>> J A P A N : แฟนพาเที่ยว (รีวิวเดียวจบจ้า) รีวิวโดย แฟนพาเที่ยว

ถ้าพูดว่า …..ขอเสียงคนรักญี่ปุ่นหน่อย คงมีคนไม่น้อยรีบยกมือ และส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด เพราะหลายครั้งเหลือเกินที่นุ้ยกับต้น ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่เคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ทุกคนต่างพร่ำบอกกับเราสองคนว่า ญี่ปุ่นน่ารัก ญี่ปุ่นสวย ไปแล้วต้องไปอีก … แต่ในความรู้สึกของเรามันดูไกลตัวจั

>> J A P A N : แฟนพาเที่ยว (รีวิวเดียวจบจ้า)

>> J A P A N : แฟนพาเที่ยว (รีวิวเดียวจบจ้า)




ถ้าพูดว่า …..ขอเสียงคนรักญี่ปุ่นหน่อย

คงมีคนไม่น้อยรีบยกมือ และส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด

เพราะหลายครั้งเหลือเกินที่นุ้ยกับต้น ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่เคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น

ทุกคนต่างพร่ำบอกกับเราสองคนว่า ญี่ปุ่นน่ารัก ญี่ปุ่นสวย ไปแล้วต้องไปอีก …

แต่ในความรู้สึกของเรามันดูไกลตัวจัง

เราไม่ได้เป็นสายเที่ยวต่างประเทศแบบจริงๆ จังๆ มากนัก

ไม่ใช่ไม่อยากไปนะ แต่ด้วยงบประมาณ ของเราที่ค่อนข้างจำกัด

แต่จู่ๆ ..เมื่อฤดูใบไม้ร่วงเดินทางมาถึง … การตัดสินใจไปญี่ปุ่นเกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งตัว

เกิดขึ้นแบบไม่ได้แพลนอะไรล่วงหน้า .. เกิดขึ้นแบบชวนเพื่อนไปด้วยไม่ได้ เพราะเพื่อนเตรียมตัวไม่ทัน


.แต่ทริปนี้ก็กลายเป็นทริปที่พิเศษที่สุดของเรา 2 คน…..

ช่วงเวลาดีๆ สถานที่ดีๆ ความรักดีๆ … ทำให้ครั้งแรกในเจแปน .. คือความทรงจำที่ดี

แวะไปทักทายพูดคุยกันได้ที่นี้นาจา

https://www.facebook.com/MyLifeMyTravels/





J A P A N : First Time : First Love

—————–

อย่างที่บอกว่าทริปนี้มีการเตรียมตัวน้อยมาก

เพียงแค่เห็นภาพใบไม้แดงยั่วยวน วันว่างยังมี เงินยังพอ

ตั๋วเครื่องบินราคาไม่ได้หนักหนาจนเกินรับได้ กับช่วงเวลากระชั้นชิด

รออะไรคลิกจองสิค่ะ … จองแบบเอ๋อๆ งงๆ แต่สิ่งที่เป็นตัวตัดสินใจในการเลือกคือราคา

ครั้งนี้นุ้ยจองตั๋วเครื่องบิน กับ Jetradar จองต้นเดือน บินปลายเดือน แต่ได้ราคาแบบน่ารักมาก

แนะนำให้เพื่อนๆ โหลดแอพพลิเคชั่นมาเก็บไว้เลยคะ โปรแรงๆ มาบ่อยจริงๆ

iOS App https://goo.gl/KSkgVP

Android App https://goo.gl/am2Giy

เว็บไซต์ https://goo.gl/Rwat3h



อย่างที่นุ้ยบอกว่าเหตุผลหลักในการเลือกซื้อตั๋วครั้งนี้คือราคา

และนุ้ยเจอตั๋ว 2 แบบ คือแบบบินตรง และต่อเครื่อง

แน่นอนว่าถ้าเอาราคามาเป็นเหตุผลหลัก นุ้ยเลือกแบบต่อเครื่องค่ะ

เพราะราคาไปกลับต่อคน ถูกกว่าหลายพันเลยทีเดียว

สายการบินที่เลือกรอบนี้ คือ ฮ่องกงแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบิน Full Service

เจอราคาต่อคนไปกลับไม่ถึงหมื่น จองล่วงหน้าไม่ถึงเดือน รีบกดคลิก แบบไม่รู้ตัว

จนลืมนึกไปว่า การต่อเครื่องมันจากยากมั๊ยหนอ


ต่ในรีวิวนี้นุ้ยจะพูดเกี่ยวกับการเตรียมตัวไม่เยอะเนอะ ข้อเข้าวันเดินทางและรีวิวเลย

เนื่องจากรูปโคตรเยอะ เรื่องราว ระหว่างทริปโคตรน่ารัก

เพราะฉะนั้นเราไปเข้าสู่การเดินทางวันแรกกันเลยดีกว่า

แต่สำหรับคนที่อยากรู้ข้อมูลการเตรียมตัว ก่อนเดินทาง ข้อมูลสำคัญๆ

ว่าอะไรบ้างห้ามลืม อะไรบ้างต้องรู้ ติดตามได้ที่นี้รีวิวนี้นะคะ


การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น

https://goo.gl/3lyueaนเดินทางเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ตอนเวลาตี 1.30 น.

ซึ่งจะเดินทางไปถึงโตเกียว ตอนประมาณ บ่ายโมงครึ่ง

เนื่องจากมีการพักเครื่องที่ฮ่องกงก่อน เพราะนุ้ยเดินทางด้วยสายการบิน Hong Kong Airlines

สิ่งที่กังวลที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนเครื่องนี่แหละ

เพราะเป็นครั้งแรก … ที่นุ้ยจองตั๋วแบบนี้

แต่เอานา ทริปนี้ เป็นทริปที่เหนือความคาดหมายที่สุดอยู่แล้ว



ขอเล่าเรื่องการต่อเครื่องสักนิด เผื่อหลายคนจะกังวลเหมือนนุ้ย

ตอนเราเช็คอินจะได้รับ Bording pass คนละ 2 ใบ คือจาก ไทย – ฮ่องกง และ ฮ่องกง – ญีปุ่น

เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ ไปฮ่องกง โดยประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อถึงฮ่องกงอย่าลืมเปลี่ยนเวลากันด้วยนะ

เพราะฮ่องกงเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง การจองตั๋วต่อเครื่องควรเว้นช่วงเวลาอย่าง 3-4 ชั่วโมง


เมื่อไปถึงฮ่องกง ความกังวลก็หายไปเลยคะ การต่อเครื่องไม่ยากเลยสักนิด

ให้เรามองหาป้าย Transfer เข้าไว้คะ เจอตรงไหนเดินตามไปเลย


เมื่อมาถึงแล้วจะเป็นลักษณะแบบนี้ เข้าแถวยาวไปคะ

การต่อเครื่องแบบนี้ไม่ต้องผ่าน ตม. ของฮ่องกง


เมื่อผ่านจุดนี้ไปแล้ว เราก็มองเหา Gate ที่เราจะต่อเครื่องได้เลย

เวลาเหลือได้ช้อปได้ตามสบาย….แต่อย่าช้อปเพลินนะ เดี๋ยวตกเครื่อง

และแล้ว เราก็มาถึงญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ กินบ้าง หลับบ้าง ใช้เวลานานกว่าบินตรงพอสมควร

แต่ประหยัดไปเยอะมากนุ้ยยอม

เมื่อมาถึงสนามบินนาริตะ เตรียมตัวเข้าเมืองกันได้เลย ทริปนี้ ไม่มีแพลนการเดินทางมาฝากนะคะ

เนื่องจากทุกอย่างเปลี่ยนทุกวัน ด้วยสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ และระยะเวลาในการหลง

ประมาณว่าเตรียมแผนก่อนนอนทุกคืน ว่าพรุ่งนี้จะไปไหนบ้าง เปลี่ยนกันระหว่างวันก็มี

กลับมาสู่เรื่องราวต่อ เมื่อถึงสนมบินนาริตะ นุ้ยมองหาเคาเตอร์ H I S ก่อนเลย เพื่อไปรับตั๋วๆ ต่างๆ ที่จองไว้

ผ่าน KKday เข้าไปดูวิธีการใช้ง่ายได้ที่นี้นะคะ https://goo.gl/Z9CHGE

ทำไมถึงจองไว้ .. เหตุผลง่ายๆ เลยคะจะได้ไม่เสียเวลาในการเดินหาเคาเตอร์ของแต่ละอย่าง

จุดเดียวเบ็ดเสร็จ รอบนี้นุ้ยจอง Tokyo Subway แบบ 72 ชั่วโมง / Keise Sky Line / ตั๋วเข้าดิสนีย์ซี

แต่ตั๋วเข้าดิสนีย์ซี จะส่งให้เราทางเมลล์ ปริ้นแล้วเอาไปใช้ได้เลย แต่อย่าลืมปริ้นไปนะคะ



หน้าตาบัตร Tokyo Subway และ Keise Sky Line จะเป็นแบบนี้


ใบแรกคือ Tokyo Subway ใช้สำหรับขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro และ Toei Subway lines

ทุกสายได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว

ราคาตามนี้คะ

Tokyo Subway 1-Day Ticket – Adult: 800 yen, Child: 400 yen

Tokyo Subway 2-Day Ticket – Adult: 1,200 yen, Child: 600 yen

Tokyo Subway 3-Day Ticket – Adult: 1,500 yen, Child: 750 yen

ใบที่สองคือ Keise Sky Line นุ้ยเก็บไว้ใช้วันกลับ (มีระยะเวลาในการใช้ 6 เดือนหลังจากออกบัตร)

บัตรใบนี้เราต้องใช้ในการออกตั๋วและจองที่นั่งที่ สถานี Ueno


และใบนี้นุ้ยมาซื้อที่สนามบินนาริตะ เป็นใบที่นุ้ยลืม

นั่นคือตั๋วที่ใช้นั่ง รถไฟ N'EX หรือ Narita Express เพื่อไปสถานีชินจุกุ

ราคา 3,190 เยน ซื้อได้ที่เคาเตอร์ JR


นุ้ยจองที่พักไว้แถวนั้น เพราะตอนเช้าต้องไปต่อรถบัสเพื่อไป Kawaguchiko


รถมาแล้ว ก่อนขึ้นรถดูตั๋วของเราให้ชัดเจนนะ ว่ารถเที่ยวกี่โมง เพราะเวลาจะเป๊ะมาก


รวมทั้ง ขบวนไหน ตู้ไหน ที่นั่งที่เท่าไหร่



ในขบวนรถ จะมีที่วางกระเป๋า พร้อมที่ล็อคให้เรียบร้อย


จากสนามบินนาริตะ ไปยังชินจูกุ ประมาร 1.30 ชม.


