ภูสอยดาว ก่อนดอกไม้บาน รีวิวโดย SalaryPacker

หลังจากวิกฤตโรคระบาดโควิท-19 ทุเลาลง ใครๆก็เริ่มออกไปเที่ยวกันหมดแล้ว ผมเองก็พอไปบ้าง แต่ก็ยังไม่เต็มที่ จริงๆ เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ ไปเที่ยวตาม อุทยานฯอะไรทำนองนี้  และการเที่ยวอุทยานแบบ New normal หลังยุคโควิดเนี่ย เราต้องจองคิวผ่านแอพ QueQ ก่อนเข้าด้วย โดย ทางอุทยานฯ เค้าจะปล่อยคิวจอง

ภูสอยดาว ก่อนดอกไม้บาน

ภูสอยดาว ก่อนดอกไม้บาน

 วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 21.49 น.

 วันที่เดินทาง 24 ก.ค. 2563

หลังจากวิกฤตโรคระบาดโควิท-19 ทุเลาลง ใครๆก็เริ่มออกไปเที่ยวกันหมดแล้ว ผมเองก็พอไปบ้าง แต่ก็ยังไม่เต็มที่ จริงๆ เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ ไปเที่ยวตาม อุทยานฯอะไรทำนองนี้  และการเที่ยวอุทยานแบบ New normal หลังยุคโควิดเนี่ย เราต้องจองคิวผ่านแอพ QueQ ก่อนเข้าด้วย โดย ทางอุทยานฯ เค้าจะปล่อยคิวจองล่วงหน้า 15 วัน ซึ่งตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม เนี่ย จองที่ไหนไม่ได้เลยสักกะที่ มาจองได้ก็ ภูสอยดาวช่วงปลายเดือนนี่แหละ ถือเป็นทริปแรกหลังโควิด และรีวิวแรกใน README เลย

จริงๆทริปนี้ เราอยู่บนภูสอยดาว 2 วัน 1 คืน คือ วันที่ 25-26 กรกฎาคม แต่เพื่อประหยัดเวลา เราเลยเดินทางกันช่วงค่ำของวันที่ 24 เพื่อจะได้ถึง อช.ภูสอยดาวในช่วงเช้า และครั้งนี้เราเดินทางมากับทีมเพจส่อวรูดูวิว ที่มีประสบการณ์ในเรื่องการเดินป่า กางเต็นท์ มาระดับหนึ่ง จึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย พกมาแต่ของใช้ส่วนตัว เดี๋ยวพวกเค้าช่วยเตรียมของส่วนกลางที่จำเป็นมาให้ ไม่ว่าจะอาหารที่จะไปกินกันบนยอดภูฯ จนกระทั่งของที่เราจะจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปให้เค้าก็จัดการช่วยติดต่อให้ และก่อนเริ่มเดินก็แจกน้ำดื่มให้คนละ 2 ขวด เครื่องดื่มเกลือแร่ไว้จิบเล่นระหว่างเดินอีกคนละขวด

เราเริ่มเดินขึ้นช่วงเวลาประมาณ 8:30 น. ปกติ อ่านรีวิวภูสอยดาวจากบล็อกไหนๆ ก็เจอแต่บรรยากาศฝนตก เราเลยเก็บกล้องไว้ในกระเป๋าเลยจ้า ไม่ได้หยิบออกมาถ่ายเลยเพราะกลัวฝน แต่ขอเตือนคนที่กำลังคิดจะไปเที่ยวที่นี่ก่อนเลย ถ้าเดินๆ แล้วเจอป้ายบอกทางบอกตำแหน่ง ขึ้นต้นด้วยคำว่า "เนิน" ซึ่งประกอบไปด้วย 
   1.เนินส่งญาติ
   2.เนินปราบเซียน
   3.เนินป่าก่อ
   4.เนินเสือโคร่ง
   5.เนินมรณะ  
เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี มีความชันผสมอยู่แน่ๆ สำหรับผม ดอยแรกหลังโควิด . . .  ขาอ่อนตั้งแต่เนินส่งญาติเลยจ้า

แต่ก็เดินมาเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก กระหายก็จิบน้ำ บ้างก็จิบเกลือแร่ ค่อยๆเดิน ค่อยๆจิบ จนเวลาผ่านมา 4 ชม. เราเพิ่งหลุดออกมาจากเนินเสือโคร่ง กำลังขึ้นเนินมรณะ ซึ่งเป็นเนินที่มีหญ้าสูงท่วมหัวปกคลุมอยู่ระหว่างสองข้างทางเดิน  ค่อยๆเดิน ค่อยๆก้าว ก็เจอมุมเปิดให้ออกไปชมวิวนิดหน่อย 

เดิมที่บอกไว้ว่า ตอนเดินขึ้นผมเก็บกล้องไว้ เพราะกลัวกล้องจะเปียกเพราะเจอฝนตก ตอนนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแล้วครับ ผมเก็บกล้องไว้ในเป้ที่เดิม แต่ไม่เอาออกมาถ่ายเพราะเหนื่อยครับ T^T แรงหมดแล้วจริงๆ เมื่อพ้นเนินมรณาขึ้นมา น้ำก็หมด เหลือแค่เกลือแร่ ครั้นจะดื่มที่เดียวก็ไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ ก็ต้องค่อยๆเดิน 3 ก้าวพักนี่แหละ บางจังหวะก็แกล้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเล่นๆ

