ทริปแรกของปี 2020 ที่ดอยม่อนจอง รีวิวโดย dandelion

..ทริปแรกของปี 2020 ของเรา ไปม่อนจองกันเต๊อะ.. เปิดทริปแรกในช่วงต้นปี 2020 ด้วยทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูหนาวที่ม่อนจอง ทริปนี้เรามีสมาชิกด้วยกัน 3 คน ไปเดินชิลกันที่ม่อนจอง 2 วัน 1 คืน (24-25 มกราคม 2563) ที่หลายๆ คนชอบบอกที่นี่เดินง่าย แถมวิวด้านบนสวยมาก เก็บกระเป๋าเดินทางจาก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก

ทริปแรกของปี 2020 ที่ดอยม่อนจอง

ทริปแรกของปี 2020 ที่ดอยม่อนจอง

 วันพฤหัสที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 15.47 น.

 วันที่เดินทาง 24 ม.ค. 2563

..ทริปแรกของปี 2020 ของเรา ไปม่อนจองกันเต๊อะ..

เปิดทริปแรกในช่วงต้นปี 2020 ด้วยทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูหนาวที่ม่อนจอง ทริปนี้เรามีสมาชิกด้วยกัน 3 คน ไปเดินชิลกันที่ม่อนจอง 2 วัน 1 คืน (24-25 มกราคม 2563) ที่หลายๆ คนชอบบอกที่นี่เดินง่าย แถมวิวด้านบนสวยมาก เก็บกระเป๋าเดินทางจาก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กันโล้ดดดด..

ดอยม่อนจอง ติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยจุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,929 เมตร 

คำว่า ม่อน เป็นภาษาคำเมืองที่หมายถึง ดอยหรือเนินเขา ส่วนคำว่า จอง ก็เป็นภาษาคำเมือง จะออกเสียงว่า จ๋อง หมายถึง ลักษณะจั่ว สามเหลี่ยมที่อยู่สูงที่สุด 

ไฮไลต์ของดอยม่อนจอง คือ การได้ชมทุ่งหญ้าบนภูเขาที่เปลี่ยนเป็นสีทองในช่วงหน้าหนาว ช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก 

ระยะเวลาเปิด - ปิด ม่อนจอง : เดือนพฤศจิกายน - 15 กุมภาพันธ์ ของทุกปี

ศูนย์บริการท่องเที่ยวม่อนจอง มูเซอ โทร 092 559 7201

หรือติดต่อ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ นาย สมบัติ อ่อนสะอาด โทร 085 708 7441
153 หมู่ 2 ต. ยางเปียง อำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 50310

  • การเดินทางไปม่อนจอง
    จาก กรุงเทพฯ เครื่องบิน/รถทัวร์

    รถทัวร์จากกรุงเทพฯ สามารถขึ้นรถได้ตั้งแต่รอบ 18.00 - 21.00 น. ไปเช้าที่อาเขต
    จากตัวเมืองเชียงใหม่
    สามารถนั่งรถเมล์ประจำทางไปที่อำเภออมก๋อยได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง รถจะมีวันละ 2 รอบ คือ
              ออกจากเชียงใหม่ 08.30 น. ถึงอมก๋อย 12.30 น.
              ออกจากเชียงใหม่ 14.00 น. ถึงอมก๋อย 18.00 น.
    หลังจากนั้นเหมารถสองแถวใน อ.อมก๋อย ไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย แล้วโทรแจ้งทางศูนย์บริการฯ (ที่ติดต่อเรื่องรถกระบะ) ให้มารับ
    หรือจากตัวเมืองเชียงใหม่ นั่งรถตู้จากตัวเมืองเมืองเชียงใหม่ ไปยังอมก๋อย รอบแรกประมาณ 05.00 น. หรือ 06.00 น. ถึงประมาณ 10.00 น. โทรนัดล่วงหน้า หากคนเยอะคุณลุงคนขับอาจจะไปส่งถึงศูนย์บริการฯ (เบอร์รถตู้ลุงประเสริฐ 089-559-6486)
    หรือจากตัวเมืองเชียงใหม่
    จะขับรถ/เช่ารถไปเองได้ ที่บริเวณศูนย์บริการฯ มีพื้นที่สำหรับจอดรถยนต์ หลังจากนั้นก็นั่งรถกระบะของชาวบ้านต่อ