อย่างที่บอกว่าคืนนี้นอนใกล้ๆ ชินจูกุ แต่ก็ต้องนั่งรถไฟต่อออกไปอีกนิด

กว่าจะมาถึงชินจูกุ ก็มืดซะแล้ว ซึ่งที่จริงเวลาแค่ประมาณ 5 โมง แต่ที่ญี่ปุ่นมืดเร็วมาก

นุ้ยเลยตัดสินใจหาล็อคเกอร์ฝากกระเป๋า เพื่อที่จะไปหาของกิน และเดินเล่นก่อนเข้าที่พัก

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ..ความโง่…ในวันแรก

ยังไม่ทันได้ออกจากสถานที JR รีบเลยค๊า รีบหาล็อคเกอร์ แล้วจัดการฝากเสร็จสับ

ตู้ใหญ่สุดราคา 600 เยน ใส่กระเป๋าขนาด 21 นิ้วของเราได้ 2 ใบ พร้อมขาตั้งกล้องด้วย

ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าหาของกินก่อนเลย

มาแถวนี้ มีคนให้พิกัดมาว่า " น้องนุ้ยอย่าลืมไปกิน ichiran ramen นะ หรือ ราเมนข้อสอบนั่นเอง

เราก็มุ่งหน้าหาเลยจ้า แต่พอไปถึงหน้าร้านเท่านั้น

เอิ่มมม.. คิวจะยาวล้น ออกไปถึง 4 แยกแล้วจ้า

ถึงมันจะอร่อย เอาไว้ก่อนวันหลังก็ได้ ….ก็หิวแล้วอ่า

เดินไปเรื่อย ไปเจอร้านนี้ ตรง 4 แยกไหนสัก 4 แยกหนึ่ง แต่หน้าตาร้านเป็นแบบนี้

เป็นราเมนเหมือนกัน กินร้านนี้แหละ ตรงดิ่งขึ้นบันไดไปเลย

แต่ปรากฎร้านนี้มี 2 ชั้น คะคุณ ราเมนอยู่ชั้นล่าง แต่ไอ้ที่ขึ้นบันไดมาเนี๊ยะ มันขายอย่างอื่น



ขึ้นมาแล้วก็กินสิคะ จะลงไปทำไม เพราะคนที่นั่งในร้านส่วนใหญ่เป็นคนญีปุ่น และมุมที่เรานั่งวิวสวยซะด้วย



ชั้นบนนี้จะขายเป็นพวกเนื้อย่าง เบอเกอร์ อะไรประมาณนี้


จานแรกของต้น ราคา 1,436 เยน ต้นบอกอร่อยเนื้อนุ่มเชียว เสิร์ฟมาแบบกะทะร้อน



ของนุ้ยกินไก่ยาวไปคะ ก็กินเนื้อไม่ได้นี่นา มาแบบกะทะร้อนเหมือนกัน ราคา 1,026 เยน


ไก่เนื้อนุ่ม รสชาติก็โอเคอยู่ มีน้ำจิ้มให้เลือกหลายแบบ



แต่ความพิเศษของร้านนี้คือข้าวฟรี ตักไม่อั้น และจะมีพวกผักดอง ขิงดองฟรี


ชาเขียวร้อนฟรี จัดได้เลยเต็มที



กินเสร็จก็ออกไปเดินเล่น ดูเมืองดูคน


แต่โชคดีที่นุ้ยไม่ใช่สายช้อป วันแรกไม่มีร้านไหนได้เงินนุ้ยสักบาท นอกจากร้านของกิน

แม้ว่าย่านนี้จะมีร้านเด็ดๆ มากมาย



มาถึงเหตุการณ์ที่นุ้ยได้บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า จุดเริ่มต้นความโง่ของนุ้ยคือล็อคเกอร์


ประเด็นคือ นุ้ยฝากกระเป๋าตั้งแต่ยังไม่ออกจากสถานี

โดยลืมคิดว่าไปที่พักที่เราจองไว้ ไม่ได้นั่ง JR ไปนี่นาแล้วจะกลับเข้าไปเอากระเป๋ายังไงละนี่

และแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยการยอมซื้อตั๋ว JR เข้าเอากระเป๋า (โง่ปะล่ะ)

แค่วันแรก็สนุกแล้ว …. ที่เหลืออีก 7 วันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บอกเลยห้ามพลาด



หลังจากที่ได้กระเป๋ามาแล้ว


ปัญหาต่อมาคือ สถานีชินจูกุ มันใหญ่โตอะไรเบอร์นั้น

นุ้ยจะต้องนั่งรถ Keio-Shin Line เพื่อไปที่พัก เดินหานานมาก

ในที่สุดก็เจอ Keio-Shin Line นั่งไปลง Hatagaya Station ซึ่งถัดออกไปเพียง 2 สถานีเท่านั้น

และเดินต่ออีกแค่ประมาณ 3 นาที ก็ถึงที่พักเลยคะ

ที่พักชื่อ Sakura Hotel Hatagayaนุ้ยจองไปในราคา 1,733 บาท

ตอนไปถึงมันดึกมาก และตอนเช็คเอ้าท์ ก็รีบจนลืมถ่าย หน้าที่พักไว้

ลักษณะจะเป็นโรงแรม ซึ่งมีทุกสิ่งอย่าางอยู่ในห้อง ตู้เย็น ไดร์เป่าผม ชุดคลุม รองเท้า และมีห้องน้ำในตัว

ห้องค่อนข้างแคบ แต่ถือว่าดีกว่าโฮสเทลเยอะมาก และมีอาหารเช้าด้วย

ด้านล่างจะเป็นร้านอาหาร ใกล้ๆ หาของกินง่าย ร้านอาหารเยอะ และมีทั้งแฟมิลี่ และเซเว่นอยู่ใกล้ๆ

วันแรกวันของการเดินทาง จบลง



G o o d M o r n i n g …

วันนี้เป็นเช้าวันแรกที่ลืมตาตื่นในประเทศญี่ปุ่น (ดูเว่อร์ม่ะ)

ก็มันตื่นเต้นนี่นา ทุกครั้งที่ออกเดินทางไปยังสถานที่ที่เราไม่เคยไป

ที่ๆ เราคาดเดาไม่ได้ มันยิ่งตื่นเต้นทวีคูณเลยนะ

.

.

แพลนของวันนี้คือเราต้องเดินทางไป Kawaguchiko เพื่อไปทักทายกับ ฟูจิซัง

มีแต่คนบอกว่าต้องพกดวงไปเยอะๆ นะ เพราะฟูจิซัง ขี้อาย

เพื่อนบางคน ไปสองครั้ง สามาครั้งแล้วก็ไม่เจอ

ไปลุ้นเอาละกันเนอะ

แต่นุ้ยจองรถบัสไว้ตอน 10.15 น. ซึ่งตอนแรกตั้งใจจองจองรอบ 8 โมง

แต่รถเต็มซะงั้น ก็เลยต้องจองเวลาช้าออกไป

ถ้าใครจะไปแนะนำว่าต้องจองนะ เดี๋ยวนุ้ยจะใส่รายละเอียดการจองรถไว้ให้

เมื่อเวลาการเดินทางไป Kawaguchiko ถูกเลื่อนออกไป การเปลี่ยนแพลนก็เริ่มต้นขึ้น

เมื่อลองค้นเส้นทางดูพบว่า ที่พักอยู่ห่างจากสวน โยโยงิ ไม่ไกลมากนัก

นั่งรถไป 27 นาที เดินไป 30 นาที และศาลเจ้าเมจิก็อยู่ใกล้ๆ กัน

วันนี้จึงเป็นที่เราตื่นเช้ามาก เพื่อจะกลับมาให้ทันเวลารถบัส

โดยที่เราจะยังไม่เช็คเอ้าท์ เพื่อที่จะไม่ต้องลากกระเป๋าไปให้เป็นภาระ

รีบทานอาหารเช้า ซึ่งอาหารเช้าก็จะเป็นขนมปังแยม กาแฟ และซุป ทั่วไป

ทานอาหารเสร็จก็รีบออกเดินทางกันเลย


จริงๆ แล้วระยะทางการเดินประมาณ 2.4 กิโล มันไม่ได้ใกล้เลยนะ

อากาศในเช้าวันนี้ก็หนาวจนสะท้านกันเลยทีเดียว

ไม่ได้ใส่ฮีททงฮีทเทคอะไรทั้งนั้น แค่แขนยาวคอเต่า คงจะเอาอยู่

นุ้ยใช้เวลาตามที่คิดไว้ค่อนข้างเป๊ะ คือประมาณ ครึ่งชั่วโมงในการเดิน

แต่มันกลับรู้สึกแค่แปบเดียว เพราะระหว่างทางมีอะไรให้ดูเยอะแยะเต็มไปหมด

ทั้งบ้านเรือน การใช้ชีวิตของผู้คน … แตกต่างจากบ้านเราเยอะเลยทีเดียว

.

