Alone in JEJU เที่ยวเกาะเชจูคนเดียว ไม่ยากอย่างที่คิด -- ขึ้นเขา Hallasan+ชิลริมทะเล รีวิวโดย The Sweet Escape

สวัสดีครับ รีวิวนี้เป็นรีวิวแรกของเราใน ReadMe จะพาทุกท่านไปเที่ยวเกาะ Jeju ประเทศเกาหลีใต้กัน ถือเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เราได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี จึงเกิดความคิดว่าอยากไปที่อื่นบ้าง ที่ไม่ใช่ Seoul ตอนแรกจะไป Busan ก็ขี้เกียจนั่งรถไฟ ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงเกินไป จนมาถึงอีกหนึ่ง

Alone in JEJU เที่ยวเกาะเชจูคนเดียว ไม่ยากอย่างที่คิด -- ขึ้นเขา Hallasan+ชิลริมทะเล

Alone in JEJU เที่ยวเกาะเชจูคนเดียว ไม่ยากอย่างที่คิด -- ขึ้นเขา Hallasan+ชิลริมทะเล


สวัสดีครับ รีวิวนี้เป็นรีวิวแรกของเราใน ReadMe จะพาทุกท่านไปเที่ยวเกาะ Jeju ประเทศเกาหลีใต้กัน



ถือเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เราได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี จึงเกิดความคิดว่าอยากไปที่อื่นบ้าง ที่ไม่ใช่ Seoul

ตอนแรกจะไป Busan ก็ขี้เกียจนั่งรถไฟ ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงเกินไป

จนมาถึงอีกหนึ่งตัวเลือกอย่างเกาะ Jeju ลองเชิชดูตั๋วเครื่องบินเล่นๆ ปรากฎว่าราคาพอรับได้ เลยรีบจัดอย่างไม่ลังเล



ทริปนี้เดินทางช่วงสงกรานต์ครับ ก็เดินทางจากไทยไปที่ Seoul ตามปกติ

แล้วก็ใส่ทริป Jeju 3 วัน 2 คืน ลงไปกลางตารางท่องเที่ยวเกาหลี แล้วค่อยแวะกลับมาเที่ยว Seoul ปิดท้าย



ตอนแรกก็กังวลเรื่องการเดินทางใน Jeju เหมือนกันครับ เพราะว่าไม่มีรถไฟฟ้าเหมือนในเมืองใหญ่อย่าง Seoul หรือ Busan

อ่านรีวิวเก่าๆ ก็เห็นเค้าเช่ารถกันซะเป็นส่วนใหญ่

แล้วเราล่ะ ไปเที่ยวคนเดียวด้วย จะรอดไหม ทริป Jeju คนเดียวของเรา จะเป็นยังไง ตามไปดูกันเลยครับ



ทริปเกาหลีครั้งนี้เราเดินทางวันที่ 9-16 April 2016 ครับ


โดยแบ่งเป็นทริป Jeju 3 วัน 2 คืน 11-13 April 2016


เราทำรีวิวสายการบินไปเกาหลีเอาไว้ด้วย ไว้จะโพสต์จะตามมาเป็นลำตับต่อไป


จาก Seoul เดินทางโดยเครื่องบินครับ โดยเราต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน Gimpo

สะดวกสบาย เดินทางง่ายกว่าไป Incheon ครับ นั่งรถไฟฟ้า หรือ AREX มาถึงสนามบินได้เลย

ขาไปเลือกใช้บริการ Asiana Airlines (รีวิวละเอียดจะโพสทีหลัง)


นั่งเครื่องเพียงแค่ 1 ชั่วโมง ก็มาถึง Jeju แล้ว


ขั้นตอนการผ่าน Security ก็ไม่ยากอะไร เหมือนเดินทางไฟล์ท Domestic ในบ้านเรา

ไฟล์ทจาก Seoul มา Jeju มีให้เลือกเยอะมากกกกกกก หลากหลายสายการบิน ไม่ต้องกลัวไฟล์ทเต็ม


