Japan Alps ในฤดูใบไม้ร่วง 2019 รีวิวโดย Pari Pari

คิดถึงเขา เลยมาหาเขา  ความเดิมที่เคยไปหาเขา เมื่อตอนฤดูร้อน  : 3 วัน 3 เขา ที่ฮาคุบะ Hakuba Valley เขาที่ว่า คือเทือกเขาแห่งเจแปนเอลป์ตอนเหนือ ของจังหวัดนากาโน่ Nagano แผนนี้เกิดขึ้นหลังทริปฤดูร้อน 2018 ที่นากาโน่จบ..คือพอขึ้นเครื่องกลับก็คิดโปรเจคต่อเลย สมาชิกก็แตกหน่อไปถึงยอด 7 คน&nb

Japan Alps ในฤดูใบไม้ร่วง 2019

Japan Alps ในฤดูใบไม้ร่วง 2019

 วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 08.02 น.

 วันที่เดินทาง 14 ต.ค. 2562

คิดถึงเขา เลยมาหาเขา 

ความเดิมที่เคยไปหาเขา เมื่อตอนฤดูร้อน  : 3 วัน 3 เขา ที่ฮาคุบะ Hakuba Valley

เขาที่ว่า คือเทือกเขาแห่งเจแปนเอลป์ตอนเหนือ ของจังหวัดนากาโน่ Nagano

แผนนี้เกิดขึ้นหลังทริปฤดูร้อน 2018 ที่นากาโน่จบ..คือพอขึ้นเครื่องกลับก็คิดโปรเจคต่อเลย สมาชิกก็แตกหน่อไปถึงยอด 7 คน 

เราอยากมาดูใบไม้เปลี่ยนสี แถบ North Japan Alps... มีที่ไฮไลท์ที่ยังไม่ได้ไปคือ Tsuga-ike koen อยู่ที่หมู่บ้าน Otari ใกล้ ๆ กับ Hakuba นี่เอง 

ทริป 2019 นี้จึงจัดขึ้นเพื่อให้พบกับช่วงพีคบนเขาแถบ Hakuba .. นั่นคือต้องมาต้นเดือน ต.ค. - กลาง ต.ค. (ในขณะที่ชาวต้นไม้เบื้องล่างยังไม่เปลี่ยนสี) 

แผนข้ามปี วางไว้ดิบดี แต่แทบจะล่มเพราะไต้ฝุ่นฮากิบิสหรือ ‘พายุไต้ฝุ่นหมายเลข 19’ ที่ถล่มญีปุ่นช่วงที่เราเดินทางพอดี 

แผนที่วางไว้ เลยต้องปรับเปลี่ยนไป 



การรับมือกับการเดินทางพร้อมพายุไต้ฝุ่น ลูกยักษ์ Hagibis

แผนเดิม คือต้องเดินทางจาก ตจว. เข้าดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องรอบ กำหนดเดินทาง 11 ต.ค. 62 เวลา 23.55 น.

ข้อความแรกถูกส่งมา 11 ต.ค. 62 เวลา 13.41 น. --> เลื่อนเป็นออก 13 ต.ค. 62 เวลา 05.05 น. ซึ่งจะถึง 13.10 น.

ชาวคณะ อันประกอบด้วย สาวจาก ฝั่งธน-อุบล-หาดใหญ่ .. คนที่อยู่ไกล ต้องเข้า กทม. มาแล้ว

เราก็ยืนยันจะไปต่อ (คือไปรอดูสถาณการ์ที่ ดอกเมือง ถ้าสายการบินไม่เลื่อน เราจะเลื่อนเอง)

เราก็เลยได้เที่ยวฝั่งธน ฯ รอขึ้นเครื่องรอบใหม่

พอถึงวันที่ 13 ต.ค. สนามบินนาริตะปิดสนามบิน ต้องปรับเวลาบินใหม่ กลายเป็นบิน 11.40 - 20.30 น .

งานเข้าล่ะคราวนี้ ... พอเค้าบอกเปลี่ยนไฟล์ทตั้งแต่แรก เราก็ไปย้ายโรงแรม .. เลือกที่แรกที่เราจะไปก่อนเลย คือที่ Hakuba

คุณ  Bob เจ้าของ Hakuba Ski Condo บอกเราว่า เลื่อนวันพักได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย เค้าเข้าใจว่ามีพายุเข้า

เราเลยเลื่อนที่พักที่เดียว เหลือต้องไป Yokoya Farm แต่ตอนแรกสายการบินแจ้งว่าถึงนาริตะตอน เกือบบ่าย 2 โมง เราคิดว่าจะออกไปพักที่ Nagano ทัน เลยจองที่พักใกล้สถานี Hagano ไว้

แต่พอบอกเปลี่ยนอีก กลายเป็นว่าถึงนาริตะ เกือบ 3 ทุ่ม .. ออกไปนากาโน่ไม่ทันแล้วจ้า ...

เลยยกเลิกที่พัก ผ่าน booking.com บอกเหตุผลไปว่า ไฟล์ทเราเลื่อนเพราะพายุฮากิบิส เราเลยไปนากาโน่ไมทัน

แล้วนอนไหนกันคะ

ลองไปหา  Capsule Hotel ในสนามบินก่อน แต่เต็ม (ตามคาด)

เลยไปนอนฟรี ที่ North Waiting Area ในสนามบินนาริตะ

มีเพื่อนเยอะแยกเลย .. แทบจะไม่มีที่ให้นอน ได้มุมดี ๆ ก็ปูถุงนอน (มีบริการฟรี) นอนหลับบ้าง ไม่หลับบ้าง

แต่มีพี่ยามเดินยามตลอด

เสียอย่างเดียวค่ะ ไม่มีห้องอาบน้ำ

ส่วนประกันการเดินทาง ทำกับ Sompo ... แต่ไม่ได้อะไรคืนเลยค่ะ เค้าบอกว่า ต้องเลื่อนไฟล์ทที่หน้า gate มากกว่า 6 ชั่วโมง ถึงจะเคลมเงินได้ตามที่เราซื้อไป

เค้าทำได้แค่ ให้เรายกเลิกกรมธรรม์เก่าไป แล้วเลือกวันใหม่ไป เค้าจะคืนเงินอันเก่าให้ แต่ต้องจ่ายอันใหม่ไปด้วย ..

วันแรกที่เดินทางออกจาก สนามบินนาริตะ

14/10/2019 เราตื่นแต่เช้า (คือก็นอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว) รีบไปต่อแถวแลก JR East Nagano Pass

แต่แหม office เปิดตั้ง 8.15 - 20.00 น. รอกันไป ..

รอไปรอมา มีคนบอกว่า.. ตรงเคานเตอร์เล็ก ๆ ฝั่งตรงข้าม office มีให้แลก JR Pass ได้ด้วย มาบอกตอนอีกครึ่ง ชม. office ใหญ่เปิด

แหม .. พอย้ายแถวไปจริง เฮ้ย มีแค่แถวเดียว (ใน office มี 3-4 ช่องบริการ) แถมเจ้าหนุ่มหน้าตาดี เหมือนพูดภาษาอังกฤษได้ .. พูดไม่ได้คร้าบ..

