พาพ่อแม่ขึ้นเหนือ ค่ำไหนนอนนั้น 4 คืน 3 วัน ด้วยเงินคนละ 4,000 บาท รีวิวโดย Mi Palapilii

การเดินทางครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกการเดินทางที่โหดใช้ได้เลยครับ เส้นทางที่มากกว่า 6,000 กว่าโค้ง ระยะทางที่มากกว่า 3,000 กิโลเมตร (ไป - กลับ) แต่ใจมันอยากไปจริงๆ ๕๕๕ ทริปนี้เป็นการเดินรถสองต่อ ต้องอาศัยแรงพ่อกับแม่ขับรถมาจากสุรินทร์ แล้วผมก็รับช่วงขับต่อขึ้นเหนือครับ มาดูว่า

พาพ่อแม่ขึ้นเหนือ ค่ำไหนนอนนั้น 4 คืน 3 วัน ด้วยเงินคนละ 4,000 บาท

พาพ่อแม่ขึ้นเหนือ ค่ำไหนนอนนั้น 4 คืน 3 วัน ด้วยเงินคนละ 4,000 บาท



การเดินทางครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกการเดินทางที่โหดใช้ได้เลยครับ เส้นทางที่มากกว่า 6,000 กว่าโค้ง


ระยะทางที่มากกว่า 3,000 กิโลเมตร (ไป - กลับ) แต่ใจมันอยากไปจริงๆ ๕๕๕

ทริปนี้เป็นการเดินรถสองต่อ ต้องอาศัยแรงพ่อกับแม่ขับรถมาจากสุรินทร์ แล้วผมก็รับช่วงขับต่อขึ้นเหนือครับ

มาดูว่าทริปพาพ่อแม่มาลุยเหนือทริปนี้ เราไปไหนกันมาบ้าง?



::::: วันแรก :::::



- ออบหลวง

- ถ้าแก้วโกมล

- สวนสน

- ทุ่งดอกบัวตอง

- น้ำตกแม่สุรินทร์

- ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน



::::: วันที่สอง :::::



- ปางอุ๋ง

- บ้านรักษ์ไทย

- ถ้ำปลา

- ธารถ้ำลอด ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา ถ้ำผีแมน

- ดอยกิ่วลม (แม่ฮ่องสอน - ปาย)

- หมู่บ้านสันติชล

- ถนนคนเดินปาย



::::: วันที่สาม :::::



- ดอยกิ่วลม อช.ห้วยน้ำดัง

- ม่อนแจ่ม

- โปงแยงแก่งคอย

- เขื่อนภูมิพล เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย



การเดินทางนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน 4 คืน เหนื่อยแต่คุ้มมากๆ หลายที่เป็น Unseen Thailand

บางที่ไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ชมได้ และบางที่ก็ไม่สามารถบรรยายออกมาให้เห็นเป็นภาพได้จริงๆ

ต้องไปเห็นด้วยตา และสัมมผัสมันด้วยใจเท่านั้นครับ



https://www.facebook.com/PalapiliiThailand

:: ข้างบนจะเป็น route การเดินทางคร่าวๆ ทั้งหมดของทริปนี้ครับ เริ่มจากให้พ่อแม่ขับมาหาที่รังสิต


จากนั้นไมก็ขับขึ้นเหนือต่อ ซึ่ง Destination แรกก็คือ "ออบหลวง" กะจะไปเช้าที่นั้นเลย

ไมจะมีรหัสการเดินทางแบบนี้ครับ เช่น จาก กทม. ไปออบหลวง ไมจะเขียนรหัสว่า 2>>106>>108

ซึ่งตัวเลขที่มาร์คไว้ก็คือหมายเลขถนนนั่นเอง ยกตัวอย่างนะครับ



2>>106>>108



เดินทางไปยังทางหลวงสายเอเชียหมายเลข 2 ไปทาง ต.แม่ปะ อ.เถิน

จากนั้นจะมีถนนแยกให้เบี่ยงซ้ายไปทางถนนหมายเลข 106 เพื่อไป อ.ฮอด

จากนั้น เมื่อถึง อ.ฮอด จะเจอวงเวียน ให้เราเวียนมาเลี้ยวขวา ยึดถนนหมายเลข 108

ก็แสดงว่า จุดหมายของเราอยู่บนถนนหมายเลข 108 ครับ คราวนี้ก็ค่อยมาก

Scan ละเอียดกันอีกทีว่า จุดหมายของเรา อยู่ช่วงไหนของ 108 แค่นี้หละครับ



:: การเดินทางไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดครับ ร่างการอ่อนหล้าโคตรรร ขับมาได้ 3/5 ของเส้นทาง


