เที่ยว พัทลุง 3 วัน 2 คืน แบบสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ รีวิวโดย ทัด สะ นะ ศึก ษา

ทัศนศึกษา คือ การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ครั้งนี้เราจึงออกเดินทางเพื่อไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ที่ “จังหวัดพัทลุง” “เมืองรอง” “ที่ควรจับตามอง” เมืองต้นกำเนิดศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ เมืองที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ เมืองที่ผู้คนยังคงวิถีชีวิติด้วยความเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ“พัทลุง” ที

เที่ยว พัทลุง 3 วัน 2 คืน แบบสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

เที่ยว พัทลุง 3 วัน 2 คืน แบบสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

 วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 22.07 น.

 วันที่เดินทาง 9 ก.ค. 2563

ทัศนศึกษา คือ การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้

ครั้งนี้เราจึงออกเดินทางเพื่อไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ที่ “จังหวัดพัทลุง” “เมืองรอง” “ที่ควรจับตามอง” เมืองต้นกำเนิดศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ เมืองที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ เมืองที่ผู้คนยังคงวิถีชีวิติด้วยความเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ
“พัทลุง” ที่ใครได้ลองเข้ามาสัมผัส ก็ทำให้เราตกหลุมรักจังหวัดนี้อย่างแน่นอน

ถ้าพร้อมกันแล้ว เราจะพาทุกคนไปพบกับการให้ การมอบใจ และการพบเจอ ที่ทุกคนไม่เคยได้สัมผัสกัน . .

แผนการเดินทาง 3 วัน 2 คืน ที่ไม่ค่อยจะเป็นแผนสักเท่าไหร่

วันที่ 1

  • VARNI Homestay หรือ VARNI CRAFT
  • แกนแคนย่อน บ้านควนน้อย
  • สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

วันที่ 2

  • โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียว
  • ล่องแก่งหนามมดแดง

วันที่ 3

  • ยกยอ คลองปากประ
  • ควายน้ำ ทะเลน้อย
  • บึงบัวแดง ทะเลน้อย
  • ป่าสาคู
  • พิพิธภัณฑ์ วังเจ้าเมืองพัทลุง

วันที่ 1

การเดินทางไปพัทลุงในครั้งนี้ เป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินเที่ยวครั้งแรกของเราสองคน โดยเราสองคนได้ใช้บริการของสายการบิน NokAir

ในการเดินทางครั้งที่เรามุ่งเน้นในการไปแจกอุปกรณ์การเรียนเพื่อส่งมอบความสุขให้น้องๆที่โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียว จังหวัดพัทลุง เรามีของและอุปกรณ์ค่อนข้างมาก เลยอยากแนะนำสำหรับใครที่มีสัมภาระเยอะๆ แนะนำให้เลือก “Nok X-tra” เพราะนอกจากจะถือกระเป๋าขึ้นเครื่องได้ 7 กิโลกรัม ยังโหลดกระเป๋าได้มากถึง 15 กิโลกรัม

ประสบการณ์ครั้งนี้ เราบินตรงจากดอนเมืองไปลงท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถึงตรงเวลาเป้ะไม่ดีเลย์เลย ใช้เวลาบินชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว นั่งสบาย ไม่อึดอัด เราสองคนประทับใจมาก

มื่อมาถึง ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลากันแล้ว เราก็จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดพัทลุง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง สิ่งที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือรถยนต์คู่ใจสักคัน ซึ่งครั้งนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้บริการรถเช่าของทาง AVIS Thailand อีกเช่นกัน เราสามารถรับและคืนรถจาก ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้เลย สะดวกมากๆ

รถพร้อม คนพร้อม เดินทางได้ !!