ใช้เวปแปลภาษาสื่อสารกัน เลยยิ่งช้ามาก

เราไม่สามาถไป Matsumoto ด้วยรถไฟขบวน LTD. EXP AZUSA ที่วิ่งจาก Shinjuku ได้ เพราะเส้นนั้น เสียหายหนักจากพายุฮากิบิส

เราต้องไปทาง Nagano ... ตามที่เราเปลี่ยนแผน

แต่ที่เราสื่อสารกับคนแลกตั๋วไม่รู้เรื่องคือ ทำไมเราจองที่นั่งขบวนรถไฟ SHINKANSEN HAKUTAKA, SHINKANSEN KAGAYAKI, SHINKANSEN ASAMA ที่จะไปนากาโน่ไม่ได้ .. เค้าโยนให้เราไปติดต่อที่สถานีโตเกียวอีกทีนึง

ก็เลยได้แต่ตั๋วรถไฟออกจากนาริตะ ไปลงสถานีโตเกียว

แล้วก็ต้องไปต่อแถว JR East ที่สถานีโตเกียวอีก กว่าจะเจอคุณลุง จนท. (ที่ใช้แอปแปลภาษาเหมือนกัน) ค่อยรู้เรื่องว่า .. เนื่องจากพายุเข้า ไม่มีการจองที่นั่ง ไปรอหน้าชานชาลา แล้วขึ้นได้เลย ใครมาเร็ว ก็ได้ขึ้น ช้าก็ยืนไปคร้าบ...

กว่าจะได้นั่งชินคันเซ็นสบาย ๆ ..

กำลังจะกินข้าวกล่องมื้อเที่ยงควบเช้า

รูปเดียวที่ถ่ายได้ .. แว๊บเดียว โพล๊ะ ... โดนชนข้าวกล่องคว่ำ ชนิดกินต่อไม่ได้ ..........

ระหว่างที่อยู่บนชินคันเซ็น ก็ต้องนั่งคิดต่อค่ะ .. ว่าจะไป Matsumoto จาก Nagano ยังไง คือถ้าปกติก็ทำการบ้านมาแล้ว ต่อรถไฟไงคะ

แต่พี่ฮากิบิสทำ เขื่อนกั้นแม่น้ำชิกุมะ ที่นากาโน่ พัง ..

เหตุการณ์คือ เขื่อนกั้นแม่น้ำ Chikuma แตก ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน และรางจอดรถชินคันเซ็น Hokuriku Shinkansen รางช่วงสถานี Nagano มุ่งหน้าสถานี Iiyama ที่ถูกน้ำท่วม ทำให้รถไฟเส้นทางนี้ ไปได้ถึงแค่ Nagano

แถมชินคันเซ็นยังจมน้ำตั้ง 10 คัน .. เสียหายมากมายเลยค่ะ

เราไป Matsumoto ด้วยรถไฟ ไม่ได้ รถบัสปกติก็ไม่ได้ เอาไงต่อ

คุยกับ Yokoya Farm ฟาร์มแอปเปิ้ล ที่เมือง Matsumoto ที่เราจะไปพักตามตารางเดิม ..เค้าก็บอกให้เราเลื่อนวันได้ แต่เราไม่มีวันเลื่อนแล้ว

ยืนยันกับเค้าว่า่ วันนี้เราต้องถึงฟาร์ม

เค้าก็ช่วยเช็ครถบัสให้ บอกว่า ยังมีรถบัสที่วิ่งจาก Nagano มา Matsumoto อีก 2 รอบ คือ รอบ 13:18 และ 15:18

แค่ 2 รอบ เท่านั้น แถมกำชับว่า .. อาจเต็มก็ได้นะ ..

ชินคันเซ็นมาถึงสถานีนากาโน่ เวลา 13.18 น. (ช้ากว่าเดิม 6 นาที) .. เลยต้องพุ่งหลาวไปถาม Information center เค้าก็ให้ข้อมูลเดียวกับที่ Yokoya farm ให้มา คือมีแต่รถบัส แล้วบอกทางไปสถานีรถบัส คุณป้าี่ I center เอาตัวเราไปกอด (ผ่านเคานเตอร์) บอกว่าเสียใจจริง ๆ ที่ไม่สะดวก .. โอ๊ย.. ซึ้ง

ไปผิดทางอีก เดือดร้อนคนเดินเท้าแถวนั้น ช่วยพาไปสถานี

ปรากฎว่า รถยังไม่ออก เค้ายังขายตั๋วรอบ 13.18 น. อยู่ . เย่ ๆ ...

ไปเรียกสมาชิกขึ้นรถ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. กว่า ๆ ก็ถึง Matsumoto

ค่ารถ ปกติ คนละ 1,300 เยน แต่ถ้าครบ 4 ที่ เค้าลดเหลือที่ละ 1,200 เยน จ่ายเพิ่มจากงบเดิมที่วางไว้ แต่มีรถไปได้ตามแผนนี่ก็โล่งแล้วค่ะ

คนไม่เต็มนะคะ

ช่วงขึ้นรถ ฝนยังตกอยู่เลยค่ะ .. ใจแป้ว ๆ ..นิดนึง

แต่สักพัก ฝนหยุด นี่ก็กรี๊ดเลย วิวสวยค่ะ

แล้วเราก็มาถึง Matsumoto โดยสวัสดิภาพ

เราจองที่พักคืนถัดไปไว้ที่ Premier Hotel Cabin Matsumoto .. เลยขอเอากระเป๋าใบใหญ่ไปฝากไว้เก่อน 1 คืน ก่อนวัน check-in

เพราะเราจะไป Yokoya Farm ซึ่งไปถึงได้ด้วยรถแท็กซี่

7 คน นี่ต้องแบ่งไป 2 คัน ถ้ามีกระเป๋าใหญ่ไปด้วย ก็จบกัน .. ต้องเรียกมากกว่า 2 คัน แบ่งกระเป๋าเป้ไปง่ายกว่าค่ะ

วิวบนชั้น Lobby  ของ Premier Hotel Cabin Matsumoto (แต่แท็กซี่ไม่รู้จักชื่อนี้นะคะ .. เอา google maps ให้ดู ร้องอ๋อ.. station hotel ...555)

ไปสะสมเสบียงอาหารเย็นที่ ซุปเปอร์มาเก็ต อาคารเดียวกับ Bus terminal ค่ะ เพราะที่ Yokoya Farm ไม่เตรียมอาหารเย็นให้ เค้ามีครอบครัว มีเด็กเล็ก เลยไม่สะดวก แต่มีอาหารเช้าให้

สิ้นสุดความตื่นเต้นจากพายุฮากิบิส .. เที่ยววันถัด ๆ ไป ก็ลืม ๆ ไปซะแล้ว ว่าเรามาพร้อมพายุ

Yokoya Farm

เป็นฟาร์มแอปเปิ้ลในเมือง Matsumoto .. ของครอบครัว Kawabe ... ประกอบด้วยคู่สามีภรรยา และลูกสาว 2 คน

เปิดบ้านหลังเล็ก ที่ renovate มาจากของเดิม ให้เป็นที่พักแขก รับรองแขกได้ 1 กรุ๊ป จำนวนที่เปิดให้จองใน booking.com และ airbnb คือ 6 คน

แต่เรามา 7 คน เลยต้องควานหาที่ติดต่อกับ Asuka san  เจ้าของบ้าน เค้าบอกว่าพักได้ ระบุวันพัก จองกับเค้าได้เลย

บ้านหลังใหญ่ที่เป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นขนานแท้เป็นที่พักของครอบครัวเจ้าของสวน ตอนเช้าเราจะได้รับเชิญเข้าไปรับอาหารเช้าที่ห้องโถงในบ้านหลังใหญ่ ที่เปิดประตูออกไปจะเจอสวนญี่ปุ่น

บ้านหลังสีส้ม เป็นโกดัง เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ทำงานเกี่ยวกับการบรรจุแอปเปิ้ลส่งไปขายตามออร์เดอร์ มีญาติ ๆ มาช่วยงานในช่วงกลางวัน

