สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้จะมารีวิวทริปสั้น ๆ เสาร์-อาทิตย์ สำหรับคนเวลาน้อย แต่อยากฮีลใจกับธรรมชาติ เราเลือกปักหมุดไปที่ จังหวัดราชบุรี (อีกแล้ว) ด้วยความที่บ้านเราอยู่ที่นี่ค่ะ นึกอะไรไม่ออกก็ไปได้บ่อย ๆ ไม่มีเบื่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไปจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็มีอะไรใหม่ ๆ ให้ได้ลองทำตลอด และสำหรับทริปนี้ พวกเรา เน้นกิน เที่ยว ถ่ายรูป ปีนป่ายไต่เขานิดหน่อย และพักผ่อนแบบชิล ๆ ชิ๊ลลลล ชิลลลล ตามมาดูกันเลยค่ะ


(รูปด้านบนใช้ Gemini ช่วยทำให้นะคะ คำไหนพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกโปรดใช้วิจารณาญาณ)
พวกเราเริ่มออกเดินทางช่วงสาย ๆ ค่ะ ชิลมาก (เวลาโดยประมาณ)
Day 1 : 4 กรกฎาคม 2026
08.00 น. ออกเดินทางจาก กทม.
10.00 น. ทานมื้อสาย ที่ร้าน เจ๊ติ๊ก ขนมจีนโคตรผัก
10.30 น. แวะถ่ายรูปที่ภูผาแรด
12.00 น. เขาทะลุมิติ อ. จอมบึง
13.00 น. ทานมื้อกลางวัน ที่ร้าน รักคุณ เรือนไทยคาเฟ่ สวนผึ้ง
14.00 น. เช็คอิน ภูกระโจมทอง กางเต็นท์ และพักผ่อน
Day 2 : 5 กรกฎาคม 2026
06.30 น. ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านมอญห้วยน้ำใส
- ดื่มกาแฟที่ Bamboo Cafe
- ตักบาตรวิถีมอญ
- ทานมื้อเช้าที่ Mat Cafe
- เดินเล่นถ่ายรูป
10.00 น. เดินทางกลับที่พัก
- เก็บเต็นท์ ทำภารกิจส่วนตัว และเดินทางกลับ
13.00 น. ทานมื้อกลางวันที่ ร้าน ตำไม่หยุด อ. เมือง จ. ราชบุรี

📍Day 1: เปิดวาร์ปความอร่อยสู่อันซีนธรรมชาติ และลานกางเต็นท์วิวหลักล้าน
สมาชิกเราเลิกงานตอนเช้า 08.00 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยิงยาวมารวมตัวกันที่ อ. เมือง จ. ราชบุรี และประเดิมมื้อแรกกันที่ ร้านเจ๊ติ๊ก ขนมจีนโคตรผัก ความเด็ดดวงคือ น้ำยารสจัดจ้านและกองทัพผักสดที่ตักได้ไม่อั้น เราชอบกินมาก โดยเฉพาะแกงเขียนหวานใส่เพิ่มลูกชิ้นปลากับขาไก่ อิ่มจุกๆ ในงบประหยัดสบายกระเป๋า เริ่มที่ 30 - 40 บาทเท่านั้น ยกให้เป็นร้านประจำตลอดกาล

กินอิ่มแล้วก็ไปกันต่อค่ะ ปักหมุดไปยัง "ภูผาแรด" หรือโดยทั่วไปคนนิยมเรียกว่า "มุมลับเขางู" ที่นี่เป็นมุมหน้าผาหินปูนริมน้ำที่มีร่องรอยจากการทำสัมปทานระเบิดหินในอดีต ทำให้เกิดเป็นริ้วลายบนหน้าผาที่สวยงามแปลกตา บอกเลยว่าใครได้รูปมุมนี้ไปลงโซเชียลต้องถูกทักว่าเท่ระเบิดแน่นอน




จากนั้นขับรถตามหมุด Google Map ว่า จุดจอดรถเขาทะลุมิติ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อชมสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้อย่างสวยงาม ที่นี่เป็นภูเขาหินปูนที่มีช่องทะลุขนาดใหญ่ตรงเพดานถ้ำ เดินเท้าปืนป่ายสั้น ๆ ตามทางธรรมชาติประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงด้านบน พอมองลอดกรอบหินโค้งออกไปเห็นวิวทิวเขาสลับซับซ้อน ให้ฟีลเหมือนเราหลุดทะลุมาอีกมิติหนึ่งจริง ๆ ถ่ายรูปมุมไหนก็ปัง (แต่อย่าลืมใช้ความระมัดระวังกันมาก ๆ นะคะ ดิน หิน บริเวณตีนเขาค่อนข้างร่วนซุย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายค่ะ)