สถานที่ 1 : VARNI Homestay หรือ VARNI CRAFT

หลังจากออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้เกือบ 2 ชั่วโมง หรือ ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร เราก็มาถึงที่พักกันแล้วครับ เราจะพักที่ VARNI CRAFT 3 วัน 2 คืนกันเลย

VARNI Homestay หรือ VARNI CRAFT เป็นทั้ง สถานที่พักโฮมสเตย์ และสถานที่ท่องเที่ยว ชุมชนเรียนรู้หัตถกรรมกระจูดวรรณี ของจังหวัดพัทลุง ที่มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้การนำกระจูด พืชน้ำที่มีอยู่ในพื้นถิ่น นำมาพัฒนาให้มีรูปแบบทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นี่จึงเป็นมากกว่าที่พัก เพราะเป็นแหล่งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน มีของฝากมากมายให้เลือกไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า ตะกร้า เสื้อผ้า และของใช้ในบ้านอื่นๆ ในราคาที่ไม่แพง

ซึ่งในทุกๆวัน จะมีคนภายในพื้นที่ชุมชนมานั่งสานกระจูดในผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆให้เห็นกับตาอีกด้วย

เมื่อเช็คอินที่พัก และเดินดูงานหัตถกรรมกระจูดวรรณีเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเอาของเก็บเข้าห้องพักกันแล้ว

เราได้เลือกห้องพักรูปแบบ Standard Twin Room ซึ่งเป็นแบบเตียงใหญ่ 1 เตียง และเตียงเดี่ยว 1 เตียง

ภายในห้องมีการออกแบบตกแต่งสไตล์ Vernacular หรือ สไตล์พื้นถิ่น ตัวหัวเตียง ฐานเตียง อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่ง รวมไปถึงโคมไฟ ได้นำกระจูดสานมาใช้ด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้ได้กลิ่นอายของความเป็นพื้นถิ่นมากยิ่งขึ้น ห้องมีขนาดกว้างขวาง อุปกรณ์ครบครัน ดูโปร่งโล่งสบาย เมื่อเปิดห้องมาก็จะเจอกับบ่อน้ำ และสระว่ายน้ำอีกต่างหาก

มีบริการอาหารเช้าทุกวัน โดยรวมอยู่ในค่าห้องพักเรียบร้อย เราสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ 7.30 น. – 12.00 น. โดยแจ้งพี่ๆ แล้วพี่จะจัดสำหรับอาหารให้ตามจำนวนคนที่พักในแต่ละห้องพัก บอกเลยว่าอาหารอร่อย และเยอะมากๆ เราสองคนมองตากันปริบๆแล้วพูดพร้อมกันว่า “จะกินยังไงให้หมดเนี่ย”

บริการของ VARNI Homestay ไม่ใช่แค่อาหารเช้า แต่ยังมีบริการขับรถนำทางไปดูแสงแรก และ วิถึการยกยอยักษ์ ที่ทะเลน้อย คุ้มเกินคุ้มจริงๆ ห้ามพลาด

Facebook : VARNI CRAFT
Tel : 087 760 9879
พิกัด : https://goo.gl/maps/2FiHTMHQNjqiM4hu5

สถานที่ 2 : แกรนด์แคนยอน บ้านควนน้อย

เมื่อเก็บของเข้าที่พัก และพักเหนื่อยเป็นที่เรียบร้อย เราก็ได้เดินทางไปยัง แกรนด์แคนยอนบ้านควนน้อย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช็คอินใหม่สำหรับจังหวัดพัทลุง มีทั้งวิวที่สวยงาม บรรยากาศดี มีมุมสำหรับผู้ที่รักการถ่ายรูปเท่ๆสวยๆเยอะเลย

โดยบรรยากาศของที่นี่ จะมีสันดินรูปทรงแปลกตาที่ล้อมรอบไปด้วย บ่อน้ำสีเขียวมรกต ทำให้กลายเป็น สถานที่ท่องเที่ยวพัทลุง ที่อันซีนสุดๆ หลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่าที่พัทลุงก็มีสถานที่สวยๆแบบนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงพื้นที่ แต่ก็ยังสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ตามปกติ บ่อน้ำสีเขียวมรกต ที่เราเห็นนั้นมีความลึกถึง 30 เมตรเลยทีเดียว ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ระวังกันด้วย ส่วนใครที่พาลูกหลานไปดูแลบุตรหลานของท่านให้ดีด้วยนะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/8FJeTa58s3eBmTm78

สถานที่ 3 : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

ตกเย็น อากาศกำลังสบายๆ หลังจากเราได้เก็บภาพบรรยากาศที่ แกรนด์แคนยอน บ้านควนน้อย ได้อย่างสาสมใจแล้ว ก็ได้เดินทางต่อไปยัง สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือเรียกอีกชื่อว่า สะพานเอกชัย ตั้งอยู่ที่ทะเลน้อย เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 6 กิโลเมตรเลยทีเดียว

