เปลี่ยนหมอน นอนเชียงใหม่ ตามใจแม่ รีวิวโดย จิดาภา เผือกสุวรรณ

จุดเริ่มต้นการเดินทาง การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นมาจากคุณแม่ที่คิดถึงลูกๆ และประจวบเหมาะกับรัฐบาลให้วันที่ 19-22 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันหยุดยาว เนื่องในโอกาสอันดี คุณแม่และคุณพ่อจึงเริ่มคิดแผนการร่างเส้นทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพราะคุณแม่ให้เหตุผลว่า "เดือนพฤศจิกายนแล้ว อากาศคงหนาวแหละเนอะ" กับอยากเปล

เปลี่ยนหมอน นอนเชียงใหม่ ตามใจแม่

เปลี่ยนหมอน นอนเชียงใหม่ ตามใจแม่

 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 23.24 น.

 วันที่เดินทาง 19 พ.ย. 2563

จุดเริ่มต้นการเดินทาง

การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นมาจากคุณแม่ที่คิดถึงลูกๆ และประจวบเหมาะกับรัฐบาลให้วันที่ 19-22 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันหยุดยาว เนื่องในโอกาสอันดี คุณแม่และคุณพ่อจึงเริ่มคิดแผนการร่างเส้นทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพราะคุณแม่ให้เหตุผลว่า "เดือนพฤศจิกายนแล้ว อากาศคงหนาวแหละเนอะ" กับอยากเปลี่ยนบรรยากาศในการนอน จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง "เปลี่ยนหมอน นอนเชียงใหม่ ตามใจคุณแม่" แต่เพราะค่าเครื่องบินในช่วงวันหยุดมีราคาที่ค่อนข้างแพง ทำให้แผนในการเดินทางไปเชียงใหม่จึงกลายเป็นนั่งรถยนต์ไปแทน ซึ่งในรถยนต์ประกอบไปด้วย 4 คน มีคุณพ่อเป็นคนขับ มีคุณแม่เป็นคนนั่งข้างๆ ส่วนพี่สาวกับตัวเรานี้นก็นั่งข้างหลังตามระเบียบ ที่พักที่คุณแม่ได้จองไว้ไม่ใช่ในตัวเมืองเชียงใหม่เพราะคาดว่าวันหยุดในตัวเมืองเชียงใหม่น่าจะคนเยอะอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่วางแผนจะไปเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเลยจองที่พักนอกตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ เริ่มออกจากกรุงเทพประมาณ 05.00น. เพื่อจะได้ไปถึงรีสอร์ทและทำการ เชคอิน โดยใช้เวลา 8-9 ชั่วโมงก็ถึงที่พักที่แรกที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่                      นั่นก็คือ  "เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท" 

เมื่อเราเข้ามาในตัวรีสอร์ทแล้วก็ต้องเชคอินเพื่อเข้าห้องพัก โดยห้องที่ทำการจองเป็นห้องที่มี 2 ชั้นสำหรับสมาชิก 4 คน ค่าห้องพักคืนละ 2790 บาท/คืน  ซึ่งที่ได้ราคานี้เพราะ โครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาล ราคาปกติของรีสอร์ทอยู่ที่ประมาณ 4000 บาท 

มาเชคอินตรงนี้ และนำกุญแจไปสู่ห้องพัก

ก่อนที่จะทำการเข้าคุยกับพนักงานต้องตรวจวัดอุณหภูมิทุกครั้งและสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ระหว่างที่รอคุณพ่อเชคอินก็เดินชมความสวยงามสไตล์ไทยที่ทางรีสอร์ทได้ตกแต่งเอาไว้ เมื่อเชคอินเสร็จจะมีพนักงานเดินนำทางไปยังที่พัก แต่ก่อนที่จะเดินไปที่พักต้องนำรถที่นำไปไปจอดบริเวณที่จอดรถของรีสอร์ทซะก่อน 

