" แพ 500 ไร่ " ไม่ได้มีให้แค่วิวสวยๆ รักใครให้พาไป รีวิวโดย วิถีตากล้อง

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสมาที่ทะเลสาปแห่งนี้ ที่มีชื่อว่าเชียวหลาน และต้องยอมรับเลยว่าที่นี่ "เขื่อนรัชชประภา" เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ๆ ยืนยันได้ว่าประเทศไทยของเรานี่โคตรสวยยยย มันเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเลยล่ะครับ และวันนี้เราจะพาไปที่ แพ 500 ไร่ ที่ซึ่งมีแต่ความ

" แพ 500 ไร่ " ไม่ได้มีให้แค่วิวสวยๆ รักใครให้พาไป

" แพ 500 ไร่ " ไม่ได้มีให้แค่วิวสวยๆ รักใครให้พาไป


นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสมาที่ทะเลสาปแห่งนี้ ที่มีชื่อว่าเชียวหลาน และต้องยอมรับเลยว่าที่นี่ "เขื่อนรัชชประภา" เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ๆ ยืนยันได้ว่าประเทศไทยของเรานี่โคตรสวยยยย มันเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเลยล่ะครับ



และวันนี้เราจะพาไปที่ แพ 500 ไร่ ที่ซึ่งมีแต่ความสงบ ไร้ความวุ่นวาย ได้ยินแค่เสียงร้องของสัตว์ป่า เรียกว่ามาให้ธรรมชาติบำบัดได้อย่างดีเลย

แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีนะแก เหมือนย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ไม่มีมัน เพื่อพิสูจน์ว่าเราสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีมันก็ได้ (ได้แป๊ปเดียว555)

แต่มองอีกมุมนึง ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราไม่ค่อยได้สัมผัสมันเท่าไร มันกลายเป็นว่าเราไม่ได้เล่นโทรศัพท์มันก็ทำให้เรา ได้พูดคุย ทำกิจกรรมเล่นสนุกสนานกับคนที่เรารักได้อย่างเต็มที่



และสำหรับใคร ที่ชอบเที่ยว ชอบถ่ายภาพ ชอบสนุกสนานกับเพื่อน ๆ ชอบเดินป่า ชอบเล่นน้ำ รักครอบครัว จริง ๆ ทุกคนควรไปที่นี่ 555 มันดีมากจริง ๆ



สำหรับข้อมูลที่พักเข้าไปดูแพคเกจและโปรโมชั่นดี ๆ ได้ที่ลิ้งนี้เลยนะครับ https://www.facebook.com/500rairesort/



เพื่อน ๆ ที่ชอบเที่ยวชอบถ่าย เข้ามาพูดคุยกันได้ที่ แฟนเพจ #วิถีตากล้อง นะครับ
.
.
กดลิงค์ได้เล้ยยยยยยย
https://www.facebook.com/Viteetaklong/

ทริปนี้เป็นทริปที่กระทันหันทริปหนึ่งในชวิตเลยครับ อยู่ ๆ ก็มีพี่ชายมีน้ำว่า "น้ำ" ได้โทรมาชวนไปเล่นน้ำ ไอ้เราก็ปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น ชวนมาเราก็ไป ^^ ในใจก็คิดว่าเล่นไม่ไกล แต่เสียงมันดังมาว่า ไปเขื่อนเชียวหลาน อ้าวเฮ้ยยยย จะไปพรุ่งนี้แล้วชวนวันนี้เนี่ยนะ แล้วจะเตรียมของทันมั้ย


ทันใดนั้นก็มีเสียงกลับมาอีกว่า จะไปมั้ย? จะเหลืออะไรล่ะ ไปสิค้าบบบบบบบ



เราเดินทางกันทั้งหมด 8 คนถ้วน กลัวไปน้อยจะไม่สนุก ไม่แค่ชวนกระทันหันนะ ความจริงควรจะไปตอนเช้า แต่ด้วยความบ้าระห่ำของพวกเรา ออกเย็นวันศุกร์เลยจ้า เราเดินทางไปโดยนั่งเครื่องไปลงที่สุราษฎร์ธานี เมื่อถึงสนามบินจะมีรถของทาง 500 ไร่มารับเราที่สนามบิน จริง ๆ ถ้าไปลงเครื่องตอนเช้าเราสามารถข้ามแพตอนสายเพื่อไปที่ 500 ไร่ได้เลย แต่เราเดินทางกันตอนเย็น เลยต้องไปนอนที่เขาสก 1 คืน ซึ่งก็เป็นที่พักใหม่ในเครือ 500 ไร่ ชื่อ 500 ไร่ วัลเล่ ๆ อะไรเนี่ยแหละ และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมตอนนี้ยังไม่มีรูปอะไรเลย เพราะเรายังไม่ได้ถ่ายนั่นเอง ผ่ามมม!!!