เที่ยวเล่นกันแป๊ปเดียวก็รู้สึกต้องเติมพลังกันอีกแล้ว มื้อกลางวันเราฝากท้องกันที่ ร้าน "รักคุณ เรือนไทยคาเฟ่ สวนผึ้ง"ขยับเข้าสู่ อ.สวนผึ้ง ร้านนี้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารไทยที่ดัดแปลงมาจากบ้านทรงไทยโบราณ 2 ชั้น ท่ามกลางสวนเขียวขจี บรรยากาศร่มรื่น ย้อนยุคแต่ชิลมาก อาหารรสชาติดี ราคาเป็นกันเอง และเสริฟจานใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ทานกันแทบไม่หมด


ระหว่างนั่งทานอยู่ฝนตกด้วย พอจะเริ่มเดินทางต่อฝนเบาลงมาก เป็นใจดีเหลือเกิน ไปกันต่อ

ได้เวลาเดินทางเข้าสู่จุดปักสมอเรือนของเราที่ "ภูกระโจมทอง สวนผึ้ง" ลานกางเต็นท์เอกชนบนเนินเขาทางขึ้นเขากระโจม จ่ายค่ากางเต็นท์คนละประมาณ 200 บาท ถึงแม้ว่าทางจะชัน แต่ที่นี่ทางขึ้นไม่ยาก รถทุกชนิดขึ้นได้ เก๋งน้อย ๆ ของเราพากันมาหลายรอบ นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว วิวด้านบนกว้างขวาง มาก เต็นท์ทุกหลังได้วิวสวยไม่แพ้กันเลยจริง ๆ (แต่อย่าไปกางไกลมาก เพราะห้องน้ำตอนนี้ยังมีจุดเดียว) ลมพัดเย็นสบาย ให้ฟีลลิ่งธรรมชาติสุด ๆ เราใช้เวลาช่วงบ่ายกางเต็นท์ นั่งชมภูเขาตรงหน้า และพักผ่อนนอนมองสีเขียวสบายตาจนเวลาผ่านไปนานเท่าไรแทบไม่รู้ตัวเลย








แดดร่มลมตกพวกเราล้อมวงคีบหมูลงหม้อกันฟิน ๆ แต่ความพิเศษของค่ำคืนนี้นี้ไม่ได้มีแค่ความอร่อย เพราะเราได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญสุดพิเศษ "พี่มายเดย์" ช่างภาพสัตว์ป่าชื่อดัง ที่ซื้อกะหล่ำปลีมาร่วมแจมล้อมวงกินชาบูกับพวกเรา พร้อมเปิดคลังประสบการณ์ลุยป่าล่าภาพถ่ายที่ทำเอาทุกคนในวงแทบจะลืมเคี้ยวหมู (555+ ล้อเล่นค่ะ ใครจะลืมเคี้ยวกัน)
พี่มายเดย์นั่งเล่าให้พวกเราฟังด้วยแววตาเป็นประกาย ถ่ายทอดวินาทีชีวิตในป่าลึกชนิดที่เรียกว่านึกภาพตามเป็นฉาก ๆ
ช็อตหยุดหายใจของเสือโคร่ง: พี่มายเดย์เล่าถึงการนั่งซุ้มบังไพร (Blind) อยู่เป็นสัปดาห์ท่ามกลางความเงียบ และวินาทีที่เสือโคร่งตัวใหญ่ก้าวเท้าออกมาจากพุ่มไม้ สายตาของมันจ้องตรงมาที่กล้อง เสียงหัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงชัตเตอร์ การกดชัตเตอร์ช็อตต่อช็อตในวินาทีนั้นต้องนิ่งและเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้สัตว์ตื่นตกใจ
ความอดทนแลกภาพนกเงือก: กว่าจะได้ภาพนกเงือกป้อนอาหารลูกในโพรงไม้สวยๆ พี่มายเดย์ต้องแบกกล้องและเลนส์เทเลโฟโต้หนักหลายกิโลกรัม เดินเท้าลุยโคลนและทนสู้กับยุงทาก ตั้งกล้องรอตั้งแต่ตี 4 เพื่อรอแสงแรกและจังหวะที่นกบินกลับมาที่รัง การลั่นชัตเตอร์ต้องแม่นยำเพราะโอกาสมีแค่ไม่กี่วินาที
หัวใจของการเป็นช่างภาพสัตว์ป่า: สิ่งที่พวกเราประทับใจมากคือ พี่มายเดย์บอกว่า "ภาพถ่ายที่ดี ไม่ใช่แค่ภาพที่ชัดหรือสวยที่สุด แต่คือภาพที่เคารพธรรมชาติและไม่รบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่า" โอ้โห หล่อมากพี่ชาย