แค่เห็นรถก็รู้แล้วว่าต้องคนเยอะแน่ๆ

เมื่อนำรถเข้าที่จอดรถเรียบร้อยแล้วพนักงานจึงนำทางครอบครัวของเราไปยังห้องพัก ระหว่างที่เดินทางไปยังห้องพักอากาศก็เย็นสบาย เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด

ในที่สุดก็ถึงห้องพัก ซึ่งก็คือห้อง 202 นั่นเอง 

และนี่คือภาพทั้งหมดของห้องพักของครอบครัวเรา 

จุดแรกที่เห็นคือมีบริการเครื่องดื่มกาแฟ ไว้เหมือนโรงแรมทั่วไป
เมื่อหันมามองทางด้านซ้ายก็จะเห็นห้องน้ำของชั้น 1
สีส้มที่วางอยู่ไม่ใช่ผ้าเช็ดตัวนะคะ มันคือผ้าเช็ดเท้า 555+
นี่คือห้องอาบน้ำของชั้น 1 มีน้ำอุ่นให้บริการด้วยนะ
มีโซฟาแสนสบายและทีวีให้นั่งดูเล่น

ชั้นแรกของตัวห้องพักทางครอบครัวเราได้ตัดสินใจให้คุณพ่อและคุณแม่ได้นอนชั้นแรก เพราะอายุของคุณแม่และคุณแม่ค่อนข้างมาก จะได้ไม่ลำบากตอนขึ้นบันไดค่ะ

บันไดที่จะนำพาไปสู่ชั้น 2 ค่ะ
นี่คือเตียงบนชั้น 2 ค่ะ

ซึ่งชั้น 2 จะมีแค่ห้องน้ำสำหรับอาบน้ำ ต้องลงไปอาบชั้นล่างอย่างเดียวค่ะ

บริเวณชั้น 2 มีระเบียงให้นั่งชมวิวธรรมชาติ คนที่มานั่งตรงนี้จะพบเห็นความสวยงามของต้นไม้และยังได้ความร่มรื่นอีกแน่นอน

ชมความสวยงามของห้องพักเสร็จแล้ว ท้องก็เริ่มหิว เลยไปหาอะไรกินภายในบริเวณรีสอร์ท

ทางเดินไปที่ร้านอาหาร

เมื่อเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอลานดนตรีที่มีนักดนตรีกำลังเล่นดนตรีและร้องเพลงเพื่อให้ความสุนทรีย์แก่คนที่มาฟัง

ระหว่างทางต้องแวะถ่ายรูปซักหน่อย

จริงๆแล้วรูประหว่างทางเดินมีเยอะกว่านี้มาก แต่กลัวผู้อ่านเบื่อซะก่อน และแล้วครอบครัวเราก็มาถึง        พ่อเลี้ยง bistro ซึ่งเป็นร้านอาหารของทางรีสอร์ท 

ด้วยความที่คุณพ่ออยากพักผ่อนเนื่องจากขับรถและถ่ายรูปคุณแม่กับตัวเราทั้งวันจึงสั่งเป็นอาหารจานเดียว มีผัดซีอิ๋วปลาช่อนทอดของคุณพ่อ ข้าวผัดเก๊าไม้ของคุณแม่ ราดหน้าของคุณพี่ และสปาเกตตี้ผัดครีมซอสเบคอน ของเราเอง จริงๆแล้วหลังของคาวต้องตามด้วยของหวานแต่นั่งพูดคุยกับครอบครัวเพลินไปหน่อย ทำให้คาเฟ่ได้ปิดไปแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้แวะเข้าไป TT

หลังจากพักผ่อนเรียบร้อยตื่นเช้ามาจึงมาทานข้าวเช้าที่ พ่อเลี้ยง bistro เป็นบุฟเฟต์อาหารเช้า

ข้าวผัดหมูแสนอร่อย
ไข่กะที่สามารถให้พนักงานนำมาเสิร์ฟได้
น้ำตะไคร้ที่รสชาติแปลกใหม่
ผลไม้สำหรับคนรักสุขภาพแบบพี่สาว
สลัดสำหรับคนรักผักแบบคุณแม่
ขนมปังทาแยมสตอร์เบอร์รี่และเนยกับคนอย่างเรา

