สวัสดีทุกๆคนครับบบ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวกันในเส้นทาง กำแพงเพชร-สุโขทัย-พิษณุโลก 2 วัน 1 คืน สไตล์เด็กท่องเที่ยวกัน จะมีที่ไหนน่าสนใจกันบ้าง และจะกลับมาพร้อมความประทับใจที่ไม่รู้ลืมไหม ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เรสโกวว!!! ไปกันเลยยย
เริ่มต้นวันแรกวันที่ 31 มกราคม เรานัดเพื่อนๆเจอกันที่วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ เวลา 03:00 เพื่อเตรียมความพร้อม เช็คชื่อพร้อมรับเซ็ทอาหารเช้าแสนอร่อยทานรองท้องยามเช้ากัน ในวันนี้มีผู้ร่วมการเดินทางทั้งหมด 20 คน พวกเราออกเดินทางกันเวลา 04:00 จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ โดยรถตู้ มุ่งหน้าไปยังอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเป็นสถานที่แรกครับ

แซนวิชโบโลน่าและไส้กรอก พร้อมน้ำผลไม้เติมพลังยามเช้า

เรสโกววคับ ออกเดินทางแล้ววว
พวกเราเดินทางมาถึงที่ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร กันประมาณ 9 โมงครับ พวกเราได้พบกับวิทยากรประจำอุทยานที่มาให้ความรู้เราในวันนี้พี่วิทยากรได้เล่าข้อมูลเบื้องต้นของจังหวัดกำแพงเพชร ข้อมูลของอุทยาน วัดในกำแพงเพชร มีกี่วัด วัดเล็กวัดใหญ่ มีพื้นที่เท่าไหร่ภายในอุทยาน จากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถตู้ไปกันที่จุดหมายแรกในอุทยานนั่นก็คือ "วัดช้างรอบ" ตั้งอยู่ในเขตวัดอรัญญิกหรือโซนวัดป่า บรรยากาศค่อนข้างเงียบ สงบ และร่มรื่นกว่าด้านในกำแพงเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ 20–21 ซึ่งเป็นช่วงที่กำแพงเพชรมีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่าน วัดแห่งนี้ถูกค้นพบในสภาพซากปรักหักพังกลางป่า ก่อนจะมีการสำรวจ ขุดแต่ง และบูรณะโดยกรมศิลปากรในเวลาต่อมา จุดเด่นที่สุดของวัดนี้คือ เจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนฐานสูง และรอบฐานนั้นมีรูปปั้นช้างครึ่งตัวโผล่ออกมาเรียงรายโดยรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดช้างรอบ” ตัวช้างทำจากศิลาแลง ซึ่งเป็นวัสดุหลักที่ใช้ก่อสร้างโบราณสถานในกำแพงเพชร นอกจากนี้ยังมีการใช้อิฐและปูนในบางส่วนของโครงสร้างด้วย หลังจากนั้นนั่งรถต่อไปอีกนิดก็จะเจอกับ "วัดพระสี่อิริยาบถ" ซึ่งตั้งอยู่ในโซนอรัญญิกหรือเขตวัดป่า บรรยากาศค่อนข้างเงียบ สงบ และร่มรื่นกว่าด้านในเมืองโบราณ สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยต่อเนื่องถึงอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20–22 โดยใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างเช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ๆ ในกำแพงเพชร จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่มณฑปขนาดใหญ่ที่เคยประดิษฐานพระพุทธรูปถึง 4 อิริยาบถ หรือ 4 ท่าทาง ได้แก่ ปางยืน ปางเดิน ปางนั่ง และปางนอน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระสี่อิริยาบถ” ปัจจุบันองค์พระที่ยังคงเห็นได้ชัดและค่อนข้างสมบูรณ์คือพระพุทธรูปปางยืนขนาดใหญ่ สูงหลายเมตร ตั้งอยู่ภายในมณฑป ส่วนองค์อื่น ๆ เหลือเพียงร่องรอยและชิ้นส่วนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต สำหรับเรา วัดพระสี่อิริยาบถเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและศรัทธาของคนโบราณ ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านงานสถาปัตยกรรมและพระพุทธรูปในแต่ละอิริยาบถอย่างน่าทึ่ง ทำให้เหมือนย้อนกลับไปยุคสมัยนั้นจริงๆเลยครับ