ถึงแม้ว่าพี่แกไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นช่างภาพก็ตาม แต่เราขอยกให้พี่มายเดย์เป็นช่างภาพสัตว์ป่าระดับประเทศจริง ๆ จากใจค่ะ หากท่านใดอยากทราบว่าเรากับพี่มายเดย์รู้จักกันได้อย่างไร ให้ย้อนไปอ่าน กระทู้เดินป่าชุมชน บ้านผาปก - บ้านห้วยน้ำขาว ค่ะ เราบังเอิญไปเจอพี่แกนั่งอยู่บนเขาคนเดียววันนั้นแกไปเฝ้ารอถ่ายนกเงือกที่นั่น และใครที่สนใจอยากติดตามผลงานของพี่แก ไอจีของพี่แกอาจจะไม่ได้เป็นแอคเคาน์ Official หรือแต่งโทนคุมโทนสายบล็อกเกอร์จ๋า ๆ นะคะ แกเน้นลงภาพดิบ ๆ สตอรี่เน้น ๆ ตามสไตล์คนทำงานภาคสนามตัวจริง IG : Instagram พี่มายเดย์ ถึงแม้ว่าแกจะไม่ได้อัพภาพผลงานมาอัพเดตบ่อย ๆ แต่รับรองค่ะว่า ถ้าได้เห็นผลงานของพี่แกจะต้องชอบแน่ ๆ ถ้าแกไม่ลงผลงานอะไรก็สามารถย้อนไปดูผลงานเก่า ๆ ได้ที่ Youtube : รายการคนส่องเสือ

จากวันนั้นที่บ้านผาปก มาถึงวันนี้ที่ภูกระโจมทอง พี่มายเดย์ก็ยังเป็นพี่ชายที่น่ารักและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังขับเคลื่อนในการอนุรักษ์ธรรมชาติเหมือนเดิม เอาล่ะค่ะ... เม้าท์มอยเรื่องพี่มายเดย์หอมปากหอมคอแล้ว เดี๋ยวพาร์ทต่อไป เตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ "หมู่บ้านมอญห้วยน้ำใส" ไปกินกาแฟกลางป่าไผ่และตักบาตรมอญกันต่อ รอติดตามชมนะคะ สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่าาาาาาา
📍 Day 2: ตื่นเช้าเสพวิถีสโลว์ไลฟ์ชายแดน แวะแซ่บส่งท้ายเมืองโอ่ง
06.30 น. หมู่บ้านมอญห้วยน้ำใส ยอมตื่นเช้าเพื่อมาสัมผัส "วิถีชุมชนชาวมอญสุดน่ารักกลางหุบเขา"
ชาวบ้านยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความเป็นมิตร เราสองสาวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำแนะนำของชาวบ้าน ใส่ออกมาแล้วน่ารักมาก ๆ ราคาย่อมเยาว์ที่ 100 บาท เท่านั้นค่ะ ใครสนใจจะแต่งชุดสวย ๆ แบบนี้ เราขอแนะนำให้มาเตรียมตัวแต่เช้านะคะมาช่วง 06.30 - 07.00 น. แบบเรากำลังดีค่ะ พระสงฆ์จะเดินลงบิณฑบาตรช่วงประมาณ 07.40 - 08.00 น. ค่ะ เราเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วสามารถดื่มกาแฟถ่ายรูปชิล ๆ และจับจองที่นั่งใส่บาตรได้ค่ะ




เราขอแนะนำเครื่องดื่มร้านนี้เลยค่ะ เป็นคาเฟ่ท่ามกลางป่าไผ่ร่มรื่นที่ "Bamboo Cafe" ก่อนหน้านี้เราเคยแวะทานที่ร้านนี้แล้วหนึ่งครั้ง ตอนนั้นได้ชิม 'ขนมปังเกลือ' หรือ 'ชิโอะปัง' รู้สึกถูกใจใช่เลยค่ะ อร่อยมาก แต่วันนี้เสียดาย พ่อค้าบอกว่าหมดจึงอดทานเลยค่ะ ไว้โอกาสหน้าจะแวะไปใหม่นะคะ