ตอนไปถึง ฝนกำลังตกเลย เราไปกดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านที่บ้านหลังใหญ่

Asuka san ออกมารับ แล้วพาไปบ้านหลังเล็กที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกัน

หน้าบ้านมีต้นทับทิม ออกลูกเต็มต้น แถมสุกจนผลปริ .. ถามไถ่ได้ความว่า เป็นไม้ประดับ ไม่มีใครกิน เพราะเปรี้ยวมาก .. ชิมแล้ว .. เปรี้ยวจริง ๆ ไม่มีรสหวานเจือเลย

Asuka san เตรียมที่นอนให้ครบ 7 คน ชั้นล่าง 2 เตียง และอีก 2 ฟูก (ปูใกล้ ๆ โต๊ะอุ่นขา โคะตะสึ : 炬燵)

ชั้นล่างมีครัวเล็ก ๆ มีไมโครเวฟให้ (ไม่ได้ใช้เลย) ถ้วยชามแก้วน้ำ น่ารักมุ้งมิ้ง และห้องน้ำแยกส่วนห้องอาบน้ำกับส้วมออกจากกันตามสไตล์คนญี่ปุ่น

ส่วนชั้นบน มี 2 เตียง .. และ 1 ฟูกปูนอนพื้น และพื้นที่นั่งเล่น

มี Welcome apples ให้ชิมฟรี 3 ลูก 3 สายพันธุ์ ส่วนแยมแอปเปิ้ล..นั่นขาย

ในจานนั่นคือทับทิมหน้าบ้านค่ะ ... ชิมแค่คนละคำ เปรี้ยวมาก

เราชิมแอปเปิ้ล รุ่นตัวอย่าง ทั้ง 3 สายพันธุ์ อย่างเอร็ดอร่อย

จัดการกับเสบียงมื้อเย็นที่เราหอบหิ้วมาด้วย

พอรวม ๆ กันแล้ว อาหารมื้อเย็นอลังการมาก

หากเราไม่เตรียมอาหารมาเอง สามารถสั่งซูชิหรือพิซซ่าได้ มีร้าน delivery บอกให้ Asuka san สั่งให้ได้ค่ะ แต่ต้องหัวค่ำนิดนึง เพราะเค้างานบ้านเยอะ

พื้นที่รอบ ๆ บ้านเป็นสวนครัว มีลูกพลับ มะเดื่อฝรั่ง และพืชผักสวนครัว .. ไปเดินเล่นกันได้

คืนนี้เราก็ได้นอนหลับด้วยใจเป็นสุข คือถึงที่เที่ยว หลังวิ่งผ่านพายุฮากิบิสมาหลายวัน

เสียงคัดค้านอื้ออึง ..จะไปทำไม อันตรายนะ .. ที่เที่ยวไม่สวยแล้วล่ะ ......... อ่ะ คร้า .. ฟัง ..

แต่เป็นคนถือแผนในมือ .. เลื่อน ลด ปลดย้าย ... ทำได้ทันที มีลูกทีมที่ดี คอยรับข่าวสารจากหลาย ๆ ทาง ช่วยในการตัดสินใจ

นอนให้เต็มอิ่มแล้ว จะพาเที่ยวต่อค่ะ

ยังอยู่ที่ฟาร์ม Yokoya

เช้านี้รับข้าวกล่องอาหารเช้า กับผลไม้สด ๆ จากฟาร์ม

หน้าตาดูดี รสอร่อย บรรยากาศดี

กับเจ้าของบ้านใจดี ๆ .. เราก็มีของขวัญจากเมืองไทยมอบให้ กระเป๋าผ้าทอมือสำหรับลูกสาวคนโตของบ้าน

กินข้าวเช้าเสร็จ ไปทักทายคุณพ่อบ้านที่กำลังจะพาลูกสาวคนโตไป รร. พอดี

ส่วนตัวเล็ก .. ไปฟาร์มกับเราค่ะ

ฟาร์มของเค้ามีหลายที่ ปลูกแอปเปิ้ลพันธุ์ต่างกัน เราไปฟาร์มที่แอปเปิ้ลกำลังสุก อยู่ใกล้ ๆ บ้าน เดินไปสบาย ๆ เลยค่ะ

มีผลิตผลของสวนวางขายหน้าสวน

ตอนนี้ทางสวนทำร้านสวย ๆ ให้พื้นที่ตรงนี้แล้ว กันลมได้

แอปเปิ้ลที่สวนนี้ ที่กำลังสุกและเก็บได้ อย่างแรกคือ Shinano Sweet ลูกสีแดง

เป็นพันธุ์ผสมระหว่าง Fuji (ชื่อที่เราคุ้นเคย) กับ Tsugaru

จุดเด่นคือ หวานมาก เปรี้ยวน้อย

ข้อด้อย คือ เก็บไว้นานมากไม่ได้ (จริง ๆ ก็ไม่น่าจะอยู่ได้นาน .. อร่อย .. หมดเร็ว)

ส่วน Shinano Gold ลูกสีเหลืองทอง ..

เป็นแอปเปิ้ลยอดนิยมของแถบ Nagano .. จุดเด่นคือ ความหลืองทองอลังการ ให้รสแท้ ๆ ของแอปเปิ้ล แต่มีข้อเสียคือ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว ลูกมักร่วง

ส่วนอีกพันธุ์ ที่ตัวเองคิดว่า.. อร่อยมากไม่แพ้กันคือ Akibae

เป็นพันธุ์ที่ลูกใหญ่มาก น้ำหนักมาก แต่สีไม่สวยเท่าพันธุ์อื่น

กิจกรรมในการชมฟาร์มคือ เก็บลูกแอปเปิ้ลได้คนละ 1 ลูก

Asuka san จะสอนวิธีเก็บ เลือกลูกแอปเปิ้ลที่สุกให้

ถ้ามาเที่ยวสวนเฉย ๆ มีค่าเข้า 2,500 เยน เก็บได้ 3 ลูก

แต่ถ้าพักที่บ้าน จะให้เก็บฟรีคนละ 1 ลูก ค่ะ แต่ถ้าต้องการมากกว่านั้น ก็คิดลูกละ 200 เยน

เราก็เก็บกันสนุกสนานค่ะ เลือกไม่ได้สักที คนละ 1 ลูก 5555 เยอะไปหมด

ได้เจอ staff ที่เคยคุยกันใน Yokoya farm page เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าค่ะ ดีใจกันไป

Ryohei Yamazaki san หนึ่งในสต๊าฟ ที่ดูแลแอปเปิ้ลในสวน (เสื้อเหลือง) พูดเขียนภาษาอังกฤษได้ดีมาก

หลังจากเชยชมแอปเปิ้ลได้สมใจแล้ว เราก็เดินกลับ วนอีกทาง

สวนข้าง ๆ เป็นสวนองุ่น สวนลูกแพร์ ทุ่งปลูกโซบะ .. และนาข้าว ..

