กรุงเทพ - น่าน เส้นทาง 668 กิโลเมตรที่ต้องพิชิต รีวิวโดย Titi goaround

ทุกครั้งที่มีการเดินทางแบบ road trip ในระยะไกลๆ แน่นอนมันจะมีความรู้สึกสนุกและท้าทายแฝงอยู่ในการเดินทางเสมอ ทริปนี้เราเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ตอน 8 โมงเช้า ขับไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางอยุธยา-นครสวรรค์เพื่อมุ่งหน้าเข้าพิษณุโลก จุดหมายแรกในการแวะพักกินข้าวกลางวันที่ครัวเจ้โชค วันที่ไปคนแน่นร้านจนต้องรอคิวแต่ก็

กรุงเทพ - น่าน เส้นทาง 668 กิโลเมตรที่ต้องพิชิต

กรุงเทพ - น่าน เส้นทาง 668 กิโลเมตรที่ต้องพิชิต

 วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.26 น.

 วันที่เดินทาง 21 พ.ย. 2563

ทุกครั้งที่มีการเดินทางแบบ road trip ในระยะไกลๆ แน่นอนมันจะมีความรู้สึกสนุกและท้าทายแฝงอยู่ในการเดินทางเสมอ ทริปนี้เราเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ตอน 8 โมงเช้า ขับไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางอยุธยา-นครสวรรค์เพื่อมุ่งหน้าเข้าพิษณุโลก จุดหมายแรกในการแวะพักกินข้าวกลางวันที่ครัวเจ้โชค วันที่ไปคนแน่นร้านจนต้องรอคิวแต่ก็คุ้มกับการรอเพราะอาหารอร่อยมาก(ให้ ก.ไก่ 100 ตัว) หลังจากใช้เวลาที่ร้านพอสมควรก็ได้เวลาเดินทางกันต่อจุดสุดท้ายของวันนี้คือแพร่ เราจะพักค้างกันที่แพร่ 1 คืน 

เราถึงแพร่ก็เกือบๆ 5 โมงเย็น เช็คอินเสร็จก็พักนิดหน่อยก็ออกไปเดินถนนคนเดินกัน ถนนที่หลายคนจะเรียกว่ากาดกองเก่าแต่กาดที่ตั้งอยู่บนถนนคำลือมี 2 กาดอยู่ติดกันคือกาดกองเก่ากับกาดพระนอน กาดเริ่มเปิดตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึง 2 ทุ่มแต่ส่วนมากก็เดินกันต่อ สินค้าที่นำมาขายล้วนเป็นของพื้นเมืองทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ก็เป็นของกิน ผักพื้นเมืองซึ่งจะขายเป็นถุงแล้วซื้อกลับไปทานที่บ้าน รวมถึงเสื้อผ้าพื้นเมือง และสินค้าอื่นๆ โดยพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้ามาขายล้วนเป็นคนในชุมชน ลักษณะบ้านเรือน 2 ข้างทางของกาดจะเป็นบ้านเก่าแก่ ซึ่งส่วนใหญ่นับมาปรับปรุงเป็นร้านกาแฟและร้านอาหาร ตรงกลางถนนจะมีการจัดโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งพักหรือกินของที่ซื้อมาทำให้บรรยากาศกาดดูน่ารักไปอีกแบบ

เช้าวันถัดมาจุดหมายเราอยู่ที่ปัวแต่ก่อนจะถึงเราก็แวะไหว้พระธาตุช่อแฮพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของแพร่กันก่อน พระธาตุนี้เป็นพระตุประจำปีเกิดของคนปีขาลด้วย

หลังจากไหว้พระเสร็จก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่วังศิลาแลงที่อำเภอปัว ที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแกรนด์แคนย่อนของเมืองปัวเพราะว่ามีซอกหินผาที่ถูกกระแสน้ำของลำน้ำกูนไหลผ่านและกัดเซาะจนเป็นร่องรอยคล้ายๆ Grand Canyon น้ำในลำธารจะใสแจ๋วจนสามารถเห็นพื้นหิน ดิน ทรายที่อยู่ด้านล่างได้ ทางเดินไปดูแกรนด์แคนย่อนจะอยู่ทางด้านซ้ายที่ติดกับศาลไม้เล็กๆที่ตั้งอยู่บนสันฝาย เดินไปไม่ไกลก็จะเจอสถาปัตยกรรมของแกรนด์แคนย่อนแห่งปัวแล้ว เส้นทางที่มาวังศิลาแลงก็จะผ่านจุดเที่ยวทั้งกาแฟบ้านไทลื้อและฟาร์มเห็ดแวะกันได้นะจ๊ะ

เมื่อลงมาจากแกรนด์แคนย่อนแล้วด้านล่างของฝายน้ำก็จะมีธารน้ำที่มีความผสมผสานของธรรมชาติได้อย่างลงตัวทั้งต้นไม้ที่ร่มครึ้มอยู่ 2 ฟากฝั่งและลำน้ำที่ใสแจ๋วไหลเอื่อยๆ ลัดเลาะผ่านหินลงไปสู่ด้านล่างอย่างนุ่มนวล แนะนำว่าควรเดินลงไปเดินเล่นอย่างยิ่ง

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างไม่จำกัดสมกับที่เป็น road trip จริงๆ คือไปเรื่อยๆ มีจุดหมายบ้างแต่ไม่รีบและแผนก็สามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอหรือบางทีก็เรียกว่าไม่มีแผนก็ว่าได้ เราเข้าที่พักที่ปัวก็เย็นจนเกือบมืดแล้วเลยได้ถ่ายรูปที่พักนิดหน่อย