เมื่อเราเดินทางไปถึงที่พักที่เขาสก มันก็เริ่มมาอาหารท้องร้องเพราะว่ามื้อเย็นยังไม่ตกถึงท้อง ก็ได้ไปเดินหาอะไรกินกัน ซึ่งตรงนั้นจะมีร้านชิล ๆ เป็นแนว ๆ ถนนคนเดิน แต่ที่นี่ชิลจริง เพราะด้วยนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ และมีแต่ต่างชาติซะส่วนใหญ่

ที่นี่ถือว่ายังเงียบสงบมาก ๆ ถ้าใครชอบใช้ชีวิตช้า ๆ แนะนะที่นี่เลย. และหลังจากที่กินกันอิ่มหนำสำราญก็ได้เวลาเดินกลับ ใช่ครับเดินกลับเพราะเราเดินมา ซึ่งมันอยู่ติดกับที่พักเลย ดีงามไปอีก สำหรับคืนแรกก็กู๊กไนท์กันที่เขาสกนะค้าบบบDay 1 : และเช้าวันแรกของเราที่สุราษฎร์ธานี เรานอนกันที่เขาสก ก็ตื่นกันที่นี่แหละครับ 5555


ที่นี่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ตอนเช้า ๆ ก็จะมีหมอกให้เห็นอยู่เป็นประจำ คิดเอาเอง เพราะเห็นใครไปก็เจอหมอก อิอิ


และที่พีคที่สุดของที่นี่ก็คงจะหนีไม่พ้นสระว่ายน้ำกลางหุบเขาที่ยาวโคตร ๆ


ห้องพักที่นี่มีทั้งหมด 6 ห้อง และอยากจะบอกว่าห้องใหญ่มาก ๆ นอนจริงไปประมาณ 20 คนเห็นจะได้ 555


เมื่อพวกเราไปเดินถ่ายรูปเล่นรอบ ๆ เตรียมตัวอาบน้ำเพื่อเดินทางต่อไปที่แพ 500 ไร่ เราก็ไปกินอาหารเช้าของที่นี่กัน จะเป็นข้ามต้มกับอเมริกันเบรคฟาส ในส่วนภาพปรากลอบนั้น ไม่มีนะ แต่เราเชื่อว่าทุกคนคงนึกภาพออก 555

หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็จะมีรถของทางรีสอร์ทมารอรับเราเพื่อไปส่งขึ้นเรือนะครับ แต่ก่อนไปเค้าจะพาเราแวะไปชมวิวก่อน


และไอ้วิวที่ว่านี้ก็อยู่ไม่ไกลมากนัก นั่งรถแป๊ปเดียวก็ถึง เป็นจุดชมวิวที่สวยเลย นึกถึงภาพตอนเช้าที่มีทะเลหมอกแล้วฟิน เสียดายเราไม่รู้ ถ้ารู้จะมาดูทะเลหมอกที่นี่ เอาไว้รอบหน้าไปไปเก็บหมอกตรงนี้แน่นวล ถ่ายรูปกันได้สักพัก แดดเริ่มร้อนเราก็เดินทางต่อกันครับ


ระหว่างทางที่เราไปท่าเรือก็จะผ่านออฟฟิตของ 500 ไร่ รถจะจอดให้เราเข้าห้องน้ำ และเราก็ได้เสื้อของแพ 500 ไร่ ไปใส่ถ่ายรูปกันเป็นธีม เก๋ ๆ ใครไปซื้อไปถ่ายสวย ๆ ได้นะครัชชชช


