กลอเซโล - หอบร่างพังๆ ให้เขาโอบกอด รีวิวโดย Singha journal

กลอเซโล - หอบร่างพังๆ ให้เขาโอบกอด NOV13-15, 2020 " หากรู้สึกเหนื่อยกับอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน คนรัก หรือเรื่องส่วนตัว ลองเอาตัวเองมาฟักฟื้นในป่าดูสักครั้งก็คงไม่เลว " . ใช่ครับ ไม่ต้องสงสัย เพราะผมก็สงสัยเหมือนกันว่า  กลอเซโล ชื่อนี้มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทยด้วยเหรอ

กลอเซโล - หอบร่างพังๆ ให้เขาโอบกอด

กลอเซโล - หอบร่างพังๆ ให้เขาโอบกอด

 วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 17.37 น.

 วันที่เดินทาง 13 พ.ย. 2563

กลอเซโล - หอบร่างพังๆ ให้เขาโอบกอด

NOV13-15, 2020


" หากรู้สึกเหนื่อยกับอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน คนรัก หรือเรื่องส่วนตัว ลองเอาตัวเองมาฟักฟื้นในป่าดูสักครั้งก็คงไม่เลว "

.

ใช่ครับ ไม่ต้องสงสัย เพราะผมก็สงสัยเหมือนกันว่า  กลอเซโล ชื่อนี้มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทยด้วยเหรอ เมื่อสงสัยแล้วก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมาดูให้เห็นกับตาว่า มันจะสวยงามเหมือนที่ตามจากรีวิวมั้ย หลังจากการตอบตกลงกับพี่ๆ #แบกเป้เที่ยว ก็จัดการเรื่องที่พักและตั๋วเดินทางทันที ซึ่งที่เที่ยวที่เราจะไปกันครั้งนี้จะใช้เวลา 3 วัน 2 คืนด้วยกัน 

  • กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์
  • ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ
  • แม่เสลียง
  • กลอเซโล

     การเดินทางครั้งนี้ ผมเดินทางจากสนามบินดอนเมือง - เชียงใหม่ หลังจากเลิกงานก็รีบเตรียมตัวไปขึ้นเครื่องประมาณ 20.00 น.

    ถึงสนามบินเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ พวกผมก็ไม่รอช้าที่จะเข้าที่พักที่ได้จองไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็คือ Thunder bird hostel ที่นี่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มหรือมาเดี่ยวได้หมด เป็นโฮสเตลที่ค่อนข้างประทับใจทั้งความสะอาด บรรยากาศที่พัก และการบริการที่โคตรจะดีย์


    DAY 1 กิ่วเเม่ปาน -ทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ

         หลังจากที่พักฟื้นจากการเดินทางคืนแรก เราก็มาเริ่มเที่ยวที่แรกตามแพลนที่วางไว้ก็คือ การไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ณ กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ เราออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่เวลาประมาณ 04.00 ด้วยรถแดง  ถึงยอดดอยประมาณ 6.00 ซึ่งทันกับเวลาที่พระอาทิตย์จะขึ้นพอดี แฮะๆๆ

    แสงแรกของวันพร้อมกับอากาศหนาวๆ มันช่างเข้ากั้น เข้ากัน

          สวัสดีแสงแรกของวัน ภายใต้อุณภูมิประมาณ 11 องศา จุดชมวิวดังกล่าว หนาแน่นไปด้วย ผู้คนที่มารอชมพระอาทิตย์ในตอนเช้า 

         จุดชมวิวนี้ ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ดีที่สุดในบริเวณนั้น เมื่อถ่ายรูปกับแสงแรกของวันเรียบร้อย เราก็ไม่พลาดที่จะเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ระยะทางในการเดินประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งช่วงแรกของทางในป่าดิบเขาซึ่งมี บรรยากาศร่มรื่น มีแสงแดดส่องลงรำไร เฟิร์นและมอสขึ้นปกคลุมตามโคนต้นไม้ตลอดสองข้างทาง และจะเดินขึ้นเขาจนทะลุออกไปยังทุ่งหญ้าโล่งกว้างสีทองเพลินตามาก

    อย่างที่บอก สองข้างทางจะเต็มไปด้วยเฟิร์นที่ปกคลุมบริเวณต้นไม้เยอะมากๆ ถือเป็นสัญลักษณ์ได้ว่าป่าที่นี่อุดมสมบูณ์มากๆ ทีเดียว
    ทางเดินจะสลับกันขึ้นเนินและลงเนิน ถือว่าเดินไม่ยากมาก แต่เหนื่อยอยู่เหมือนกัน แฮะๆๆ
    จุดชมวิวที่ทุกคนมาแ้วไม่ควรพลาดที่จะต้องมาเก็บภาพ ซึ่งจุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้แบบ 360 องศา