ก็ต้องจอดรถนอนที่ปั๊มน้ำมันครับ ลืมตาไม่ขึ้นจริงๆ หลังจากตื่นขึ้นมาก็พบว่า เราสายแล้ว ๕๕

ตื่นมา 6 โมงเช้า แต่ยังอยู่ ปั้มน้ำมันที่ อ.เถิน อยุ่เลย ให้ตายเถอะ เอาหล่ะ รีบเหยียบคันเร่งและไปต่อ

ระหว่างทาง วิวสวยมากๆ บวกกับหมอกที่ลงจัดเป็นบางช่วงบางตอน จนบางครั้ง ต้องลดความเร็วลง



:: ระหว่างทาง ไมขับผ่านหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชื่อหมู่บ้านอะไร เห็นมีพระกำลังเดินบิณฑบาตร ก็เลยจอดรถ


เพื่อลงไปตักบาตรยามเช้าครับ บวกกับแวะถ่ายภาพวิวสวยๆ หมอกจางๆ กับบรรยากาศข้างถนนด้วย

ทั้งพ่อ แม่ และพี่สาว ก็ดูเหมือนจะมีความสุขดี เราก็พลอยยิ้มไปด้วย เพราะปกติ เรามักจะฉายเดี่ยว ๕๕



:: ก่อนขึ้นรถ ก็เลยจับพ่อกับแม่มายืนถ่ายรุปคู่ด้วยกันซะเลย อุต๊ะ หว๊านนนนนนน หวาน ๕๕๕



:: เดินทางต่ออีกไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงวงเวียง อ.ฮอดแล้วครับ เด่นเชี่ยว รับรองไม่หลังแน่นอนเพื่อนๆ


พอเจอวงเวียนนี้ เราก็วนเพื่อไปเลี้ยวขวาซะนะ ช่วงนั้นไมก็เลยพักร่างกาย ด้วยการจอดแวะทานข้าวเช้า

ที่ อ.ฮอดซะเลย ก่อนที่จะเดินทางตามถนนหมายเลข 108 เพื่อไปบุก "ออบหลวง"

:: เอาหล่ะ การเดินทางจะเริ่มเร็วขึ้น ผมจะบรีฟให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเอาแต่เนื้อเน้นๆ เลย


หลังจากแวะพักที่ อ.ฮอด เราก็เดินทางตรงไปยัง อมก๋อยต่อเลยครับ ดิ่งไปราวๆ 20 km

ให้สังเกตุฝั่งขวามือนะครับ อช.ออบหลวง อยู่ตรงนั้นเลย!!!



:: สำหรับรายละเอียด ความเป็นมา หรือข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถานที่ แนะนำ google นะครับ


ออบหลวงสำหรับผม ผมว่าโอเคนะ สวยและแปลกดี ใช้เวลาซัก 30 นาทีน่าจะโอเคครับ

แต่ในตัวออบหลวงมันจะมีทางขึ้น ให้ไปดูพวกหลุมฝังศพ บลาๆๆ ถ้าเกิดจะขึ้นไปคิดว่า 30 นาที ไม่พอแน่ๆ



:: ยังไงก็ตามแต่ มันขึ้นอยู่กบัความสะดวกของแต่ละคนด้วยหล่ะ ครับ แต่สำหรับผม ขอบาย


ก่อนกลับก็เลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้าย อุทยานฯ ก่อนที่จะมุ่งหน้าไป "ถ้ำแก้วโกมล"

:: ช่วงเช้าพยายามทำเวลาตอนอยู่ออบหลวงให้พอเหมาะนะครับ เพราะเด่วสายๆ เราจะต้องเดินทางกันต่อแล้ว


