อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตั้งอยู่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นอุทยานฯ ที่มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1.8 ล้านไร่ มีความชุ่มเย็นตลอดทั้งปี พืชพรรณและสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายเส้นทาง

หมุดหมายของพวกเราในทริปนี้ คือ "หมู่บ้านโป่งลึก - หมู่บ้านบ้านบางกลอย" ซึ่ง บ้านบางกลอย เป็นชื่อที่เราเคยได้ยินบ่อยมาก ด้วยแฮชแท็ก #Saveบางกลอย เมื่อหลายปีก่อน กรณียุทธการตระนาวศรี เดิมทีชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่ที่ ใจแผ่นดิน และบ้านบางกลอยบน ซึ่งชาวบ้านถูกผลักดันให้มาใช้ชีวิตและทำกินที่นี่ ที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนาม "โป่งลึก - บางกลอย (ล่าง)"



ในครั้งนี้ เราจะโฟกัสไปที่ การเดินทางท่องเที่ยว สัมผัสวิถีชุมชนปกาเกอะญอ ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ แม่น้ำ แสงแดด และขุนเขา 2 วัน 1 คืน เตรียมสัมภาระให้พร้อม แล้วไปลุยกับพวกเราทั้ง 12 คน ได้เล้ยยยยยยย

แผนการเดินทางคร่าว ๆ 2 วัน 1 คืน
Day 1 : 15 มีนาคม 2568
05.30 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
07.30 น. แวะกินมื้อเช้าระหว่างทาง
09.30 น. ถึงจุดเปลี่ยนรถ (อช. แก่งกระจาน)
11.30 น. ถึงหมู่บ้าน ทานอาหารกลางวัน และกางเต็นท์
15.30 น. ล่องแพไม้ไผ่
16.30 น. เดินเล่นในหมู่บ้านบางกลอย
17.30 น. ทานอาหารเย็น (ขันโตก) ที่หมู่บ้านโป่งลึก
18.00 น. กลับเข้าแคมป์ ทำภารกิจส่วนตัว พักผ่อนตามอัธยาศัย
Day 2 : 16 มีนาคม 2568
05.00 น. นั่งรถไปยังจุดเริ่มเดิน และเดินเท้าไปชมวิวเขาโทรศัพท์
07.00 น. เริ่มเดินลง
08.30 น. กลับถึงแคมป์ เก็บเต็นท์ แวะทานมื้อเช้าที่หมู่บ้านโป่งลึกก่อนกลับ
10.00 น. เดินทางออกจากหมู่บ้าน
12.00 น. ถึง ที่ทำการอุทยานฯ ทำภารกิจส่วนตัว
13.00 น. แวะทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

ส่วนนี่คือ Checklist สัมภาระของเราเอง ปรับเปลี่ยนตามสไตล์ของใครของมันได้เลย
- เป้ใส่สัมภาระ
- เต็นท์ (เช่าอุทยานได้)
- ถุงนอน (เช่าอุทยานได้)
- แผ่นรองนอน (เช่าอุทยานได้)
- รองเท้าสำหรับเดิน
- รองเท้าแตะ (เน้นเบาและจัดเก็บสะดวก)
- เสื้อผ้า/ชั้นใน/ถุงเท้า
- พาวเวอร์แบงค์
- เงินสด (ในหมู่บ้านใช้เงินสดเท่านั้น)
- กระเป๋ากันน้ำ (ถ้ามี)
- ผ้าบัฟ (ระหว่างนั่งรถฝุ่นเยอะมาก)
- ไฟฉาย หรือไฟคาดหัว (สำหรับทำภารกิจส่วนตัว)
- อาหารรองท้อง เช่น แครกเกอร์ กล้วยตาก ฯลฯ
- ของแจกเด็ก ๆ