         หลังจากลงมาจากกิ่วแม่ปาน ก็ได้เดินทางต่อเพื่อไปชมทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ซึ่งระยะทางที่เดินทางประมาณ 128 กิโลเมตร แต่ใช้ระยะเวลาเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ เพราะระยะทางค่อนข้างคดเคี้ยวพอสมควร แนะนำให้มีการพกตัวช่วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปด้วย เช่น ยาแก้เมารถ หรือ ยาดม เป็นต้น 

    ชีวิตต้องมีตัวช่วยเสมอ !!! จุดพักรถระหว่างทาง วิวดีย์เหมือนกัน แต่เก็บรูปได้น้อยมาก เพราะจะอ้วก 5555

    เรื่องราวระหว่างทางยังเป็นที่น่าจดจำ เพื่อทำให้ปลายทางของการเดินทางคุ้มค่า สุดท้ายก็มาถึง ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ ซึ่งกำลังบานสะพรั่ง เต็มหุบเขา มองไปสุดลูกหูลูกตา

    ผู้ร่วมอุดมการณ์ของเราครั้งนี้ และจะมาเพิ่มอีก 2 คนในวันพรุ่งนี้

         หลังจากชื่นชมแสงสุดท้ายของวันกระทบกับทุ่งบัวตอง เพื่อชมความงดงามในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ต้องเดินทางต่อไปยังบ้านแม่สะเลียง เพื่อเก็บแรงไว้เดินทางต่อไปยังกลอเซโล 

    .

    หมดไปอีก 1 วันไปกับการท่องเที่ยวชมกิ่วแม่ปานและอำลาแสงสุดท้ายของวัน ณ ทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ 

    "ทุกการเดินทาง มักมีเรื่องประทับใจให้เราจดจำ " 

    DAY 2 แม่เสลียง - กลอเซโล

    หลังจากที่พักผ่อนเอาแรง ก่อนที่จะขึ้นกลอเซโล ขอไหว้พระเอาฤกษ์ เอาชัยที่วัดอุทธยารมณ์ก่อน 

    เราออกเดินทางจากที่พักบ้านแม่เสลียง ไปยังที่บ้านพี่เอก (พี่เอกคือรถที่เราเหมาขึ้นกลอเซโล) เพื่อนำสัมภาระไปขึ้นดอย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมงืการเดินทางขึ้นกลอเซโล จำเป็นจะต้องใช้รถกระบะ FW เท่านั้น เนื่องจากถนนค่อนข้างลำบาก ถ้ามาหน้าฝนแนะนำให้เตรียมใจรอไว้ก่อนเนิ่นๆ

    การเดินทางก็ง่ายๆ นั่งท้ายกระบะ มีกระดานให้นั่ง ซึ่งบอกเลยว่าถ้านั่งด้านในคือพลาดมาก จะไม่ได้ลิ้มรสของบรรยากาศสองข้างทาง

       วิวของสองข้างทางก็จะเป็นทุ่งนาวิวภูเขา ป่าไม้ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน (มั้ง) การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับบรยากาศแล้ว เรายังได้บริหารก้นไปในตัว

    เราจะขับผ่านชุมชนของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมองเห็นอะไรหลายๆอย่าง บ้างอย่างที่เราอยากจะเข้ามาช่วยเหือ และบางอย่างที่เราก็ได้แต่ตั้งคำถาม

    "ธรรมชาติสองข้างทางทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจแบบบอกไม่ถูก"

          หลังจากที่เราเดินทางมาอย่างยาวนานมากๆๆ  ก็มาถึงจุดที่เราจะกางเต้นท์กัน ซึ่งมาถึงก็ใกล้เวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี  บรรยากาศด้านบนถือเป็นทิวทัศน์ที่ดีทีเดียว ซึ่งไฮไลต์ของที่นี่คือทะเลหมอกในตอนเช้า แต่สำหรับผมมองว่าบรรยากาศตอนพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่เลวเลยทีเดียว

    หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดและท้องก็เริ่มหิว สิ่งที่ขาดไม่ได้แน่ๆ ในบรรยากาศและอากาศประมาณ 10 องศานิดๆ คงหนีไม่พ้นหมูกระทะ !!!!

    หลังจากที่เสพย์หมูกระทะได้ไม่นาน พี่ๆ ก็ชวนมาดูช้าง? 

    .