***หรือหากไปถึงที่อมก๋อยช้า จะพักในตัวเมืองอมก๋อยก่อน หรือจะพักที่หมู่บ้านมูเซอก็ได้ ซึ่งที่หมูบ้านมีโฮมสเตย์ของชาวบ้านให้พัก (ราคาไม่แน่ใจประมาณ 450 - 500 บาท) เพื่อเตรียมตัวขึ้นดอยในเช้าวันถัดไป
เนื่องจากอำเภออมก๋อยนั้นถือได้ว่าเป็นอำเภอที่อยู่เกือบจะใต้สุดของเชียงใหม่จึงใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองค่อนข้างนาน**

  • สิ่งที่ต้องเตรียมไปเอง (ถ้าไม่ได้ไปกับกลุ่มทัวร์)
    - เสื้อผ้ากันหนาว (ด้านบนลมแรงมากก)
    - เสื้อกันฝนหรือกันน้ำค้าง
    - กางเกงกันหนาว
    - รองเท้าผ้าใบ
    - รองเท้าแตะ (แล้วแต่จะนำไป)
    - หมวกกันแดด
    - ผ้าบัฟ (ผ้าปิดจมูก)
    - ไฟฉาย
    - เต็นท์ (มีให้เช่า)
    - อุปกรณ์เครื่องครัว แบบปิกนิก (มีให้เช่า)
    - ถุงนอน (มีให้เช่า)
    - ขนมคบเคี้ยวหรือขนมที่ให้พลังงาน (กินระหว่างเดินเท้า)
    - น้ำดื่ม (ด้านบนมีลำธารเล็กๆ ถามพี่ลูกได้) แต่เตรียมไปด้วยก็ดี
    - ทิชชูเปียก (อาบน้ำแห้ง) ด้านบนมีเพียงส้วมหลุมเท่านั้นจ้า
    • สิ่งที่ศูนย์บริการท่องเที่ยวม่อนจองมีให้บริการ มีเต็นท์ ถุงนอน แผ่นรองนอน ผ้าห่ม อุปกรณ์เครื่องครัวให้เช่า หรือจะเป็นข้าวกล่อง หมูกระทะบนดอย ติดต่อล่วงหน้า 
    • ค่าบริการรถกระบะ รับ-ส่ง (ระยะประมาณ 16 กม.)
               นักท่องเที่ยว 1 - 5 คน               ค่าเหมา 2,500 บาท
               นักท่องเที่ยว 6 - 9 คน              ค่าเหมา 3,000 บาท
               นักท่องเที่ยว 12 -17 คน (2คัน)   ค่าเหมา 6,000 บาท
               รถรับ-ส่ง อ.อมก๋อย ค่าเหมา 4,000 บาท (อมก๋อย - ศูนย์บริการฯ - ทางเดินเท้า)

    ** สำหรับรถกระบะ ถ้าหากนักท่องเที่ยวมากันไม่ถึง 5 คน ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการฯ จะจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวให้สำหรับนั่งรถกระบะไปยังจุดเดินเท้า อันนี้หายห่วงได้เลยไม่ต้องกลัวถ้าไปแค่คนเดียวหรือสองคนแล้วกลัวต้องเหมารถกระบะกันเอง**

    • ค่าลูกหาบ
      ลูกหาบ 1 คน จำกัดน้ำหนักไม่เกิน 30 กก./คน
      ลูกหาบ 1 คน ค่าบริการ 300 บาท/วัน (2 วัน 1 คืน 600 บาท)
    • ค่าเข้าอุทยาน 20 บาท/คน
    • ค่ากางเต็นท์ 50 บาท/หลัง