ซึ่ง Destination ถัดไป ก็คือ "ถ้ำแก้วโกมล" ทางที่ใช้ก็ยึด 108 เหมือนเดิม แล้วก็เปลี่ยนเป็น 1088 ครับ

108>>1088 แล้ว Destination จะอยู่ทางขวามือเราครับ



:: หลังจากเดินทางออกจากออบหลวง ประมาณ 5 km สังเกตฝั่งซ้ายมือก่อนนะครับ จะมีต้นสนเต็มไปหมด


ที่นี่คือสวนสนบ่อแก้วครับ เป็นที่พักรถ และจุดถ่ายภาพระหว่างทาง ถ้าเวลาเหลือ ควรลงไปครับ

เพราะบรรยากาศ ยังกะอยู่บนเกาะนามิที่เกาหลีเลยหล่ะ : )



:: ใช้เวลาเดินทางทางราวๆ หนึ่งชั่วโมงครับ ผ่าน อ.แม่สะเรียง ถนนไม่ชันมาก โค้งไม่เยอะเท่าไหร่

แต่เอาเรื่องพอตัว ขับไปเรื่อยๆ จนถึง อ.แม่ลาน้อย เมื่อผ่าน โรงพยาบาลฯ สังเกุตฝั่งขวา จะมีทางเลี้ยวเข้าไป

หลังจากเบี่ยงออกมาจากทางสายหลัก ก็ขับเข้าไปราวๆ 10 km ก็จะถึงที่ทำการ "ถ้ำแก้วโกมล" ครับ



:: หลังจากที่เราไปถึงที่ทำการฯ เราจะต้องซื้อตั๋วรถสองแถวของอุทยานเข้าไปครับ


ราคาคนละ 40 บาท ไปกลับก็ 80 บาท นั่งขึ้นไปที่ปากถ้ำ

และสิ่งสำคัญที่สุดคือ "ห้ามนำกล้องถ่ายรุปเข้าไป"



สิ่งน่าสนใจจะอยู่ตรงนี้ครับ



ภายในถ้ำจะมีอยู่ 5 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องก็จะเป็นพวกหินงอกหินย้อยปกติ แต่สำหรับห้องที่ 5

จะอยู่ลึกลงไปถึง 30 ม. เป็นห้องที่สวยงามที่สุด เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์บริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ

มีผลึกแคลไซต์ที่สมบูรณ์ตั้งแต่พื้นจนจดผนัง ทั้งผลึกรูปเข็มและผลึกรูปปะการังสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะเลยหละ



:: ปกติเข้าห้ามถ่ายรูปครับ บริเวณนี้ เพราะมันจะส่งผลกระทบกับผลึกขาวแคลไซต์


ผมพยายามหารูปมาแล้ว แต่ก็มีแต่รูปพวกนี้ เอาเป็นว่า เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะครับ

พอเข้าไปในถ้ำอะ ผลึกขาวๆ แบบนี้อะ จะอยู่รอบตัวเราเลย เป็นผลึกขาวใสเต็มถ้ำ สวยงามมากๆ > <

:: หลังจากอิ่มหนัมสำราญกับการเข้าไปชม Unseen Thailand อย่างถ้ำแก้วโกลแล้ว


ก็ถึงเวลาที่จะรีบเหยียบคันเร่งเพื่อไปดู "ทุ่งดอกบัวตอง" และ "น้ำตกแม่สุรินทร์" กันต่อเลย

ข้อเสียขอแพลนนี้คือ คนขับรถจะเหนือ่ยหน่อย เพราะต้องเร่งเครื่องให้ทันทุ่งดอกบัวตองก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไป



:: ช่วงนี้วิวข้างทางจะเป็นหมู่บ้านสลับกับทิวเขาครับ ขับไปก็กินลมไปแบบชิวๆ


หลังจากที่เราออกมาจากถ้ำแก้วโกมล เราก็ดิ่งขึ้นไปตามถนนหมายเลข 108 เลยครับ

จะเห็นป้าย "ทุ่งดอกบัวตอง" ข้างทาง ยังไงลองสังเกตุเอานะครับ : )