ถ่ายรูปเช็คอินวัดช้างรอบ พอกรุบกริบบบ

วัดพระสี่อิริยาบถ ก็เช็คอินคับ!!!
ทุกคนหิวกันแล้วรึยัง วันนี้เราจะไปรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ร้าน Area 168 ซึ่งอยู่ในจังหวัดสุโขทัยที่มีคาเฟ่ในตัวมีขนมอร่อยๆมากมายและยังปลาตัวอ้วนๆๆ ให้ดูอีกด้วย บรรยากาศร้านร่มรื่นราคาอาหารดีมากมีหลากหลายเมนูมากต้ม ผัด แกง ทอด ร้าน อยู่ในห้องแอร์เย็นสบายสุดๆ และเมนูที่เรากินในวันนี้คืออออ

ท๊าดาาา ข้าวหมูทอดจิ้มแจ่วนั่นเอง น้ำจิ้มเผ็ดเปรี้ยวแซ่บ หมูนุ่มมาก ทอดมาได้กำลังดี ราคาแค่ 60 บาทเองเป็นมื้อกลางวันที่มีความสุขที่สุด นอกจากนี้เพื่อนๆเราก็สั่งพวกเมนู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ สุกี้ ยำวุ้นเส้น ที่รับรองได้ว่าอร่อยแบบสุดยอดแน่นอนการันตีโดยคนกินนั่นเอง555 กินเสร็จเราก็ออกมาเดินเล่นด้านนอกร้าน ถ่ายรูปเล่นกันเล็กน้อย