    เมื่อถึงศูนย์บริการฯ แล้ว เจอพี่ลูกหาบชั่งน้ำหนักสัมภาระที่จะให้ลูกหาบแบก เตรียมมื้อกลางวันให้พร้อม เตรียมน้ำดื่มระหว่างด้วย หรือขนม ช็อคโกแลต ที่จะกินระหว่างทางเผื่อเหนื่อย เราซื้อเจเล่ไลท์ตามเคย อร่อยเติมน้ำตาลระหว่างเดิน หรือถ้าใครอยากกินหมูกระทะตอนเย็นบนดอยแบบฟินๆ ก็โทรแจ้งพี่เจ้าหน้าที่ล่วงหน้าไว้เลย

    หมู่บ้านมูเซอ ที่บริเวณศูนย์บริการท่องเที่ยวม่อนจอง

    ในช่วงทางขึ้นก่อนถึงจุดเดินเท้าจะเป็นเส้นทางที่ชันและขรุขระจึงต้องเป็นรถกระบะของชาวบ้านที่ชำนาญเส้นทางเท่านั้นถึงจะขึ้นได้ เมื่อได้เวลานั่งรถกระบะและโยกบนรถไปเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ประมาณ 1.30 ชั่วโมง วิวดีนะ มีอะไรให้มองระหว่างไปตลอด ธรรมชาติสุดๆ  และฝุ่น แต่ถ่ายไม่ได้รถโยกหนักเหลือเกิน จนสุดท้ายก็โยกกันจนถึงจุดเดินเท้าแล้ว **ใครมาแนะนำมีผ้าปิดจมูกมาก็ดี ไม่งั้นจมูกดำปี้**

    หลังจากนั่งรถกระบะสูดฝุ่นกันมาเกือบชั่วโมงกว่า ก็ถึงจุดเริ่มเดินแล้ว


    ระยะทางเดินเท้าจากจุดเริ่มเดินไปจนถึงประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินเท้าประมาณ 3-4 ชั่วโมง ถึงเร็ว หรือช้าแล้วแต่ฝีเท้าในการเดินของแต่ละคนเลย 

    ระยะทางเดินช่วงแรกจะเป็นทางลาดชันมีขึ้นมีลง แต่จะเน้นลงอย่างเดียวก่อนในช่วงแรก อากาศไม่ค่อยร้อน ค่อยๆ เดินเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบรับรองถึงแน่นอน เหนื่อยก็พัก ที่สำคัญที่นี่เดินง่ายคอนเฟิร์ม ^.^

    พี่ลูกหาบแบกสัมภาระของส่วนกลางของเราแบบนี้

    เส้นทางจะเป็นทางราบสลับกับทางชัน แต่ในความเหนื่อยในตอนนั้น ธรรมชาติระหว่างทางก็ทำหน้าที่บำบัดความเหนื่อยล้าด้วยความสวยงามให้เราเห็นเป็นระยะๆ

    เดินกันไปเรื่อยๆ

    ระหว่างทางก็มีจุดพักให้ถ่ายรูป ชมวิวสวยๆ (คิดเอง) ซึ่งบอกได้เลยว่าแค่ระหว่างทางเดินที่ยังไม่ทันจะถึงยอดดอยเราก็ได้รูปหลายรูปแล้ว

    "ลานหินช่อ" หรือ "ภูหินช่อ"

    เรามาถึงจุดที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของม่อนจองที่ทุกคนต้องผ่านมันไปให้ได้!! เพื่อไปยังจุดกางเต็นท์ในคืนนี้ ลูกหาบบอกว่าจุดนี้ เรียกว่า "เนินหมาหอบ" เนินชัน 60 องศา ที่ไต่ขึ้นไปบนเขา สมชื่อเนินมากเล่นเอาเหนื่อยหอบสมแล้วที่เรียกเนินหมาหอบ แต่ระหว่างที่ไต่ขึ้นเนินก็มีลมเย็นและแรง ทำให้เราไม่ร้อนกันมาก ถ้าไม่มีกระเป๋าแบกอยู่บนหลังคงมีปลิวแน่ๆ