แอบส่องไปเห็นสายการบิน Jin Air ก็เพิ่งมาถึง

สนามบินบนเกาะ Jeju เล็กๆ ประมาณเชียงใหม่บ้านเรา


ลงมายัง Arrival Hall ชั้นล่าง ก็หยิบแผนที่มาไว้ให้อุ่นใจก่อน


ขอท้าวความก่อนว่าบนเกาะ Jeju มี 2 เมืองใหญ่ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ Jeju City และ Seogwipo

โดย Jeju City อยู่ตอนบน และ Seogwipo อยู่ตอนใต้ของเกาะ

เราเลือกเที่ยวที่ Jeju City เพราะเห็นว่าใกล้สนามบินมากกว่าครับ ไว้คราวหน้าค่อยไป Seogwipo

โดยที่เที่ยวบนเกาะ Jeju ค่อนข้างเยอะพอสมควร วิธีที่สะดวกจริงๆ คือต้องเช่ารถ จะได้ประหยัดเวลาและเดินทางสะดวก

แต่ถ้าใครไม่อยากเช่ารถ (เหมือนเรา) บนเกาะ Jeju ก็มีรถเมล์บริการอย่างทั่วถึง แต่อาจจะรอนานพอสมควรครับ



เมื่อออกจากประตูสนามบิน ให้เดินไปรอรถเมล์สาย 100 เพื่อเข้าไปยัง Jeju City ได้เลย ใช้เวลาจากสนามบินแค่ประมาณ 15 นาที เอง

(ไม่ได้ถ่ายรูปมานะครับ รีบขึ้นรถ คนเยอะมากกกกกกก)



ในส่วนของที่พัก เราก็เลือก Hostel ธรรมดาครับ เพราะเดินทางคนเดียว

จุดประสงค์หลักเลยคือ จะเลือกที่ๆ ใกล้สนามบินและ Bus Terminal ของ Jeju เพื่อจะได้เดินทางง่ายๆ

นั่งรถเมล์จากสนามบินมาลงฝั่งตรงข้ามที่พักได้เลย บนรถจะจอแสดงตลอด ว่าถึงป้ายไหนแล้ว



บรรยากาศของ Jeju City มาถึงก็เย็นแล้วครับ

เข้าที่พักเรียบร้อย ก็ออกไปเดินสำรวจรอบๆ ไม่กล้าไปไหนไกล กลัวหลง


ใกล้ๆ ที่พัก มีแหล่ง Hang Out ตอนกลางคืน ทั้งร้านอาหาร บาร์ ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องสำอาง และโรงหนัง


เรียกว่าเดินออกมาชิลกันได้อย่างสะดวกสบาย มีวัยรุ่นมาเดินเล่นแถวนี้กันเยอะทีเดียวครับ



ร้านกาแฟน่ารักๆ ยามค่ำคืน

ของขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของเกาะ Jeju ที่เค้าบอกว่ามาแล้วต้องกินให้ได้ ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึง


"หมูดำ หรือ Jeju Black Pork" นั่นเอง

กว่าจะสั่ง พนง รู้เรื่องเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ภาษามือล้วนๆ แต่ พนง บริการดี พยายามช่วย เอา google translate มาแปลด้วย



หน้าตาของเจ้าหมูดำ Jeju เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงมากมาย ตามสไตล์อาหารเกาหลี

รสชาติโดยรวม อร่อยดีครับ สนนราคาอยู่ที่เกือบๆ 500 บาท ราคาขึ้นอยู่น้ำหนักของเนื้อหมู


กินอิ่มแล้ว ก็ขอเวลาไปนอนเอาแรง เพราะว่าวันรุ่งขึ้น มีโปรแกรมไปเดินขึ้นเขา Hallasan ครับ



ตัดมาวันรุ่งขึ้นเลยครับ จากที่พักก็นั่งรถเมล์ไปยังท่ารถของ Jeju City ที่เค้าเรียกกันว่า Jeju Bus Terminal

โดยที่ท่ารถจะเป็นจุดเริ่มต้นของรถเมล์หลายๆ สายในการไปเที่ยวที่ต่างๆ

บรรยากาศท่ารถ เล็กๆ น่ารัก มีความวินเทจเบาๆ


ผู้ชายคนซ้ายในภาพ เตรียมไม้ค้ำไปเดินขึ้นเขาแบบพร้อมมาก ส่วนเราเหรอ หึหึหึ ตัวเปล่า 555+