เดินไปเรื่อยๆ เมื่อรถไฟวิ่งผ่านหน้าเราไป รอยยิ้มก็เปื้อนหน้า

เมื่อนุ้ยเห็นต้นไม้ใบเหลืองๆ หรือต้นจิงโกะนั่นเอง อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

เพราะเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า นุ้ยมาถึงแล้ว


แต่…

ยังไม่ทันได้เข้าไปในสวน นุ้ยกับต้น ก็มาติดกับดักต้นจิงโกะ ที่เรียงรายอยู่ริมถนน

เช้าๆ แบบนี้ ผู้คนไม่เยอะ รถก็ยังไม่พลุกพลาน

ถ่ายรูปเล่นกันริมถนนเพลินหมดเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว


เมื่อเดินเข้าสวนมา

แอบผิดหวังเล็กๆ เพราะใบไม้ส่วนใหญ่ร่วงจนเกือบจะหมด

แต่บรรยากาศ ณ ตอนนั้น เราสองคนก็ยังมีความสุขนะ … มันคือความแปลกใหม่สำหรับเราสองคน

ใบไม้แห้งๆ แต่เราก็ยังนั่งอยู่นาน


จนเมื่อตัดสินออกเดินต่อไปเรื่อยๆ

จนได้พบความจริงว่า สวนนี้กว้างมาก ยังมีอีกหลายจุดที่ใบไม้ยังสวย

เจอเมเปิ้ลหลายสีเลย เหลือง แดง ส้ม ชมพู ปนเขียวบ้างนะบางจุด

แอบสังเกตุเห็นชายคนนึง นั่งอยู่จุดนี้นานมาก

นั่งก่อนที่นุ้ยจะมาถึง .. จนกระทั้งเดินกลับ เขาก็ยังนั่งอยู่

เขากำลังคิดอะไรนะ …

เดินต่อไปอีกเรื่อยๆ คราวนี้เจอสวนจิงโกะขนาดใหญ่เลย

นุ้ยรีบวิ่งเข้าไปเหมือนเด็กที่กำลังดีใจ เมื่อเห็นของเล่น

ใบจิงโกะร่วงหลนเต็มพื้น

ทำให้พื้นทั้งหมดกลายเป็นสีเหลือง … สวยมากจนแทบไม่อยากกลับเลยทีเดียว

และเมื่อรู้สึกตัวเองอีกที … นุ้ยหันหน้าไปบอกต้น

ด้วยน้ำเสียงค่อยๆ >> เราคงไปศาลเจ้าเมจิไม่ทันแล้ว

และเราต้องกลับกันแล้วหล่ะ ไม่งั้นตกรถแน่ๆ

หลังจากนั้นก็เร่งสปีทการเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด


จนในที่สุดเราก็มาทันเวลา

การเดินทางไปคาวากูจิโกะ ไปได้ทั้งรสบัส และรถไฟ ถ้าคนที่ซื้อ pass JR นั่งรถไฟจะคุ้มมาก

แต่สำหรับนุ้ยไม่ได้ซื้อพาส การนั่งรถบัส (Highway Bus) เป็นอะไรที่สะดวกมาก และประหยัดกว่า

โดยใช้เวลาในการเดินทางใกล้เคียงกัน

ค่าโดยสารต่อเที่ยว คนละ 1,750 เยน เด็ก 800 เยน

สถานที่ขึ้นรถ คือ ชั้น 4 Shinjuku Expressway Bus Terminal

(อยู่ตรงข้ามทางออกฝั่งทิศใต้ของสถานีรถไฟ Shinjuku)


การซื้อตั๋วเราทำได้ 2 วิธี

1. จองตั๋วล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ (จองล่วงหน้าได้ 30 วัน)

แล้วไปแลกตั๋วพร้อมชำระเงินที่ชั้น 4 ของ Shinjuku Expressway Bus Terminal

2. ซื้อตั๋วที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ หรือ

เคาท์เตอร์จำหน่ายตั๋วที่ชั้น 4 ของ Shinjuku Expressway Bus Terminal

สำหรับนุ้ย นุ้ยจองไปล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์คะ ที่เว็บไซต์นี้ https://goo.gl/NDrpfc

นุ้ยจองไว้ทั้งวันไปและวันกลับ เพื่อความสะดวก และเป็นการควบคุมเวลาได้ดี

เพราะการไปซื้อหน้าเคาเตอร์..เสี่ยงกับเรื่องเวลา เพราะรอบที่เราต้องการอาจจะเต็ม

อย่างของนุ้ย แม้จะจองล่วงหน้ารอบที่ต้องการยังเต็มเลย

กรณีที่เราจองล่วงหน้ามาแล้ว ปริ้นเอกสารยืนยันการจองมาด้วยนะคะ แล้วมุ่งหน้าไปยัง

ชั้น 4 Shinjuku Expressway Bus Terminal เคาเตอร์เบอร์ 5 ได้เลย แล้วนำเอกสารยื่นให้ จนท.

ก่อนออกตั๋ว จนท. จะสอบถามความถูกต้องของการจองอีกครั้งว่า ถูกต้องมั๊ย

การจองล่วงหน้าเราต้องมาจ่ายเงินหน้าเคาเตอร์หน้าตอนรับตั๋วเลย จนท. จะออกตั๋วให้เราทั้งไปและกลับ


ใบนี้คือเอกสารการจองที่ปริ้นมา


ได้ตั๋วมาแล้ว ทั้งไป และกลับ ในตั๋วจะระบุเลขรถ เลขที่นั่ง และเวลาไว้

อย่าลืมว่าเวลาสำคัญ เพราะที่นั่นค่อนข้างเป๊ะ ถ้าไม่มั่นใจ ให้ถามนะคะว่าใช้รถที่เราจะไปหรือเปล่า


ระหว่างรอก็กิน กิน และก็ กิน ขนมชิ้นละ 280 เยน แซนวิชชิ้นละ 680 เยน

รสชาติธรรมดาสุดๆ แต่แก้อาการหิวได้ดีเว่อร์


นี่คือบรรยากาศในรถบัสคะ


เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง 45 นาที เราก็เดินทางมาถึงสถานีคาวากูจิโกะแล้ว

มาถึงปุ๊บ สิ่งที่ทำคือนุ้ยเดินไปที่พักเลยค่ะ เพราะอยู่ห่างจากสถานีนิดเดียวเดินประมาณ 5 นาที

เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บ เป็นการประหยัดค่าฝากกระเป๋า ไปอีก 600 เยน

บอกชื่อที่พักไว้ก่อนละกัน ที่พักชื่อ เกสต์เฮาส์ ออเรนจ์ เคบิน

หลังจากฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว นุ้ยเดินกลับมาที่สถานี

เพื่อที่จะไปซื้อ Retro R coupon เที่ยวรอบๆ ทะเลสาป คาวากูจิโกะ

เป็นรถที่จะวิ่งรอบทะเลสาปคาวากูจิโกะ มีจุดจอดด้วยกันทั้งหมด 22 ป้าย

สามารถขอตารางเวลาได้จาก Tourist Information Center ค่ะ

มีหลายแบบหลายราคา แต่ของนุ้ยซื้อแบบ 2,360 เยน ซึ่งเป็นตั๋วที่จะพาเราเที่ยวรอบๆ ทะเลสาป

สามารถใช้บริการรถ retro bus รอบ Kawaguchi lake แบบ unlimited ในเวลาสองวัน

+ ขึ้น Kachi kachi ropeway กระเช้าชมวิว 1 เที่ยว + ล่องเรือใน Kawaguchi lake 1 รอบค่ะ

**retro bus จะเริ่มจากสถานีที่ 1 ไปถึง 22 และจะกลับจาก 22 ไป 1 นะค่ะ คือขับไป แล้วขับกลับ ไม่ได้เป็นวงกลมนะ

ตอนซื้อ จนท . ก็ทักเราแล้วนะว่าพรุ่งนี้หิมะตกนะ ให้ซื้อแบบแบบนั่งรถอย่างเดียวก็พอ 1,200 เยน

แต่เราก็ดื้อเนอะ แล้วก็ลืมมองรอบตัวเลยว่า วันนี้เรายังไม่เห็นฟูจิเลย

จะขึ้นกระเช้าเพื่อ… จะล่องเรือเพื่อ …


จะได้บัตรมา 3 ใบแบบนี้

แต่ละใบใช้ต่างกัน คือ กระเช้า นั่งเรือ และนั่งรถ


การรอรถนานพอสมควร เพราะวันที่นุ้ยไปคนค่อนข้างเยอะมาก เข้าคิวยาวไปค่ะ

พักใหญ่ เราก็ได้ขึ้นรถ ป้ายแรกเราลงคือป้าย 11 เพื่อขึ้นกระเช้า

วิวรอบด้านสวยมาก

แต่ … ฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอก และไม่เห็นแม้เงาของฟูจิ


ในเมื่อไม่เห็นฟูจิ ก็นั่งกินขนมแทนละกัน

ได้ดังโงะ กับชาเขียวร้อน มา 1 ชุด ราคา 400 เยน

ดังโงะย่างราดซอสหอมอร่อยมาก แต่ที่เด็ดคือชาเขียวร้อน เพราะตอนนั้นอากาศมันหนาวมาก

ได้ชาร้อนเข้าไป ฟินเลย


ขึ้นจากเรือมาเติมพลังด้วยไอศครีม ราคาโคนละ 320 เยน

แอบคิดในใจไอติมที่นี้แพงไปไหนโคนละเป็นร้อย แต่ก็กินเกือบทุกวันนะ

หอมและอร่อยดี ยืนกินระหว่างรอรถ


สถานีต่อไปคือ สถานี 18 เราตั้งใจจะไปดูอุโมงค์ใบไม้แดง

เป็นไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเลยนะ เพราะมันสวยมาก

แต่พอลงจากรถปุ๊บ เห็นตลาด หรืองาน หรืออะไรไม่รู้ รู้แค่ว่า มีของกิน

เดินดุ่มๆ เข้าไป ลืมใบไม้แดง ไปชั่วขณะ


ทริปนี้กลายเป็นทริปกินไปโดยไม่รู้ตัว

มาถึงญีปุ่นก็ต้องกินทาโกยากิ จริงป่ะ จะได้รู้ว่าที่กินๆ กันที่บ้านเราเนี๊ยะ รสชาติเหมือนกันมั๊ย

ราคา 350 เยน ก็อร่อยดีนะ


เจอกองไฟก็มายืนผิงกันสักหน่อยเป็นการเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย

และในที่สุด สมองส่วนที่ลึกที่สุดก็มาสะกิดบอกว่า

..เธอ เธอยังไม่ได้ไปอุโมงค์ใบไม้แดงเลยนะ


ไปซะเกือบมืดเลย ผู้คนมหาศาลมาก ยิ่งมืดคนยิ่งเยอะ



ก็ถ่ายรูปเล่นกันไปเรื่อยๆ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะมาถ่ายอีกรอบ



แต่แปลกยิ่งมืดยิ่งสวย มีการประดับไฟบริเวณรอบๆ ด้วย



และวันนี้ก็หมดลง ได้เที่ยวแค่ 2 สถานีเท่านั้น

มืดแล้วทำอะไรไม่ได้นอกจากกิน …..

