รีวิว 6ที่เที่ยวนครนายก (ใกล้ๆกรุงเทพฯ) ที่คุณไปได้ด้วยงบไม่เกิน 1000 ถ้าคุณสนใจกระโดดน้ำ เที่ยวธรรมชาติ ถ่ายรูปเก๋ๆ ทริปนี้เหมาะเลย! รีวิวโดย ReviewPapai

ก่อนอื่นเลย ขอบอกก่อนว่าทริปนี้เกิดจากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากแม่ให้ไปรับน้องที่ จ.นครนายก ... จากแพลนที่ว่าจะนอนอยู่บ้านเฉยๆช่วงวันหยุด หรือไปจิบเบียร์โง่ๆริมทะเล เป็นอันต้องพับเก็บไปก่อน ; p งั้นทริปนี้เราจะเที่ยว แบบที่คนอื่นเค้าไม่ค่อยเที่ยวกัน หน้าร้อน ... ร้อนแบบแทบต้องร้องขอชีวิตจากพระอาท

รีวิว 6ที่เที่ยวนครนายก (ใกล้ๆกรุงเทพฯ) ที่คุณไปได้ด้วยงบไม่เกิน 1000 ถ้าคุณสนใจกระโดดน้ำ เที่ยวธรรมชาติ ถ่ายร

รีวิว 6ที่เที่ยวนครนายก (ใกล้ๆกรุงเทพฯ) ที่คุณไปได้ด้วยงบไม่เกิน 1000 ถ้าคุณสนใจกระโดดน้ำ เที่ยวธรรมชาติ ถ่ายรูปเก๋ๆ ทริปนี้เหมาะเลย!


ก่อนอื่นเลย ขอบอกก่อนว่าทริปนี้เกิดจากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากแม่ให้ไปรับน้องที่ จ.นครนายก ... จากแพลนที่ว่าจะนอนอยู่บ้านเฉยๆช่วงวันหยุด หรือไปจิบเบียร์โง่ๆริมทะเล เป็นอันต้องพับเก็บไปก่อน ; p งั้นทริปนี้เราจะเที่ยว แบบที่คนอื่นเค้าไม่ค่อยเที่ยวกัน

หน้าร้อน ... ร้อนแบบแทบต้องร้องขอชีวิตจากพระอาทิตย์ น้ำตกไม่มีน้ำ แต่เราก็ไปนะ...เหมือนเดินป่าเก๋ๆ มันก็เป็นอีกมุมนึงของธรรมชาติ ...คนก็ไม่มี ถ่ายรูปก็สวยดีแอบประทับใจ : ) สรุปได้ไป 6 ที่แหน่ะ > อ่างเก็บน้ำทรายทอง อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ วังตะไคร้(เล่นน้ำได้ค่ะ) น้ำตกนางรอง อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล(เล่นน้ำได้ค่ะ) และน้ำตกสาริกา (ที่บังเอิญผ่านไป)

ส่วนใครอยากไปแบบ one day trip ก็ได้นะคะ(ไม่เกิน 500) แนะนำไป 1.อุทยานวังตะไคร้ (ยังมีน้ำให้เล่น) วิวสวย และร่มรื่นมาก และ 2. เขื่อนขุนด่านปราการชล (ที่นี่ Highlight เลย) เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

.

*เส้นทางสีแดงเราไปในช่วงวันแรก ส่วนวันที่2เป็นเส้นทางสีน้ำเงินค่ะ

จริงๆแล้วกะว่าจะไม่ไปน้ำตกเพราะไม่มีน้ำ แต่ไหนๆก็ผ่านแล้ว ลองไปดูหน่อย ... ความจริงแล้วมันดีไปอีกแบบนะ : )

ส่วนอ่างเก็บน้ำทุกที่ และอุทยานวังตะไคร้สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู


เราพักที่วังรี รีอสร์ท จากกรุงเทพฯประมาณ 120 กม. ขับประมาณชั่วโมงกว่าๆ


ทางเข้ารีสอร์ท ร่มรื่นมาก อากาศดีในตอนเช้า และสบายๆในตอนเย็น ส่วนกลางวันพระอาทิตย์ยังคงทำงานเหมือนเดิม.