เรื่องที่ควรรู้
- ไม่มีไฟฟ้า
- ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต และ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
- สามารถเตรียมเสบียงมาประกอบอาหารเองได้ (แก๊สกระป๋อง) แต่ห้ามก่อกองไฟ
- ไม่มีร้านค้าบริเวณจุดพักแรม ให้ซื้อเตรียมเข้ามาให้เรียบร้อย (จุดสุดท้ายที่มีขายคือหมู่บ้านโป่งลึก)
- เดินขึ้นจุดชมวิวเขาโทรศัพท์ระยะทาง เริ่มเดินตั้งแต่ฟ้ายังมืด ให้เตรียมไฟฉายไปด้วย และถึงแม้ว่าระยะทาง ไม่ถึง 2 กิโลเมตร แต่ชันมากพอสมควร ให้เตรียมน้ำดื่มไปด้วย
- ข้อห้ามในอุทยาน 1. ห้ามให้อาหารสัตว์ 2. ห้ามนำภาชนะโฟมเข้าพื้นที่ 3. ห้ามเก็บพันธุ์ไม้ หรือ ดอกไม้ 4. ห้ามขีดเขียน 5. ห้ามล่าสัตว์ 6. ห้ามก่อกองไฟ 7. ห้ามส่งเสียงดัง 8. ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าพื้นที่ 9. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้าพื้นที่ 10. ห้ามออกนอกเส้นทาง 11. ห้ามพกพาอาวุธ และ 12. ห้ามทิ้งขยะ

ค่าใช้จ่าย
การเดินทางไปยังหมู่บ้าน สามารถใช้มอเตอร์ไซค์ หรือ รถยนต์ส่วนตัวได้ แต่ต้องเป็นรถที่ลุย ๆ หน่อย และขับด้วยความระมัดระวัง (รถเก๋งไม่สามารถไปได้) แต่ทริปนี้เราเลือกใช้บริการ Local Tour เพื่อสนับสนุนให้เงินสะพัดในชุมชน มีหลายแพคเกจให้เลือก เราเลือกบริการ รถรับ - ส่ง อุทยานฯ - หมู่บ้าน, ล่องแพไม้ไผ่, ขันโตก มื้อเย็น Day 1, รถ รับ - ส่ง ขึ้นเขาโทรศัพท์ ราคา คนละ 1,200 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วแต่บุคคล ค่าอาหารมื้ออื่น ๆ ในหมู่บ้าน ตกมื้อละ 100 บาท

บันทึกการเดินทาง
Day 1 : เช้าวันเสาร์ที่รอคอย เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ และแวะทานอาหารง่ายตามสั่งง่าย ๆ ข้างทาง แวะปั้มสั่งชาเขียวที่ชอบ แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ไม่เกิน 10.00 น. พวกเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรก แต่คนขับให้รอคนอีก 2 คน (ซึ่งไม่ได้บอกเราก่อนด้วยซ้ำว่าจะมีคนอื่นไปกับเราด้วย) และที่สำคัญ 2 ท่านนั้นมาสายไปกว่า 40 นาทีอีกด้วย ทำเอาวันดี ๆ กลายเป็นเซ็ง ๆ ได้เหมือนกัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พวกเราทั้ง 12 คน ก็จอย ๆ ถ่ายรูปหมู่กับป้ายอุทยานและเดินเล่นแถว ๆ นั้นรอไปก่อน

เมื่อคนครบแล้ว ก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง รถที่เราใช้บริการ เป็นรถของชาวบ้านที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในเส้นทางเป็นอย่างมาก วิ่งขึ้นลงรับส่งนักท่องเที่ยวอยู่เป็นประจำ สามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ FanPage Facebook : โป่งลึก ต้นน้ำเพชรบุรี

ช่วงต้น 3 กิโลเมตรแรก ทางลาดยางสวยงาม



จากนี้อีก 30 กิโลเมตร เอาล่ะ เริ่มเข้าสุ่ถนนลูกรัง จากนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงหมู่บ้าน





เห็นวิวทิวเขาตลอดเส้นทาง





เราใช้เวลานั่งรถคลุกฝุ่น ข้ามคลอง ขึ้นเขา หัวโยกกันอยู่ราว ๆ 2 ชั่วโมง เป็น 33 กิโลเมตรที่ไม่ง่ายเลย
ก่อนถึงจุดตั้งแคมป์ คนขับจอดให้เราทานมื้อกลางวันที่หมู่บ้านโป่งลึก ที่นี่คือจุดให้บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ เป็นเหมือนเมืองหลวงของป่าแห่งนี้เลยก็ว่าได้ มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ มีโซนให้นั่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ บรรยากาศแตกต่างกับในเมืองลิบลับ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีมลพิษ สิ่งปลูกสร้างก็เป็นเพิงพักอาศัยง่าย ๆ ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ไม้เนื้อแข็ง หญ้าคา ใบค้อ เป็นต้น และเสียงที่ได้ยินนอกจากเสียงผู้คนจอแจแล้ว ก็มีเสียงของธรรมชาติ เสียงลมกระทบต้นไม้ เสียงลำธาร เสียงนกร้อง เป็นบรรยากาศที่ซึ่งไม่คุ้นเคย แต่ก็รู้สึกดี





