งมือถือกับกระบอกไม้ไผ่ไว้ที่พื้นเพื่อเก็บภาพ และนี่ก็คือภาพสุดท้ายที่เมเปิ้ลแดงต้นนี้ก่อนโดนแตะมือถือกระจายไปทางกระบอกไม่ไผ่ไปอีกทาง

เราเริ่มเดินต่อไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ระหว่างทางมีอะไรมากกว่าแค่ทางผ่าน

ไม่นานก็มาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางแล้ว

ติดต่อเรื่องเต็นท์เช่าเครื่องนอน ให้เรียบร้อย เราได้เต็นท์เบอร์ 1 เจ้าหน้าที่บอกมาติดต่อคนแรก ปกติเราจะไม่นอนลานกลางนี้ เพราะเสียงดัง แต่ก็เป็นการจัดระเบียบเต็นท์ให้ง่ายกับการดูแลของเจ้าหน้าที่

ระหว่างรอกระเป๋าก็เดินมาที่ต้นสนอายุกว่า 222 ปี

หลับไปได้ 1 ตื่น กระเป๋ามาถึงบ่าย 2:40 พอได้กระเป๋าแล้วเราก็พุ่งตัวออกเดินเส้นริมผากันเลย เป้าหมายก็ต้องไปให้ถึงผาหล่มสักก่อนอาทิตย์ตกให้ได้

เดินจากลานกลางเต็นท์มาที่ผาหมากดูก 2.2 กม. เส้นทางนี้เดินง่าย สบาย ใช้เวลาไม่นาน

ออกจากผาหมากดูกมาต่อที่ผาจำศีล ผานี้เงียบๆ สงบๆ ไม่ค่อยมีผู้คนนัก

แวะเก็บภาพไม่นานก็เดินต่อมาที่ผานาน้อย ผานี้มีร้านค้าเช่นเดียวกับผาหมากดูก ส่วนผาจำศีลไม่มี

ออกจากผานาน้อยก็มาถึงผาเหยียบเมฆ ผานี้คนเยอะ เราก็ชอบผานี้ ถ่ายรูปสนุก

มาถึงทีไรก็ต้องมากระโดดทุกที รอบนี้ตั้งมือถือถ่ายเอง กระโดดเลยเฟรมกันเลย ไม่มีโอกาสได้ซ่อมถ่ายใหม่ มีหลายคนรอคิวถ่ายรูปอยู่

ไม่ไกลกันนักก็ถึงผาแดง ผานี้ถ่ายรูปน้อยสุด

เดินต่อไปผาหล่มสัก เป้าหมายในการเดินของวันแรก วันนี้คนเยอะ ต่อคิวถ่ายรูปกันเยอะมาก เราก็ด้วย

รอบนี้ได้คนใจดีถ่ายรูปให้ และถ่ายรูปสวยด้วย ต้องขอบคุณน้ำใจที่ถ่ายรูปให้

อยู่ยันแสงหมด ก็เริ่มเดินกลับ ขากลับเราทำเวลาพอสมควร ต้องเดินเร็วกลับลานกางเต็นท์

ขากลับเราเดินเร็วแซงหลายกลุ่มแบบไม่ได้แวะพัก เราไม่ได้ทำ new low ไม่ใช่นักกีฬา ที่เราเดินเร็วเพื่อให้ร้อนจะได้อาบน้ำ-สระผมได้อย่างสบาย ถึงเต็นท์ 2 ทุ่มรีบวิ่งไปอาบน้ำ-สระผม และรีบยัดตัวเข้าถุงนอนเลย คืนแรกนอนเร็ว แต่ก็ตื่นเพราะเสียงพูดคุยกัน หลายคนที่ยังไม่เคยนอนเต็นท์ หรือลืมไปว่าเต็นท์ไม่เก็บเสียง พูดอะไรแค่เบาๆ ก็ได้ยินแล้ว

เช้าวันที่ 2 ของทริปตื่น 4:45 เพื่อไปดูอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ระหว่างรอเวลาก็เก็บภาพดวงจันทร์ยามเช้ามืดสักหน่อย

การมาเที่ยวภูกระดึงสิ่งที่ห้ามลืมเอามาเลยคือไฟฉาย เพราะใช้ทั้งไปดูอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก ระหว่างทางไปผานกแอ่นก็ต้องใช้ไฟฉาย พอมาถึงก็เลือกทำเลกันตามชอบได้เลย ส่วนเราชอบด้านซ้าย มากี่ครั้งก็มาฝั่งนี้ นั่งรอแสงท่ามกลางลมแรงๆ อากาศหนาวๆ ฟินมาก

รอจนคนกลับเกือบหมดเราก็ได้ภาพอย่างที่อยากได้แล้ รอบนี้ไม่โดนแตะมือถือกระจายด้วย

เดินต่อมาที่ลานวัดพระแก้ว ระหว่างทางแวะเก็บภาพ เซตนี้ถึงขั้นต้องนอนถ่ายเพื่อให้มือนิ่ง