ถึงละ เอาของไปเก็บที่ห้อง รับน้องเสร็จก็ออกเที่ยวเลย

ที่แรก อ่างเก็บน้ำทรายทอง อยู่ห่างจากที่พักเพียง 1.6 กม. (ขับออกมาจากที่พัก เลี้ยวขวา แล้วตรงไปเข้าซอยทรายทอง1)


ที่นี่ก็เป็นที่เที่ยวเล็กๆ อีกที่ ที่คนไม่ค่อยจะมากัน ... นี่ขนาดช่วงเทศกาลสงกรานต์นะ รถยังไม่เลย : ) แปลว่ามาแล้วจะถ่ายรูปตรงไหนก็ได้ ถนนเป็นของเราแล้ว ... ดูสิสุดตายังไม่มีรถสักคัน


เราขับเข้ามาเรื่อยๆก็ยังไม่เห็นรถ เห็นแต่ต้นไม้เขียวๆข้างทาง ดูจากถนนแล้วถ้าต้องสวนกันคงลำบากนิดหน่อย แต่ผ่านได้ค่ะ ขากลับเจอกระบะ 1 คัน ยังวิ่งสวนกันได้อยู่ แต่อาจเบียดนิดหน่อย

ขับมาเรื่อยๆก็จะเจอแบบนี้


ก็สวยไปอีกแบบนะ ... ไม่มีคนเลย สัมผัสธรรมชาติแบบเต็มๆ ไม่ต้องแย่งกับใคร : )


ดูทางสิ... บอกเลยว่าคือดีอ่ะ !!!

จากที่นี่ขับย้อนออกมาทางเดิม ถัดไปอีก 5 กม. ก็จะเจอ "อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ"

ก็คล้ายๆกับที่แรกแหละ เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่กว่าที่แรกนิดนึง ที่ไม่มีคน แต่วิวดีนะ

ใครชอบเที่ยวแบบไม่ต้องวุ่นวายกับคนเยอะๆ แนะนำเลย



ที่ถัดไป "อุทยานวังตะไคร้" *Highlight แนะนำว่าผ่านมาแล้วต้องแวะไป !!! อยู่ใกล้ๆกับตัวเมืองนครนายก

ใช้เวลาขับจากห้วยปรือประมาณ 20 กม. วิ่งตามทางหลวงหมายเลข 3049 ตามทางป้ายน้ำตกนางรองมา อยู่เส้นเดียวกันแต่ถึงก่อนนิดนึงค่ะ จะมีป้ายบอกอยู่

อุทยานนี้ใหญ่อยู่ค่ะ มีเนื้อที่ประมาณ 1400 ไร่ มีต้นไม้และดอกไม้ปลูกและจัดเรียงในอุทยานได้อย่างสวยงามเลย มีธารน้ำให้แวะลงเล่นน้ำได้ด้วย (เที่ยวได้ทุกฤดูนะ หน้าร้อนก็ยังมีน้ำค่ะ)

รถเสียค่าเข้าคันละ 150 บาท แต่ถ้าเดินเท้ามาคิดคนละ 10 บาท
ถ้าเห็นวิวข้างในจะบอกว่าถูกมาก กับค่าเข้าที่เสียไป : )

จากประตูทางเข้า จุดนี้มีที่จอดรถให้แวะถ่ายรูปค่ะ สวนสวยดีนะ



ขับออกมาตามทางก็จะเจอที่ให้ลงเล่นน้ำได้ค่ะ


ที่นี่คนจะค่อนข้างเยอะเลย เนื่องจากหน้าร้อนที่น้ำตกไม่มีน้ำ แต่วังตะไคร้ยังเที่ยวได้ทุกฤดู ทำให้มีนักท่องเที่ยวไหลมาตลอด

(บางทีก็สงสัยนะ ... ว่าน้องหนักมั้ย? >_< )




เราไม่ได้ลงเล่นน้ำกัน ... มีแค่นั่งพักเอาขาแช่น้ำ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วก็ move ไปจุดถัดไป



พักจนหายเหนื่อย ก็ออกรถขับไปตามทาง จะเจอสวนพะยอมอยู่ด้านซ้ายมือ สวนนี้สวยดีค่ะ เป็นพื้นที่โล่งกว้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าเต็มไปหมด ดูแล้วสดชื่น : )