มาเจอหอยเชลล์ยักษ์ ไม้ละ 400 เยน อร่อยที่สุดใน 3 โลก

เนื้อแน่นหวาน และซอสเด็ดดวงมาก ขายอยู่ในตลาดที่นุ้ยแวะซื้อทาโกยากิ ก่อนไปอุโมงค์


ของต้นเป็นเนื้ออะไรสักอย่าง เสียบไม้ย่าง ราคา 400 เยนเท่ากัน

ต้นบอกอร่อยมาก นุ่ม กว่าที่กินร้านเมื่อคืน

ยืนกินกันรอบกองไฟ อากาศหนาวๆ ฟินสุดๆ


แต่การกินยังไม่จบลง เรานั่งรถกลับมาที่สถานีคาวากูจิโกะ เพื่อกลับที่พัก

อากาศหนาวๆ แบบนี้ต้องราเมนเท่านั้น หลังจากที่พลาดจากเมื่อคืน

ร้านนี้จะอยู่ในซอยตรงกันข้ามกับสถานีคาวากูจิโกะ เดินตรงเข้าไป ประมาณ 300 เมตร ร้านจะอยู่ซ้ายมือ

เหตุผลของการกินร้านนี้คือ อยู่ใกล้กับที่พักนุ้ยนั่นเอง


ราเมนของนุ้ยชามละ 800 เยน น้ำซุปอร่อยมาก ร้อนๆ ฟินมาก


ของต้นเป็นข้าวหน้าเนื้อ ต้นบอกรสชาติคล้ายๆ แกงกะหรี่ จานนี้จะเสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดด้วย

ราคา 1,000 เยน อร่อยหรือเปล่าไม่รู้ นางฟาดเรียบไม่เหลือ


เวลาของความสนุกในวันแรกหมดลง เดินกลับที่พักกับอากาศที่หนาวสะท้าน

ครั้งแรกที่ต้องมาเดินอยู่ริมถนนในวันที่อากาศติดลบแบบนี้

เดินกลับมาถึงที่พักเคาเตอร์ปิดแล้ว แต่ตอนเรามาฝากกระเป๋า คนดูแลที่พัก

ได้ให้กุญแจห้องเราไว้แล้ว พร้อมกับแนะนำโน่นนี่นั้นไว้ครบถ้วน เพียงแค่ยังเช็คอินไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา

แต่ทางที่พักได้นำกระเป๋าเราไปเก็บไว้ในห้องให้เราเรียบร้อย

กลับมาถึงก็เข้าห้องได้เลย นุ้ยพักที่ เกสต์เฮาส์ ออเรนจ์ เคบิน (Guest House Orange Cabin )

ราคาคืนละ 3,164 บาท เป็นราคาที่ปาดเหงื่อเลยทีเดียว

แต่เป็นราคาที่นุ้ยคิดว่าดีที่สุดสำหรับการจองแบบกระชั้นชิดแล้ว

เพราะนุ้ยมีข้อจำกัดว่าต้องใกล้สถานี ตอนแรกอยากเลือกแบบที่เห็นวิวฟูจิ แต่ราคากระอักเลือดเลยทีเดียว

เพราะที่พักส่วนใหญ่ถูกจองไปเกือบหมดที่เหลือ มีเพียง 1-2 หมื่น คือรับไม่ไหวจริง

และถ้าหากจองมาราคานั้น แล้วไม่เห็นฟูจิ … รับรองร้องไห้แน่ๆ


มาดูห้องพักกัน ห้องพักเป็นแบบญีปุน มีเสือทาทามิ ห้องนี้สามารถนอนได้ 3 คน

แต่นุ้ยจองมาสำหรับ 2 คน ราคาจะต่างกันประมาณ 1 พันบาท

ห้องไม่ได้กว้างมากนัก แต่ก็ไม่ได้อึดอัด


มีราว และไม้แขวนเตรียมไว้ด้วย



ห้องพักจะอยู่ชั้น 2 ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวม

ชั้น 2 จะมีห้องน้ำ แยกชายหญิง อย่างละ 1 ห้อง

ชั้น 1 จะมีห้องน้ำ แยกชายหญิง อย่างละ 1 ห้อง (ไม่แน่ใจ..เริ่มลืม) และห้องอาบน้ำจำนวน 3 ห้อง


มีพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างมาก มีทุกสิ่งอย่าง เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน ไมโครเวฟ

เครื่องปิ้งขนมปัง จานชามถ้วยช้อน ครบ และยังมีทีวีด้วย

มีตู้กดเครื่องดื่ม แต่ในห้องจะไม่มีน้ำเตียมไว้ให้นะคะ

.

.

สำหรับนุ้ยเป็นที่พักที่โอเคมาก แม้ราคาจะสูงหน่อย แต่จะว่าไป มันก็สูงๆ ทั้งนั้นในย่านนี้

ทุกจุดสะอาดมาก ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องส่วนกลาง คนดูแลพูดอังกฤษได้

และของใช้ในห้องส่วนกลางเตียมไว้พร้อมมาก ที่สำคัญใกล้สถานีมากๆ เป็นทางเลือกทีดีเลย

ค่ำคืนที่สองในญี่ปุ่นได้ผ่านไป

ก่อนเข้านอน..สิ่งที่เราสองคนคุยกันคือเรื่องหิมะจะตกในรุ่งขึ้น

สำหรับคนอื่นเราไม่รู้นะว่ารู้สึกอย่างไร แต่สำหรับเราสองคน คือความตื่นเต้น

ตื่นเต้นมาก ถึงขึ้นนอนไม่หลับ รู้สึกตัวกันเป็นระยะ เพื่อเปิดหน้าต่างออกดูว่าหิมะตกจริงมั๊ย ตกหรือยัง

พยากรณ์อากาศจะแม่นขนาดนั้นเลยเหรอ และแล้วได้หลับตาลงแบบสนิท ก็ตอนที่ ใกล้สว่าง

เมื่อรู้แล้วว่า หิมะตกจริงๆ

.

.

เราตื่นกันเช้ามาก เพื่ออาบน้ำแต่งตัว รอให้ฟ้าสว่างอีกหน่อย แล้วจะออกไปเดินเล่นกับหิมะ

มองย้อนกลับไปยังที่พักของเรา


มันคือความสุขของการเดินทาง ประสบการณ์ใหม่ที่เราได้พบเจอเป็นครั้งแรก

แม้อากาศจะหนาวขนาดไหน แม้บนท้องถนนจะไม่มีใครเลยสักคน

เราก็ไม่หวั่นที่จะเดินออกไป ……


แต่การที่หิมะตก ทำให้แพลนในวันนี้ล่มแบบไม่เป็นท่าอีกแล้ว

แพลนทุกอย่างถูกเปลี่ยน ตามเดิมคือจะเที่ยวรอบทะเสสาป แล้วไป Chureito Pagoda

ก่อนที่จะเดินทางไป Oshino Hakkai แต่เมื่อเจอหิมะ ทุกอย่างดูช้าลง

และการไปเจดีย์แดง ก็จะไม่เห็นฟูจิ เราจึงเปลี่ยนแผนไป Oshino Hakkai เลย

.

.

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการหลงอีกครั้ง


เรากลับมาขึ้นรถบัสที่สถานีคาวากูจิโกะ เหมือนเดิม บรรยากาศวันนี้ต่างจากเมื่อวานมากมาย

แต่มันเป็นภาพที่สวยมาก เป็นภาพที่แปลกตาออกไป


พอเริ่มสายหน่อย ผู้คนก็เริ่มออกมาให้เห็น แม้หิมะจะตกหนัก

แต่ทุกคนก็ไม่หวั่น .. ยังคงออกไปเที่ยวกันเหมือนเดิม


การเดินทางไป Oshino Hakkai เราต้องไปขึ้นรถที่สถานีคาวากูจิโกะ

ให้ไปขึ้นรถที่ป้ายที่ 6 ดูตารางเวลาให้ดีนะคะ เพราะบางคันจะไม่แวะที่ Oshino Hakkai


เวลาในตารางค่อนข้างเป๊ะทั้งจุดที่ออกรถ และปลายทาง

วันที่นุ้ยไปคนแน่นรถมาก ยืนเบียดกัน พร้อมทั้งกระเป๋าเดินทางที่เยอะมาก

และปรากฎว่า นุ้ยนั่งรถเลยป้ายไปไกลพอควร กว่าจะรู้ตัว แต่จะลงระหว่างทางก็ลงไม่ได้

เพราะมองไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่ป่ากับหิมะที่ขาวโพลน

และในที่สุดเราก็นั่งไปจนถึงปลายทาง จากระยะเวลา แค่ 20 กว่านาที กลายเป็น 2 ชั่วโมง นั่งรถไปปลายทาง

และต้องนั่งกลับมา เวลาก็หมดไป เงินค่ารถก็หมดไป จะเดินไปถามคนขับก็ไม่ได้ เพราะคนเยอะเหลือเกิน

บทเรียนที่ 2 สำหรับการเที่ยวสองคน เม้าท์เพลินลืมป้ายจ้า

เอาตารางเวลามาฝาก ภาพแรกเป็นขาไป ภาพที่สองเป็นขากลับนะคะ



และเมื่อเรากลับมาถึงที่หมูบ้าน oshino hakkai หิมะได้หยุดตกแล้ว

เชื่อหรือยังว่าหลงไปนานมาก ไกลจริง ๆ

และนี่คือที่พักของเรา ถึงที่พักทรุดตัวลงนั่ง แบบเหนื่อยมาก กับการนั่งหลงไปสถานีสุดท้าย

เวลาในการเที่ยวหมดไป ตั้งหลายชั่วโมง

.

.

ที่พักคืนนี้ชื่อว่า Lake Oshino ราคาคืนละ 2,703 บาท ไม่รวมอาหารนะคะ

ที่พัก อยู่ติดกับหมู่บ้านเลยคะ เดินนิดเดียว ซึ่งจริงๆ ถ้าออกทางหลังบ้านนี่ใช้เลย


ห้องของเราจะเป็นแบบนี้

ตอนมาเช็คอิน ทางที่พักจะนำกาน้ำร้อน ชาเขียว และขนมมาเสิร์ฟให้ด้วย ชอบๆ นุ้ยเก็บไว้ทานได้ทั้งคืนเลย

อากาศหนาวๆ จิบชาร้อนๆ เข้ากั๊น เข้ากัน

ชุดเครื่องนอนต่างๆ จะเก็บไว้ในตู้เรียบร้อย และชอบที่มีโต๊ะโคทัตสึ ให้อารมณ์ญี่ปุ่นสุดๆ

ตอนกลับมาจากข้างนอกหนาวๆ นุ้ยวิ่งเข้าไปนั่ง แทบจะมุดตัวเข้าไปเลยทีเดียว


เราเข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านกันคะ

โอชิโนะฮักไกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ประกอบด้วยบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 8 บ่อ

ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko) กับทะเลสาบยามานาคาโกะ(Lake Yamanakako)

ซึ่งเป็นพื้นที่เก่าของทะเลสาบแห่งที่ 6 ที่แห้งขอดไปเมื่อ หลายร้อยปีก่อน

เหลือเป็นบ่อน้ำทั้งหมด 8 บ่อ เป็นน้ำที่ไหลมาจากฟูจิซัง น้ำที่ละลายจากหิมะ แล้วไหลมาเข้ามาที่หมู่บ้าน