ขากลับ check out แล้ว Asuka san ก็โทรเรียกแท็กซี่ให้ค่ะ .. ค่าแท็กซี่ถึงสถานี Matsumoto ขาไป 1,610 เยน / คัน

ขากลับ 1,790 เยน /คัน

https://sinshu-yokoyafarm.com/?lang=en  เวปไซด์ของ Yokoya Farm

ค่าที่พัก 1 คืน รวมอาหารเช้า 7 คน จ่ายไป 32,900 เยน ตกคนละ 4,700 เยน

(น่าจะขึ้นกับจำนวนคนพัก) ราคาถูกกว่าพัก Business hotel เยอะเลยค่ะ

15/10/2019

กลับออกมาจากฟาร์ม Yokoya .. มาถึง Matsumoto ใกล้ ๆ เที่ยง

หามื้อเที่ยงแล้วค่อยไปต่อ

มีคนอยากกินราเมนค่ะ

จัดไปค่ะ Ippudo Ippudo ราเมนซุปกระดูกหมูที่มีต้นกำเนิดจากเมืองฮากาตะ   สาขา Matsumoto

มีเวลาครึ่งวันบ่าย .. มีสมาชิกเคยไปปราสาทมัตซึโมโต้แล้ว .. เลยอยากลองของใหม่

จุดหมายถึงฟาร์มวาซาบิที่ Azumino

จาก JR Matsumoto station ไปลงที่ JR Hotaka station ด้วยรถไฟ local สาย JR OITO LINE ที่จะไป SHINANO-OMACHI ใช้เวลา 30 นาที (ค่ารถไฟ 330 เยน - ใช้ JR Pass ได้)

เราก็มายืนหน้าสถานี Hotaka station เป็นที่เรียบร้อย

เมืองอะซุมิโนะ (Azumino City) ตั้งอยู่ในบริเวณแอ่งมัตสึโมโตะ (Matsumoto Basin) ในจังหวัด Nagano เป็นเมืองที่มีลำธารที่ผุดขึ้นจากเทือกเขาแอลป์เหนือไหลผ่าน และน้ำจากลำธารแห่งนี้คือน้ำที่ใช้ในการปลูกวาซาบิ (Wasabi)

และเลี้ยงปลาเรนโบว์เทราต์ (Rainbow Trout) ซึ่งวาซาบิจากเมืองอะซุมิโนะนั้นมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ

จะลงสถานีไหน .. ขึ้นกับว่าเราอยากไปเที่ยวที่ไหน เอาให้ใกล้ที่สุด

จากหน้าสถานีรถไฟ เราเลือกที่จะไปที่ Dio Wasabi Farm ด้วยรถแท็กซี่ ..

มองไปมองมา ไม่เห็นสักคัน เลยเดินเข้าไป Information Center ที่อยู่ติดสถานีรถไฟนั่นแล

เจ้าหน้าที่ก็น่ารักมาก ช่วยโทรตามรถให้ .. แถมในนั้นมีโบรชัวร์ที่เที่ยวในเมือง Azumino มากมาย มีภาษาไทยด้วย .. แต่เสียดายเรามีเวลาให้เมืองนี้แค่ครึ่งวัน

ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร นั่งแท็กซี่ 5 นาทีก็ถึง ผ่านทุ่งนา วิวโล่ง ๆ จ่ายค่าเสียหายคันละ 1,310 เยน

ฟาร์มเข้าฟรีค่ะ .

ฟาร์มวาซาบิไดโอ (Daio Wasabi Farm) คือธีมพาร์คภายใต้คอนเซ็ปต์เกี่ยวกับอาหารและธรรมชาติที่เน้นในเรื่องของวาซาบิ (Wasabi) ซึ่งเป็นผลผลิตชื่อดังของอะซุมิโนะ

วาซาบิสดค่ะ .. ขูดให้ชิมกันสด ๆ .. ไม่ฉุน .. แต่รสและกลิ่นละมุน

ซื้อกลับบ้านได้ (ถ้าจะกินเลย)

หรือซื้ออย่างอื่น ที่มีกลิ่นรสวาซาบิ อาทิ .. Softcone

ที่ฟาร์มวาซาบิ ได้รับผลกระทบจากพายุฮากิบิส พอสมควร ปิดไปหลายพื้นที่ เปิดให้ชมแค่นิดเดียว

ถ่ายยังไงก็ไม่สวย .. ฟ้าเน่า สนิท

ขากลับฟินกว่า .. หลังซื้อของฝาก สารพัดรสวาซาบิ ก็หิ้วถุงเดินตัวปลิว ข้ามทุ่งกลับไปสถานรถไฟ ซ้อมขา ก่อนไปเดินคามิโคจิในวันพรุ่งนี้

วิวดี เดินไม่ถึงสักที

บนเส้นทางที่เดินกลับ ผ่านบ้านหลังเก่าในประวัติศาสตร์

บ้านโทโดริกิ เปิดให้เข้าชม ในราคา 300 เยน เป็นบ้านขุนนางผู้ครองปราสาทมัตสึโมโต้ เคยใช้บ้านนี้เป็นที่พักแรมเวลามาล่าสัตว์ที่หุบเขาอะซูมิโนะในสมัยเอโดะ ภายในบ้านจัดแสดงภาพวาด นาฬิกาโบราณ สวนและตัวบ้านได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเก่าแก่ของเมืองด้วย

วาซาบิ ปลูกให้เห็นกันทั่วไปในเมืองนี้

วัดโทโคจิ วัดพุทธเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาายาวนานคู่กับจังหวัด  Nagano

เชื่อกันว่า ถ้าขอพรด้วยการขึ้นไปสวมรองเท้าเกี๊ยะสีส้มขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้าวัดแล้ว สิ่งที่ขอจะเป็นจริง

ไม่รู้ว่าจริงมั้ย ไม่ได้ลองค่ะ  กลัวท่านฟังภาษาไทยไม่ออก

เดินเก็บฝาท่อเล่น ..ดอกอาซาเลีย กุหลาบพันปี อยู่ใต้เขา North Alps ..

ฝาท่ออีกแบบ เป็นรูปเทพเจ้า โฮตากา มิโนะ มิไกโตะ เป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองบริเวณนี้และเทือกเขาแอลป์ญีปุ่น รวมทั้งยอดเขาซาโอะคุโฮตากะ และบริเวณคามิโคจิ (ที่เราจะไปพรุ่งนี้)

เชื่อกันว่า เทพเจ้าองค์นี้ (น่าจะและภริยา... ไม่เห็นอยู่เดี่ยว ๆ เลย) เสด็จลงมาจากยอดเขาโฮตากะและมาประดิษฐานที่ศาลเจ้าโฮตากะแห่งนี้

มีร้านให้เช่าจักรยาน หน้าสถานี JR Hotaka station มีทั้งปีกซ้ายและปีกขวา .. ไม่ชัวร์ ขอแผนที่ที่ Information center ได้นะคะ แผนที่ใหญ่และชัดมาก

ขากลับแวะพักเหนื่อย กินขนมก่อนจับรถไฟกลับเข้า Matsumoto

(จริง ๆ คือ ตัวเองเดินช้า .. เพื่อนมาถึงก่อน เค้าเลยกินขนมรอ ..แต่รอยังไงไม่รู้ .. มาก่อนมาหลัง ได้ขนมพร้อมกัน 555)

กลับถึง Matsumoto .. เล็งร้านเนื้อย่าง ชาบู คู่ผสม ไว้เลยค่ะ มาถึงก็จัดเลย เพิ่มพลังก่อนไปเดิน คามิโคจิ

หายตกใจเรื่องพายุฮากิบิสแล้วใช่มั้ยคะ ..