บริเวณสะพานจะมีจุดให้จอดพักรถ หรือ แวะถ่ายรูปเป็นระยะ บอกเลยว่าบรรยากาศยามเย็นดีมาก ลมแรง สดชื่นสุดๆ สองข้างทางจะเห็นทะเลน้อยสุดลูกหูลูกตา มีทั้งควายน้ำ และนกนานาพันธุ์ ที่สำคัญถ้าโชคดี อาจจะเห็นเหยี่ยวแดงบินไปมาให้ชมอีกต่างหาก

พิกัด : https://goo.gl/maps/ybqEbzzQeUJUfxTe9

Day 2 :

สถานที่ 4 : โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียว

เช้าวันที่ 2 ตื่นมาพร้อมกับภารกิจส่งมอบความสุขให้น้องๆที่ โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียว เราจึงดีดตัวขึ้น ทานอาหารเช้า แล้วเดินทางยังไปโรงเรียนทันที

โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียว เป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่อยู่ลึกและห่างไกลออกไป มีนักเรียนทั้งหมด 37 คน ผู้ชาย 25 คน ผู้หญิง 12 คนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไปจนถึงประถมศึกษปีที่ 6 และมีคุณครูเพียง 5 คน

ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มี ผอ. ไม่มีนักการภารโรง ครูและนักเรียนโตๆ จึงต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ทั้งทำความสะอาดโรงเรียน ล้างจาน ดูแลกันเองแบบครอบครัว

เด็กๆส่วนใหญ่เป็นเด็กในพื้นที่ ทุกคนเดินเท้าไปกลับโรงเรียนด้วยระยะทางมากกว่า 2 กิโลเมตร โดยจะมีพี่ๆคอยเดินไปส่งน้องๆในทุกๆวัน

เราได้ติดต่อกับทางคุณครูไว้ ก่อนที่จะเดินทางมาเป็นเวลาหลายเดือน เพราะเราเดินทางไปทำกิจกรรมกันเพียง 2 คน จึงต้องรบกวนคุณครูช่วยดำเนินกิจกรรมบ้างในบางส่วน

เราเดินทางมาถึงโรงเรียนตามเวลานัด คือ 9.00 น. ก็เริ่มทำกิจกรรมแจกอุปกรณ์ที่จำเป็นกับการเรียน พร้อมแนบของเล่นและขนมเล็กๆน้อยๆไปด้วย พอเด็กๆได้รับของเป็นที่เรียบร้อย ก็ดำเนินกิจกรรมสนุกๆกันต่อ ทั้งเป่าลูกโป่ง เก้าอี้ดนตรี เต้นโชว์ ในทุกๆกิจกรรม เราก็จะมีของรางวัลแจก เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ

พักเหนื่อยกันได้สักพัก ก็ให้เด็กๆทำกิจกรรมวาดภาพ ในหัวข้อ “โรงเรียนของฉัน” เด็กๆหลายคนตั้งใจวาดโรงเรียนในความฝันตัวเองอย่างมาก เมื่อวาดเสร็จก็ต่างเอาให้เราดู แล้วถามกับเราว่า “สวยไหม” แน่นอนอยู่แล้วคำตอบที่เราบอกกับเด็กไปนั้นก็คือ “สวยมาก” สวยในที่นี้อาจไม่ใช่ภาพวาดบนกระดาษ A4 ธรรมดาๆแผ่นนั้น แต่เป็น แววตาและรอยยิ้มของเด็กๆที่มาถามเรามากกว่า

หลังจากที่เด็กๆได้ทำกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน ก็ได้เวลาเติมพลังด้วยอาหารกลางวันแสนพิเศษ

ต้องบอกก่อนกว่าปกติแล้ว ทางโรงเรียนจะจ้างแม่ครัวมาทำอาหารให้ทุกวัน โดยเมนูส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอาหารพื้นถิ่นที่มีรสชาติค่อนข้างเผ็ด แต่ก็แปลกที่เด็กอายุเพียง 2-3 ขวบก็สามารถทานได้ หรือนั่นอาจจะเป็นเพราะเด็กๆที่นี่ เห็นถึงคุณค่าของทุกการให้ที่เขาได้รับ