อีกชื่อหนึ่งที่เรียกันคือ หมู่บ้านน้ำใส และน้ำใสมากจริง และบ่อหลังบ้านพักมี 1 บ่อ เป็นบ่อที่ 6

จากหมู่บ้านเราสามารถมองเห็นฟูจิซังได้ชัดเจนมาก แต่วันนี้ ฟูจิซัง ยังคงอายที่จะเจอเรา


น้ำใสสมชื่อมากๆ เพราะน้ำทุกบ่อ ใสมาก ไม่ว่าบ่อจะลึกขนาดไหน เราก็สามารถมองเห็นก้นบ่อได้



บ้านเรือนในหมูบ้านก็เป็นรูปแบบโบราณ

ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้เจอภาพหมู่บ้านโบราณที่หิมะท่วมขนาดนี้

แต่เป็นภาพที่สวยมากๆ


ถ้าจำไม่ผิดบ่อนี้เป็นบ่อที่ 4



เดินเล่นกันต่อ



จะมีร้านค้าที่ขายของฝากของที่ระลึก รวมถึงอาหารด้วย

วันนี้เป็นวันที่หิมะตกหนัก ทำให้ร้านรวงอื่นๆ ปิดกันหมดทุกร้าน

เหลือเพียงแค่ร้านนี้ร้านเดียว เพราะเป็นเหมือนศูนย์กลางของหมู่บ้าน


เจ้านี้คืออะไรไม่รู้แต่คล้ายลูกชิ้นปลา ไม้ใหญ่ๆ ราคา 370 เยน คนขายพูดไทยได้ด้วย

ซึ้อมา 2 ไม้ แบบชีสอร่อยมาก แต่แบบที่ผสมขิงกินแล้วแปลกๆ แต่ก็กินหมดนะ


ตกกลางคืน หมู่บ้านแห่งนี้สวยมาก สวยจนนุ้ยไม่รู้จะบรรยายยังไง

และเป็นค่ำคืนที่หนาว และเหงามาก เพราะไม่มีใครเลย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะมาแบบวันเดย์ทริป

มืดปุ๊บกลับกันหมด ทั้งหมู่บ้านมีเราเดินเล่นกันอยู่ 2 คน


คืนนี้เป็นคืนที่อากาศหนาวที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต คือ -7 องศา

เป็นอีกคืนที่มีความสุขและบันทึกเรื่องราวมากมายไว้ในความทรงจำ ทั้งตื่นเต้นกับหิมะแรก

สนุกกับการลองกินหิมะ ประทับใจกับความสวยของหมู่บ้าน และขำตัวเองที่นั่งรถหลงไปไกลได้ขนาดนั้น

วันนี้ครบทุกรสแล้วสินะ … แต่เราก็ยังแอบคาดหวังว่า พรุ่งนี้จะได้เจอกับฟูจิซัง

และเป็นอีกคืนที่เราเปิดหน้าต่างบ่อยบมา ลุ้นว่าคืนนี้ฟ้าจะใส พรุ่งนี้ฟ้าจะเปิดหรือไม่


กริ๊งงงงงง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น

นุ้ยกับตนสะดุ้งตัวตื่น พร้อมวิ่งไปที่หน้าต่างอย่างรวดเร็ว เหมือนโดนป้อนคำสั่งไว้

และแล้วสิ่งที่เราคาดหวังก็เป็นจริง …เช้านี้ฟูจิซังออกมาทักทายเราแล้ว และฟ้าก็ดูท่าจะสดใสซะด้วย


โมเม้นหวานๆ ก็มีบ้าง



หลังจากอาบน้ำอาบท่า ถ่ายรูปเล่นในหมู่บ้านอีกพักใหญ่

เราก็ออกมายืนรอรถเพื่อกลับไปที่คาวากูจิโกะ ครั้งนี้มั่นใจว่า ไม่หลงแน่

ดูตารางมาแน่นอน

ขณะยืนรอรถ ดูอุณหภูมิซะก่อน สะท้านสุดๆ


และแล้วรถก็มาตรงเวลา …. แต่ปรากฎว่า

เราลืมมองว่า จะมีรถมาพร้อมกัน 2 คัน คันแรกไปไม่ถึงคาวากูจิโกะ คันที่สองไปถึง

แต่เมื่อคันแรกจอดปุ๊บเรารีบวิ่งขึ้นรถเลยค๊า ตอนใกล้จะถึงปลายทาง เราหยิบตารางเวลามานั่งดู

ถึงขั้นเอามือกุมขมับ … พูดออกมาเสียงดังพอที่ต้นจะได้ยิน …เอาอีกแล้วกรู ขึ้นรถผิดคัน

ซึ่งรถคันที่เรานั่งจะไปส่งแค่สถานี Mr.Fuji โอเคไม่เป็นไรใกล้กันนั่งรถต่อแค่แปบเดียว เดี๋ยวก็ถึง

.

.

แต่เรื่องมันยังไม่จบ เมื่อจู่ๆ ต้นคิดขึ้นมาได้ว่า … ลืมขาตั้งกล้องไว้ในรสบัส

นุ้ยสูดลมหายใจเข้า พร้อมถอนหายใจออก … ให้มันได้สักเรื่องสินะ

แต่เราได้ยินมาว่าญีปุ่่นของหายจะได้คืน …. นี่เราลืมของก็อาจจะได้คืนก็ได้


เมื่อมาถึงสถานีคาวากูจิโกะ สิ่งแรกที่เราทำคือรีบไปเปลี่ยนเวลารถบัสที่จองไว้เพื่อกลับเข้าโตเกียว

ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะเปลี่ยนได้มั๊ย ถ้าได้ก็โอเค ถ้าไม่ได้ก็ทิ้งขาตั้งกล้องไป

สรุปว่าเปลี่ยนได้ แต่น่าจะเปลี่ยนได้แค่รอบเดียว เพราะเขาจะมีใบอะไรสักอย่างติดมากับตั๋วด้วย

หลังจากนั้นนุ้ยก็ไปติดต่อที่ Tourist Information Center แล้วเล่าเหตุการณ์ เผื่อเขาช่วยได้

และโชคดีที่ตารางรถของญีปุ่นค่อนข้างชัดเจน เราจึงบอกได้ว่ามารถคันไหนจากไหน เวลาเท่าไหร่

ทาง จนท. จึงโทรไปสอบถามยังรถดังกล่าวให้ และดีใจมากเพราะเราจะได้ขาตั้งกล้องคืน

เพราะรถคันดังกล่าว จะมีรอบที่ต้องขับวนเข้ามาที่สถานีคาวากูจิโกะตอนบ่ายสอง

ขอบคุณมากๆนะค่ะ … และขอโทษที่ทำให้วุ่นวายไปกับเราสองคน

มีเวลาที่ต้องรอหลายชั่วโมง เราก็เลยอาศัยช่วงเวลานั้นเที่ยวต่อซะแล้ว แต่ก็ต้องเติมพลังกันก่อนสักหน่อย

มื้อนี้เรากินร้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถานีเลย



ภายในร้านจะเป็นแบบนี้ เป็นร้านที่คนเยอะมาก อาจะเป็นเพราะทำเลดี



นี่คือเมนูเด็ดของร้าน Hotto มาเป็นหม้อเลยจ้า เป็นเส้นใหญ่ ๆ ต้มกับผัก น้ำซุปข้นๆ จืดๆ หน่อย

สำหรับหม้อนี้นุ้ยเฉยๆ ชอบแค่ตอนซดน้ำมันรู้สึกอุ่นๆ ดี


ต้นสั่งซาซิมิ เนื้อม้ามาลองทานดู



หลังจากทานอิ่ม เราเริ่มดึงโปรแกรมของเมื่อวานมาใส่วันนี้ซะเลย

คือไป Chureito Pagoda (เจดีย์แดง 5 ชั้นที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ)

การเดินทาง เราจะต้องนั่งรถไฟสาย Fujikyu railwayไปลงที่สถานี Shimoyoshida ค่ะ

ค่ารถไฟคนละ 300 เยน จะซื้อที่เคาเตอร์ก็ได้ หรือจะซื้อที่ตู้อัตโนมัติก็ได้ค่ะ

นุ้ยซื้อที่ตู้นี่แหละ


นั่งรถไฟไม่นานัก ก็มาถึงสถานี Shimoyoshida แล้ว

ให้เราเดินออกจากสถานี แล้วเลี้ยวขวา แล้วเดินไปตามทางไปเรื่อย ไม่ต้องกลัวหลง เพราะมีป้ายบอกทางตลอดเลย


ใช้เวลาในการเดินมาถึงทางขึ้นแค่ประมาณ 10 นาทีคะ แต่การเดินขึ้นบันได 4 ร้อยกว่าขั้นนี่สิ


เห้อ !!!! สู้โว๊ย

ทางขึ้นจะเป็นลักษณะแบบนี้นะคะ สวยมาก นุ้ยชอบเสาโคมไฟอะ มันดูมีเสน่ห์



เดินมาสักพักก็จะมาเจอลานโล่งๆ และมีศาลเจ้าด้วย


แต่ยังไม่ถึงเจดีย์แดงนะ ยังต้องเดินต่ออีกหน่อย

แต่มุมนี้ก็เห็นฟูจิซังนะ


นี่ก็สวย ภาพนี้ทำเอาเกือบลืมว่าอยู่ญี่ปุ่น นุ้ยว่ามันมีความยุโรปอยู่ในตัว


ในที่สุดความพยายามของเราก็สำเร็จ

ด้านบนนี้สวยมาก …แต่ฟูจิโดนเมฆบัง อยากจิร้องไห้ นั่งรอพักใหญ่ เมฆก็ไม่ยอมไปไหนสักที

จนในที่เราก็ต้องกลับ เพราะกลัวจะตกรถ


กลับมาขึ้นรถกลับที่สถานีเหมือนเดิม


เมื่อกลับถึงคาวากูจิโกะ ก็รีบไปรับขาตั้งกล้องที่ลืมไว้ รีบไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้

แล้วไปขึ้นรถบัสทันที ซึ่งรถบัสจะจอดอยู่ที่ป้ายที่ 3

ดูเวลา ที่นั่งให้ถูกต้องนะค่ะ รถบัสจะพาเราไปส่งที่ ชินจูกุเหมือนเดิม


เมื่อกลับเข้ามาถึงโตเกียว วันนี้จะเป็นวันแรกที่จะได้เริ่มใช้บัตร Tokyo Subway


ซึ่งเราจะสามารถใช้ได้ 72 ชั่วโมง คือ 3 วันติดต่อกัน โดยเริ่มนับจากครั้งแรกที่ใช้บัตรนะคะ