เมื่อมาถึงเขื่อน ก่อนรถจะพาเราไปส่งขึ้นเรือ ก็จะพาเรามาถ่ายรูปเก๋ ๆ กันที่บริเวณป้ายสันเขื่อนก่อนนะครับ ตรงนี้ก็ทำตัวกันตามสบาย สักพักเราก็จะไปขึ้นเรือกัน


พร้อมแล้วพวกเราก็ขึ้นเรือ พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตในที่ ๆ ไร้สัญญาณโทรศัพท์ ขาดการติดต่อไปสัก 1 วัน


เราใช้เวลากันประมาณ 1 ชัวโมง กว่าจะถึงแพ แต่เป็นชั่วโมงที่เรารู้สึกดีมาก ๆ ทุกคนล้วนตื่นเต้นกับวิวที่เห็นระหว่างทาง


และผมก็เป็นหนึ่งคนนั้นที่ชอบ จะเรียกว่าหลงรักที่นี่ไปแล้วก็ได้ นี่ขนาดยังไม่ถึงที่พักมันยังสวยได้ขนาดนี้ ใสใจเริ่มคิดภาพตอนไปถึง^^


มองวิวกันไปเพลิน ๆ แป๊ปเดียวเราก็เดินทางมาถึง และสิ่งแรกที่เห็นมากกว่าความสวยงามของธรรมชาติ คือรอยยิ้มของพนักงานที่มายืนยิ้มต้อนรับพวกเราอยู่


มีน้ำเย็น ๆ คอยต้อนรับ พนักงานดูยิ้มแย้มให้ความรู้สึกเป็นกันเองมาก ๆ


และสิ่งแรกที่มาถึง มาถึงถิ่นทั้งที ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับเจ้าของแพหน่อยเถอะ ^^


ที่เห็นเป็นจุดเด่นมองแล้วสะดุดตาก็คงจะเป็น สระน้ำขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งมันเป็นสระที่น่าเล่นมาก ๆ


เมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่รู้ใครกล่าวไว้ แต่เป็นเรื่องจริง เดินทางกันมา 1 ชั่วโมง หิวกันอีกแล้ว พวกเราสายกิน 555 อาหารที่นี่อร่อยมาก คงไม่ใช่เพราะเหนื่อย เพราะเรายังไม่ได้เล่นน้ำกันเลย ซึ่งอาหารจะให้เราตักเองตามที่เราอยากกินเลยจ้า ซึ่งราคาทั้งหมดก็รวมอยู่ในแพคเกจหมดแล้ว คุ้มค่าไปอีก
และห้องพักสำหรับเรา 8 คนในวันนี้ เป็นห้องHoneymoon suite เป็นห้องที่อยู่ไกลจากห้องอื่นไปนิดหน่อย แต่ออกกำลังกายในการสาวแพเพื่อไปห้องพักกันนิดหน่อย
โดยแพที่เราพักจะมีทั้งหมด 3 เตียง 2 ห้องน้ำ มีแอร์ไม่มีตู้เย็น และข้าวของเครื่องใช้ก็ครบตามการใช้งานดี ไม่ขาดเหรออะไร ชั้นบนของแพมีบันไดให้เดินขึ้นไปดูดาวได้ด้วย ^^



หลังจากเก็บของเรียบร้อย พักผ่อนกันได้สักพัก เราก็ร่องเรือไปดูแพปลากัน
ที่นี่เป็นแพปลาที่มีนก 555 นกอะไรไม่รู้จำไม่ได้ แต่เป็นนกที่เค้าเลี้ยงไว้จนมันคุ้นกับคน ไม่กลัวคนเลยครับหลังจากที่เราได้ไปเที่ยวชมแพปลากันแล้ว ก็ได้เวลากลับมาที่แพ แล้วก็คงถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เราจะโดดน้ำกัน 5555

ไม่รอช้ากลับมาถึงผมนี่พร้อมมากเลยครัชชช โดดแบบไม่รอใครเลย ^^


หลายคนเป็นกังวลเรื่องความสะอาด ต้องบอกเลยว่าที่นี่สะอาดชัวร์ น้ำนี่ใสยังกับสระว่ายน้ำ และที่นี่ก็มียังการทำบ่อบำบัดน้ำกักเก็บน้ำที่ใช้แล้ว เราจึงมั้นใจได้ว่า ไม่มีขรี้แน่นวลลลล 555