โดยวันนี้เราได้ให้แม่ครัวทำ ข้าวหมกไก่ ไส้กรอก ผลไม้แอปเปิ้ล ตามด้วย ไอศคกรีมรสสตอเบอรี่และช็อคโกแลตชิพเป็นของหวานตบท้าย เด็กๆทานกันจนหมด บางคนรีบวิ่งเอามาให้ดูพร้อมประโยคที่พูดว่า “กินหมดแล้วนะครับ/ค่ะ” คำพูดเหล่านั้นอาจต้องการเพียงเพื่อแลกกับคำชมสั้นๆว่า “เก่งมาก” หลังจากจบประโยค เด็กๆต่างก็ยิ้มรับ แล้ววิ่งตามๆกันไป ณ จุดล้างจาน ซึ่งก็จะมีพี่ๆชั้น ป.5 ป.6 ทำหน้าที่ล้างจานให้น้องๆและเก็บกวาดขยะ

หลังมื้ออาหารกลางวันเสร็จสิ้น ภารกิจส่งมอบความสุขของพวกเราก็เช่นกัได้เวลาถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่แสนมีความสุขแล้วสินะ

ต้องจากกันแล้วนะ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาใหม่

ในหลายๆครั้งเรามักพยายามมองหาความรู้สึกที่ปลายทาง จนลืมไปว่าความรู้สึกระหว่างทางเป็นเช่นไร

การได้เข้ามามอบความสุขให้น้องๆที่โรงเรียนบ้านหัวป่าเขียวนั้นเปรียบเสมือนการที่เราได้ย้อนอดีตพาตัวเองกลับไปปยังสมัยเด็กๆ แววตาอันสดใส รอยยิ้มที่จริงใจ ท่าทางที่สนุกสนาน และสิ่งเหล่านั้นแหละ คงเป็นคำตอบว่า การให้ที่แท้จริงมันสวยงามเพียงใด

นี่สินะ..ความสุขของการเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

สถานที่ 5 : ล่องแก่งหนามมดแดง

หลังจากที่เราได้ทำกิจกรรมกับเด็กๆเรียบร้อยแล้ว ก็ได้แวะทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ก่อนกลับที่พัก นั้นก็คือ ล่องแก่งหนามมดแดง ตั้งอยู่ที่ อ.ป่าพะยอม เป็นการพายเรือคายัค ลัดเลาะไปตามแก่งหิน ในลำห้วยน้ำใสตลอดความยาวกว่า 6 กิโลเมตร มีทั้งจุดที่น้ำแรง และจุดที่ผ่อนคลายลอยละล่องฟังเสียงน้ำไหลผ่านตัวเรือเบาๆ สำหรับใครที่กลัวว่าจะเกิดอันตราย ไม่ต้องกังวลเพราะล่องแก่งหนานมดแดง มีสตาฟผู้เชี่ยวชาญ คอยดูแลเราตลอด นอกจากจะมีกิจกรรมล่องแก่งแล้ว ที่นี่ยังมีที่พักและศูนย์อาหารให้บริการด้วยนะ เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ค่าบริการล่องแก่งอยู่ที่ท่านละ 200 บาท

พิกัด : https://goo.gl/maps/rTGRvxNxFpBo8Au5A

Day 3 :

สถานที่ 6 : ยกยอ คลองปากประ

สวัสดียามเช้าวันที่ 3 เวลา 5.20 น.

เรามีนัดกับพี่ มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้สานต่อโครงการ VARNI Homestay เพื่อจะขับรถนำเราไปยัง ท่าเรือปากประ พร้อมน้องๆมัคคุเทศก์อีก 4 คนที่เป็นนักศึกษาฝึกงาน ชั้น ปวส.2 ที่คอยดูแลเราเป็นอย่างดีในการเข้าพักที่ VARNI Homestay

เมื่อมาถึงก็จะมีพี่ๆพาเรานั่งเรือยาวชมแสงแรกของพระอาทิตย์ยามเช้าท่ามกลาง “ยอยักษ์” พร้อมทั้งได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อีกด้วย ใช้เวลาในการชมทะเลน้อยทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง จะเป็นยังไง ไปดูกันเลย !