มาละลายไขมันกันค่ะ .. เดินระยะแรก ... ที่คามิโคจิ .. ไปแล้วก็ไปอีกได้

16/10/2019  ยังไม่ใช่เวลาพีคของคามิโคจิ .. แต่มีสมาชิกบางคนยังไม่เคยมา และอยากมา ..  มากกกกกกก

ส่วนสมาชิกที่เคยมาตอนฤดูร้อนปี 2018  ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า .. มาอีกได้.......... ชอบบบบบบบบบ

Kamikochi เป็นหุบเขาในฝันที่อยู่สูงขึ้นไปทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีแม่น้ำอะซูสะ (Azusa River) ที่ใสสะอาดไหลผ่าน ในระยะทางยาว 15 กิโลเมตร เวลากระทบกับแสงทำให้เรามองเห็นเป็นสีเขียว สีฟ้าเทอร์คอย แบบสวยสุด ๆ

ครั้งที่แล้วเรามัวแต่เก็บดอกไม้ เดินทั้งวัน ถึงแค่สะพานกัปปะ ..

แต่รอบนี้เราจะไปให้ถึงสะพานเมียวจิน ..

คือที่เค้านับกัน คือนับ ชม. แต่มันใช้กับเราไม่ได้ เราเดินจริง ต้องคูณ 2 หรือ 3

สรุปคือเดินไปเดินมา จาก Taisho pond ไปสะพานเมียวจิน กลับมาสะพานกัปปะ  สิริรวม  12 กม. ค่า........

ไม่เล่าวิธีไป วิธีมานะคะ มีคนรีวิวเยอะแล้ว เอาแค่ให้เห็นบรรยากาศว่า มากลางเดือน ต.ค. เขียว แดง เหลือง (ที่นี่เน้นเหลือง) ขนาดไหน

วิวจากบนรถบัส .. สวยมาก และเขียวมาก 55

Taisho pond จากบนรถ

Taisho pond เบื้องล่าง แสงจ้าอีกตามเคย

รอบนี้เน้นถ่าย Portrait นะคะ .. น้อง ๆ เค้าเล่นกัน

ทำเป็นเล่นไป กล้องเค้าดี .. ดูดีขึ้นมาเลยค่ะ

เกือบถึง Tashiro Pond

ถึงแล้ว สวยเสมอ ..

แถวนี้มีใบไม้เปลี่ยนสี ได้มานิดนึง ไม่มาก แต่พองาม

ไม่มีดอกไม้ แต่ยังมีความงามตามธรรมชาติค่ะ สวยไม่แพ้กัน

สีในแม่น้ำ Azusa สวยเหมือนเดิม

อาหารเดินป่า ห่อมาเอง ขยะขนมาเอง ขนกลับไปทิ้งเองค่ะ

เลือกนั่งกินตรงวิวสวย ๆ

ยังไม่เปลี่ยนสีมาก แต่ก็สวยมาก เหมือนเดิมค่ะ

ถึงสะพานเมียวจิน บรรยากาศเดิม แต่คนน้อยลง (เพราะพิษพายุรึเปล่าก็ไม่รู้ อย่างพวกเราก็กว่าจะมาถึง Matsumoto ได้ ก็ทะลักทุเล)

จากนี้ไป จะเดินจากสะพานกัปปะ ไปสะพานเมียวจินล่ะนะ

จากรูป เราไปได้ 2 ทาง คือเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำ Azusa ฝั่งซ้าย กับอีกทางฝั่งขวา เดินลึกเข้าในป่า โซนตั้งแตมป์ที่พัก

เราเลือกเลียบแม่น้ำ

เริ่มเห็นวิวเหมือนที่เค้ารีวิวมา

เดินชิลล์ ๆ ชมนกชมไม้ไปเรื่อย

สักพัก .. ทำไมต้องยกขาตลอด ... ทางขึ้นเขานี่นา ..

สมาชิกผู้เข่าไม่ดี เริ่มถอนตัว ........... ที่อ่านรีวิวมา ไม่เคยมีใครว่า ลำบากเลยนะ เดินทางราบเรียบ ???

มารู้ตัวอีกที ตอนเหนื่อย .. แล้วมองหา .. นั่นแม่น้ำ Azusa .. แต่ตลิ่งสูงมาก นี่กลายเป็นหุบเหวไปแล้ว

แลกความเหนื่อย ด้วยความงาม

งามพรุ้งพริ้งพองาม

พอถึงสะพานเมียวจิน .. บรรลุค่ะ แต่ไม่อิน .. 555 อินกับใบไม้มากกว่า

ที่สะพานใบไม้ยังเขียวอยู่เลยค่ะ ..

แสงในป่า .. ดีนะคะ เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล

กลับล่ะค่ะ สมาชิกที่ล้มเลิกไปเมียวจิน ไปจองตั๋วรถบัสให้พวกเรา กลับรอบ 4 โมงเย็น พักที่ Matsumoto เหมือนเดิม

Shopping กินข้าว แล้วพักผ่อน เตรียมเดินขึ้นเขานะคะ คราวนี้ ...

เจอกันที่ Hakuba

17/10/2019

เดิมเราต้องไปคาวากูจิโกะ แต่จากวันแรกจนวันนี้ เส้นทางไปทะเลสาบดังกล่าว ยังปิด ไปไม่ได้ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ

เราไปยืนยันที่พักกับคุณ Bob แล้วว่าจะไป Hakuba จ.นากาโน่

เราส่งเมล์ไปยกเลิกที่พักที่คาวากูจิโกะ กับ booking .com บอกเหตุผลว่า เราต้องปรับแผนการเดินทางเพราะพายุฮากิบิส .. แล้วเค้าก็ตอบกลับมาในช่วงที่ยังอยุ่ญี่ปุ่นว่า เค้าจะคืนเงินใหเ้ราเต็มจำนวน (ทั้ง ๆ เลยวันยกเลิกที่พักแล้ว) เป็นความดีงามสามประเทศ

ดังนั้นเราก็เที่ยว Hakuba ได้อย่างสบายใจ

เราเลือกออกจาก Matsumoto ในเวลาเดิม คือเช้าสุด .. เพื่อให้มีเวลาเที่ยวที่ Hakuba ยาว ๆ

วิวระหว่างทาง .. แถว สถานรี Ino สวยแต่มีหมอกค่ะ ตรงที่เป็นทะเลสาบหมอกลงมิดเลย

ถึง Hakuba station 8 โมงตรงค่ะ วิ่งไปซื้อตั๋วจาก Travel agency เพราะได้ราคาลด

จนท.เค้าแปลกใจ เรามาทำไม ใคร ๆ เค้าก็มาฤดูหนาว .. ห่วย ข้อยหนาว ต้องมาตอนมันไม่หนาวมาก เข้าใจบ่ ..

Package : Happo Alpine Line Gondola + Alpine Lift + Graut Lift จากราคา 2,900 เยน เหลือ 2,610 เยน

Package : Tsuga-ike  ลดราคาจาก 3,600 เยน เหลือ 3,220 เยน

เงินทอนเอาไปซื้อ Softcone กินกันจ้า ...

ที่พักอยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟ (ไม่เคยเลือกไกล) พอเดินได้ .. คุณ Bob เค้าเห็นพวกเราแล้วล่ะ แต่ไม่กล้ารับขึ้นรถ เพราะจุไม่ไหว

เราเดินจนถึง Hakuba Ski Condo ของ Mr.Bob หนุ่มใหญ่ แคนาดา ผู้ได้ภรรยาชาวญีปุ่น มาเปิด ชุดห้องเช่าและผับเล็ก ๆ ด้านล่าง

Mr.Bob จอดรถ (แกไปวนหาเรา เพราะเรามาช้ากว่าที่บอกไว้ แกลืมถามว่าเรามายังไง คิดว่าเช่ารถขับกันมา แล้วแกก็ตกใจที่เห็นสาวไทยห้าวหาญ 7 คน ลากกระเป๋า ปุเลง ๆ บนถนน) แกเสียใจมาก ขอโทษแล้ว ขอโทษอีก

พวกเราพักชั้นบน คืนแรกมีแขกอยู่ 1 ห้อง เราเลยต้องแยกกันนอน ชั้น 2 นอน 5 ตน แบ่ง 2 ห้อง ได้ห้องครัวกลาง อย่างใหญ่ไปครอง

ส่วนอีก 2 คน ได้ห้องชุดเล็ก นอน 2 คน มีห้องอาบน้ำครบครัน มีครัวเล็ก ๆ และห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ ..