เล่นน้ำไปสักพัก ฝนก็ตกลงมากันให้ชุ่มช่ำ แต่พวกเราก็เล่นกันต่ออย่างสนุกสนาน เพราะฝนตกเป็นเรื่องปกตกของที่นี่อยู่แล้ว ที่สำคัญมันสวยและฟินมาก


หลังจากเล่นน้ำกันจนเหนื่อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นมาพักผ่อน นั่งสนนทนากันถึงเรื่องต่าง ๆ นา ๆ ที่นานจะได้นั่งคุยกันแบบนี้สักที มันเป็นความรู้สึกดีที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกันมากนักในตอนที่เรามีโทรศัพท์อยู่ในมือ
และมื้อเย็นของเรา ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปที่อื่น ก็ที่แพนี่แหละครับ อาหารเยอะ อร่อย และเป็นการกินมื้อเย็นที่บรรยากาศดีมาก ๆ
และเมื่อซัดของคาวกันอิ่มท้อง ก็ตบด้วยคอกเทลสักคนละจอกเพื่อให้หลับฝันดี 555 ใช่ป่าววว สำหรับคืนนี้ก็ราตรีสวัสกันไปที่นี่ แพ 500 ไร่Day 2 : เริ่มต้นกันที่เวลา 03.00 ใช่แล้ว ตีสามนั่นแหละ รีบตื่นมาทำอะไรเหรอ ไปดูวววววว


ล่าช้างไงครับ เพราะพวกเรามันสายเที่ยวถ่ายภาพ ช้างโผล่เราก็ไม่พลาดที่จะแหกขี้ตากันขึ้นมาถ่าย แต่ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่ดาวสวยมาก เป็นอีก1 ที่ ที่เหมาะสำหรับมานอนดูดาวมาก ๆ


กว่าจะได้กลับเข้าไปนอนปาเข้าไปเกือบจะเช้า 555 ถ่ายกันเพลินมาก แม้แพจะสั่นเราก็จะยังคงถ่ายกันต่อจนกว่าจะได้ภาพ ^^


หลับไปได้อีกงีบนึงพวกเราก็ตื่นมารอดูพระอาทิตย์ขขึ้นตรงหน้าแพ เรียกว่าหน้าเตียงเลยก็ได้


ต้องบอกว่าเป็นการตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยสุด ๆ เพราะเราจะได้เห็นแสงส้มอุ่น ๆ ผ่านทะลุหมอกในแนวเขาที่สลับซับซ้อน พูดไปคงเห็นภาพไม่ชัดเท่าไปดูด้วยตัวเองนะครับ



และหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้าเราก็ล่องเรือไปไปดูสัตว์ป่ากันครับ แล้วค่อยกลับมาทานอาหารเช้า

แต่ก่อนไปก็จะมีชากาแฟ ขนมปังมาตั้งไว้แต่เช้าแล้ว ถ้าใครหิวก็มากินก่อนได้เลย แต่พวกเราขอตัวไปดูสัตว์ก่อนแล้วค่อยกลับมาลุยทีเดียว 555


ระหว่างทางที่เรานั่งเรือไปดูสัตว์ ก็จะเห็นรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่ได้ซึมซับกับบรรยากาศที่นี่ ซึ่งมันน่ารักมาก ๆ
และสัตว์ที่เราเห็นในวันนี้ก็คือ..... หมูป่าจ้า จริง ๆ คนอื่นมา เห็นทั้งช้าง กระทิง นกสารพัดนก แต่ด้วยปีนี้น้ำในเขื่อนยังปล่อยออกมามากไม่ได้ ด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคใต้ จึงทำให้น้ำค่อนข้างเยอะ ก็จะไม่ค่อยเห็นสัตว์ออกมาหากินมากเท่าไร
เมื่อกลับมาจากส่องสัตว์เรียบร้อยก็ได้เวลาของสายกินแบบพวกเราแล้ว ไม่รอช้าาาาา
ตัก ๆ ๆ ๆ
แล้วก็ตัก ๆ ๆ ๆ
จริง ๆ แล้วเรากินกันน้อย ดูสิ กินกันคนละแค่นี้เอง ^^ ให้ดูภาพนี้ภาพเดียว ที่เหลือขอเก็บไว้ดูคนเดียวแล้วกัน