สถานที่ 7 : ควายน้ำ ทะเลน้อย

หลังจากแสงแรกผ่านพ้นไป เราก็ได้นั่งเรือชมบรรยากาศรอบๆทะเลน้อย จนเห็น . . . ควายน้ำ

ควายน้ำ เป็นอีกไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาด แต่ต้องลุ้นกันเอาหน่อยว่าจะออกมาให้เราเห็นหรือไม่

ควายน้ำก็เหมือนควายทั่วไป ต่างตรงที่ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทั้ง 2 รูปแบบ คือ 1.หากินบนบกตามปกติทั่วไป และ 2.เวลาน้ำทะเลหนุนสูงหรือน้ำขึ้นควายน้ำสามารถว่ายน้ำไปกินพวกสายบัว ใบบัว หรือสาหร่ายแทนหญ้าบนบกได้

สถานที่ 8 : บึงบัวแดง ทะเลน้อย

นั่งเรือต่อมาอีกสักพัก ก็จะถึง ทุ่งบัวบัวแดง

ซึ่งตลอดทางเราจะเห็นบัวทั้งหมด 4 สายพันธุ์ นั้นคือ บัวหลวง บัวเผื่อน บัวบา และ “บัวสาย” ซึ่งสายพันธุ์บัวที่มีมากที่สุดในทะเลสาบแห่งนี้ ก็คือ บัวสาย หรือที่เรียกกันว่า บัวแดง นั้นเอง

เห็นบัวแดงสุดลูกหูลูกตา ถ่ายมุมไหนก็สวย . . . สายแล้ว กลับที่พักเก็บของ ไปลุยที่อื่นกันต่อดีกว่า

สถานที่ 9 : ป่าสาคู

เวลาประมาณบ่ายโมง เราได้เดินมาทางถึง ป่าสาคู

“ป่าสาคู” ผู้สานต่อวัฒนธรรมผ้าย้อม เป็นอีกความรู้วิถีชุมชนของชาวพัทลุง ที่กำลังจะจางหายไปตามกาลเวลา ได้มีหญิงสาวคนนึงได้กลับมาสร้างและพัฒนาเพื่อไม่ให้วิถีเหล่านั้นได้หายไป

“น้องปลา” เป็นคนพัทลุงตั้งแต่กำเนิดที่จบการศึกษา ด้านแฟชั่น และทำ Thesis เกี่ยวกับการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ ด้วยความรักถิ่นกำเนิดทำให้หลังจากจบการศึกษาจึงกลับมาพัฒนา และสร้างคุณค่าให้แก่ชาวพัทลุง ปัจจุบันน้องปลาเปิดสอน Work Shop เล็กๆสำหรับ ผู้คนที่สนใจ นักเรียน นักศึกษา ทุกขั้นตอน

ใครที่ได้มาทำการ Work Shop ทางป่าสาคู มีบริการอาหารว่าง สาคูแท้ๆจากต้นพร้อมน้ำกะทิหอมๆ มีเบเกอรี่ Home made ฝีมือน้องสาวของน้องปลา และน้ำอัญชันมะนาว ให้รับประทานกันด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นวัตถุดิบทางธรรมชาติ 100%

เราโชคดีมากๆ เพราะปกติป่าสาคู จะปิดช่วงวัน เสาร์-อาทิตย์ แต่น้องปลาให้ลิทธิพิเศษเราให้เข้าไปชมและทำการ Workshop เรียนรู้ขั้นตอนวิธีการย้อมสีจากธรรมชาติ ทั้งสอนและให้เราได้ลองทำจริง

โดยสาธิตจากหลายวัตถุดิบ โดยเลือกสิ่งที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม เป็นพืชที่ปลูก เกิดง่าย ร่วงหล่นตามธรรมชาติ และใช้ทดแทนกันได้

แต่สีที่ย้อมยากที่สุดนั้นก็คือ สีคราม ซึ่งเป็นสีชนิดพิเศษ ต้องใช้การเลี้ยงดู การให้อาหาร เช่น น้ำด่าง ปูนแดง มะขามเปียก ในทุกๆวัน เพื่อให้น้ำครามยังคงสีและเพิ่มความเข้มขึ้นเรื่อยๆ