:: ใช้เวลาราวๆ 2 - 3 ชั่วโมงเพื่อนๆ ก็จะขับผ่านทุ่งดอกบัวตองครับ แต่อย่างเพิ่งแวะทุ่งดอกบัวตองนะครับ


ให้ขับเลยไปเรื่อยๆ ก่อน เราจะเข้าไปชมน้ำตกสวยๆ สูงๆ ที่เรียกกว่า "น้ำตกแม่สุรินทร์"

น้ำตกแห่งนี้มีช่วงที่น้ำตกดิ่งตามแรง g สูงถึง 300 เมตรเลย แต่การไปครั้งนี้ ผมได้แค่ยืนมองผ่านจุดชมวิวครับ

ถ้าหากเพื่อนๆ อยากที่จะไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด ต้องใช้เวลาเดินลงไปราวๆ 2 - 3 ชั่วโมง ครับ ๕๕๕

หลังจากนั้น ค่อยวกรถกลับมา ถ่ายรูปกับทุ่งดอกบัวตอง พร้อมๆ กับพระอาทิตย์ตกดิน : )



:: หลังจากที่ชมน้ำตกแม่สุรินทร์เสร็จ เราก็วกรถกลับมาเส้นทางเดิม เพื่อมาถ่ายรูปกับทุ่งดอกบัวตอง


แต่หน้าเสียดาย ตอนช่วงที่ผมไป ดอกสีเหลืองปลดริ้วพริวใบซะจะหมดแล้ว แต่ก็ยังพอเห็นบาง

ถึงอย่างไร ก็ยังคงความสวยงามให้ได้ชื่นชมอยู่ไม่น้อยครับ และรูปด้านล่าง เป็นภาพตัวอย่างจากเพื่อนๆ ท่านอื่น

ที่มีโอกาสได้ไปชมทุ่งดอกบัวตอง ในช่วงที่เค้ายังสดใส และใหม่อยู่ ๕๕ อิจฉาฝุดๆๆ บอกเลย > <



(ภาพ : http://travel.loginlike.com/)



:: สำหรับทุ่งดอกบัวตองจะสวยตอนช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเท่านั้นนะครับ

อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปีด้วย ยังไงก่อนไป เช๊ครายละเอียดดีๆ นะครับ : )



(ภาพ : http://www.lp-pao.go.th/)



:: หลังจากที่เราชื่นชมกับบรรยากาศทุ่งดอกบัวตองเสร็จแล้ว ก็เป็นเวลาเย็นพอดีครับ

อากาศจะเริ่มหนาว เรามีเวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ในการขับรถเข้าไปในตัวเมือง แม่ฮ่องสอน

ตามแผนของผมคือ จะเข้าไปถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน และจะหาที่นอนในเมือง

ก่อนที่จะไปชมหมอกลอยน้ำที่ปางอุ๋งยามเช้าครับ

แต่เพื่อนๆ สามารถเข้าไปนอนที่ปางอุ๋งเลยก็ได้นะครับ ถ้าสะดวก

สำหรับของผมที่ไม่เข้าไปเพราะคิดว่า มันใกล้กันครับ ไม่ได้ไกลกันมาก

ตื่นเช้าแล้วไปรับบรรยากาศที่นั้น น่าจะทัน บวกกับประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย : )



:: ราวๆ 2 ชั่วโมงเราก็มาถึงแม่ฮ่องสอนอย่างเมื่อยหล้าครับ เหนื่อยสุดๆ เพราะขับรถทั้งวัน


เราหาที่พักใน internet ระหว่างทางที่เดินทางเข้ามาครับ ต้องบอกก่อนเลยว่า

ทุกที่ เรา walk in หมดครับ หลังจากที่เอาของไปเก็บที่พัก (จำชื่อที่พักไม่ได้ เน้นราคาถูก)

เราก็ไปถนนคนเดิน ไปหาของกินครับ ถนนคนเดินที่นี่ เหมือนถนนคนเดินทั่วไป

แต่แปลกที่คนจะน้อยหน่อย และก็ไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ เดินแปีปเดียวก็จบครับ