สำหรับเขา Hallasan นั้น มีจุดขึ้นหลายจุดครับ เราเลือกขึ้นที่จุด Eorimok ครับ เพราะใช้เวลาเดินขึ้นเขาไม่นานมาก


ที่ท่ารถจะมีป้ายและราคาบอกไว้เสร็จสรรพ ว่าสายอะไรไปไหนบ้าง

ส่วนคนที่มีบัตร T-Money อยู่แล้ว ไปรอขึ้นรถได้เลย ถ้าไม่มีก็ไปซื้อตั๋วที่เคาท์เตอร์ได้



สายที่จะไป Eorimok Trail คือ 740 โดยสายนี้จะผ่าน Yeongsil Trail ด้วย ซึ่งจุดนี้จะใช้เวลาเดินขึ้นเขานานกว่า

อันนี้เป็นจอที่แสดงว่ารถเมล์แต่ละสาย จะมาภายในอีกกี่นาที


กลัวตกรถ ออกไปยืนรอที่ชานชาลาดีกว่า หนาวได้ใจทีเดียว


นั่งรถเมล์ออกจากตัวเมืองมาเรื่อยๆ จนผ่านทางขึ้นเขามาสักพัก ก็จะถึงจุดทางขึ้น Eorimok Trail แห่ง Mount Hallasan


ใช้เวลาเดินทางจากท่ารถประมาณ 30 นาทีครับ บนรถจะจอแสดงตลอดว่าถึงป้ายไหนแล้ว ไม่ต้องกลัวหลงครับ



มาถึงแล้ว ลงป้ายนี้นะ Eorimok Trail

มองย้อนกลับไปทางที่รถเมล์พามา เงียบเชียบมาก

ป้ายรถเมล์ฝั่งนู้น คือเอาไว้ขึ้นตอนกลับเข้าเมืองนะครับ

ความยิ่งใหญ่ของเขา Hallasan ที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO

มองจากตรงนี้ก็สวยแล้วอ่ะ

คนที่ไม่ได้มารถเมล์ ก็สามารถขับรถไปจอดบนที่ทำการอุทยานได้เลยครับ

ส่วนเราน่ะเหรอ เดินขึ้นมันตั้งแต่ตรงนี้เลยจ้า

ระหว่างทางขึ้นไปยังที่ทำการอุทยาน ก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ ท้องฟ้ายังใสอยู่


หนทางยังอีกไกล เดินไปเรื่อยๆ


นี่ยังไม่ถึงที่ทำการอุทยานนะ ยังไม่ถึงจุดเริ่มต้น Eorimok Trail เลย หึหึหึ


ใช้เวลาสักพักก็มาถึงที่ทำการอุทยาน มีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย มีร้านค้าขายของกิน รวมไปถึงห้องน้ำให้เตรียมตัว ก่อนตะลุยเขาอันสูงชัน



ถึงทางขึ้นเขาแล้ว

ป้ายข้อห้ามต่างๆ


วันที่เราไป มีคนมาเดินทาเยอะพอสมควรครับ ทั้งคนหนุ่มสาว เด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา

แต่ที่น่านับถือคือเหล่าอาจุมม่าทั้งหลาย มากันเยอะเหมือนกันครับ คุณลุงคุณป้าแข็งแรงกันมาก



บรรยากาศระหว่างทาง

ระหว่างทางเดินทางก็หยุดถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เคยเห็นในรีวิวเก่าๆ ถ้าฤดูหนาวนี่ หิมะจะขาวโพลนไปหมด