น้องปลา ได้มอบประสบการณ์การพิเศษให้กับเรา 2 คนเป็นอย่างมาก นั่นคือ การชิม คราม ใช่มันคือการชิมครามหรือสีครามนั้นเอง มันสามารถชิมได้จริงๆนะ เพราะมันเป็นวัตถุดิบจาก ธรรมชาติ 100% รสชาติจะออกไปทางเค็มๆเพราะมีความเป็นด่างเยอะกว่ากรด แปลกดีเหมือนกันแต่ไม่แนะนำให้ลองชิมเองนะอาจเป็นอันตรายได้

นอกจากนั้น ป่าสาคู ยังมีหน้าร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ “ตลาดป่าไผ่สร้างสุข” เดินเข้ามาประมาณ 300 เมตรก็ถึงแล้ว ร้านตั้งอยู่ทางขวามือ

ตลาดป่าไผ่สร้างสุข เป็นตลาดชุมชนที่ชาวพัทลุงจะนำของดีของตนเองมาวางขายกันในราคาที่ไม่แพง

ทางร้านป่าสาคู ขึ้นชื่อว่าเป็นผ้ารักษาผิว มีสินค้าน่ารักๆมากมาย อาทิ เสื้อผ้า ต่างหู ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า หรือแม้แต่แมสปิดปากที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ก็ตาม บอกก่อนเลยว่า ราคาไม่แพง แถมยังเป็นวัสดุจากธรรมชาติ 100% อีกด้วย ทั้งตัวผ้าฝ้ายและสีย้อมนั้นเอง

FACEBOOK FANPAGE : PASAGU

พิกัด : https://goo.gl/maps/UpE3iNAL6wueP4UH6

สถานที่ 10 : พิพิธภัณฑ์ วังเจ้าเมืองพัทลุง

และแล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้ายสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน แห่งเมืองพัทลุง

พิพิธภัณฑ์ วังเจ้าเมืองพัทลุง ภายในประกอบไปด้วยอาคารที่เป็น “วังเก่า” และ “วังใหม่” เป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่ยังคงมีความสวยงามและสมบูรณ์มากๆแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตัวอาคาร “วังเก่า” เป็นเรือนไทยฝาแฝด ตรงกลางมีเฉลียงใหญ่ตามแบบฉบับเรือนไทยโบราณ ส่วนอาคาร “วังใหม่” จะเป็นอาคารปูนฉาบเรียบทาสีขาว ตั้งขนาบกับริมคลองลำปำ ทางพิพิธภัณฑ์วังเจ้าเมืองพัทลุง จะเก็บค่าบำรุงรักษาเพียงคนละ 10 บาท เท่านั้น ราคาแบบนี้ สถาปัตยกรรมสวยงามแบบนี้ คู่ควรแก่การมาเยี่ยมชมอย่างมาก เวลาเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑ์วังเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งแต่ 8.30 น. ถึง 16.30 น. อย่าลืมมาชมกันนะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/CpF3BRT3o4AWKWY59

จบทริปเที่ยวจังหวัดพัทลุง 3 วัน 2 คืน

…………………………………………

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่จังหวัดพัทลุง จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและเงียบสงบถึงเพียงนี้

ที่ได้ซ่อนความสวยงามไว้มากมาย จนหลายคนอาจมองข้ามไป

ซึ่งคงไม่ต่างจากมุมมองที่เรามักจะมองไม่เห็น นั้นก็คือ ความสวยงามที่เกิดจากการให้ การแบ่งปัน

ที่หลายต่อหลายคนทำหลุดมือไป จนลืมไปว่า สิ่งเหล่านั้นแหละ คือ ความสุขที่แท้จริง

ขอให้ ทัด สะ นะ ศึก ษา ได้เป็นส่วนหนึ่งที่คอยส่งมอบความสุขให้กับทุกคน

…………………………………………

บทเพลงประกอบวีดีโอ การให้ – เขียนไขและวานิช

…………………………………………

อยากให้ทุกคนก้าวเท้าออกมาลองเป็น ผู้ให้ ผู้แบ่งปัน
แล้วรอยยิ้มและความสุข ที่อยู่ตรงหน้าคุณ
. . . จะทำให้คุณสุขใจตลอดไป . . .

#Voluntourist #ทัดสะนะศึกษา #พัทลุง
#amazingไทยเท่compettion2020
#10สไตล์เที่ยวไทยเท่
#เที่ยวไทยสวยทุกที่เท่ทุกสไตล์


FACEBOOK FANPAGE : www.facebook.com/Tudsanasuksa/





ความคิดเห็น