ด้วยความเหนื่อย เดินๆ กินๆ กลับห้องไปสลบ พร้อมตั้งปลุกตอนตี 5 รอเช้าวันใหม่ที่จะมาถึง : )



::::: สรุปค่าใช้จ่าย ช่วงแรก :::::



- ค่าน้ำมันรถ (รถแก็ส) ราวๆ 1,300 km 2,925 บาท ตกคนละ 730 บาท

- ค่าเข้าอุทยาน ช่วงผมไปเป็นช่วงวันพ่อ (เข้าฟรีตลอดงาน)

- ค่าข้าว เฉลี่ยคนละ 150 บาท 3 มื้อ = 450 บาท

- ค่ารถสองแถวเข้า ถ้ำแก้วโกมล คนละ 80 บาท

- ค่าห้องคนละ 120 บาท



----- รวมค่าใช้จ่ายช่วงแรก ตกคนละ 1,380 บาท -----

:: เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นตอนตี 5 แม่เอาหมอนมาตีราวกับเป็นเด็กแล้วบอกว่า "ตื่น ตื่น ตื่นได้แล้วลูก" ๕๕๕


นิคือ ผมอายุ 20 กว่าแล้วน๊าาา ทั้งพ่อ แม่ พี่ และผมต่างกระวีกระวาด ชำระร่างกายและเก็บของ check out

เตรียมพร้อมที่จะเดินทางต่อในช่วงที่สอง เราขับรถออกจากตัวเมืองไปไม่ไกลมาก ระหว่างทางมีแต่หมอก

อากาศหนาวเย็นตีซักเข้าหน้า (เปิดกระจกขับรถ) แวะซื้อหมูป้ิง กิน ชิม ชมวิวข้างทางกันไป

ไม่นาน ก็มาถึง "ปางอุ๋ง" สถานที่อีกที่หนึ่งที่เราอยากจะมาสัมผัสมาก ถึงมากที่สุด



:: สำหรับผม ปางอุ๋ง ใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. ก็น่าจะพอแล้วนะครับ หลักๆ ก็ไปให้ทันก่อน 7 โมงเช้า


เพื่อที่จะไปชมหมอกลอยเหนือน้ำ และก็พายเรือแพของชาวบ้าน ที่ชาวบ้านมีไว้ให้ ถ้าจำไม่ผิด

ราคาน่าจะลำละ 150 บาทและเราก็รีแล๊คซ์ ชิวกับบรรยากาศ ปล่อยกายไปกับธรรมชาติให้เต็มที่

:: จากปางอุ๋ง ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงสู่บ้านรักไทยครับ เป็นอีกที่หนึ่งที่เพื่อนๆ ควรมามากๆ


เพราะบรรยากาศเกินบรรยายเลยทีเดียว ไปชิมชาที่นั้น ไปสูดหมอกยามเช้า และรวมถึง

ไปทานขาหมูยุนนานกับหมั่นโถร้อนๆ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 20 องศา ฟิ๊นนน ฟิน > <



:: หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกับอาหารจีนยูนนานแล้ว เราก็ดิ่งลง ตรงไปเยี่ยมที่อื่นๆ กันต่อเลย


ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะหลงทาง เพราะสถานที่ที่ผมมาร์คไว้ คือทางผ่านไปยัง อ.ปาย นั่นเอง



ระหว่างทางจากหมู่บ้านรักไทย ไป อ.ปาย มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เพื่อนๆ ได้เลือกสรรกันเยอะมาก


แต่สำหรับผม ผมเลือกที่จะแวะเพียงแค่ 3 - 4 ที่เท่านั้น นั่นก็คือ ภูโคลน ถ้ำปลา ธารถ้ำลอด และกิ่วลม (ปางอุ๋ง - ปาย)



ที่แรกคือ "ภูโคลน"



(credit : http://phuklon.co.th)



สำหรับค่าเสียหายก็ตามนี้เลยครับ : )



ที่ที่สอง "ถ้ำปลา"

:: ถ้ำปลาจะมีกุสโลบายอย่างหนึ่งคือ ห้ามจับปลาขึ้นมากินครับ จึงทำให้ปลาบริเวณถ้ำปลามีเยอะมาก