ครั้งแรกที่เราใช้บัตรให้สังเกตุว่าจะมีเวลาบอกกำกับไว้

เดินทางไปที่พักก่อนเลย เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บ นุ้ยพักที่ โรงแรมแกงการู ไซด์ บี

นุ้ยจองที่นี้ไว้ 3 คืน รวมราคา 6,316 บาท

การเดินทางก็ นั่ง Tokyo Metro ลงสถานี Minami-Senju ทางออก 1 แล้วข้ามสะพานลอยคะ

เดินตรงไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที หาไม่ยาก หน้าซอยจะมีร้านมินิมาร์ท


จะมีพนักงานช่วง 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม เช็คอินได้ตอน 4 โมงเย็น


มี 3 ชั้น จะมีห้องน้ำทุกชั้น แบ่งหญิงชาย แต่จะมีห้องอาบน้ำแค่ 2 ห้อง ที่ชั้น 2

โดยรวมแล้วสะอาด และสะดวกดีคะ แต่ห้องแคบมาก ผ้าขนหนูมีเตรียมไว้ให้แค่ผืนเล็ก

ในห้องมีทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าผม และแต่ละชั้นจะมีไมโครเวฟ และกระติกน้ำร้อนเตรียมไว้ให้


หลังจากพักเก็บข้าวของและพักเหนื่อยกันแปบนึงค่ำคืนก็เป็นของเราสินะ


ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะไปไหนดี เพราะแผนล่ม เปลี่ยนใหม่ทุกวัน

จึงสรุปกันได้ว่า ไป Ueno ละกัน เพราะใกล้มากนั่งรถไฟสถานีเดียวก็ถึง

การเดินทาง

Tokyo Metro สาย H-Hibiya Line (สีเทา) ลงสถานี H17-Ueno

สาย Ginza Line (สายสีส้ม) ลงสถานี UENO (G16)

Toei Line สาย E-Oedo Line (สีชมพู) ลงสถานี Ueno-okachimachi(E09)

ลงจากรถไฟก็เหมือนเจอโลกอีกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อวาน และเมื่อเช้าเหลือเกิน

นี่คือมหานครโตเกียว มีทั้งแสงสีและความคึกคัก เต็มไปด้วยร้านรวง และผู้คน


ถ้าดูจากรูปร่างแล้วจะรู้ว่านุ้ยไม่ใช้สายช้อป แต่เป็นสายกินของแท้และแน่นอน


และที่สำคัญไม่กินตามรอย หรือร้านดังด้วย อยากกินร้านไหน ก็เข้าไปเลย เพราะขี้เกียจเดินหาจริงๆ

บางทีเดินหาแล้ว ยังต้องรอคิวนานมาก

และแล้วเราก็มาได้ร้านนี้ อ่านชื่อไม่บอก รู้แค่ว่าซูชิสายพาน 100 เยน

แต่เข้าร้านไปจริงๆ หา 100 เยนไม่เจอสักจาน


มันก็อร่อยดีนะ ตรงที่นั่งจะมีผงชาเขียว และก็อกน้ำร้อนให้เรา กดได้ตลอด

สำหรับร้านนี้กินแบบเบาๆ 2 คน 6 จาน หมดไป 1,520 เยน


ไปเดินเล่นต่อกันเรื่อยๆ กลับเข้ามาในโตเกียว อากาศไม่ได้หนาวมาก


แต่ก็หนาวกว่าบ้านเราเยอะเลยทีเดียว แต่บรรยากาศแบบนี้เดินเล่นสนุกเลยหล่ะ


และมาปิดท้ายกับคืนนี้กันด้วยเครื่องดื่มที่จะทำให้ร่างกายอุ่น เบียร์นั่นเอง


เห้ย!! ไม่ใช่ จะพาไปกินเนื้อย่าง อันที่จริงย่านนี้มีร้านดังเยอะนะ แต่ข้อมูลเรื่องกินไม่ได้หามาสักเท่าไหร่

เจอร้านนี้ ก็เดินดุ่มๆ เข้ามา ลืมถ่ายป้ายหน้าร้านอีกตังหาก ร้านจะอยู่ติดกับร้านซูชิที่กินตอนแรกเลย

ภายในร้านจะเป็นแบบนี้


สิ่งที่เรากินไม่ได้เป็นเนื้อหรูหรา เนื้อถาดทองเกรดเอง วากรงวากริว ก็ไม่ใช

เราสั่งแบบเป็นเซ็ต ซึ่งต้องสั่งขั้นต่ำ 2 เช็ต นั่นหมายความว่าแพงเอาการ เพราะเซ็ตหนึ่งราคา 5000 เยน

มื้อเดียวเรากินไป 10,000 เยนเลยหรือนี่ คิดได้อีกทีตอนสั่งไปแล้ว


ในเซตก็มีประมาณนี้ สั่งขาว และซุปได้ด้วย



แต่ทีเด็ดคงอยู่ที่เครื่องดื่มฟรี และในเซ็ตมีเบียร์ และไวน์อยู่ด้วย


กินวนไปคะ เพื่อร่างกายจะได้อุ่น ๆ แต่ความรู้สึกว่าเบียร์เขานุ่มมาก สัก 3 แก้วก็เกินคุ้มแล้ว

แต่มีจำกัดเวลาด้วยนะ นั่งได้ 2.30 ชม.

หายห่วงได้คืนนี้ หลับสนิทมิตรสหาย ฝันดี ณ กรุงโตเกียว


เช้าวันที่เท่าไหร่แล้วละนี่


เช้านี้เสียงนาฬิกาปลุกไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย

เพราะมือไว คว้าโทรศัพท์มากดปิดอย่างรวดเร็ว รู้สึกตัวอีกที เอ้า ปาเข้าไปเกือบจะ 10 โมงแล้ว

ตื่นมาก็นั่งคิดสิ วันนี้จะไปไหนดีน๊า … และตัดสินใจกันได้ว่าจะไปตลาดปลา Tsukiji Fish Market

ซึ่งเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งปลา อาหารทะเลสด ๆ อาหารหลากชนิด เครื่องปรุงต่างๆ

การเดินทาง

Tokyo Metro สาย H-Hibiya Line (สีเทา) ลงสถานี H10-Tsukiji (ทางออก 1)

Toei Line สาย E-Oedo Line (สีชมพู) ลงสถานี E18-Tsukijishijo (ทางออก 1 )

พร้อมแล้วก็ไปตะลุยชิมกันเลย

เจอร้านแรกต้นอยากลองมาก แค่คิวยาวมหาศาลล้านแปด จึงต้องปล่อยผ่าน ร้านนี้เป็นร้านที่ขายข้าวหน้าเนื้อ

เคยอ่านเจอรีวิว เขาบอกว่าอร่อยมาก


วันที่นุ้ยไปเป็นวันเสาร์ คนเยอะมาก ทุกร้านเต็มไปด้วยผู้คน ร้านไหนคิวยาว เราจะไม่แวะ

แต่จะเลือกลองชิมทุกร้านที่อยากชิมละกัน


หอยเชลล์โปะหน้าด้วยไข่หอยเม่น


ไข่หวาน 120 เยน


หอยนางรม 500 เยน


เดินจนเหนื่อย ชิมจนอิ่ม เราไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ


ปลายทางต่อไปยู่ที่ศาลเจ้าเมจิ ซึ่งที่จริงๆ เราควรมาที่นี้ตั้งแต่วันแรก


แต่เราไปติดกับดักต้นจิงโกะอยู่ที่สวนโยโยงินานไปหน่อย

วันนี้ก็เลยได้โอกาส แวะเวียนไป


การเดินทาง

รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย C-Chiyoda Line (สีเขียวเข้ม) และ

สาย F-Fukotoshin Line (สีน้ำตาลทอง) ลงสถานี C03/F15-Meiji-Jingumae ทางออก 2

เมื่อเดินมาถึงทางเข้าศาลเจ้า จะเจอประตูไม้ Torii ขนาดใหญ่

ทางเดินเข้าไปด้านในดูร่มรื่นมาก เหมือนป่าปลางเมืองเลยคะ


ใช้เวลาเดินเข้าไปด้านในลึกพอสมควรเลย



ก่อนเข้าไปด้านในศาลเจ้า จะเจอถังสาเกยักษ์ เยอะมาก กลายเป็นแลนด์มาร์คถ่ายรูปไปเลย



ก่อนที่จะเข้าไปด้านใน เราต้องทำความสะอาดร่างกาย ที่บ่อน้ำเทมิซุยะ

โดยใช้กระบวยตักน้ำล้างมือซ้ายก่อนตามด้วยมือขวา แล้วล้างปากด้วยมือซ้าย

ล้างมือซ้ายอีกครั้ง ก่อนจะล้างกระบวย(เทน้ำที่เหลือให้ไหลลงมาตรงด้ามจับ)



ศาลเจ้าเมจิ เป็นวัดของศาสนาชินโต สำหรับสักการะวิญญาณของจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเคน


ที่อาคารศาลเจ้า โค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง อธิษฐานขอพรแล้วโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง

ศาลเจ้าเมจิ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 6:30 – 16:30 น. (ฤดูร้อน ปิด 18:00 น. )



วันที่นุ้ยไป ไปเจอพิธีแต่งงานของชาวญี่ปุ่น


หลังจากขอพร เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเราะจพาไปขอพรกันต่อ


เอ๊ะ ! ยังไง


เดี๋ยวเราจะไปย่าน Asakusa กันคะ เป็นย่านที่ของกินเยอะมาก


และไฮไลท์สำคัญ อยู่ที่ วัดเซนโซจิ (sensoji) หรือวัดอาซากุสะ (Asakusa Kannon Temple)

เป็นวัดทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดของโตเกียวในย่านอาซากุสะ

ภายในเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม

เข้าชมฟรี เวลาเปิด-ปิด: 6:00 – 17:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม: 6:00 – 16:30 น. )