    ใช่แล้วครับช้าง แรกๆก็งงนะว่าช้างอะไร สุดท้ายก็เก็ท ช้างในที่นี้หมายถึงทางช้างเผือกนั้นแระ ไม่คิดเลยว่า ท้องฟ้ากลางป่ายามค่ำคืนขนาดนี้ สามารถมองดาวบนฟ้าได้อย่างชัดเจน ทริปนี้นอกจากไฮไลต์คือทะเลหมอกแล้ว ก็ยังมีทะเลดาวนี่แระที่โคตรประทับใจ ต้องขอขอบคุณพี่ต้อม พี่กอล์ฟ #แบกเป้เที่ยวมา ณ โอกาสนี้ด้วย 

    เรารู้คุณไม่เชื่อหรอกว่าดาวจะเยอะขนาดนี้ แต่งรูปมาเยอะแน่ๆเลย
    "การได้จิบเบียร์ นอนดูดาว ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมันก็แค่นี้แหละ อย่าไปขนขวายอะไรให้มันมากเลย"

    ค่ำคืนอันแสนเงียบเหงาขนาดนี้ คงพลาดไม่ได้ที่จะมานั่งพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน หลายครั้งที่เรื่องบางเรื่อง เราไม่สามารถเล่ากับคนใกล้ตัว หรือเพื่อนสนิทได้ แต่เราสามารถเล่าให้กับเพื่อนที่รู้จักกันไม่กี่วันฟังได้  ผมว่านี่แหละคือเสน่ห์ของการแบกเป้เที่ยว 

    เชื่อมั้ยครั้งแรกที่อ่านหลายๆรีวิว เราไม่เคยเชื่อนะว่าท้องฟ้ามีดาวมากมายขนาดนี้ จนได้มาสัมผัสและได้มาดูด้วยตัวเอง
    "สภาพแวดล้อม ความชอบ และไลฟ์สไตล์ที่คล้ายๆกัน ดึงดูดให้เรามาพบกัน"

    หลังจากที่เคล้าเสียงเพลง จิบเบียร์และแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันได้ไม่นาน ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอน เพราะด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เอง หรือเพื่อเก็บแรงไว้ชมทะเลหมอกในเช้าวันพรุ่งนี้

    DAY 3  ทะเลแห่งสายหมอกของกลอเซโล

    หลังจากหลับไหลไปเมื่อคืน เราตื่นมาก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้านั่นก็คือ ทะเลหมอกที่เยอะมากๆ ซึ่งเรียกว่าเป็นไฮไลต์ที่สำคัญของที่นี่ ที่นักเดินทางไม่ควรพลาด  
    จุุดชมวิวที่นักเดินทางต้องมาเก็ยภาพ เพราะสามารถชมวิวได้ 180 องศา
    ทะเลหมอกที่นี่ ค่อยข้างจะไหลผ่านอย่างช้าๆ ประมาณ 9 โมง หมอกก็เริ่มหายไปกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา
    สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการเดินทางในแต่ละครั้ง ก็คือ การดิปกาแฟ บรรยากาศการกินกาแฟจะแตกต่างจากการนั่งร้านคาเฟ่โดยสิ้นเชียง
    เราใช้ระยะเวลาไม่นานกับการเสพย์บรรยากาศยามเช้า ฝันของเราก็สลายไปพร้อมกับสายหมอก และต้องเตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ทันกับการขึ้นเครื่องกลับ กทม 

    .

    อยากรู้การให้เขาโอบกอดแล้วดียังไง ลองออกเดินทางดูสิครับ

    เราสูญเสียตัวตนให้กับใครก็ไม่รู้ เพื่อวันนึงเราต้องพาตัวเองกลับมาบำบัดด้วยธรรมชาติ
    "เมื่อชีวิตคือเรื่องราว - การเดินทางก็คงเป็นบทหนึ่งของของชีวิต"


    • ขอบคุณพี่ต้อมแห่งกลุ่มแบกเป้เที่ยวที่ทำให้เราได้รู้จักกลอเซโล 
    • ขอบคุณพี่บาสรถแดงที่ดูแลเราตลอดการเดินทาง แถมถ่ายรูปสวยๆให้ได้รับชม (https://web.facebook.com/Redbu...)
    • ขอบคุณสหายในการเดินทางครั้งนี้ที่มีทั้งเสียงหัวเราะ และเบียร์เข้มๆ 55
    • ขอบคุณมิตรภาพอันแสนงดงามระหว่างทางที่เกิดขึ้น 
    • สุดท้ายฝาก IG ไว้ เผื่อมีทริปดีๆมาแชร์ (https://www.instagram.com/teer...)
    ความคิดเห็น