ขึ้นเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยแรงใจที่ศรัทธา ปี 2560 รีวิวโดย DoubleP Traveller

สวัสดีค่ะ :) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2560 ผู้เขียนได้มีโอกาสไป นมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ก็เลยอยากจะมาแบ่งปัน รายละเอียดต่างๆ และการเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจจะไปในปีนี้ค่ะ โดยในปี 2560 นี้ เขาคิชฌกูฏ จะเปิดระหว่างวันที่ 28 มกราคม - 28 มีนาคม และ ณ ตอนนี้

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยแรงใจที่ศรัทธา ปี 2560

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยแรงใจที่ศรัทธา ปี 2560


สวัสดีค่ะ :)

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2560 ผู้เขียนได้มีโอกาสไป นมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

ก็เลยอยากจะมาแบ่งปัน รายละเอียดต่างๆ และการเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจจะไปในปีนี้ค่ะ

โดยในปี 2560 นี้ เขาคิชฌกูฏ จะเปิดระหว่างวันที่ 28 มกราคม - 28 มีนาคม

และ ณ ตอนนี้ ด้านบนเขาจะยังไม่มีจุดจำหน่ายสินค้าใดๆ เหมือนทุกๆปี

ดังนั้นเราจึงควรเตรียมทุกอย่างขึ้นไปเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า ขนมปัง หรือ ข้าวกล่อง(เผื่อหิว)

และที่สำคัญเลยก็คือต้องนำกลับมาทิ้งด้านล่างด้วยตนเองค่ะ


ซึ่งการเดินทางมีสองแบบ ด้วยกัน นั่นก็คือ เดินเท้าจากด้านล่าง และ ขึ้นรถยนต์ไปลงที่จุดลานพระสีวลี ค่ะ
สำหรับการเดินทางขึ้นโดยรถยนต์: สิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อไปถึง นั่นก็คือการซื้อตั๋ว
โดยสถานที่ สำหรับนั่งรถขึ้นด้านบนเขา ปีนี้มีทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน
1. วัดกะทิง
2. วัดพลวง
3. ที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ (สถานที่เปิดใหม่ มีการให้บริการปีนี้เป็นปีแรก)

เจ้าของกระทู้ ไปมาครบทั้ง 3 ที่เรียบร้อยค่ะ (ปีแรกวันพลวง ปีที่สองวัดกะทิง และล่าสุดที่ว่าการอำเภอ)
และในปีนี้ ทั้งสามที่ รถจะวิ่งขึ้นตรงไปที่ลานพระสีวลีเลยค่ะ
วัดพลวงจะไม่มีการลงจุดที่สองเพื่อทำการเปลี่ยนรถเหมือนทุกๆปี
ราคาค่าตั๋ว จะอยู่ที่ ขาขึ้น 100 บาท ขาลง 100 บาท และ ค่าบัตรผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ 10 บาท ค่ะ


หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็หาสถานที่รอใกล้ๆคิวรถภายในวัด ก็ตามสะดวกของทุกท่านเลยค่ะ
ปีนี้ในตอนแรกเจ้าของกระทู้เลือกที่จะไปรอที่ วัดกะทิง เนื่องจากปีที่แล้วเคยมารอแล้ว แล้วใช้เวลาไม่นานมาก

แต่ปีนี้ผิดคาดไปนิดนึงค่ะ เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรก ในเรื่องความพร้อม ยังคงจัดการได้ไม่ดีมากนัก เลยทำให้ทุกอย่างล่าช้า
เริ่มตั้งแต่การต่อคิวซื้อตั๋ว และการขึ้นรถที่มีหยุดชะงักไปบ้าง เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 5 ชั่วโมง

ซักประมาณ 11 โมงได้ยินประกาศ ในปีนี้ มีเปิดจุดให้ขึ้นใหม่อีก 1 จุด นั่นก็คือ ที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ
จึงไม่รอช้าเรียกพี่มอไซด์รับจ้างขอไปดูที่ใหม่ ซึ่งห่างกันจากวัดกะทิง ประมาณ 1 กิโลเมตร
ปรากฏว่า... จุดที่ว่าการอำเภอคนน้อยมาก สามารถซื้อตั๋วและขึ้นได้เลย เนื่องจากยังไม่เป็นที่ทราบมากนัก
จึงจัดการเปลี่ยนที่ขึ้นรถแบบไม่คิดเลยค่ะ เพื่อประหยัดเวลาในการรอ


สำหรับตั๋วที่นี่ ขายพร้อมกันเลยคือ ขาขึ้น ขาลง และบัตรเข้าอุทยาน ทั้งหมด 210 บาท/คน
โดยไม่ต้องไปซื้อขาลงอีกครั้งจากทางด้านบนเขา