ลานวัดพระแก้วไม่มีคนแล้ว เราช้าอยู่คนเดียว

หมกตัวในเต็นท์จน 10 โมงก็ออกไปกินมื้อเช้า และเตรียมเสบียงเพื่อไปเส้นน้ำตก สรุปออกเดินจากลานกางเต็นท์ 11 โมง

ระหว่างทางจากลานกางเต็นท์ไปน้ำตกวังกวาง

ถึงแล้วน้ำตกวังกวาง ช่วงนี้ของทุกปีน้ำก็ไม่ค่อยมีแบบนี้ตลอด ใครอยากเห็นน้ำเยอะๆ แนะนำมา 1 ตุลาคม น้ำจะเยอะมาก

เราก็ชิลล์กับเส้นน้ำตกตลอดเส้นทางจากน้ำตกวังกวางไปน้ำตกเพ็ญพบใหม่

น้ำตกเพ็ญพบใหม่เมเปิ้ลแดงสลับเขียวสวยไปอีกแบบ

เดินไปนั่งตรงจุดที่ปกติถ้ามีน้ำจะไปไม่ได้ เราว่าจุดนี้เสียวมากกว่าผาหล่มสักอีก ตั้งมือถือถ่ายอีกเช่นเคย

จากนั้นก็เดินลงมาด้านล่างของน้ำตกเพ็ญพบใหม่ ด้านล่างก็จะมีเมเปิ้ลแดงอีกจุด

เดินต่อในเส้นน้ำตก เส้นทางนี้พอไม่มีคนแล้วถ่ายรูปสนุกจริงๆ

น้ำตกโผนพบ มีคนเล่าว่า โผน กิ่งเพชร เป็นผู้พบตอนมาเก็บตัวฝึกซ้อมบนภูกระดึงก่อนไปแข่งโอลิมปิก

ระหว่างทางจากน้ำตกโผนพบไปน้ำตกเพ็ญพบก็มีหลายจุดให้ได้หยุดชื่นชมและเก็บภาพไปด้วย

น้ำตกเพ็ญพบ เราเดินตามลานหินไป ถ้าช่วงมีน้ำก็คงไปไม่ได้

ก่อนจะถึงน้ำตกถ้ำใหญ่เราก็แวะอีกนานพอควร

พอถึงน้ำตกถ้ำใหญ่ก็มีเมเปิ้ลแดงนิดหน่อยพอให้ได้สนุก ปกติที่นี่จะเป็นไฮไลต์ถ้าเมเปิ้ลแดงพร้อมกัน

เดินขึ้นมาจนถึงด้านบนก็เลี้ยวขวาไปน้ำตกธารสวรรค์ ปกติเราจะแวะกินมื้อเที่ยงและนอนกลางวันที่นี่ จะมีมุมที่หินยื่นออกไปใต้ร่มไม้พอดี แต่วันนี้เวลาไม่เอื้อแล้ว บ่าย 2 กว่าแล้ว

เดินต่อมาที่สระอโนดาต ระหว่างทางของเส้นทางนี้ สวยไปอีกแบบ

เดินผ่านทุ่งโล่งๆ แดดดีๆ เหมาะกับการเดินอาบแดดมาก และแล้วก็มาถึงสระอโนดาตก่อน 3 โมงจนได้

เราต้องไปต่อแล้วหยุดนานไม่ได้ ทุ่งโล่งๆ สลับทิวสนมีไปตลอดเส้นทางจนถึงน้ำตกสอเหนือ

รอบนี้ที่น้ำตกสอเหนือเราไม่ได้ลงด้านล่าง เวลาไม่พอแล้ว ใกล้เวลาพี่ใหญ่ออกหากิน เราไม่ควรแวะนาน

ตลอดเส้นทางจากน้ำตกสอเหนือ จะมีจุดดูดพลังที่แยกสถานีทวนสัญญาณสื่อสาร จุดนั้นจะเป็นทรายขาวละเอียด ใช้เวลากับที่นี่นาน เดินแรงทรายก็เข้ารองเท้า ดีดขึ้นหัว

เรามาถึงผาหล่มสัก 4 โมงนิดๆ ถือว่าเราไม่เสี่ยงมากนัก ออกมาถึงก็จัดแตงโมสักชิ้น ร้านนี้ไม่แคะเม็ดออกให้ ไม่โอเคเลย

แวะมาจิบกาแฟร้านพี่นก และนั่งคุยกับน้องที่เจอก่อนขึ้นภู

หามุมสงบๆ นั่งรอแสงสวยๆ ก่อนค่อยออกมาต่อคิวถ่ายรูปที่มุมมหาชน

แสงเริ่มสวยแล้ว

เดินออกมาต่อคิวถ่ายกับมุมเดิมเมื่อวาน รอบนี้ได้น้องที่ผิงไฟด้วยกันถ่ายให้ น้องถ่ายรูปสวยมาก