การเดินทาง

Tokyo Metro สาย G-Ginza Line (สีส้ม) ลงสถานี G19-Asakusa ทางออก 1, 3

หรือ Toei Line สาย A-Asakusa Line (สีส้มแดง) ลงสถานี A18-Asakusa ทางออก A4


แต่เมื่อมาถึง ถนนนากามิเซะ (Nakamise dori) กลายเป็นสิ่งที่นุ้ยตื่นตาตื่นใจมาก


เพราะของกินเยอะ และมีของฝากเต็มไปหมดเลย แม้จะไม่ใช้สายช้อป แต่ก็ชอบดูนะ


เดินเล่นไม่นานักก็รีบเข้าไปในวัดก่อนเลย ก่อนที่ประตูวัดจะปิด


บริเวณรอบๆ เรายังคงถ่ายรูป เดินเล่นด้านในคะ แต่ด้านในจะปิดประตูตรงเวลามาก


ถ้าไปแล้วอย่าลืมไปเสี่ยงเซียมซีกันนะคะ เขาบอกว่าแม่นมากๆ


แต่นุ้ยไม่ได้เสี่ยง อะไรที่เขาบอกว่าแม่นๆมาก นุ้ยก็แอบกลัว


หลังจากประตูวัดปิดก็ออกมาเดินเล่นต่อ นอกจากถนนนากามิเซะ แล้วก็ยังมี ถนน Shin-Nakamise


ที่น่าสนใจ เป็นถนนเส้นที่ตัดกัน มีร้านค้า ร้านอาหาร กิ๊ฟช้อปเยอะมาก

เพลินเลยคะคืนนี้


เดินชิมโน่นนี่นั่นไปเรื่อย


เห็นเจ้านี่มีคนรีวิวไว้เยอะ และหน้าร้านคนเยอะมาก

เดินผ่านแล้วก็ลองซะหน่อย … แต่นุ้ยกินไม่ได้เพราะผสมเนื้อ

ต้นเป็นคนชิม … ต้นบอกเฉยๆ นุ้ยก็พยายามบิ้วแล้วนะ แต่ต้นก็ยังเฉยๆ


และคืนนี้ปิดท้ายกันด้วยร้าน Isomaru Suisan Asakusa Kannondori


ร้านนี้มีหลายสาขามาก มีตามย่านดังๆ เกือบทุกย่านเลยนะ


บรรยากาศในร้านก็แนวสบายๆ นั่งเม้าท์นั่งสังสรรค์


อาหารในร้านจะเป็นแนวซีฟู๊ด และปิ้งย่าง

วันนี้เราสั่งไม่เยอะมาก กินไม่หนักเท่าไหร่ ไปดูกันว่าสั่งอะไรมาบ้าง


เมนูแรกเป็นคานิมิสโซะ หรือมันปูปรุงรสนั่นเอง

เขาจะเสิร์ฟมาแบบนี้ แล้วให้เรามาย่างต่อจนเดือดปุดๆ

มันอร่อยมาก … เป็นเมนูที่ต้องบอกต่อ และต้องลองมันดีต่อใจจริงๆ


ลองสั่งข้าวหน้ารวมมาชิมดู ชามนี้ รสชาติทั่วไปค่ะ


ไม่ได้อร่อยหวือหวามาก มีปลาหลายชิด ไข่ปลา และก็ไข่หวานด้วย


ปลาซะบะย่าง อร่อยเหมือนกัน เนื้อเด้งๆ หน่อย กึ่งสุกกึ่งดิบ


ซาซิมิ จานนี้ มีเนื้อปลาทั้งหมด 6 ชินด และกุ้งหวานตัวโตๆ ราค า 1,068 เยน


คิดเป็นเงินไทย สามร้อยนิด ๆ ถือว่าคุ้มมาก เนื้อสดด้วย


ปลาหมึกกับเห็ดเข็มทอง ปรุงรสมาเรียบร้อย แล้วให้เราเอามาย่างต่อ


ก่อนกลับเดินไปนั่งเล่นริมแม่น้ำ นั่งให้หนาวเล่น

ดูวิวไปเรื่อยๆ คืนนี้ไม่เมานะจ๊ะ แค่เหล้าบ๊วยแก้ว 2 แก้วเอง


ก่อนกลับเดินไปนั่งเล่นริมแม่น้ำ นั่งให้หนาวเล่น


ดูวิวไปเรื่อยๆ คืนนี้ไม่เมานะจ๊ะ แค่เหล้าบ๊วยแก้ว 2 แก้วเอง


เหลือเวลาอีกสองวันเท่านั้น ก็ได้เวลากลับแล้ว


แต่เราจะใช้เวลาให้คุ้มที่สุดถ้าเราไม่หลง 555

วันนี้นุ้ยจะพาไปตะลุย โตเกียวดิสนีย์ซี ถ้าใครดูรีวิวนุ้ยจะรู้เลยว่านุ้ยค่อนข้างจะบ้างคลั่งดิสนีย์

ไปฮ่องกง 2 รอบก็ไปดิสนีย์ทั้งสองรอบ

แล้วนี่มาถึงโตเกียวอะ และเป็นดิสนีย์ซีด้วย ต้องไปลอง

ถ้ามีเวลามากกว่านี้จะเข้ามันทั้งแลนด์ และซี (เรื่องจริงคือ ค่าเข้ามันแพง เข้าที่เดียวก็พอ)

อย่างที่บอกว่า เราจองตั๋วมาล่วงหน้ากับ www.kkday.com เป็นตั๋วแบบไม่กำหนดวัน

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องดินฟ้าอากาศ

และวันนี้รีบออกกันตั้งแต่เช้าเลย เพื่อจะได้รีบไปเล่นให้


การเดินทาง

นั่ง JR สายสีแดง เมื่อไปถึง Maihama Station

ขึ้นรถไฟ Disney Resort Monorail ไปยัง Disney Sea Station ราคา 260 เยน


ช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในรถตกแต่งน่ารักเชียว


สถานีแรกจะเป็นดิสนีย์แลนด์ สถานที่สอง จำไม่ได้ และสถานีที่สามจะเป็นดิสนีย์ซี


ก่อนมานุ้ยไม่หาข้อมูลมาเลยล่วงหน้าสำหรับดิสนีย์ซี


รู้แค่ว่าจะจำลองสถานที่ประมาณว่าเกี่ยวกับทะเล

เครื่องเล่นเกี่ยวกับน้ำ อะไรประมาณนี้

พอมาเจอของจริง

เห้ย !! นี่มันดิสนีย์ หรือยุโรป


เห็นด้านหน้า ไม่ได้คิดถึงเครื่อเล่นเลย


คิดว่าที่นี้เหมาะกับการถ่ายพรีเวดดิ้งมาก


มาเป็นแก๊งเลย ความรู้สึกตอนไปฮ่องกับญีปุ่นต่างกันมาก


นุ้ยว่าคนญีปุ่นเขาดูชอบที่นี้มาก ทุกคนดูสนุกสนาน ซื้อพร็อพ ใส่เดินเล่นกันเพียบเลย


ก่อนสตาร์ทเรามานั่งวางแผนก่อนว่าจะเดินไปเล่นจุดไหนก่อนดี


ถามว่าได้ตามแผนมั๊ย .. ตอบเลยว่าไม่ เจออันไหนก่อนก็เข้าอันนั้นแหละ


ความแตกต่างระหวาง ซี กับแลนด์ คือ การแสดงของซี จะเน้นที่การแสดงในน้ำ


และเครื่องเล่นต่างๆ ของซี จะดูโลดโผนกว่าพอสมควร


ตอนแรกจะไปล่องเรือ venetian gondolas แต่ดูมันจะชิลมากไปหน่อย


ถ่ายรูปก็พอ ไปหาอะไรตื่นเต้นๆ ดีกว่า


วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่คนเยอะมาก จะเยอะไปไหน


ทำให้การรอคิวเล่นแต่ละอย่าง ใช้เวลานานสุดๆ


Aquatopia รอคิวไม่นานมาก … ตอนมองลงไปก็แบบมันต้องมันแน่ คิดว่าได้ขับเอง


พอเล่นจริงปุ๊บ ฉันลงมาทำอะไรละนี่


พี่ขอนลอยมากันยกแก๊งเลย


อันนี้อร่อยดี 450 เยน กินแบบประหยัด ถ้าเข้าไปกินที่โซนอาหาร แพงแน่ๆ



Indiana Jone Adventure เป็นอะไรที่รอคิวโคตรนาน


มองเห็นจากด้านนอกคิวสั้นๆ ไปเข้าคิวกันเถอะ

แต่แถวเข้าไปด้านใน อีกเป็นกิโลเลยจ้า สรุปยืนรอคิวเป็นชั่วโมง


แต่ได้เล่นจริง ไม่ถึง 5 นาที แต่มันสนุก ยอมๆ ถ้ารอคิวไม่นาน จะกลับไปเล่นอีกรอบ

หน้าตามีความจริงจัง


ช่วงกลางคืนก็สวย นุ้ยห่วงเล่นแต่เครื่องเล่น รูปก็ไม่ค่อยได้ถ่าย


ขบวนพาเหรด การแสดงพลุ ไม่ได้ดูอะไรสักอย่าง รอบหน้าค่อยว่ากันใหม่


และแล้ววันนี้ฝนก็ตก อยู่ยาวไปคะเล่นมันจนปิดไปเลย


ตอนแรกตั้งใจจะไปเดินเล่นต่อในเมือง แต่เจอฝนแบบนี้ ไม่ไปไหนละกัน


L a s t D a y


และแล้ววันนี้ก็มาถึง ทำไมรวดเร็วจัง ก่อนมาก็คิดว่า 7 วัน มันนานมาก จะไปอยู่ทำอะไรที่โตเกียว

เราควรจะนั่งรถข้ามภาคไปเกียวโต ไปโอซาก้านะ แต่จู่ๆ วันสุดท้ายเดินทางมาถึงแบบงงๆ

เช้านี้รีบเก็บข้าวของ เช็คเอ้าท์แต่เช้า แล้วนำกระเป๋าเดินทางไปฝากไว้ที่สถานี Ueno

เพราะเราต้องนั่ง Keise Sky Line ไปสนามบิน

ก่อนออกเดินทาง ก็มานั่งคิดกันว่า วันนี้เราจะชิลในเมืองกันดีมั๊ย เพราะยังมีอีกหลายที่ ที่ไม่ได้ไป

ย่านเด็ดๆ ดังๆ อีกตั้งหลายย่าน ก็แอบสงสัยตัวเองเหมือนกันนะ เวลาตั้งหลายวันทำอะไรอยู่ ทำไมไปไม่ครบ

และก็พบว่า ไปแต่ละที่ ใช้เวลาซึบซับนานมาก เดินดูนานมาก

ถ่ายรูปเยอะมาก ถ่ายยังกับว่าชาตินี้ฉันจะไม่ได้ไปญีปุ่นอีกแล้ว

แต่คุยไปคุยมา… สรุปออกไปนอกเมืองกันเฉยเลย ผลเฉลยออกมาว่าเราจะไป Kawagoe

ก็มาดูแผนที่การเดินทาง ว่า Tokyo Subway เรายังใช้ได้มั๊ย กับเส้นทางนี้

สรุปว่าใช้ได้งั้นออกเดินทางกันเลย

.