ในส่วน สิ่งของที่ต้องเตรียมขึ้นไปนั้น ที่จำเป็นมากก็คือน้ำดื่ม และของกินรองท้องเวลาที่หิวด้านบนค่ะ

มาก/น้อย ก็ตามปริมาณที่เราคาดการณ์เลยค่ะ ส่วนเรา ก็มีน้ำเปล่าขวดเล็ก 1 ขวด, สปอนเซอร์ 1 กระป๋อง ไข่ต้ม กล้วย และ ขนมปัง อื่นๆ ก็ ทิชชู่เปียก, ผ้าปิดจมูก(กันฝุ่นช่วงขึ้นรถ), หมวก

น้อยๆ เข้าไว้เป็นดีค่ะ เพราะที่เราเอาไปคือต้องแบกเอง...



จากจุดขึ้นรถจนถึงลานพระสีวลี ใช้เวลา 25 นาที โดยประมาณ (เจ้าของกระทู้ลองจับเวลาจากการถ่ายภาพวิดีโอ)

ซึ่งทางก็จะเป็นทางลูกรัง ลาดชันคดเคี้ยวตามแนวเขาขึ้นไป ตื่นเต้น หวาดเสียวดีค่ะ

เห็นหลายๆคนบอกว่าลงจากรถแล้วเจ็บคอเลย (คือกรี๊ดกันลั่น) 555+

สำหรับพวกเรา เทคนิคที่ต้องนำมาใช้ในตอนนี้ คือ มือเหนียว ต้องจับที่นั่งให้แน่น ถึงเวลานั้นสัญชาตญาณจะบอกเราเองค่ะ

เดี๋ยวไว้ตัดต่อคลิปเสร็จแล้วจะเอาคลิปมาฝากนะคะ

จากสภาพทางที่เห็น หลังจากลงรถ คือ ขาวโพลน ตั้งแต่ ผม ขนตา ขนคิ้ว หนวด และ เสื้อผ้าเลยค่ะ
มองหน้ากัน หัวเราะ ไม่หยุด 555+ อยากจะ เซย์ไฮ คิดว่า ฝรั่งขี้นกที่ไหน (เลนส์กล้องถึงขนาดกับมัว)

รถจะส่งให้เราลงที่ลานพระสีวลี ณ จุดนี้จะมี ดอกไม้ ธูป เทียน ขายให้ตามปกติค่ะ ราคาชุดละ 30 บาท

จากจุดนี้จะต้องเดินเท้าขึ้นไปที่รอยพระพุทธบาท ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร

ระหว่างทางเดินจะมีจุดแวะพักให้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดเส้นทางค่ะ

เมื่อเดินเท้าได้ซักประมาณครึ่งทาง ก็จะมาถึง ลานเมตตา


ซึ่งปกติทุกปี บริเวณนี้จะมีของขายมากมาย แต่ปีนี้ร้านค้าทั้งหมดถูกรื้อถอน เป็นลานโล่งๆ


จากลานเมตตา จะไม่สามารถนำดอกดาวเรืองขึ้นไปด้านบนได้แล้วค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราอีกที

สำหรับห้องน้ำ ยังคงมี 3 จุดเหมือนเช่นเคย คือ ตรงลานพระสีวลี, ลานเมตตา, และลานพระบาท

ตัดความกังวลเรื่องห้องน้ำไปได้เลยค่ะ ยังมีอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง

โดยระหว่างทางเดินจากลานเมตตาไปที่ลานพระบาท ระยะทางประมาณ 500 เมตร
เราจะได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล เช่นการเคาะระฆัง กราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์



และแล้ว... เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ นั่นก็คือ ลานพระบาท ซึ่งจะเป็นจุด นมัสการรอยพระพุทธบาท ค่ะ
การเข้าไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท จะมีพระสงฆ์ หรือเจ้าหน้าที่คอยแจ้งว่าจะต้องปฎิบัติอย่างไรบ้าง ค่ะ
สำหรับเขตผ้าแดง ยังไม่เปิดให้กับประชาชนทั่วไปได้เดินทางเข้าไป ค่ะ


สุดท้ายนี้ ขอให้นักแสวงบุญทุกท่านได้รับแต่สิ่งดีๆ พรอันศักดิ์สิทธิ์ และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยนะคะ สาธุค่ะ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทู้นี้ จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่จะเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทในปีนี้ ไม่มากก็น้อยนะคะ



ความคิดเห็น