ไอต้าวปลาอ้วนนนน

ถ่ายรูปกันหน่อย เช็คๆ
หลังจากที่พวกเรากินข้าวกันเสร็จแล้ว นั่งรถฟังเพลงชิลๆมาต่อกันที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัด สุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกและมีโบราณสถานจำนวนมากทั้งภายในและนอกกำแพง เมื่อเราไปถึงทางอุทยานได้มีวิทยากรมาบรรยายข้อมูลความรู้ก่อนจะไปทำกิจกรรมปั่นจักรยานชมวัดรอบๆอุทยาน ค่าบริการคันละ 20 บาท วัดที่แรกที่เราไปคือ วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านผังวัดและรูปแบบเจดีย์ที่หลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางศิลปกรรมในสมัยสุโขทัยได้อย่างชัดเจน วัดเจดีย์เจ็ดแถว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19–20 ในสมัยสุโขทัย และอาจเป็นวัดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นปกครองหรือใช้เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญในอดีต ภายในวัดมีลักษณะเป็นลานกว้าง โดยมีเจดีย์ขนาดเล็กจำนวนมากเรียงกันเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “เจดีย์เจ็ดแถว” จุดเด่นของวัดนี้คือความหลากหลายของรูปแบบเจดีย์ ไม่ได้มีเพียงทรงเดียว แต่ผสมผสานหลายศิลปะ เช่น เจดีย์ทรงดอกบัวตูมแบบสุโขทัย เจดีย์ทรงระฆัง และรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกาและศิลปะพม่า ทำให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในยุคนั้นได้อย่างน่าสนใจ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างหลักคือศิลาแลงและอิฐ ฉาบปูนตามแบบโบราณสถานในสมัยสุโขทัย เมื่อเดินชมภายในวัดจะให้ความรู้สึกสงบและเป็นระเบียบ เพราะเจดีย์จำนวนมากตั้งเรียงกันอย่างสวยงาม ท่ามกลางพื้นที่โล่งและธรรมชาติรอบด้าน
ต่อมาเราจะปัดจักรยาน กริ๊งๆไปกันต่อวัดที่สอง นั่นก็คือ วัดนางพญา จุดเด่นของวัดนางพญาคือเจดีย์ประธานทรงระฆังที่ตั้งอยู่บนฐานสูง แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงซากฐานและโครงสร้างบางส่วน แต่ยังสามารถมองเห็นผังวัดได้ค่อนข้างชัด แสดงให้เห็นถึงการวางแผนก่อสร้างอย่างเป็นระเบียบตามแบบสถาปัตยกรรมสุโขทัย สิ่งที่เรารู้สึกได้เมื่อเดินชมวัดนางพญาคือความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยเสน่ห์ของโบราณสถาน บรรยากาศโดยรอบที่ไม่พลุกพล่าน ทำให้เหมือนได้เดินสำรวจร่องรอยประวัติศาสตร์อย่างช้า ๆ สำหรับเรา วัดนี้อาจไม่ใช่วัดที่ใหญ่หรือโดดเด่นที่สุดในสุโขทัย แต่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มภาพของเมืองโบราณ และทำให้การเดินทางครั้งนี้ได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และบรรยากาศของสุโขทัยไปพร้อมกันอย่างลงตัว
และวัดสุดท้ายก่อนจะไปต่อในวันนี้ คือ วัดช้างล้อม จุดเด่นของวัดคือเจดีย์ประธานทรงลังกาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนฐานสูง โดยรอบฐานมีรูปปั้นช้างจำนวนมากเรียงล้อมอยู่ทุกด้าน ประมาณ 39 เชือก ลักษณะของช้างเป็นแบบโผล่ครึ่งตัวออกจากฐานเจดีย์ ดูเหมือนกำลังช่วยค้ำจุนองค์เจดีย์ไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดช้างล้อม” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในศิลปะสุโขทัย วัสดุที่ใช้ก่อสร้างหลักคืออิฐและศิลาแลง แล้วฉาบปูนทับภายนอกตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยสุโขทัย ทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและคงรูปมาได้ยาวนาน แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี ปัจจุบันยังสามารถมองเห็นรายละเอียดของช้างที่ล้อมรอบฐานเจดีย์ได้ค่อนข้างชัด บรรยากาศโดยรอบกว้างและโปร่ง เมื่อเดินชมรอบองค์เจดีย์ จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความสง่างามของโบราณสถานแห่งนี้