เมื่ออิ่มกับอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเริ่มเดินไปยังโรงแรมที่จองไว้อักทีหนึ่งที่อยู่ที่ อำเภอ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่จองที่อำเภอนี้เพราะคุณแม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปเที่ยวที่อำเภอแม่ริมซะส่วนใหญ่ จึงเลือกโรงแรมที่อำเภอแม่ริม ซึ่งก็คือ "โรงแรมบ้านอรวี" เป็นโรงแรมสไตล์ไทยราคาสบายกระเป๋า แถมฟรีอาหารเช้า ทั้งนี้ยังใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวในเชยงใหม่อีกหลายที่อีกด้วย 

ก่อนอื่นต้องมาเชคอินเข้าห้องพักกันก่อน โดยราคาห้องพักเริ่มต้นที่ราคา 750 บาท แต่ได้ใช้โครงการ เราเที่ยวกัน ของรัฐบาล จึงได้ราคาห้องพัก 450 บาท โดยห้องที่พักได้เลือก 2 ห้องที่มัลักษณะเหมือนกัน ซึ่งเป็นห้องเตียงคู่ทั้งคู่มีลักษณะดังนี้ค่ะ 

มีหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านด้วย
โคมไฟหน้ากลัวนิดหน่อยแต่ก็แสดงความเป็นไทยดีค่ะ
มีกาแฟให้บริการเหมือนโรงแรมทั่วไป
เตียงนอนจ้า

จริงๆห้องพักของโรงแรมที่นี่มีห้องเล็กๆอีกห้องหนึ่งสำหรับไว้ล้างจานสำหรับแขกที่นำของเข้ามารับประทาน

เมื่อพักโรงแรมได้ 1 คืนก็ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าซึ่งอาหารเช้าที่นี่มีรสชาติที่ดีมาก และมีการตกแต่งแบบสไตล์ไทยๆซึ่งหาจากที่อื่นได้ยาก

โดยชื่อห้องอาหารคือระเบียงอรวี มีอาหารเช้าที่หลากหลายและสามารถสั่งชุดอาหารเช้าได้โดยมี อเมริกัน เบรคฟาส(ไข่ดาว แฮม ไส้กรอก สลัด) ข้าวผัดหมู ข้าวต้มหมู และ ข้าวหมูทอดกะเทียม อีกทั้งยังมีแบบบุฟเฟต์ให้ลูกค้าได้เลือกทาน

ABF แค่สั่งมาก็อิ่มแล้ว
ข้าวหมูทอดกะเทียมมีไข่ดาวแถมมาให้ด้วยค่ะ
เครื่องดื่มหลากหลายแล้วแต่ท่านจะเลือกดื่ม
สำหรับท่านใดที่ต้องการหาอะไรเย็นๆ
ขนมปังที่มีแยมให้เลือกจนเลือกทานไม่ถูฏเลยค่ะ 555

หลังจากอิ่มกับอาหารเช้าแสนอร่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลยแวะไปดูพิพิธภัณฑ์ยานพาหนะโบราณที่อยู่ในโรงแรมบ้านอรวี รู้สึกเลยว่ารถแบบนี้มันมีด้วยหรอ ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งดูยิ่งหลงไหลไปกับสิ่งของโบราณสมัยก่อนว่ามีเสน่ห์เป็นอย่างมาก และของแบบนี้ไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆอย่างแน่นอน

จบไปแล้วกับการนอน 2 ที่พัก 2 สไตล์ มีความแตกต่างกันทั้ง 2 ที่ แต่ก็มีเสน่ห์คนละแบบ ใครที่จะมาเชียงใหม่แต่ไม่ใช่ในตัวเมืองก็สามารถมาพักทั้ง 2 ที่ได้ค่ะ โดย เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท อยู่ที่อำเภอสันป่าตอง และ โรงแรมบ้านอรวีอู่ที่อำเภอแม่ริม เมื่อมาพักคุณจะได้รูปภาพติดไม้ติดมือแน่นอน!!!!

ความคิดเห็น