ไปกันต่ออีก 500 เมตร ก็จะถึงโซนพักแรม บริเวณนี้มีพื้นที่ซึ่งทางอุทยานฯ จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวค้างแรมได้ มีห้องน้ำและน้ำสะอาด ใครมาถึงก่อนก็สามารถปักสมอเลือกบริเวณก่อนได้เลย มีทั้งโซนริมลำธาร โซนวิวภูเขา สถานที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนมาก ๆ (แต่สำหรับพวกเรา ไม่ต้องพูดถึง มาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่สวย ๆ ถูกจับจองหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ดีมากแล้ว) พวกเราเลือกกางตรงไหนก็ได้ที่มีที่เพียงพอสำหรับให้เพื่อน ๆ ในกรุ๊ปได้อยู่ใกล้กัน
กางเต็นท์กันเสร็จแล้ว ระหว่างรอเวลาไปล่องแพไม้ไผ่ พวกเราก็นั่งพักผ่อน ร้องเพลง เล่นดนตรีเบา ๆ พูดคุยเล่นกันสนุกสนาน ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ และมีเพื่อนเดินทางที่คุ้นเคยอยู่ด้วยกันแบบนี้ โคตรดีเลยจริง ๆ




15.30 น. ตามเวลานัดหมาย บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเริ่มเดินไปจุดถ่อแพ ซึ่งอยู่ติดกันกับจุดกางเต็นท์พักแรม รับเสื้อชูชูพจากเจ้าหน้าที่และรอคิวขึ้นแพ ระหว่างรอฝนก็ตกลงมาจริง ๆ แต่ตกประมาณ 3 นาทีเท่านั้น



บรรยากาศแสนจะดี ลำธารน้ำใสเย็นนนนนนนน ภูเขาสูงใหญ่ ต้นไม้เขียวขจี วิวนี้ที่รอคอย สดชื่นสุด ๆ ไปเลย




ล่องแพมาจนถึงปลายทาง ลงแพแล้วไปกันต่อ จากหมู่บ้านโป่งลึก ข้ามสะพานนี้ไปคือหมู่บ้านบางกลอย (ล่าง)





ภายในหมู่บ้านนอกจากจะมีเรือนไม้ไผ่หลังน้อย ๆ เรียงรายอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ยังมีโรงทอผ้า ซึ่ง 'น้องสาย' ไกด์ตัวน้อยของเราแนะนำว่า คนที่นี่ทอเสื้อผ้าใส่เอง และจะทำเองในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การหาวัตถุดิบมาทอผ้า ย้อมสี ไปจนถึงนำมาทอ โดยงานเก็บฝ้าย ย้อมฝ้าย และเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนงานทอผ้า เป็นหน้าที่ของผู้หญิง และแต่ละบ้านจะทอผ้าในลวดลายที่แตกต่างกันไป





นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จักสานฝีมือชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นฝีมือของผู้ชาย และทำขึ้นเพื่อการนำไปใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น สุ่มไก่ ที่ใส่หมาก กระด้ง กระบุง เป็นต้น ถ้าสังเกตุดี ๆ จะมีชื่อเจ้าของผลงานติดอยู่ที่ผลงานด้วย ถามผู้ขายได้คำตอบว่า หากขายชิ้นไหนได้ ผู้ขายจะนำเงินไปให้เจ้าของผลงานนั้น





เนื่องจากเราทราบมาว่าที่นี่มีเด็ก ๆ เยอะ เราจึงไปสำรวจความคิดเห็นจากหลาน ๆ ว่า ระหว่าง ขนม สมุด ดินสอ และกล่องจุ่ม ถ้าให้เลือกชิ้นเดียว หลาน ๆ จะเลือกอะไร หลาน ๆ เลือกกล่องจุ่ม ถึงแม้ว่าความต้องการของเด็ก ๆ แต่ละคนจะไม่เหมือนกันก็ตาม แต่สัญชาตญาณของความเป็นเด็กมันก็น่าจะมีความคล้ายกัน เราจึงสั่งพวงกุญแจกล่องจุ่มมาจากแอพส้ม 6 โหล ทั้งหมดรวม 72 ชิ้น เอาไว้มอบให้เด็ก ๆ ที่เจอในหมู่บ้าน เด็ก ๆ ชอบกันมากจริง ๆ ด้วย
มื้อเย็นที่ไม่คุ้นเคย 'ขันโตก' พวกเราได้ทานอาหารของชาวบ้าน จะได้มาจากธรรมชาติและการทำการเกษตร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ต่าง ๆ ที่ปลูกเอง รสชาติดีเลยทีเดียว






หลังจากทานมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว เราไปเล่นน้ำกันต่ออีกหน่อย หลังจากนั้นจึงแยกย้าย ทำภารกิจส่วนตัว


ไม่นานก็ค่ำ พวกเราหิ้วเก้าอี้กันคนละตัวไปนั่งล้อมวงดูดาวด้วยกันที่ลานกว้าง คืนนี้ท้องฟ้าสวยมากจริง ๆ




"ยิ่งมืด ยิ่งเงียบ ... เสียงดังฟังชัดของธรรมชาติ เริ่มทำงาน"


Day 2 : ไปลุยกันต่อ
ตีห้าล้อหมุน วันนี้พวกเรามีภารกิจพิชิตเขาโทรศัพท์ ซึ่งที่มาของคำว่า "เขาโทรศัพท์" ก็คือ ด้านบนเป็นจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์นั่นเอง หากต้องการติดต่อกับโลกภายนอกให้เดินขึ้นมาที่นี่ เดินชิว ๆ 2 ชั่วโมงถึง เดินไวหน่อยก็ราว ๆ ชั่วโมงกว่า ๆ ส่วนฉันก็หอบแฮ่ก ๆ เหมือนเคย แต่ก็ไม่เคยท้อค่าาาา ไปจนกว่าจะถึง สำหรับเพื่อน ๆ ที่ตั้งใจจะขึ้นไปชมวิว ก่อนขึ้นรถอย่าลืมหยิบน้ำดื่มติดมือมาสักคนละขวด ช่วยแก้กระหายระหว่างทางได้ดีเลย
"ที่เหนื่อยใจอาจเพราะยังมีชีวิต ที่สบายใจอาจเพราะยังได้มองท้องฟ้า" สวยคุ้มค่ามากจริง ๆ น้าาาาาาา

















ตอนขึ้น ทั้งมืด ทั้งท้อ ระหว่างทางมีคนกลับใจไม่ไปต่อหลายคนเลย มันเหนื่อยเอาเรื่องจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่เคยเดินทางชันแบบนี้มาก่อน ส่วนตอนลงถึงแม้ว่าเราไม่ต้องต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงแล้วก็ตาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง เช้าแล้วมองเห็นวิวสวย ๆ ยิ่งสดชื่น









กลับขึ้นรถ มุ่งหน้ากลับไปยังแคมป์อีกครั้งเพื่อเก็บสัมภาระ หลังจากเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็ไปทานมือเช้ากันที่หมู่บ้านโป่งลึกอีกครั้ง พวกเราเลือกที่จะยังไม่อาบน้ำ เนื่องจากคาดการณ์จากขามาแล้ว คิดว่าต้องนั่งรถคลุกฝุ่นกันอีก 2 ชั่วโมง ค่อยไปอาบที่อุทยานฯ ทีเดียวดีกว่า
มุมเงยหน้าระหว่างนั่งพักเหนื่อยหลังเก็บสัมภาระเสร็จ



หลังจากอาบน้ำ ทำภารกิจส่วนตัวกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราแวะทานมือกลางวันกันที่ "ร้านส้มตำเงินล้าน เขื่อนเพชร" ปักหมุดตามนี้ได้เลย อาหารที่นี่อร่อย สะอาด ราคาไม่แพง และเสริฟผักเคียงที่ทางร้านปลูกเองอีกด้วย (เนื่องจากหิวโหยมากไผหน่อย ทำให้ไม่ได้ถ่ายรูปบรรยากาศร้านมาฝาก)
เป็นอีกทริปที่สะบักสะบอมกันสุด ๆ อุตส่าห์คิดว่านี่คือทริปชิวแล้วเชียวนะ ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เป็นไรนะ ไม่มีทริปไหนที่เจอหน้ากันแล้วไม่เหนื่อยอยู่แล้วนี่ พวกเรามันนักสู้ ไว้ทริปหน้าพวกเราไปลำบากกันที่ไหนอีก จะมาเล่าให้ทุกคนฟังอีกน้าาาา บ้ายยยยยย บายยยยยย
Charri
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 10.55 น.