คืนที่ 2 เราได้ครองทั้ง 2 ชั้น เพราะ ฮีทเตอร์เสีย (คุณ Bob ยิ่งขอโทษอีกนับครั้งไม่ถ้วน) สรุปคือเราครองอพาร์ทเม้นต์นี้ทุกห้อง ทุกชั้น

เราสื่อสารกับ Mr.Bob ทาง message ของ Booking.com รวดเร็วทันเวลา ประหนึ่งว่า คุย MS ใน FB กันอยู่ (เร็วกว่าส่งเมล์)

Mr.Bob อาสาไปส่ง ไปรับที่ที่เที่ยวของเราทั้ง 2 วัน ประเสริฐมาก

ห้องนอนหลากหลายรูปแบบ

ห้องนั่งเล่น (แต่นอนจริง โซฟาดูดวิญญานมาก)

ครัวใหญ่ มีอุปกรณ์เพียบ เราขโมยน้ำตาลมาคลุกสตอร์เบอร์รี่จนหมด

อุปกรณ์ในห้องอาบน้ำครบครัน มีห้องอาบน้ำทุกชั้น ชั้น 2 ใช้ร่วมกัน 5 คน แต่ห้องข้างบน 2 ห้อง มีของใครของมัน ไม่แย่งกัน

ข้อเสียอย่างเดียว (ไม่นับฮีตเตอร์ตาย ..คือแขกคนอื่นเค้าไม่เปิด เค้าว่าเย็นสบาย แต่มันหนาวไปสำหรับพวกเรา Mr.Bob ไม่ได้เปิดใช้ แกเลยไม่รู้ว่าเสียทั้งตึก)

คือการต้องหิ้วกระเป๋าขึ้นบันได .. 2 ชั้นนี่พอทน แต่ 3 ชั้นนี่ต้องแบ่งพักครึ่ง

บรรยากาศรอบที่พัก ก็ดีต่อใจ  เช้า ๆ เหมาะกับการมาวิ่งเหยาะ ๆ (แหยะ ๆ )

มีดอกไม้ของชาวบ้านให้เชยชม

วิ่งไปดูเทือกเขา Hakuba วิวเช้า สวยมาก

สวยยังกะในสวรรค์

ทุกเย็นหลังจากกลับจากเที่ยว เราแวะซุปเปอร์มาเก็ต วันแรก Mr.Bob ไปหย่อนทิ้งไว้ กลับเอง วันที่ 2 ทั้งไปส่งและรับกลับ

เราจัดปาร์ตี้วันสุดท้าย ซื้อทุกอย่างที่อยากจะกินจากซุปเปอร์มาเก็ต มาละเลงในครัว ของ Mr.Bob ซะเละไปหมดเลย

เป็นอีก 1 ที่พักที่ประทับใจ

เดี๋ยวพาไปเดินเขาค่ะ ..

17/10/2019

วันขึ้นเขาของเรา .. วันนี้พิชิต Happo - One

Happo one เป็นบึงน้ำ บนเขา Happosan ... ที่มีเทือกเขาของ Northern Japan Alps เป็นฉากหลัง ที่ระดับความสูง 2,080 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

Happo-One ฤดูร้อน ปี 2018

กว่าเราจะได้ไปเดินขึ้นเขาจริง ๆ จัง ๆ .. ก็ต้องผ่านหลายด่าน (ทุ่นแรง) หน่อย

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการนั่ง Happo Gondola "Adam" ขนาด 6 คนนั่ง จากสถานี Happo-ike station ไปสถานี Usagidaira stion

เปลี่ยนระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 770 เมตร ขึ้นไปสู่ 1,400 เมตร ในเวลา 8 นาที

ที่สถานี Usgidaira .. มี Open Terrace ให้ไปนั่งชมวิวชิลล์ ๆ และมีร้านอาหารด้วย เดี๋ยวน้ำเค้าทำเป็นสวนน้ำ ประมาณอยู่ชายทะเล เปิดให้บริการฤดูร้อน.. จะได้มีจุดขาย

แต่ฤดูใบไม้ร่วง ไม่เปิดบริการสวนชายหาดบนดาดฟ้าค่ะ

จาก Usagidaira station เดินอีกแป๊บเดียวก็ถึงจุดขึ้น Chair Lift แห่งแรก

ต้องนั่ง Alpe Quad Lift ระดับความสูงจากพื้นก็แค่ 1.5 เมตร ตกไม่ตาย แต่เจ็บค่ะ .. 55 ไปลงสถานี Pilar

ไปที่ความสูง 1,680 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

บริเวณนี้มีบึงชุ่มน้ำเล็ก ๆ ให้สำรวจเล่น .. ต้องฤดูร้อนค่ะ พืชพันธุ์จะเยอะ

แต่วิวนี้ ดีต่อใจ

ด่านสุดท้าย ไปขึ้น Grat Quad  ลิฟท์  อีก 5 นาที จะถึงจุดเริ่มต้นการเดินศึกษาธรรมชาติจริง ๆ (ที่ความสูง 1830 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล)

ร้านค้าที่ประตูหน้าด้านเดินจริง เดินจัง .. วันที่ไป .. ปิดค่ะ โถ่ กะกิน softcone เอาแรงก่อนเดินขึ้น

คนน้อยกว่าช่วงฤดูร้อนค่ะ (นึกถึงคำพูดน้องที่ travel agency เลยค่ะ ... มาทำไมคะ ตอนนี้)

มาเดินเขา ชมวิวป่า .. ที่บ้านพี่ไม่มีน่ะค่ะ

มากัน 7 คน เอาจริง อยู่ในเฟรมไม่กี่คน ที่เกาะกลุ่มกันคือ ถ่ายเซลฟี่ให้กันอยู่

ทางเดินก็เดินง่ายค่ะ ไปตามสะพานไม้ (มีบางช่วงไม่มี ก็ verb to เดา เองนะคะ)

เดินคุยกับตัวเอง ทำสมาธิไปค่ะ ...

ช่วงที่เห็นหินร่วน ๆ ไม่มีต้นไม้แบบนี้ อันตราย ต้องเดินในเส้นทาง อย่าออกนอกลู่ ถ้าไม่อยากเป็นข่าวดัง

เจอเพื่อนบ้างเป็นบางระยะ

มองกลับไป เดินตั้งนาน มาได้แค่เนี้ย .. คือเดินวนรอบยอดเขาเขาเดียวนี่แหละค่ะ วนไปเรื่อย ๆ  เดี๋ยวก็ถึงยอด

Hakuba Sanzan .. อันประกอบด้วย ยอดเขา Mt.Hakubayarigatake, Mt.Syakushidake และ Mt.Shiroumadake  3 ยอดต่อ ๆ กัน

เราเดินอยู่บน Mt.Hakuba .. ถึงจะมองเห็น 3 เทือก

เล่นอยู่ตรงนี้นานไปหน่อย เพื่อนอีกกลุ่มเลยรอเงกที่บึง Happo

ถึงแล้ว Happo-One

บ่อน้ำฮัปโปคือบ่อน้ำที่ถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติ เกิดจากดินและทรายจากภูเขาที่ซ้อนกันขึ้นจนกลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสแจ๋ว