เย็นนั้นเราออกไปกินข้าวเย็นที่ร้านครัววันดีดีตามคำแนะนำของเจ้าของรีสอร์ท อาหารอร่อยมาก(ให้ก.ไก่ 1,000 ตัว) อร่อยทุกอย่างที่สำคัญจานใหญ่ทุกจาน อิ่มกันแบบจุกๆ เมนูที่ไม่ควรพลาดคือไก่ทอดมะแขว่นและต้มยำปลานิล

เช้าวันถัดมาเราก็ต้องตะลึงกับความงามของวิวเพียงแค่เปิดม่านออกเท่านั้นคุณก็สามารถนอนชมวิวและถ่ายรูปอยู่บนเตียงได้เลย เรียกได้ว่าเสิร์ฟความงามกันถึงบนเตียง

หลังจากอ้อยอิ่งเกลือกกลิ้งถ่ายรูปอยู่บนเตียงพักใหญ่ก็ได้เวลาออกเดินทางกันอีกครั้ง วันนี้เราจะเข้าตัวเมืองน่านแต่เราเลือกเส้นทางที่ต้องผ่านอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเพื่อไปแวะอำเภอบ่อเกลือ ที่นั่นมีบ่อเกลือสินเธาว์โบราณที่มีชื่อเสียงในด้านการทำเกลือบนภูเขา ชาวบ้านที่นี่จะทำเพื่อบริโภคและจำหน่าย ที่นี่นอกจากจะมีของที่ระลึกที่เป็นผลิตผลของหมู่บ้านขายแล้วด้านข้างของบ่อยังมีลำน้ำเมิงสวยๆ ไหลผ่านอีกด้วย

ต่อจากนั้นเราก็เลือกเส้นทางหมายเลย 1081  เป็นเส้นทางระหว่างอำเภอบ่อเกลือและอำเภอสันติสุข เส้นทางนี้สวยและโหดดี ที่บอกว่าสวยคือเขาทุกลูกโค้งทุกโค้งสวยงามมาก ที่โหดคือโค้งเยอะเอาเรื่องทำเอาเพื่อนร่วมทริปบางคนถึงกับมึนไปเหมือนกัน แต่ที่เราเลือกเส้นทางนี้เพราะต้องการที่จะผ่านโค้งเลข 3 ที่อยู่หลักกิโลที่ 38-39 จุดหมายที่หลายคนมาน่านแล้วต้องหยุดเช็คอิน จุดที่แนะนำในการถ่ายรูปที่เป็นเลข 3 ที่ชัดเจนคือให้อยู่ฝั่งขวาของถนน คือต้องจอดรถที่หลักกิโลที่ 39 แล้วหันกลับไปถ่ายรูป เน้นว่าต้องเดินลงไปหน่อยและต้องอยู่ฝั่งขวา

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าจะเข้าตัวเมืองแต่ก็ขอแวะกินข้าวกลางวันตอนบ่าย 3 ที่ตัวอำเภอสันติสุขกันหน่อย ร้านที่แนะนำของที่นี่คือร้านครัวหวิงหวิง มีอาหารทุกแนวโดยเฉพาะพิซซ่าอร่อยมาก(ก.ไก่ 10,000 ตัว) เจ้าของร้านบอกว่าแป้งพิซซ่าเป็นสูตรฟินแลนด์ คือบอกได้คำเดียวว่า "ดี" แค่พูดถึงก็อยากกลับไปกินแล้ว กว่าจะกินเสร็จกว่าจะออกจากร้านก็ทำให้ถึงที่พักในเมืองค่ำมืดแล้ว พวกเราเลยได้โอกาสเดินเที่ยวและถ่ายรูปเมืองน่านยามค่ำคืน อากาศเย็นกำลังดีผู้คนไม่พลุ่งพล่านเหมาะมากกับการเดินเล่นมากๆ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางพวกเราไปเก็บบรรยากาศชิวๆ จิบกาแฟท่ามกลางท้องทุ่งที่รีสอร์ทเปิดใหม่ชื่อบ้านนาก๋างโต้ง ที่ได้รับการออกแบบจากคุณเบส ณ บ้านไร่ไอรุณ ที่นี่จึงออกมาในรูปแบบที่สวยงามผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวที่สำคัญบรรยากาศดูอบอุ่นและผ่อนคลายเอามากๆ เมื่อเข้าไปก็จะเจอโซนร้านกาแฟอยู่ด้านขวา มีเคาน์เตอร์ reception อยู่ตรงกลาง และด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ 

ถัดจากเคาน์เตอร์ reception เข้าไปก็จะเป็นโซนร้านอาหารที่แขกที่เข้าพักสามารถมากินอาหารเช้าได้ที่นี่ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าพักสามารถเข้าใช้บริการร้านอาหารได้ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าเป็นต้นไป และถัดจากร้านอาหารอาหารก็จะเป็นทางเดินผ่านทุ่งนาเข้าไปยังบ้านพัก ซึ่งดีไซน์บ้านพักแต่ละหลังสวยงามและให้ความเป็นส่วนตัวน่าพักมากๆ 

จบทริปด้วยความชิว ความฟิน และความสงบของบ้านนาก๋างโต้งก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงอันศิวิไลที่วุ่นวาย การเที่ยวแต่ละครั้งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปแต่ก็เติมเต็มคำว่าความสุขให้กับชีวิตได้เหมือนกันทุกครั้ง

ความคิดเห็น