และที่สำคัญ ตัวใหญ่โคตรๆ ซะส่วนใหญ่ ภายในอากาศร่มเย็นดีครับ วักแพะ พักเหนื่อยที่นี่ก็ไม่เสียหาย

หายเหนื่อยแล้ว ก็เข้าไปกราบไหว้ฤาษีก่อน ที่จะเดินทางไปสถานที่อื่นต่อ ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท : )



ที่ที่สาม "ถ้ำน้ำลอด"



:: ถ้ำน้ำลอดผมชอบมากเลย จะเป็นลักษณะเดินลงไปริมน้ำ และก็ต้องนั่งแพไม้ไผ่เข้าไปในถ้ำมืดๆ


ระหว่างที่อยู่ในถ้ำ ก็จะมีตะเกียงแพละตะเกียง เพื่อเพิ่มความสว่าง และสังเกตุเส้นทาง ความรู้สึกในน้ำ

เหมือนว่าจะมีหมู่ปลาพลวงแหวกว่ายมาขนาบข้างกับแพเรา ลองเอาขนมปังซื้ออาหารปลาเทลงไป

โอ้วววว ปลากระโดด แย่งกันกินเหยื่ออย่างสนุกๆ สนาน ภายในถ้ำก็จะจอดให้เราเดินเท้าไปชม

หินงอกหินย้อย ราวๆ 3 ถ้ำใหญ่ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้กผีแมน สุดท้ายคือโผล่ทะลุออกไปอีกฝั่งหนึ่งของถ้ำ อลังกาลมากๆ > <



:: เพิ่มเติมให้นะครับ ไม่อยากให้พลาด ๕๕


การเข้าชม ถ้ำน้ำลอด สามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ต้องอาศัยการนั่งแพเข้าไป และนักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าชมเองได้

เนื่องจากภายในถ้ำมืด จึงต้องใช้บริการผู้นำทางพร้อมตะเกียงเจ้าพายุ โดยเสียค่าผู้นำทางพร้อมตะเกียง 150 บาทต่อคณะ

นักท่องเที่ยว 4 คน ค่าแพ 550 บาทต่อคณะ



ซึ่งใช้เวลาในการชมถ้ำต่าง ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยการเดินชมถ้ำแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจะเป็นการชม 2 ถ้ำใหญ่

คือ ถ้ำเสาหินหลวง และ ถ้ำตุ๊กตา และช่วงที่สองไกด์จะไปชม ถ้ำผีแมน ทั้งนี้ สามารถเข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่ 08.00 - 17.00 น.



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการสถานศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด โทรศัพท์ 0 5361 7218,

ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 2982-3

สำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต 1 โทรศัพท์ 0-5324-8604, 0-5324-8607, 0-5324-1466



และที่พักสุดท้าย "ดอยกิ่วลม (ปางอุ๋ง - ปาย)



:: ระหว่างทาง เพื่อนๆ ทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยวิวทิวเขาสูงตระหงา ราวกับว่า มายืนตั้งแถว


รอต้อนรับการเดินทางของเราเลยหล่ะ จะมีจุดชมวิวให้ชมประมาณ 2 - 3 จุด และจะมีตลาดของชาวดอย

ให้จอดหาซื้อของฝากกัน อันนี้ก็แล้วแต่ความสะดวก และเวลาที่เหลือของแต่ละคนครับ แต่ที่สุดท้าย

ก็คือ จุดชมวิวดอยกิ่วลม (ปางอุ๋ง - ปาย) ก่อนที่ผมจะแวะเข้าไปพักใน ตัวเมืองปายนั้นเอง ชิวมากๆ : )



:: ไม่ทันเราตัวของพวกเราก็เข้ามาอยู่ อ.ปาย แล้วครับ ด้วยความที่พวกเราทั้ง 4 คนเคยมาปายแล้วครั้งหนึ่ง


ครั้งนี้จึงไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นอะไรซักเท่าไหร่ เราแวะไปที่หมู่บ้านสันติชล ไปเล่นชิงช้าชาวดอย ก่อนที่จะเข้า