.

วันนี้เป็นวันแรกที่เจอตู้กดไอศครีม กินเป็นอาหารเช้าซะเลย


ไอศครีมอร่อย แต่ขนมปังด้านนอกไม่กรอบ


กลับมาเข้าสู่การเดินทาง

จากการดูแผนที่พบว่ายังใช้ Tokyo Subway ได้อยู่โดยใช้รถไฟ สาย Y (Yurakucho Line) ไปลงสถานี Y1

แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Tobu-Tojo Line สีน้ำเงิน ลงสถานี Kawagoeshi Station (T21) (จ่ายเพิ่ม 380 เยน)

ซึ่งรถไฟ Yurakucho Line บางขบวนจะวิ่งยาวจนไปถึง Kawagoeshi Station เลย

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการหลง ถ้าหากเพื่อนๆ นั่งสาย Yurakucho Line ไม่ว่ามาจากไหนก็แล้วแต่

เมื่อมาถึง Y6 ให้ฟังให้ดีๆ นะคะว่ารถจะไปทางไหน เพราะมีการออกนอกเส้นทาง

นุ้ยก็นั่งไปเรื่อยๆ ไม่ฟังอะไรเลย คิดว่าฉันนั่งถูกสายไม่ถึง Y1 ฉันไม่ลง

แต่จู่ๆ รู้สึกตัวอีกที Next station : SI 38

SI 38 คือสถานีอะไรอ่ะ ต้นหันมาบอกว่าสงสัยมันจะมีสถานีย่อย นั่งไปสักพักเริ่มรู้สึกแปลก

นั่งดูแผนที่ใหม่อีกที เอ้า! เ ี้ย รถออกนอกเส้นทาง รีบลงเลยคะ ก่อนจะเสียเวลามากกว่านี้

เท่าที่รู้คือไกลมาก เพราะเราสามารถมองเห็นฟูจิได้เลย ก็นั่งรถย้อนกลับไปทางเดิม

ลงที่ Y6 แล้วเปลี่ยนขบวน …เป็นไงละ วันสุดท้ายก็ไม่เว้น ตอนอยู่ในเมืองไม่หลงเลยสักวัน

ออกนอกเมืองทีไร หลงทุกที

เมื่อเรานั่งมาถึง Kawagoeshi Station เดินออกจากสถานี แล้วเลี้ยวขวานะคะ

จำประตูไม่ได้ จำได้แค่ว่า เสียบบัตรออกมาปุ๊บก็เลี้ยวออกทางประตูฝั่งขวา

เมื่อมาถึงหน้าประตูให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ

ตอนแรกจะนั่งรถบัสไป เพราะอ่านข้อมูลเจอว่ามีรสบัสวิ่งผ่าน 2 สาย

แต่เมื่อหันมองหน้ากัน เราสองคนเป็นพวกชอบเดิน

เช็คระยะทางแล้วไม่ไกลมาก แค่ไม่ถึง 20 นาที….ก็เลยตัดสินใจเดิน


ระหว่างทางสีสันเยอะคะ ผู้คนก็เยอะ มีอะไรให้ดูตลอดทางเลย


คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกเดิน อากาศเย็นกำลังดี


ระหว่างทางเจอศาลเจ้าด้วย



เดินเล่นเพลิน แปบเดียวก็มาถึงแล้ว


หลายคนยังคงสงสัย kawagoe คืออะไร

Kawagoe ได้รับฉายาว่า เอโดะน้อย(Little Edo) เป็นเมืองที่ห่างจากโตเกียวประมาณ 30-50 นาที

อยู่ในจังหวัดไซตามะ Saitama การก่อสร้างบ้านเรือน และวัฒนธรรม เป็นไปตามแบบ Edo

ในช่วงสงครามโลก เมืองโตเกียวซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Edo ได้ถูกโจมตี ไฟไหม้ และแผ่นดินไหว

จนไม่เหลือสิ่งก่อสร้างในสมัย Edo ให้เห็นในปัจจุบัน

แต่เมือง Kawagoe เป็นเมืองที่ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาก

จึงมีบ้านเรือนเก่าให้เห็นในปัจจุบันนี้


นอกจากมาดูเมืองแล้ว เราก็มากินคะ

แนะนำร้านชาเขียวร้านนี้มีขนมจากชาเขียว เพียบ

โดยเฉพาะไอศครีมรสชาเขียวอร่อยมาก

อันนี้จำชื่อขนมไม่ได้ หลายคนบอกอะไร แต่นุ้ยเฉยๆ อะ


มันเป็นแป้งนุ่มๆ หนึบ โรยด้วยผงชาเขียว แต่ก็กินหมดนะ


บ้านเรือนสวยงาม ถ่ายรูปกันเพลินสุดๆ ลืมเวลา ลืมแลนด์มาร์ค ลืมทุกอย่างชอบจุดไหน ก็ถ่ายจุดนั้น



ขนมอะไรไม่รู้ 120 เยน มันกรอบๆ แข็งๆ มีหลายรส แต่รสนี้เค็มๆ ไม่อร่อย



นี่คือรถบัสที่นุ้ยบอกไว้ตอนแรก รถจะเป็นแบบโบราณ สวยดีเนอะ



แม้ว่าเราจะชิมจนแน่นท้อง แต่มันก็ไม่เหมือนกินของหนักจริงมั๊ย


ตอนขาไปแอบสำรวจว่าระหว่างมีอะไรน่ากินบ้าง ขากลับปุ๊บแว๊บเข้าไปเลย

เราลองร้านนี้ เมนูหน้าร้านน่าหม่ำ และราคาถูกมาก


เริ่มจากชามแรก ราเมนของต้น 390 เยน น้ำซุปอะไรมาก


ของนุ้ยสั่งมาเป็นเซ็ต มี 2 อย่าง ราคา 720 เยน


ชามแรกเป็นราเมน รสชาติคล้ายข้าวหน้าหมูซีอิ้ว อร่อยมาก


จานที่สองเป็นเกี๊ยวซ่า นุ่มๆ อร่อยมาก อิ่มแปร่ เลย แล้วก็ได้เวลากลับ สัญญาว่าขากลับจะไม่หลง



ระหว่างทางนุ้ยมีแวะไปดู 5 แยกชิบูย่ามาด้วย คือไปดูจริงๆ ดูเสร็จแล้วกลับ


เพราะต้องรีบมานั่งรถต่อกลับไปสนามบิน ซึ่งจริงๆ นุ้ยต้องบินพรุ่งนี้เช้า


คืนนี้เลยเลือกไปนอนใกล้ๆ สนามบิน เพื่อความสะดวก


จำตั๋วใบนี้ได้มั๊ย จองผ่าน KKday แล้วมารับตั๋วที่สนามบิน



ตอนจะใช้ เราต้องนำตั๋วไปบุ๊คที่นั่งและเวลา ให้เรียบร้อย ที่เคาเตอร์ที่สถานี Ueno


แล้วจะได้ตั๋วมาแบบนี้


นั่งหลับมาแปบเดียว ก็มาถึสนามบินแล้วคะ นุ้ยต้องเดินทางต่อไปที่พัก


ตอนแรกแอบงกจะนอนสนามบินแล้วเชียว แต่เห็นราคาที่พักไม่แพงมาก ก็เลยจอง

นุ้ยนอนที่ นาริตะ เกตเวย์ คืนละ 1,318 บาท ไม่รวมอาหารเช้า แต่มีข้อดีคือ มีรถรับส่งสนามบิน

ตอนจะเข้าที่พัก ให้มายืนรอรถที่ป้าย 26 Terminal 2 ซึ่งรถจะเป็นรถเวียนไปส่งหลายโรงแรม


และก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ มีรถมา เราก็ขึ้นรถเลยค๊า มั่นใจมาก ไม่พูดไม่คุยไม่ถาม


แล้วรถก็พาไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ทุกคนลงจากรถเกลี้ยง คนขับก็ลงไปยกกระเป๋า

ตอนกลับมาขึ้นรถเห็นเราสองคน ทำหน้าตกใจหนักมาก

นุ้ยเริ่มรู้ตัว … กรูขึ้นรถผิดอีกแน่ๆ และแล้วมันก็ใช่ จริงๆ ด้วย รถคันนี้มาส่งที่โรงแรมนี้เท่านั้น

หลังจากเจรจากันเข้าใจ คนขับกต้องขับรถเข้าสนามบินอยู่แล้ว เราก็เลยติดรถกลับไปสนามบินด้วย

แล้วไปยืนรอ ณ จุดเดิม คราวนี้ไม่พลาดแล้วคะ ถามก่อนขึ้นรถ


จากสนามบินมาที่พักประมาณ 10 นาที


เช็คอินเรียบร้อยก็ขึ้นห้องไปหลับพักผ่อน หลังจากที่หลงจนวินาทีสุดท้าย

ตอนเช็คอิน พนักงานจะถามเราไว้เรียบร้อยเรื่องการเดินทางพรุ่งนี้

เพื่อนัดแนะเวลารถ ที่จะไปส่งที่สนามบินไม่ตกเครื่องชัว

ให้ดูห้องพักสักหน่อย ห้องอาจจะเก่าหน่อย แต่กว้าง กว่าทุกที่ ที่ไปมา ตลอด 7 วัน

ในห้องมีทุกอย่างครบเหมือนโรงแรมทั่วไปเลยคะ


ในที่สุดก็ต้องกลับ ขากลับก็ยังคงเดินทางกลับกับฮ่องกงแอร์ไลน์เหมือนเดิม


ขั้นตอนการต่อเครื่องก็เหมือนกับตอนขามาเลยคะ


ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทุกการเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด


ครั้งแรกในญีปุ่น ครั้งแรกกับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ครั้งแรกกับหิมะ ครั้งแรกกับการหลงเยอะขนาดนี้

และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ตกหลุมรักญี่ปุ่น ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ

.

.

ข้อมูลในรีวิวอาจะไม่ได้เยอะมากนัก มั่วบ้าง หลงบ้าง

แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรยากเลย ออกมาเดินทางไปด้วยกันคะ

ออกไปเที่ยว ออกไปเจอโลกใหม่ ออกไปทำอะไรที่ไม่เคยทำ

แล้วคุณจะรู้ว่า …เห้ย !! ชีวิตยังมีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะ

อย่ากลัวหลง อย่ากลัวสื่อสารไม่เข้าใจ เพราะนั่นคือเสน่ห์ ของการเดินทางจริงๆ

.

.


ความคิดเห็น