ทดสอบระบบข้อเข่ากันสักหน่อย ซิ่งกันไปอย่ารีรอ

เช็คอิน วัดเจดีย์เจ็ดแถว ไปกันต่อ

เช็คอิน วัดนางพญา ยังไหว ไปกันต่อออ

เช็คอิน วัดช้างล้อม อันยิ่งใหญ่และสง่างาม


หลังจากถ่ายรูปกันเสร็จ ก็ปั่นจักรยานชมรอบๆตัวอุทยานกับถ่ายรูปเล่นก่อนจะนำจักรยานไปคืนร้าน
และมุ่งหน้าไปยังไฮไลท์ของเราในทริปนี้ โฮมสเตย์ชุมชนนาต้นจั่น จังหวัด สุโขทัยยย
ประมาณ 5 โมงเย็นพวกเราก็มาถึง โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น กันแล้วครับบบบบ บรรยากาศกำลังดีเลย ซึ่งบ้านที่พวกเราพักนั้นเป็นบ้าน 3 หลังติดกัน บ้านเรือนใหญ่วราภรณ์ บ้านต้นไม้ และ บ้านฟาน ฟาน เชื่อมต่อกันด้วยสะพานข้ามเล็กๆ และบันได โดยแบ่งเหล่าหนุ่มฉกรรจ์ พักบ้านต้นไม้ สาวๆ พักบ้านใหญ่วราภรณ์ และครูที่เคารพ พักที่บ้านฟาน ฟาน โดยรวมบ้านพักทั้งสามหลังมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นไซส์มินิ กาน้ำร้อน เครื่องทำน้ำอุ่น แถมฟรีไวไฟให้ด้วย ส่วนบรรยากาศนั้น อบอุ่นมากก น่ารัก เหมือนกับเป็นลูก-หลานกัน แถมมีอ้วงงงงสามสีประจำบ้านมาต้อนรับอีก พักผ่อนเดินถ่ายรูปเล่นกันไม่นาน อาหารแบบขันโตก ที่เป็นอาหารที่หาได้ในท้องถิ่น ทำสดกัน โดยใน 1 ขันโตกมี ปลานึ่งสูตรลับ เนื้อนุ่ม ลาบหมู (พี่อิสลามทานต้นจืด) ผัดวุ้นเส้น ต้มข่าไก่ และทีเด็ด น้ำพริกไข่ต้มและเหล่าผัก เช่น แตงกวา ผักกาดขาว ฟักทองต้ม และแน่นอนที่นี้เขาก็มีจุดถ่ายรูปดีที่ไม่มีใครอยากเหมือน เช่น แห่งน้ำดูดาว ไม่ใช่เป็นกระจกแก้ว หรือหลังโปร่งใส แต่ ไม่มีหลังคา เป็นวิวที่สวยและเป็นเสี่ยงโชคสำหรับผู้เข้าพัก และที่เขียนมา ก็ไม่แปลกใจเลยที่ได้ Hall of Fame จาก Thailand Tourism Awards มาครอง และได้รับพระราชทานรางวัลจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ดีขนาดนี้ถ้ามีโอกาสมาสุโขทัยคือต้องแวะ ไม่มาถือว่าพลาด(กระซิบๆราคาน่ารักนะ)







บรรยากาศที่พัก ปล.นี่คือสิ่งที่ทุกคนว้าวมาก ห้องน้ำเปิดประทุน พิกัด บ้านเรือนใหญ่วราภรณ์

อาหารเย็นที่ทุกคนรอคอย จัดไป 5 วง 5 ขันโตกจุกๆไม่อิ่มเติมได้ แต่ตรงนี้ก็กินไม่หมด วงนี้กิน 6 คน อิอิ
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จเราก็จะเดินไป ตลาดฮิมห้วย กัน ตลาดเปิด-ปิดเวลา 16:30-20:00 ภายในตลาดฮิมห้วยก็จะมีกิจกรรมต่างๆมากมายให้ทำเช่น การรำวง หรือ ขายสินค้าที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยวได้ซื้อของฝากได้ทำความรู้จักผู้คนจากในชุมชน พวกเรายืนจอยรำวงกันอยู่พักนึง สนุกสนานเอนจอยกันสุดๆ ออกสเต็ปกันไม่พักเลยคนไทย หลังจากตลาดฮิมห้วยปิด ระหว่างเราเดินกลับที่พักก็จะมีร้านค้า พวกเราซื้อของพวกขนมเครื่องดื่ม เดินกลับถึงที่พักก็นั่งเล่นพูดคุยกันสักหน่อย เล่นเกมกันจอยๆ แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอนฝันดีราตรีสวัสดิ์ทุกคนนนน



อินเนอร์มาเต็มไม่ทิ้งสเต็ปคนไทย ยกไม้ยกมือโบกสะบัดไปมา
วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์แล้ว เป็นวันที่ 2 ของทริปเรา เริ่มต้นเดือนใหม่ด้วยความสดใส พวกเราก็ตื่นกันประมาณ 6-7 โมง อาบน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วไปกินขันโตกอาหารเช้ากันก็จะมีไข่ต้ม น้ำพริกหนุ่ม หมูยอทอด ต้มฟักร้อนๆ ผัดผักรวมกุ้ง (กุ้งเยอะแบบสุดๆ) อาหารทุกอย่างอร่อยมาก (คนเขียนกินพูนๆสองจาน เหมากุ้งทุกตัว อิอิ) พอเรากินเสร็จก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว เก็บกระเป๋า แล้วเราก็ถ่ายรูปรวมกันก่อนที่จะเดินทางไปต่อกันที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดพระพุทธชินราช) จังหวัดพิษณุโลก พร้อมแล้วคับใจพร้อมกายพร้อม ออกเดินทาง เลสโกๆๆๆๆๆ