วันนี้เราไม่รอฟ้ามืดแล้วรีบกลับเลย เดินเร็วให้ร้อนเพื่ออาบน้ำ-สระผมอีกเช่นเคย ระหว่างทางฟ้าสวย แสงสวย ดวงจันทร์ก็สวยมาก

หลังจากอาบน้ำ กินข้าว ก็มาแวะจิบกาแฟ ขอบอกว่า กาแฟสดโซนลานกางเต็นท์เข้มมาก และเข้มทุกร้านเลย เรากินอ่อนก็ไม่ค่อยโอเคนัก

คืนนี้น้องกลุ่มเดิมเขาก็ยังคุยเสียงดังอยู่ เราได้ยินเขาชัดเจนว่าจะเอาทิชชู่เปียกเช็ดอันนั้นอันนี้ สุดท้ายก็ใส่หูฟังนอน

เช้าวันที่ 3 ของทริป เราเลือกไม่ไปชมอาทิตย์ขึ้น เลือกที่จะฝากกระเป๋าตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อให้ไม่พลาดรถเที่ยวบ่าย บริเวณลานกางเต็นท์ก็จะแสงสวยไม่แพ้กัน

พอเริ่มแดดออกก็รีบไปกินมื้อเช้าที่ร้านเดิม ร้านพี่โจ้ เรากินร้านนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ขึ้นภู แกใจดี อยากกินอะไรถ้าบอกล่วงหน้าแกก็สั่งข้างล่างขึ้นมาส่งให้

ได้เวลาที่เราต้องคืนเครื่องนอน ออกเดินมาที่ต้นสนที่ ร.9 และสมเด็จฯ ทรงปลูก

เดินต่อมาที่พระพุทธเมตตา หลังจากสักการะเสร็จก็กวาดลานด้านหน้าองค์พระก่อนลงภู

ก่อนลงแวะที่อ่างเก็บน้ำวังกวาง ที่นี่ทากุจะยังคงเริงร่ารอกระโดดเกาะขาทุกคนอยู่ ใครกลัวทากุอย่าไปเลย

ขากลับเดินมาทางศาลเจ้าปู่ผาคำ

ค่อยๆ เดินเรื่อยๆ ก็มีหลายมุมให้เก็บภาพก่อนลง

มาเก็บภาพต้นเมเปิ้ลอีกครั้ง รอบนี้เข็ดไม่ตั้งมือถือแล้ว แค่ยกถ่ายพอ

ขาลงเราไม่ค่อยชอบเลย มันต้องเกร็งขา จิกนิ้วเท้า ไม่ชิลล์เลย ระหว่างทางก็สวนกับพี่ลูกหาบหลายคน ต้องขอบคุณพี่ๆ ลูกหาบด้วยที่ช่วยให้เราเดินตัวเปล่าพาตัวเองขึ้น-ลงภูกระดึงได้

ขาลงเราก็แวะซื้อแตงโมที่ซำแฮกอีกครั้ง แต่เลือกร้านที่เรายังไม่ได้ซื้อตอนขาขึ้น

ขาลงมุมนี้ก็สวยดี

เดินลงมาเรื่อยๆ แวะคุยกับหลายคนที่เห็นเราแทะแตงโมยั่วยวนคนเดินขึ้น ลงมาถึงตีนภูเราใช้เวลา 155 นาที ยาวนานกว่าขาขึ้นอีก สำหรับคนที่เอาผู้ช่วยผู้พิชิตไปก็วางคืนกันด้วย คนหลังๆ จะได้มีผู้ช่วยผู้พิชิตใช้

ลงมาเจอกระเป๋านอนรออยู่แล้ว จ่ายเงินเสร็จก็รีบไปอาบน้ำ มื้อเที่ยงก็กินร้านที่มีป้ายว่ากะเพราเนื้อ ร้านนี้มีป้า 2 คนขาย ป้าแกแถมกล้วยน้ำวามาด้วย ปกติเราไม่กินกล้วยน้ำว้า แต่พอป้าแกให้มาก็เลยกิน

พออิ่มก็เดินผ่านอาคารของอุทยานฯ มุมนี้ขาขึ้นยังไม่มีแสง ขากลับมีแสงแล้ว

ขากลับรถสองแถว 9 คนตกคนละ 35 บาท มาถึงร้านเจ้กิม แสงบ่ายแรงไปนิดแต่ก็ได้ภาพผานกเค้าในอีกแบบ

ขากลับเราจองรถบ่าย 3 แต่รถมา 4 โมง ขากลับรถธรรมดาแต่เราประทับใจมากกว่ารถ vip ขามาอีก จบทริปภูกระดึง 3 วัน 2 คืน ด้วยอาการขาตึงมาก นิ้วเท้าเจ็บตอนลงภู เป็นทริปที่ได้ new low อุณหภูมิ 3 องศา รอบก่อนเจอ 4 องศา ถึงคนมาเที่ยวภูกระดึงจะเปลี่ยนไป แต่ภูกระดึงภูเขารูปหัวใจยังคงเหมือนเดิม

ปล. ห้ามลืมไฟฉาย


ความคิดเห็น