ถ้าเที่ยวครบแล้ว ใครยังมีเวลาก็แวะไปน้ำตกนางรองและเขื่อนขุนด่านต่อได้เลยค่ะ แต่ดูจากเวลาแล้วเราไม่น่าจะไปทันเลยไว้เที่ยวต่อวันที่ 2 *ถ้าจะเที่ยวันเดียวแนะนำออกเช้าๆเลยค่ะ จะได้ไปได้ครบ : )

วันที่ 2 ตื่นมาประมาณ 6.00 น. เห็นเค้ากำลังจัดเตรียมใส่บาตรกันอยู่ในรีสอร์ท เลยไปแจมด้วยคน

อันนี้เป็นพระที่มาจากหมู่บ้านพลัมนะคะ (Plum village) คนที่มาใส่ก็จะเป็นคนที่มาร่วมงานภาวนาที่เค้าจัดขึ้นในรีสอร์ทนั่นแหละ พระก็มีมาจากหลายประเทศค่ะ ส่วนคนเข้างานก็มีทั้งไทยและต่างชาติ


เราออกจากที่พักไปตอนประมาณ 8.00 น. เพื่อไปน้ำตกนางรอง

น้ำตกตอนไม่มีน้ำ มันก็คือป่าดีๆนี่แหละ ไหนๆมาก็เที่ยวหน่อยละกัน อย่าให้เสียเที่ยว : )

เส้นทาง ไปทางเดียวกับวังตะไคร้เลย ใช้ทางหลวงหมายเลข 3049 แต่ขับเลยขึ้นมาประมาณ 3 กม.นิดๆ

น้ำตกนางรอง

เราไปไม่เสียค่าเข้า อาจเป็นเพราะเป็นช่วงไม่มีน้ำ เค้าเลยไม่เก็บค่าเข้า (ถ้าปกติรถเก็บ 50 บาทค่ะ ส่วนผู้ใหญ่คิดคนละ 10 บาท เด็กสูงไม่เกิน 120ซม.เข้าฟรีค่ะ)

ถึงเวลาชมละ ว่าน้ำตกไม่มีน้ำจะดูเป็นยังไง

แห้งมากค่ะ ... เหลือแค่โขดหิน แต่ร่มรื่นนะ คิดซะว่าไปเดินป่าละกัน จะได้ไม่ผิดหวัง ... ค่าเข้าก็ไม่เสีย เข้าไปสิคะ รอไร.. เดินเล่นถ่ายรูปได้สบายๆ ไม่มีคนเลย 555+


เออ นึกข้อดีได้อีกอย่าง ... แต่งเต็มได้ค่ะ ไม่มีเปียก (เหมือนนางจะรู้ว่าไม่มีน้ำจริงๆ นางถึงแต่งเต็มมาเที่ยวน้ำตก !!!)


นี่นึกว่าปิดป่า มาถ่ายรูป !!! o_O นี่วันสงกรานต์นะ คนยังไม่มี

เดินมาหน่อย เห็นน้ำละ ... น้อยจริงๆ แต่ยังคงสภาพความร่มรื่นและไม่มีคนมาเที่ยวเช่นเดิม ...


งั้นก็ แอ๊คต่อสิคะ ไม่มีคนให้เขิล ... ถ้านู๋อยากเป็น"เมอร์เมด"ตอนนี้ก็ยังได้ 555+ ไม่มีใครสนใจ


ปิดท้ายอีกรูป ให้เห็นนักท่องเที่ยวเต็มๆ (ว่าไม่มีเลย)

สถานที่ถัดไป "เขื่อนขุนด่านปราการชล" *Highlight ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตอัดบดยาวที่สุดในประเทศไทย

เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไม่เสียค่าเข้า และค่าจอดรถค่ะ

*** ใหญ่มากที่นี่ แนะนำว่าอย่าพลาด !!!


จากน้ำตกนางรองขับออกมาเพียง 3 กม.นิดๆค่ะ ตามป้ายมาเลย มีบอกทางอยู๋จากตรงน้ำตกเลย


พื้นที่ผิวอ่าง 3,087 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 224 ล้าน ลบ.ม