อาหารเช้าล้นขันโตกและการถ่ายรูปแบบใหม่(แบบใด๋)

บ๊ายบายนาต้นจั่นไว้เจอกันใหม่น้าาา
ก๊อกๆๆ ถึงแล้ว พาทุกคนมาเช็คอินที่ วัดพระศรีรัตนามหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดใหญ่"เป็นโบราณสถาณสำคัญคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก ที่รวบรวมพุทธศิลป์และประวัติศาสตร์ยาวนานไว้ในที่เดียว วัดนี้สร้างในปีพ.ศ. 1900 ในสมัยของ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย อีกทั้งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราช ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย
นอกจากพระพุทธชินราชแล้ว ภายในวิหารและบริเวณรอบๆ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโบราณสถานสำคัญ
คือ พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา: พระพุทธรูปสำคัญที่สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินราช
พระอัฏฐารสพระพุทธที่มีลักษณะรูปยืนปูนปั้นปางประทานอภัย และถ้าทุกคนอยากจะมาไหว้ขอพรที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่นี่นิยมขอพรเรื่องโชคลาภและความสำเร็จสุขภาพ ความแคล้วคลาด และเพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นเอง



ใส่ 20 บาทงวดนี้หนูขอ 20 ล้านค่ะ อิอิ
และภายในยังมี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ใกล้กับองค์พระพุทธชินราชที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญของไทย ให้เราได้เข้าชมกัน เมื่อเข้าไปด้านในลงทะเบียน ที่หน้าทางเข้า ก็สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองพิษณุโลกและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะศิลปะสมัยสุโขทัยและอยุธยา ภายในอาคารจัดแสดงมีพระพุทธรูปโบราณ เครื่องใช้ในสมัยก่อน ศิลาจารึก และโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาและอารยธรรมในอดีต





หมดเวลาสนุกแล้วสิทุกคนนน สำหรับ ทริป กำแพงเพชร-สุโขทัย-พิษณุโลก 2 วัน 1 คืนในครั้งนี้สำหรับพวกเรา ไม่ได้เป็นแค่การเดินทางท่องเที่ยวธรรมดา แต่เหมือนเป็นการออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนในฐานะเด็กท่องเที่ยว ได้เห็นทั้งโบราณสถาน เมืองเก่า วัดสำคัญ พิพิธภัณฑ์ รวมถึงวิถีชีวิตและบรรยากาศของแต่ละจังหวัดอย่างใกล้ชิด นอกจากจะได้เที่ยว ได้กิน และได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ ๆ แล้ว ยังได้สังเกตสถานที่จริง และเข้าใจคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากขึ้น สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่รูปถ่ายหรือความทรงจำดี ๆ แต่ยังรวมถึงความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองใหม่ต่อสถานที่ท่องเที่ยวของไทย ที่เต็มไปด้วยคุณค่าและเรื่องราวในอดีต ทริปนี้ทั้งสนุก อบอุ่น และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างไปพร้อมกัน ทริปสั้น ๆ ครั้งนี้อาจใช้เวลาไม่นาน แต่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความประทับใจ และได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการเรียนด้านการท่องเที่ยวของเรา ทำให้รู้สึกว่าการออกเดินทางแต่ละครั้ง ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือการได้เรียนรู้โลกกว้างไปทีละก้าวจริง ๆ และต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เดินทางกับเรามาตั้งแต่ต้นจนถึง ณ ตรงนี้ หวังว่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดจะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้ออกไปเปิดโลกท่องเที่ยวเรียนรู้ค้นพบในสิ่งใหม่ๆ
สุดท้ายนี้ ขอฝากรับชมและกดไลค์ Vlog ของทริปนี้ เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนรู้เก็บเส้นทาง ประสบการณ์ และการเรียนรู้นอกห้องเรียนของพวกเราเด็กการท่องเที่ยวด้วยนะครับ
ขอบคุณและสวัสดีครับ
ทีชเชอร์ซันเดย์
วันพฤหัสที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 00.14 น.