ไปหาที่พัก เพื่ออาบน้ำและเก็บสัมภาระ ก่อนที่จะไปเดินชิวบนถนนคนเดินปาย ถนนคนเดินที่หลายคนใฝ่ฝัน > <



ช่วงที่อยู่ถนนคนเดิน ขออนุญาตินำภาพจาก Blog ท่านอื่นมาลงนะครับ


เนื่องจากว่า เดินมันส์ กินมันส์ ชิวเกิน จนไม่มีอารมณ์จะถ่ายรูปละ ๕๕๕



:: บนถนนเส้นนี้ เพื่อนๆ จะเห็นพลังบางอย่างของคนไทยเต็มไปหมด ไอเดียบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะหลุดออกมา


ก็เป็นผลงานที่เยี่ยมยอดอย่างไม่น่าเชื่อ มีร้านหลายร้านให้เพื่อนๆ ต้องเข้าไปแวะชม แวะชิม และชื่นชมคนทำ

มีอาหารแปลกๆ มากมายให้ได้ลองชิมกัน บวกกับภาชนะที่ผ่านไอเดียมาแล้วทั้งนั้น บางไอเดียก็ทำเงินอย่างง่ายดาย

โดยที่ไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย เพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆ ใช่แล้วครับ "มนุษย์นิ่ง" เค้าจะถอดเสื้อเหลือแต่กางเกง

แล้วมีสีกับพูกันอยู่ตรงหน้า มีกระป๋องเงินวางไว้ เราจะให้เงินเค้าเท่าไหร่ก็ได้ แล้วก็เอาสีไปละเลงที่ตัวเค้าซะ

นี่เป็นอีกสีสันหนึ่งของถนนคนเดินปายเลยก็ว่า ผมว่าบางคืน อาจได้เป็นครึ่งหมื่นไม่ก็หลักหมื่นเลยด้วยซ้ำ

แต่เสียดาย ที่ผมหารูปที่ถ่ายเอาไว้ไม่เจอ ยังไงเพื่อนๆ ลองหาดูตาม internet นะครับ น่าจะได้มีข้อมูลแน่นๆ เพี๊ยบ



เมื่อบรรยากาศมันพาไป คนรักดนตรีอย่างเราก็ไม่พลาดที่จะลองบรรเลงเพลงข้างถนน ให้กับผู้คนที่เดินผ่านมาผ่านไปได้ฟัง


ผมยืมกีต้าร์ตัวโปรดของน้องเค้า และเริ่มบรรเลงเพลงอย่างที่ตัวเองต้องการ เล่นไป ร้องไป ยิ้มไป มีคนหยุดดูและถ่ายรูปบ้าง

และก็มีคนยืนฟังเราจนจบและปรบมือให้ ทว่าแล้ว นั้นคือความสุขสุดท้ายของวัน ก่อนที่จะเข้าไปหลับพักผ่อน เพื่อเตรียมเดินทางในวันรุ่งพรุ่งเช้า



:::: สรุปค่าใช้จ่าย ช่วงสอง :::::



- ค่าน้ำมันรถ (รถแก็ส) ราวๆ 300 km 660 บาท ตกคนละ 165 บาท

- ค่าเข้าอุทยาน วันนี้ต้อเสียค่าเข้า เพราะเลยวันที่ 5 ธันวาคม ๕๕ ตกคนละ 80 บาท

- ค่าข้าว เฉลี่ยคนละ 150 บาท 3 มื้อ = 450 บาท

- ค่ารถแพที่ปางอุ๋งแพละ 150 บาท ตกคนละ 75 บาท

- ค่าเข้าถ้ำน้ำลอด 550 บาท ตกคนละ 140 บาท

- ค่าที่พัก ที่นี่แพงหน่อย แต่ก็พอต่อรองราคาได้ ตกคนละ 150 บาท



----- รวมค่าใช้จ่ายช่วงแรก ตกคนละ 2,450 บาท -----

:: เช้าวันสุดท้าย เราเดินทางออกจาก ตัว อ.ปายตั้งแต่เช้ามืดเช่นเคย เพื่อที่จะขึ้นไปดูทะเลาหมอกบนดอยกิ่วลม


ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้ทำแผนที่ไว้ให้ ผมพยายามหาแล้วแต่ไม่เจอ ไม่รู้เป็นไร ค่าเข้า อช.คนละ 40 บาท

อากาศต่ำกว่า 10 องศา ยืนท้าหนาวกันอยู่หลายคน ไม่ใช่เฉพาะพวกผม แต่ทว่า เมื่อมีลมหนาว หมอกย่อมจางหาย

ไม่ก่อตัวเหมือนเวลาที่ไม่มีลม อย่างไรก็ตาม ความงามของทะเลหมอกอันน้อยนิด ก็ยังทำให้เราประทับใจไม่น้อย

พร้อมกับชมการแสดงของธรรมชาติ ในชื่อเรื่องของ "พระอาทิตย์ขึ้น" : )



:: น่าทึ่งที่การแสดงแสงสีเสียงของเรื่อง "พระอาทิตย์ขึ้น" เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ


แต่ความประทับใจ และความอลังกาลมันยังอยู่ในใจไม่เลือนหาย ๕๕๕ นึกแล้วก็คิดถึง



:: อากาศเริ่มคลายจากเย็นเป็นอุ่น และร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราดิ่งตรงลงมาจากยอดเขา เพื่อจะเก็บม่อนแจ่มก่อนกลับบ้าน

แต่ทว่า ม่อนแจ่มตอนเที่ยง มันไม่แปลกอะไรจากนรกเลย ถึงแม้จะอยู่ช่วงฤดูหนาว แต่บนดอยตอนเที่ยงก็ร้อนๆ ๕๕

เอาหล่ะ อย่างน้อย เราก็ได้ไปปักหมุดข้างบน จะบอกว่าข้างบนนั้น อาหารอร่อยมากนะ ยังไงลองไปชิมกันครับเพื่อนๆ



:: เราใช้เวลาอยู่ข้างบนไม่นานมากนัก ซัก 30 นาทีเห็นจะได้ ร่างกายเหมือนวิญญาณออกจากร่าง


พอรู้ว่าที่นี่คือที่สุดท้ายที่เราจะร่ำลา มันก็อ่อนหล้าหมดแรงและไฟลง ผมขับรถออกจากตัวเมืองเชียงใหม่

และโบกมือบ๊ายบายพร้อมกับคิดในใจว่า "กุต้องมาอีก กุต้องมาอีก" ๕๕๕ ระหว่างทางก็มีสถานที่ที่ไม่คิดว่าจะแวะ

เห็นป้ายเขื่อนภูมิพลข้างทาง บอกให้พีสาวเปิดหาข้อมูลแป๊ป หลังจากรู้ว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ก็ไม่แปลกที่จะลองจอดแวะดูซักครั้งให้เห็นกับตาในชีวิต



:: ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เดินทางมาถึงตรงนี้นะครับ ข้อมูลอาจจะไม่แน่น แต่เพื่อนๆ สามารถนำแผนนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพื่อนๆได้


สิ่งที่ผมแวะข้างทางหรือวางเป้าหมายไว้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นที่ท่องเที่ยวหลักๆ ทั้งนั้น และรวมถึงเป็น Unseen Thailand ด้วย

หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงจะได้รับเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยหรือแนวทางในการ backpack ไปในเส้นทางสายนี้นะครับ ขอบคุณครับ



:::: สรุปค่าใช้จ่าย ช่วงสุดท้าย :::::



- ค่าน้ำมันรถ (รถแก็ส) ราวๆ 1,200 km 2,640 บาท ตกคนละ 660 บาท

- ค่าเข้าอุทยาน วันนี้ต้อเสียค่าเข้า เพราะเลยวันที่ 5 ธันวาคม ๕๕ ตกคนละ 60 บาท

- ค่าข้าว เฉลี่ยคนละ 150 บาท 3 มื้อ = 450 บาท



----- รวมค่าใช้จ่ายช่วงสุดท่าย ตกคนละ 3,620 บาท -----

(ที่เหลือก็เป็นค่าเบ็ดเตร็ดและของฝากไป)::



https://www.facebook.com/PalapiliiThailand

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็น