จะสังเกตได้ว่าสันเขื่อนยาวมากๆ สามารถมองได้สุดตา (ก็ยังไม่เห็นที่สิ้นสุด)

ตรงด้านล่างมีเรือบริการเหมาลำด้วย เอาไว้นั่งชมเขื่อน พาเที่ยวน้ำตก ราคา 1000 บาทนั่งได้ 5 คนค่ะ ส่วนเกินคิดคนละ 200 (รอมาช่วงที่มีน้ำดีกว่า จะได้เที่ยวน้ำตกได้ นั่งตอนนี้ได้แค่วนอยู่ในเขื่อนค่ะ ไม่ค่อยคุ้ม )

ค่าบริการรถนั่งชมเขื่อน คนละ 30 บาท


บนรถจะมีไกด์อีกคนที่จะคอยบรรยายเกี่ยวกับเขื่อนให้ได้ฟังกัน

รถจะขับเรื่อยๆนะคะ ประมาณ 20-30 กม./ชม. ไม่ได้มีจอดพัก ใครอยากถ่ายรูปสวยๆก็นั่งข้างๆ ไม่ก็ข้างหน้าจะดีที่สุดค่ะ : )


ด้านหน้าจะมีคนยืนถ่ายรูปอยู่ แต่ถ้านั่งไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีใครเดินมาละ...ไกลเกิน >_< นั่งกินลมไปจนสุดทางเลยค่ะ


ถ้าใครอยากลงไปถ่ายรูปก็ได้นะคะ แต่อาจต้องเดินกลับเอง ... ไกด์บอกว่าใครต้องการเดินกลับแจ้งได้ค่ะ จะมีการคืนเงินให้ 15 บาทด้วย (ยุติธรรมดีนะ เราว่า ) แต่ก็นะ ไม่มีใครสนใจโปรนี้ เราเลยนั่งกลับไปด้วยกันทั้งหมดค่ะ ยังไม่มีคนลง

ขากลับมา มองไปด้านล่างจะเห็นจุดที่เค้าลงเล่นน้ำกันค่ะ

ตรงนี้มีน้ำให้เล่นตลอดค่ะ ไกด์บอกว่าเป็นน้ำที่มาจากเขื่อนด้วย เลยยังมีให้เล่นอยู่ จะเช่าห่วงยางหรือให้เรือลากเล่นล่องแก่งมีหมดเลย : )

ก่อนกลับเดินถ่ายรูปเล่นได้ค่ะ ตรงทางเดินใกล้ๆลานจอดรถด้านบนเค้าทำไว้สวยดี


เป็นอุโมงค์ที่ปลูกไม้ประดับไว้รอบๆ เหมือนอุโมงค์สีเขียวๆ

จริงๆเสร็จจากที่นี่ ก็กะว่าจะกลับกรุงเทพฯละ แต่ไม่รู้เซ็ทค่า navigator ยังไงดันพาไปโผล่น้ำตกสาริกา ที่อยู่ห่างไป 11 กม. ได้ ไหนๆก็ถึงแล้ว เราเลยเข้าไปสักหน่อย ...

ค่าเข้า คนละ 40 บาทค่ะ และที่จอดรถอีกคันละ 40 บาท เปิด 8.00น. ปิด 17.00น.



แนะนำว่าให้มาช่วงปลายฝนต้นหนาวดีกว่าค่ะ แต่ถ้าเที่ยวแบบเราไม่คิดอะไรมาก ก็เข้าไปก็ได้ บรรยากาศเหมือนเดินป่าอีกตามเคย ต้นไม้เยอะ ธรรมชาติสุดๆ และที่สำคัญ ไม่มีคน !!! อีกแล้ว : )


เราเดินแค่บริเวณใกล้ๆ เพราะไม่รู้จะไปไหนดี มองไปเห็นแต่ต้นไม้กับโขดหิน ... ไม่เคยมาเที่ยวน้ำตกหน้าร้อนเหมือนกัน บังเอิญจริงๆแหละที่ได้มา ... ใครต้องการความเป็นส่วนตัวจะเอาอาหารมานั่งกินกลางป่าก็ได้นะ เค้ามีโต๊ะไม้ไว้ให้นั่ง