จะมีป้ายบอกเรื่อยๆ ว่าเราเดินถีงจุดไหนแล้ว


เพิ่งเดินขึ้นมาได้นิดเดียวเองง่ะ

โดยจุดสูงสุดที่ทุกคนอยากขึ้นไปสัมผัส นั่นก็คือ Baengnokdam


ทะเลสาบที่อยู่บนยอดเขา ความสูง 1950 เมตร จากระดับน้ำทะเล

แต่เราเดินไปไม่ถึงนะครับ เดินไม่ไหวจริงๆ เหนื่อยมากกกกกกก 555+



ขอยืมภาพมาจากอินเตอร์เนต

Credit - koreantimes.co.kr

อันนี้เป็นจุดที่แสดงว่าเราอยู่บนความสูงที่เท่าไหร่แล้ว จากระดับน้ำทะเล


เดินมาพักใหญ่ๆ จะก็เจอวิวแบบนี้


ท้องฟ้าใสๆ ข้างล่างกลับหายไป หมอกจางๆ และฝนและเริ่มตั้งเค้า T-T


มีน้ำจากธรรมชาติให้ดื่มได้ พร้อมกระบวยตักน้ำ และป้ายเตือนระวังงู


ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ มีน้องๆ นักเรียนยืนชมวิวอยู่


กว่าจะมาถึงจุดนี้ ขอบอกว่าเหนื่อยมาก


คหสต ผมว่าแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว ของจริงสวยกว่าในภาพ

เดินต่อไปไม่ไหวแล้ว ฝนตกลงมาเรื่อยๆ ลมแรง หมอกหนา และหนาวมากกกกกกกกกกกกกกก


สัญญากับตัวเองว่าคราวหน้าจะฟิตร่างกายมาอย่างดี จะได้ไปถึงจุด Top

เก็บบรรยากาศมาเรื่อยๆ ก่อนจะเดินลงแล้วครับ เพราะเริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวจะมืดซะก่อน


จุดนี้เป็นทางที่จะขึ้นไปต่อ แต่เราหยุดแค่นี้


หมอกอย่างหนาอ่ะ


ป้ายให้ความรู้


หมอกยังลงเรื่อยๆ


ณ จุดนี้ ขอนั่งพักก่อน ไม่ไหวแล้ว ปวดเท้ามากกกกกก


อันนี้ไปจุดที่เราขึ้นมาถึงครับ มาได้แค่นี้จริงๆ ไม่ไหวอ่ะ 555+


เดินลงแล้วครับ กลับทางเดิม


ขากลับ ก็มารอรถเมล์สาย 740 เหมือนเดิม ตรงป้ายที่บอกไว้คอมเม้นท์บน


บรรยากาศอึมครึม ฝนตกตลอดเวลา

โดยสาย 740 จะมาที่ท่ารถ Jeju Bus Terminal เหมือนเดิมนะครับ


หายเหนื่อยจากเดินขึ้นเขาแล้ว เดี๋ยวพาไปชิลริมทะเลที่ Iho Beach ต่อเลยครับ เพราะเวลาที่ Jeju มีน้อย


จากท่ารถเรากลับไปยังที่พักก่อนครับ ก่อนจะนั่งรถเมล์สาย 31 หรือ 17 จาก Jeju City ไปยังทางเข้า Iho Beach

โดยเราจะนั่งรถเมล์ไปประมาณ 15 นาที และต้องลงป้ายที่ชื่อว่า "Oguangro" บนรถเมล์มีจอแสดงบอกว่าถึงไหนเช่นเดิมครับ



เมื่อถึงป้ายรถเมล์ "Oguangro" ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอสี่แยก จากนั้นเลี้ยวขวามาเล็กน้อย จะเจอจุดในภาพนี้ครับ

แล้วก็ข้ามถนนเข้าไปยังทางเข้า Iho Beach

ป้ายทางเข้า


บรรยากาศทะเลของเกาะ Jeju ยามเย็น


ในตึกนี้มีห้องน้ำให้เข้า


มองย้อนกลับตรงจุดที่เราเข้ามาตอนแรก


น้ำทะเลใสเหมือนกันนะ

โดยจุดไฮไลท์ของ Iho Beach ที่คนนิยมมาถ่ายรูปกัน คือเจ้าม้าขาว-แดง 2 ตัวนี้


วันที่ไป ก็มีคนถ่ายรูปมากมาย ทั้งชุดแต่งงานและชุดฮันบก ก็จัดกันมาเต็ม

ม้าแดง


ม้าขาว


บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างชิลดีครับ มีรถขายขนมชูโรสด้วย