เสน่ห์ของนางคือภาพเทือกเขา Hakuba Sanzan สะท้อนน้ำ

เดินขึ้นไปอีก แล้วมองลงมา ก็เป็นภาพที่สวยไปอีกแบบ

กิจกรรมที่ทำกันริมบึง คือ .. กินข้าว .. (ปั้น) ที่ต่างคนต่างหอบหิ้วมา

พุดดิ้ง Mixed by yourself หวาน ๆ ริมบึง .. ฟินที่สุดค่ะ

และ โยคะ .. (อย่างนี้ก็ได้เหรอ) .. คือเราเห็นเค้ามาถ่ายทำรายการอะไรไม่รู้ พิธีกร รำไทเก็กอยู่ริมน้ำฝั่งตรงข้าม

สาวโยคะไทย .. เลยอดไม่ได้ที่จะวาดลวดลายแข่งเค้า

ฤดูร้อนทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ คนเยอะ .. แต่นี่เหมือนเราครองทั้งเขา

บรรยากาศการนั่ง Chair lift ลงไปแต่ละสถานี ..

เราทำเวลาได้เท่าเดิม แม้จะไม่ได้มัวเก็บดอกไม้ ระหว่างทาง แต่มัวเก็บภาพกันเอง

จริงๆ  ถ้าไปใหม่ ก็จะได้ภาพวิวใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ .. เมื่อเรามองไปจุดอื่นที่เรายังไม่ได้มอง

เป็นเพื่อนกับฟ้า กับเขาบ้าง.. ก็ดีนะคะ

วันแจ่ม ๆ เค้าบอกว่าจะเห็นยอด ฟูจิซังด้วย

ในทริปเราต้องมีใครสักคนไม่ถูกโฉลกกับฟูจิซังแน่เลย วันที่ไปฟูจิ ต้องตัดทิ้งทั้งหมด ..

มาถึงจุด ไฮไลท์ของทริปนี้

18/10/2019 จากวันแรก กลายเป็นวันสุดท้าย .. จัดให้พีค ดูสิจะเลยพีคมั้ย

Tsuga-ike Koen

ไฮไลท์คือ Hakuba Sanzan เทือกเขา 3 ยอด ที่มองในเขตพื้นที่อุทยาน ที่ต้องเดินเข้าป่าไปลึกที่สุดของเส้นทาง

2 ภาพได้จากสมาชิกของเรา คือ สายหมอกและก้อนเมฆ และ namfaseefoon ผู้พิชิตจุดนี้ได้ 2 คนแรก นอกนั้น fail ... ไปไม่ถึงบ้าง  เมฆฝนคลุมหมดบ้าง..

Tsuga-ike Koen หรือ Tsugaike Natural Park อุทยานธรรมชาติสึกะอิเขะ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านโอตาริ (Otari Mura) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับหมุ่บ้านฮาคุบะ (Hakuba) ที่เราไปเมื่อตอนที่แล้ว

ที่นี่อยู่ในเทือกเขาเจแปนแอลป์ตอนเหนือ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติ มีพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด ถ้ามาในเดือน มิ.ย. - ส.ค. จะพบกับดอกไม้มากมายหลายพันธุ์

และที่ระดับความสูง 2 พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่จะเริ่มมีสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงปลายเดือน ก.ย. พีคเอาตอนกลางเดือน ต.ค. ถ้ามา พ.ย. จะเจอแต่สีน้ำตาล

ที่นี่มีบึงชุ่มน้ำถึง 4 บึงใหญ่ ๆ มีไฮไลท์คือบึง Tenbou Marshland ที่ระดับความสูง 2,010 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

รู้จักที่นี่จาก Summer Mountain Walk ของคุณปาลิดา พิมพะกร ผู้จุดประกายทริปทั้งฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงแถบ Hakuba

วันนี้ Mr.Bob พาเรามาส่ง ถ้านั่งรถมาเอง ก็ต้องมารถบัส ขึ้นที่หน้าสถานีรถไฟ  ป้ายเบอร์ 2 หรือที่สถานีรถทัวร์

ราคา Day pass = 1,000 เยนต่อคน

แถม Mr.Bob พาแวะชม Oide Park ซึ่งอยู่ระหว่างทางไป Tsuga-ike Koen นั่นเอง

เป็นจุดชมวิวที่จะเห็นเทือกเขา Hakuba Sanzan อยู่ตรงกลางแม่น้ำ (แต่คงต้องเดินไปหามุมอีกไกล เรามีเวลานิดเดียวเลยไม่ได้เจอ)

ระยะทาง 7.5 กม.จากสถานีรถไฟ Hakuba .. มาด้วยรถยนต์ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ถึงจุดหมาย ที่จอดรถหน้าทางขึ้น gondola

เราซื้อ package ตั๋ว รวมค่าเข้าอุทยาน และค่าโดยสารไปกลับ Gondola และ Ropeway ลดราคาจาก 3,600 เยน เหลือ 3,220 เยน คือต้องซื้อมาล่วงหน้าจาก travel agency หน้าสถานีรถไฟ Hakuba

เราต้องนั่ง Gondola ก่อน ความจุ 4 คน แบ่งๆ  กันนั่งค่ะ

แรก ๆ ใบไม้ยังเขียว ๆ แต่พอสูงขึ้น ๆ .. สีก็เริ่มเปลี่ยน

ลง gongola มา อากาศกำลังดี สีต้นไม้กำลังสวย

เดินเข้าป่าอีกนิดค่ะ ตามคุณลุงคุณป้าเค้าไป ...

ต้องไปต่อ Ropeway ค่ะ กระเช้านึงขึ้นได้ทีละหลาย ๆ สิบคน

ชั่วแว๊บเดียว หมอกมาค่ะ ..

ตอนอยู่บน Ropeway ถ่ายอะไรไม่ได้เลย ขาวหมด

ลงจาก Ropeway ก็ถึงทางเข้าอุทยานค่ะ (แต่ไม่เห็นมีที่เก็บตังค์นะคะ เห็นแต่ป้าย)

ก่อนเข้าอุทยาน มีโรงเตี้ยม ที่พัก ร้านอาหาร ร้าน softcone ดีใจที่กินก่อนเพราะตอนกลับมา ปิดหมด..... อีกแล้ว

เดี๋ยวพาไปเหมาเขาทั้งเขา ในอุทยานค่ะ ..

Tsuga - ike Koen กันต่อ ..

เราต้องเดินผ่านอาคารทางเข้าอุทยาน (คงเก็บตังค์ตรงนี้แหละ เพราะเค้าปิดทางเข้าออก มีตรวจตั๋ว)

เดินพ้นออกมา จะเจอตัวอาคารหลังคาแดง

สิ่งที่ลืม คือ ลืมเข้าห้องน้ำกักตุนไว้ก่อน และลืมหยิบแผนที่

เดินไป ถามทางเค้าไป พอถาม จนท. เค้าบอกว่าที่ information center มีแผนที่ภาษาอังกฤษ ให้เดินกลับไปเอา (ใครจะไป เดินมาแล้วตั้งไกล)

ได้แผนที่ยับ ๆ ของกลุ่มแม่บ้านญี่ปุ่น ที่เค้าแบ่งให้ (เค้าถือกันคนละใบ) เพราะเราขยันไปถามทางเค้า

จากอาคารหลังคาแดง เราเดินตามป้ายสีเขียว ผ่านบึงชุ่มน้ำที่ตอนนี้ น้ำตาลจัด แต่วิวเขาข้างหลังยังสวยอยู่

นางแบบของเรา ลืมทำการบ้าน ใส่เสื้อสีเดียวกับหญ้า

เดินมาไม่เท่าไหร่ สมาชิกหยุดกินข้าว ... นัยว่า .. มันหนัก ขี้เกียจแบก

กินก็กินค่ะ จะได้หมดเรื่องไป ..