ร่วมตักบาตรวิถีมอญ ปูเสื่อรอพระสงฆ์เดินมารับบาตร เป็นภาพที่อบอุ่นและงดงามมาก




ทานมื้อเช้าสไตล์ท้องถิ่นรสชาติดีที่ Mat Cafe


อยากเล่าไว้เป็นความทรงจำถึงความน่ารักใจฟูที่บ้านมอญห้วยน้ำใส เนื่องจากมีเมนเทอร์ตัวน้อยอาสาพาทัวร์ "ลูกแมว" และ "สะพานโยกเยก" หลังจากที่พวกเราอิ่มอกอิ่มใจกับการทำบุญตักบาตรวิถีมอญเสร็จเรียบร้อย และกำลังเดินทอดน่องถ่ายรูปเล่นดื่มด่ำกับบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางสายหมอกจางๆ อยู่นั้น... จู่ๆ ทริปนี้ก็มีเรื่องราวชวนอมยิ้มเกิดขึ้นค่ะ! พวกเราได้บังเอิญพบกับ "น้องๆ มัคคุเทศก์ตัวน้อย" 3 คน เป็นเด็ก ๆ ในชุมชนที่น่ารักและอัธยาศัยดีมาก ๆ น้อง ๆ เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส พร้อมกับยื่นข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พวกเราปฏิเสธไม่ลงว่า "พี่ ๆ คะ เดี๋ยวพวกหนูพาไปดูน้องลูกแมวน้อย แล้วก็จะพาไปเล่นสะพานโยกเยกด้วยนะ!" เจอพลังความน่ารักตกเข้าให้ขนาดนี้ มีหรือคะที่พวกเราจะพลาด เดินตามแก๊งเจ้าถิ่นตัวจิ๋วไปกั๊นนนนน


น่ารักกกกกก ถ้าน้อง ๆ ผ่านมาเห็นพี่ขอขอบคุณอีกครั้งน้าาา ที่พาพี่ไปที่สวย ๆ และจะปีนไปเก็บเงาะให้กินด้วย 5555+ แถมยังบอกอีกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องผ้าถุง ถ้าพี่อยากกินหนูปีนได้สบายมาก เอ็นดู ห้ามแทบไม่ทัน (เกือบทำลูกสาวเขาชำรุดสึกหรอแล้วตรู) ไว้เจอกันใหม่นะคะ


10.00 น. เดินทางกลับมายังภูกระโจมทอง ทำภารกิจส่วนตัว ล้างหน้าล้างตา และช่วยกันเก็บเต็นท์เตรียมโบกมือลาธรรมชาติสวนผึ้ง

13.00 น. ขากลับแวะเติมความแซ่บซี้ดส่งท้ายทริปที่ตัวเมือง ร้าน "ตำไม่หยุด" เรียกได้ว่าสั่งแหลก สั่งหลายเมนูมาก เป็นการปิดทริป 2 วัน 1 คืน ที่ครบรสชาติ ทั้งอิ่มบุญ อิ่มท้อง และอิ่มตาอิ่มใจค่ะ




1. ร้านเจ๊ติ๊ก ขนมจีนโคตรผัก เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด แต่ถ้าวันไหนจะหยุดมักจะหยุดยาว ๆ หลาย ๆ วัน แต่จะแจ้งไว้ผ่าน Tiktok พร้อมกับจะแปะป้ายไว้ที่ร้านด้วย
2. ภูผาแรด ปักหมุดไปได้เลยว่า มุมลับเขางู
3. ภูกระโจมทอง แนะนำให้จองล่วงหน้า เจ้าของเป็นชาวบ้าน แกน่ารักมาก ๆ มีอะไรขาดตกบกพร่องไปแจ้งแกได้เลย แกยินดีรับฟังและแก้ปัญหาให้เสมอค่ะ ลานสะอาด วิวสวยมาก แยกล็อคให้ลูกค้าชัดเจนไม่ต้องกังวลเรื่องแย่งที่ fanpage ภูกระโจมทอง สวนผึ้ง
4. หมู่บ้านมอญห้วยน้ำใส ให้มาแต่เช้า ช่วง 06.30 - 07.00 น. จะได้มีเวลาจิบกาแฟชิล ๆ
ราชบุรีสำหรับพวกเราไม่ได้มีดีแค่เมืองโอ่งแต่โซนจอมบึงและสวนผึ้งยังมีเสน่ห์ของธรรมชาติ ขุนเขา และวิถีชุมชนที่ซ่อนอยู่รอให้ทุกคนไปสัมผัสขับรถใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้ แต่ได้ชาร์จแบตชีวิตกลับมาแบบเกินร้อยแน่นอนค่ะ!
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกระทู้รีวิวนี้จนจบนะคะ มีคำถามตรงไหนคอมเมนต์ทิ้งไว้ได้เลยน้า เจอกันทริปต่อไป เราจะพากลับเข้าป่า ไปสัมผัส "หัวใจแห่งผืนป่าอุ้มผาง" ชุ่มฉ่ำและสนุกสนานกันที่น้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในเมืองไทย "น้ำตกปิตุ๊โกร" หรือ "เปรโต๊ะลอซู" และ "ดอยมะม่วงสามหมื่น"
Charri
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.51 น.