และหลังจากนี้เราก็เตรียมตัวไปขึ้นเขากัน ที่ไหนตามมาดูนะครับเขาที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากแพของเรามากนัก ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึง เขานี้มีชื่อว่าทาร์ซาน วิวพ้อยท์ ใช้เวลาการเดินเท้าขึ้นเขาไป-กลับ 3 กิโล ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าใครฟิตก็อาจจะใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง

และนี่ไง เหตุที่ชื่อ ทาร์ซาน วิวพ้อยท์ 555 ไม่ใช้แล้ววววววว


ทาร์ซาน วิวพ้อยท์ หรือ จุดชมวิวไกรสร เป็นจุดชมวิวมุมสูง เมื่อเราขึ้นไปยชถึงด้านบนจะมองลงมาเห็นทะเลสาปแห่งนี้กับเทือกเขาที่สลับซับซ้อนสวยงามมาก ๆ


ระหว่างทางที่เราเดินไปนั้นก็จะมีทั้งทางราบ ทางชัน สลับกันไปเป็นช่วง ๆ ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควรเพราะบางช่วงมีปืนหินแหลม ๆ ขึ้นไป แต่เราจะมีไกด์จากทางแพคอยให้คำแนะนำเป็นอย่างดี ทั้งคอยบอกพันธุ์ไม้ เล่าประวัติอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่สมองอันน้อยนิดของเราก็จำอะไรไม่ค่อยได้ 555


เราใช้เวลากันประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ เศษไปทาง 2 ก็เดินขึ้นมาถึงเป้าหมายของเรา


บอกเลยวิวข้างบนมันว้าวมากกก ถ้าเป็นตอนเช้าที่มีหมอกคงจะสวยมาก ๆ พวกเราเก็บภาพกันสักพัก นั่งพักกันหายเหนื่อยก็รีบลงมา เพราะพื้นที่ข้างบนค่อนข้างน้อย แล้วจะมีนักท่องเที่ยมาเรื่อย ๆ สำหรับใครจะไปที่นี่บอกเลยมันสวยมาก แต่ใช้ความระมัดระวังกันด้วยนะครับ


เมื่อลงจากเขาก็ดูเหมือนว่าจะหมดเวลาสำหรับพวกเราแล้ว กลับไปกินมื้อเที่ยงแล้วก็ต้องเตรียมตัวกลับกันแล้ว

และก่อนจะเดินทางกลับจากแพ ยังพอมีเวลาเหลือเลยขออนุญาติพี่เข้าไปถ่ายรูปเก๋ ๆ ในแต่ละห้องหน่อยแล้วกัน


เพราะนอกจาก Honeymoon suite ที่พวกเรานอนกันแล้ว ที่นี่ก็จะมีห้องพักอีก3 แบบ ก็คือ Delux room, Villa room และ Family room
และในที่สุดก็หมดเวลาของพวกเราแล้วสำหรับที่นี่ ไม่อยากกลับเลยแต่ก็คงไม่ได้ เอาเป็นว่าเราจะกลับมาอีกแล้วกันนะครับ
และก่อนกลับจากแพ ก็ขอถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกกับเจ้าของแพอีกสักรอบ พี่เค้าเป็นกันเองมาก ตากแดดก็ไม่บ่น ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเลย ^^

และแล้วก็ต้องลากันแล้วแพ 500 ไร่ แล้วพบกันใหม่นะครัชชช สัญญาจะกลับมาอีกแน่นอน
และระหว่างทางกลับนั้น พวกเราก็ไม่พลาดที่จะแวะไปแชะภาพกับเขาสามเกลอเพื่อเอาไว้กลับไปเช็คอินให้เพื่อน ๆ อิจฉา ^^

สำหรับทริปนี้สนุกมาก และมันได้อะไรที่มากกว่าแค่รีสอร์ทสวย วิวสวยมาก ๆ ไม่เชื่อลองไปกันนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะค้าบบบบ



แต่เดี๋ยวก่อนใครอยู่ถึงตอนนี้ ก็ไปติดตามกันเถอะ(ขายของหน่อย 555) เพจวิถีตากล้อง นะครับ รออยู่ ^^

ความคิดเห็น