    "เนินหมาหอบ"

    ความชันของเนินมาหอบ

    ผ่านเดินมาหอบขึ้นมายืนอยู่บนนี้ ลมแรงมว๊ากกก

    พ้นจากเนินหมาหอบมา ก็จะเป็นทางเดินราบที่เดินได้แบบสบายๆ  และจุดไฮไลท์สำคัญอีกที่ที่จะต้องเดินผ่านก่อนที่จะไปลานกางเต็นท์นั่นก็คือ "สนามกอล์ฟช้าง" ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นลานกว้างๆ สามารถมองจุดชมวิวในระยะไกล และสามารถมองเห็นยอดหัวสิงห์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ ส่วนจุดกางเต็นท์ก็ต้องเดินแยกซ้ายมือไม่ไกลมาก แต่ถ้าไปยอดหัวสิงห์ก็ต้องเดินตรงไป ประมาณ 2 กิโลเมตร

    "สนามกอล์ฟช้าง"

    จากตรงนี้ไปเดินไม่ไกลก็ถึงจุดกางเต็นท์แล้ว 

    พอไปถึงพี่ลูกหาบก่อไฟ และกางเต็นท์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เราพักสักหน่อยก่อนที่จะไปเดินเล่นบนดอย ถ่ายรูป และรอดูพระอาทิตย์ยามเย็นสวยๆ บนนี้ ก่อนกลับมาทำมื้อเย็นทานกัน

    บางกลุ่มก็เพิ่งเดินทางมาถึง

    บนนี้สวยสุดๆ ไปเลย

    แต่ละคนเริ่มทยอยออกมาถ่ายรูปในช่วงเย็นกันแล้ว บางคนก็หามุมตามสันเขาบริเวณนี้ บางคนก็เดินไปยังผาหัวสิงห์ ด้านบนนี้ลมแรงมากๆ 

    วิวบรรยากาศช่วงตอนเย็น เราไม่ได้เดินไปถึงยอดหัวสิงห์ เพราะจากจุดชมวิวเดินไปหัวสิงห์ดูเหมือนไม่ไกล แต่ที่บอกไว้คือประมาณ 2 กิโลเมตรได้ ไปกลับไม่น่าจะทัน เราเลยหาที่นั่งชมอาทิตย์ยามเย็นกันบริเวณนี้

    ผ้าหัวสิงห์ที่มองเห็นในระยะไกลๆ

    บางคนเดินไปถึงหัวสิงห์ถ่ายรูปเสร็จก็กลับมาชมพระอาทิตย์ตกดินที่เดินไม่ไกลมากจากจุดกางเต็นท์ บางคนไปไม่ถึง (เหมือนเรา) ก็กลับมาหาจุดอื่นชมอาทิตย์ตก

    เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ตก แสงเย็นสีทองยามเย็นก็มาตามนัด ทั่วบริเวณของดอยม่อนจองแห่งนี้กำลังกลายเป็นสีทองไปหมด เวลากลางวันว่าสวยแล้ว ช่วงเย็นว่าสวยกว่ามาก

    อาทิตย์กำลังลับฟ้า


    ส่วนในช่วงกลางคืนก็มีดาวเต็มฟ้า สามารถขึ้นมาถ่ายบริวณนี้กันได้ แต่กลางคืนลมแรงมากจนหนาว ใครจะมาพกเสื้ออุ่นๆ มาให้เต็มที่เลยนะ แล้วไว้พบกันใหม่ทริปหน้า :)

    ติดตามแฟนเพจ ^.^ https://www.facebook.com/Zgame...

    ความคิดเห็น