ขึ้นมาเจอป้าย "ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว" ก็ถือว่า ฟินไปเปราะหนึ่ง แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจไป ยังเหลืออีกประมาณ 500 เมตรให้เดินไปยังลานกางเต็นท์ อากาศยังร้อน ที่ดีกว่าเดิมหน่อยก็คือเริ่มมีเมฆเข้ามาบ้างแดดให้บ้าง 

เวลาประมาณ บ่ายโมงครึ่ง มาถึงจุดกางเต๊นท์ สิริรวมใช้เวลาเดินทั้งหมด ราวๆ 5 ชม. หนักเอาการเลย และเราก็ยังทำอะไรไม่ถูกเลย จะกางเต็นท์ ก็ยังไม่มีให้กาง เพราะลูกหาบยังมาไม่ถึง แต่ทีมเพจส่องรูดูวิว เขาอ่านสถานการณ์ขาด แบกฟลายชีทสำหรับแคมป์กลางขึ้นมาเอง ก็เลยได้กางฟลายชีททำแคมป์กองกลางไว้ ให้พอมีที่ร่มได้นอนพัก รอเวลาแดดเริ่มเบาลง เราก็ออกไปเดินทัวร์รอบบริเวณจุดกางเต็นท์ 

เดินเลยไปทางด้านหลังศูนย์บริกางนักท่องเที่ยว  ก็จะเจอลานสนอีก แถมมองเห็นยอด 2101 (ยอดสองพันหนึ่ง) ซึ่งทางอุทยานฯจะเปิดให้พิชิตเพิ่มเติมในช่วงปลายปี คือช่วงที่หมดหน้าฝนไปแล้วนั่นแหละ คงจะด้วยความชันของเส้นทางและความปลอดภัยเป็นเหตุผลหลักแหละ

ลานข้างบนค่อนข้างกว้าง เดินได้พอเหนื่อยอีกรอบ หลังจากพักจนหายเหนื่อยจากการเดินขึ้นมาถึงลานสนเมื่อช่วงเช้า และอีกหนึ่งไซไลท์ของที่นี่ก็คือ หลักเขตแบ่งพื้นที่ ไทย-ลาว คืแเขาลูกนี้ กินบริเวณสองประเทศคือประเทศไทย และประเทศลาว ซึ่งข้างบนไม่มีด่านศุลกากร หรือตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแต่อย่างใดนะครับ สามารถเดินข้ามไปฝั่งลาวได้เลย ไม่มีการคัดกรองใดๆ กลับมาต้องกักตัว 14 วันหรือไม่นั้น ผมก็ไม่แน่ใจ 555 คงจะแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านเนอะ 

เดินเลยหลักเขตฯ มา ก็จะเป็นการเดินท่ามกลางลานสนเหมือนเดิม เส้นทางเดินก็จะเป็นการเดินวนรอบศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนี่แหละครับ แต่แค่เป็นการวนที่มีรัศมีใหญ่หน่อย ใหญ่จนมองไปไม่เห็นอาคารศูนย์บริการเลยล่ะ  และเมื่อเราวนมาถึงหน้าศูนย์บริการฯ ก็จะมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตก 

เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้ว เราก็แยกย้ายกันกลับเต๊นท์ เพื่อเตรียมตัวทานมื้อค้ำพร้อมกัน ถือว่าหมดกิจกรรมหลักของการมาชมภูสอยดาวครั้งนี้ แต่สำหรับบางคนมันยังไม่จบ เพราะยังมีกิจกรรมกลางคืนสำหรับคนที่หลงรักในดาราศาสตร์ นั่นคือการดูดาว บางคนก็มานั่งดูดาว บางคนก็เอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายดาว แถมครั้งนี้ ฟ้าเปิดมีทางช้างเผือกมาให้เรามองเห็นด้วยตาเปล่าด้วย ฟินๆกันไป แถมทีมของเพจส่องรูดูวิว เค้านิยมถ่ายทางช้างเผือกกันเป็นทุนเดิม ผมเองก็ได้ถือโอกาสฝึกวิชากับพวกเค้านี่แหะ ก็ถือโอกาสขอแปะรูปทางช้างเผือกที่เพิ่งหัดถ่าย หัดแต่งไว้เพื่อเป็นการปิดท้ายรีวิวครั้งนี้ก็แล้วกัน 

รายละเอียดที่ควรรู้ 
- ค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 40 บาท
- ค่าจ้างลูกหาบ กิโลกรับละ 30 บาท ต่อเที่ยว (หาบขึ้น-ลง ก็กิโลกรัมละ 60 บาท)
- ค่าพื้นที่กางเต็นท์ คนละ 30 บาท
- ค่าเช่าเต็นท์ สำหรับ 2 คน 705 บาท* (หากเช่าเต็นท์ จะไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่กางเต็นท์)

*ราคาค่าเช่าเต็นท์ รวมค่าหาบเต็นท์ด้วย ถึงแม้ว่าเต็นท์จะรอเราอยู่บนลานสนแล้วก็ตาม 

ความคิดเห็น