ตรงทางเข้าจะมีบอกนะว่า ... ขออภัย น้ำน้อย !!! นี่แหละน้อยจริงๆ มีแค่นี้แหละค่ะ (เห็นจุดตรงประมาณ 6น.มั้ย? นั่นแหละน้ำ)


น้ำมีอยู่เท่าที่เห็นแหละค่ะ อาจต้องซูมดูสักหน่อย 555+

คิดซะว่าเป็นการเที่ยวอีกรูปแบบ คิดดีก็ดี ... คุณก็จะได้เห็นอีกมุมมองใหม่ๆ เพราะถ้าคุณมาตอนน้ำเยอะๆ คุณคงไม่ได้เห็นโขดหินแบบนี้หรอก และคนก็คงเยอะมากเช่นกัน


ใครอยากไปถ่ายรูป portrait เชิญได้นะ ... น้ำตกนี้เป็นของคุณ ไม่มีใคร : )


แม้จะไม่มีน้ำ แต่ยังคงมีต้นไม้เขียวๆให้คุณได้นั่งพักหลบแดดเต็มไปหมด <3


สรุป

ใครจะมาช่วงหน้าร้อน ก็ยังคงเที่ยวที่อื่นได้ค่ะที่ไม่ใช่น้ำตก อ่างเก็บน้ำทุกที่ยังคงมีน้ำอยู่ ส่วนใครอยากเล่นน้ำ เค้าแนะนำอีกที่ค่ะ แก่ง3ชั้น อยู่ไม่ไกลจากเขื่อนขุนด่านค่ะ (ขับรถประมาณ 10 นาที) แต่วันที่เราไปคนเยอะมากเลยไม่ได้เข้า

จริงๆแล้วมาเป็น one day trip ก็ได้ค่ะ จากกรุงเทพฯขับมาชม.กว่าๆเอง Highlight ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อุทยานวังตะไคร้ และ เขื่อนขุนด่านปราการชล สองที่นี้สวยและใหญ่จริงๆ ที่อื่นๆถ้าเวลาเหลือค่อยไปก็ได้ค่ะ

ค่าใช้จ่าย one day trip แบบคร่าวๆ ถ้าขับรถมาจากกรุงเทพฯ

ค่าน้ำมันประมาณ 700 บาทค่ะ

ค่าเข้าวังตะไคร้ 150 บาท/คัน (รวมคนนั่งแล้ว)

ค่านั่งรถชมเขื่อนขุนด่าน คนละ 30 บาท (ถ้าเดินชมอย่างเดียวไม่เสียค่าเข้าค่ะ)

เขื่อนทรายทอง และเขื่อนห้วยปรือ ไม่เสียค่าเข้า

น้ำตกนางรอง (ช่วงนี้ไม่มีน้ำ ไม่เก็บค่าเข้า ) ส่วนน้ำตกสาริกา เก็บคนละ 40 บาทค่ะ

ถ้าไป 2 คนก็ตกคนละไม่เกิน 500 บาทค่ะ

*ถ้าจะนอนพักก็ walk in ได้หลายที่เลยค่ะ ราคาหลักร้อย-พันต้นๆมีเต็มเลย ต่อให้นอน 1คืนก็ไม่เกิน 1000 : )

ลองพิมพ์ ที่พักหลักร้อย ใน google ดูขึ้นเพียบเลย ดูห้องพักก่อนแล้วค่อยเลือกอีกทีก็ได้ค่ะ หรือใครอยากพักแบบบรรยากาศดีๆ งบเยอะก็เลือกกันตามสบายเลยค่า ... เที่ยวกันให้สนุกน๊า : )

(พอดีเราไม่มีเสียค่าที่พักเลยไม่ได้รีวิวค่าใช้จ่ายตรงนี้มาค่ะ)

ขอบคุณค่ะที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้า >_<

ติดตามรีวิวอื่นๆได้ที่ https://th.readme.me/id/ReviewPapai

ฝาก Like เพจด้วยนะคะ เป็นกำลังใจเล็กๆให้คนเขียน ^_^ https://www.facebook.com/ReviewPapai/


ความคิดเห็น