พอกินเสร็จก็วงแตก สาวแรงดี ฝีเท้าจัด เดินนำลิ่ว ๆ ..

สาวสายเซลฟี่ ยังอยู่ข้างหลัง  

มีเพื่อนเป็นสายหมอก มาเป็นระยะ ๆ

ก็ปล่อยให้เดินกันไปนะคะ เพราะคิดว่าเดินง่าย เดินไปตามสะพาน

จะวนซ้าย วนขวา เดี๋ยวก็มาบรรจบกันเอง

พืชที่เคยอยู่ในที่ชุ่มน้ำ ตอนนี้น้ำเหลือน้อย กลายร่างเป็นสีน้ำตาลกันหมด

แต่สีของป่าข้างบน สวยเชียวค่ะ

เล่นกันอยู่ตรงนั้นตั้งนาน .. คิดว่าชิลล์

ที่ไหนได้ เดินไปอีก ถึงตรงกลาง ขาไปเส้นสีเขียว ที่ไปบรรจบรูป ส้วม ห้องน้ำหนึ่งเดียวกลางอุทยาน (ไม่นับที่ information center)

ก็ดันมาได้เวลาปลดปล่อย

ส้วมหลุมค่า .. กลิ่นนี่ไม่ต้องบอก ยังดีที่มีน้ำให้ราด

หลังจากจุดส้วมไป สะพานไม้หายไป กลายเป็นทางหินผสมดิน ไต่ขึ้นเขาไป

ไม่ทันได้เอะใจ .. มัวแต่เก็บต้นไม้ใบหญ้า หน้าตาน่าเอ็นดู แต่ละต้นมีลูกเล็ก ๆ สีแดง น่ากินเป็นที่สุด

แม้ต้องช่วยกันดันก้น เดินหน้าต่อ

หลุดจากดงนั้นออกมา ก็เป็นทางไม้กระดานอีก เลยคิดว่าไม่เท่าไหร่ ชิลล์ ๆ

คือภาพข้างหน้ามันสวย ทำให้ก้าวเท้าต่อไปเรื่อย ๆ

เค้ามีป้ายกำกับให้ทุกแยก ... จะได้ผลดี ถ้าถือโพยแผนที่มาด้วย

บางช่วงต้องปีน ต้องป่ายเล็กน้อย แต่พอโผล่ออกมา ก็จะได้รางวัลทุกทีไป

อันนี้โผล่มาเจอม่านหมอก

สวยมาก ยิ่งใกล้บึง ยิ่งหมอกเยอะ

อุทยานนี้มี 3 บึงเด่นๆ แต่มีบึงย่อย ๆ อีกยุบยับ

ที่บึงสวย จะมีจุดนั่งพักให้ชมวิว  ในแผนที่เค้าใส่ภาพข้าวปั้นไว้ นัยว่าเป็นจุดนั่งพักกินข้าว แต่ในแผนที่ที่โชว์คือ ลูกกลม ๆ แดง ๆ

แวะนั่งเล่น บึงสุดท้าย แต่ยังไม่ใช่บึงพึค กะว่าจะไปต่อ แต่ดูเวลาที่เหลือ กับเวลาที่ฝนจะตก (พยากรณ์อากาศบอกว่าตก บ่าย 2) คิดว่าไม่น่าทันไปถึงจุดพีค

แยกซ้ายไปดูบึงอีกบึง แยกขวา คือทางวนกลับไปที่ทำการอุทยาน

เลี้ยวซ้ายดู

สมาชิกที่ไปก่อน บอกว่าเค้าผ่านจุดนี้ไปหลายสิบนาทีแล้ว

เราบังคับให้ทุกคนซื้อซิมเน็ต ไม่ได้ใช้ Pocket wifi เพราะคะเนแล้ว ว่าน่าจะไม่ได้เดินอยู่ติดกันตลอดเวลา

ได้ประโยชน์มากเวลาเข้าป่า โดยเฉพาะตอนที่เดิน ๆ ไป แล้วมองหาเพื่อนไม่เจอ เขาทั้งเขาป่าทั้งป่าเป็นของเรา

ต้องชมว่า สัญญานเน็ตเค้าดีนะคะ ใช้ได้ตลอดทริป

เราตกลงกันว่าไปแค่นี้ .. คือหมดแรง

แต่อีก 2 สาวที่ถึงจุดหมายสุดท้ายแล้ว ส่งรูปมายั่ว ๆ ว่าสวยมาก

ทางเริ่มเป็นทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็มีสะพานไม้ แต่หลัง ๆ นี่เป็นหินแบบที่ผ่านส้วมมา ..

คนข้างบนบอกมาว่า ฝนตกแล้ว ..

ตัวเองก็เลยถอยทัพกลับ

ได้ภาพจากเพื่อนมาฝาก ..

ลานชมมหรสพ ที่สถานีสุดท้ายเป็นแบบนี้ .. แต่ตอนนี้ ฝนตกแล้ว มีแต่หมอก

ดูภาพจากเพื่อนก็ฟินแล้วล่ะ สังขารไม่ได้

กลับลงมารับสมาชิกอีกคนที่รออยู่ข้างล่างไม่ไปต่อ (กลัวเพื่อนข้างบนเค้าไม่กลับทางเดิม คนนี้จะรอเก้อ . .. เลยลงไปรับ)

ฝนกำลังมา

เลยต้องงัดเสื้อคลุมฝนออกมา

สู้ตายค่ะ ...

ได้ภาพเหงา ๆ ข้างหลังเพื่อน ..

ดีใจมากเมื่อเห็นอาคารหลังคาแดง .. ปวดห้องน้ำมากที่สุดในโลก แต่เข็ดส้วมหลุม เลยไม่แวะขากลับ

กลับมาที่ Ropeway ก่อนเวลาปิดทำการแค่รอบเดียว

ได้คุณลุง ผู้ควบคุมการขึ้นลง Ropeway มาช่วยถ่ายรูปให้ แล้วก็โดนเพื่อนแกล้ง ให้กลับลงไปพร้อมสาว ๆ ซะเลย

ผิดคาดจากที่คิดว่าเดินได้ง่าย ๆ .. บวกไม่ยอมใช้แผนที่แต่แรก ทำให้กะเวลาผิด

รอบนี้ไปไม่ถึงจุดหมายสุดท้าย แต่รอบหน้าไม่พลาดค่ะ .. (ยังไม่เข็ด)

ปิดทริปที่เดินทางกลับเข้าโตเกียวในตอนเช้า ฝนตกแรงบ้าง เบาบ้าง

ขากลับ Mr.Bob ขนกระเป๋าใส่รถ แล้วพวกเราเดิน .. ไปที่สถานีรถไฟ Hakuba

แต่ขากลับเราเปลี่ยนใจ เราไม่รอรถไฟ แต่จะไปด้วยรถบัส

นั่ง Bus ที่ป้าย No.1 นั่งไป 1 ชั่วโมงก็ถึงสถานี Nagano ค่อยจับชินคันเซ็นเข้าโตเกียว แต่ก่อนถึงโตเกียว สาว ๆ ของแวะช้อปปิ้งที่ Karuizawa outlet ก่อน .. จัดไปค่า ..


ความคิดเห็น