ชิลจนมืด ก็ได้เวลากลับเข้าเมืองแล้วครับ จากชายหาดก็ให้เดินย้อนกลับออกไปทางเดิม


แล้วไปรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามกับตอนขามา ตอนแรกตั้งใจรอสาย 31 หรือ 17 เหมือนตอนขามา

แต่รถไม่มาสักที รอนานมาก ยืนรอคนเดียวทั้งป้าย ก็แอบกลัว

พอดีมีรถเมล์ผ่านมา เห็นเขียนว่าไป Jeju Bus Terminal เลยขึ้นไปตั้งหลักท่ารถก่อนกลับ

ใครรอรถนานๆ แล้วไม่มา ให้ทำตามแบบผมก็ได้นะ จะได้ไม่เสียเวลา



กลับมาที่ Jeju City ต่อครับ

อย่างที่บอกไปข้างบนว่า ข้างๆ ที่พักมีโรงหนัง แบบเดิน 3 นาทีถึง เลยขอจัดสักเรื่องละกัน 555+

บรรยากาศหน้าโรงหนัง CGV

วันนั้นดู 10 Cloverfied Lane ครับ สนนราคาอยู่ที่ 9000 วอน


หนังจบเที่ยงคืน ขอไปเดินชิลบรรยากาศอีกหน่อย พรุ่งนี้กลับ Seoul แล้ว


ขนาดเที่ยงคืนแล้ว คนยังเดินไปมาอยู่เลย


ตัดมาตอนเช้าวันกลับเลยนะครับ

ขากลับก็ให้มารอรถเมล์สายเดิมกลับตอนขามา เพื่อไปสนามบินนะครับ แต่ควรเผื่อเวลาดีๆ เพราะรถเมล์รอนานมาก

เรากะเวลาพลาด ยืนรอไปค่อนข้างนานพอสมควร เลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่ไปสนามบินเลยครับ ราคาไม่แพงมาก แต่จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่



บรรยากาศ Jeju City ยามเช้า ฝนตกอีกแล้ว

ประมาณ 15 นาที ก็มาถึงสนามบิน Jeju International Airport


เตรียมขึ้นเครื่องกลับ Seoul ครับ

ขากลับเราเลือกใช้บริการของ Korean Air ไปลงสนามบิน Gimpo เหมือนเดิม

ระหว่างรอเครื่องออก ถ่ายรูปเล่นดีกว่า เจอ Air Busan จอดอยู่


จบแล้วครับ สำหรับรีวิวเที่ยวคนเดียวบนเกาะ Jeju


อาจจะไม่ได้ละเอียดมากนะครับ เพราะไปแค่ 3 วัน 2 คืน เลยเจาะมาให้ชมกัน 2 สถานที่

โดยรวมถือว่าเกาะ Jeju เดินทางสะดวกสบายกว่าที่คิด เพราะมีรถเมล์ให้บริการกันอย่างทั่วถึง แต่อาจรอนานเล็กน้อย

สถานที่ท่องเที่ยวก็ถือว่าเยอะพอสมควรเลยทีเดียว หนักไปทางธรรมชาติซะส่วนใหญ่



ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจาก Seoul ลองมอง Jeju ไว้เป็นตัวเลือกสำหรับทริปเกาหลีครั้งหน้านะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง!!!



ลากันไปด้วยภาพของตุ๊กตาหิน สัญลักษณ์ของเกาะ Jeju ที่เค้าบอกว่าจะเห็นได้ทั่วไป แต่เราไม่เจอเลยอ่ะ

อันนี้เลยถ่ายมาจากที่พักแทน 555+



ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาชม ไว้พบกันใหม่รีวิวหน้าครับ

ปล. ปกติจะรีวิวอยู่ใน Pantip นะครับ ลายน้ำที่ใส่เลยเป็น Username ใน Pantip ครับ

แต่ช่วงหลังๆ โดนเพื่อนยุให้เปิดเพจของตัวเอง ก็เลยเพิ่งสร้างเพจขึ้นมาครับ ยังไงแวะเข้าไปเยี่ยมเพจของเราได้นะครับ

www.facebook.com/TheSweetEscapeTH

ความคิดเห็น